Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • WEF เตือนโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนอำนาจ เสี่ยงเศรษฐกิจแตกขั้ว หนี้พุ่ง เทคโนโลยีเร่งเกม

    WEF เตือนโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนอำนาจ เสี่ยงเศรษฐกิจแตกขั้ว หนี้พุ่ง เทคโนโลยีเร่งเกม

     รายงานความเสี่ยงโลก Global Risks Report  2026 ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) หรือ WEF ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและการเมืองโลก โดยระบุว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคสมัยแห่งการชิงดีชิงเด่น” (The Age of Competition) อย่างเต็มตัว โลกในปี 2026 กำลังยืนอยู่บนขอบเหวของความไม่แน่นอนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากความขัดแย้งทางการทหารและการนำอาวุธทางเศรษฐกิจมาใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้สังคมเกิดการแตกแยกและสถาบันระหว่างประเทศที่เคยสร้างเสถียรภาพกลับต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน

    จากการสำรวจความเห็นของผู้เชี่ยวชาญและผู้นำทั่วโลกกว่า 1,300 คน พบว่าร้อยละ 50 มองภาพรวมในระยะสั้น 2 ปีข้างหน้าในเชิงลบ โดยคาดว่าจะเกิดความปั่นป่วนหรือพายุวิกฤต และตัวเลขนี้พุ่งสูงขึ้นเป็นร้อยละ 57 เมื่อมองออกไปในระยะ 10 ปีข้างหน้า ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 1 เท่านั้นที่เชื่อว่าโลกจะอยู่ในสภาวะสงบสุข

    ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดในระยะสั้นคือการเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic Confrontation) ซึ่งขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในใจของผู้ตอบแบบสำรวจ สภาวะการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงการถอยห่างจากระบอบพหุภาคีไปสู่โลกที่แบ่งขั้วอำนาจโดยไม่มีกติกาพหุภาคีคอยกำกับดูแล (Multipolarity without Multilateralism) เมื่อความไว้วางใจซึ่งเป็นกลไกสำคัญของความร่วมมือเสื่อมค่าลง ประเทศมหาอำนาจและประเทศอำนาจปานกลางต่างพยายามกำหนดและบังคับใช้กฎเกณฑ์ในระดับภูมิภาคของตนเอง

    โดยร้อยละ 68 ของผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าโลกจะดำเนินไปในทิศทางที่มีหลายขั้วอำนาจและกระจัดกระจายมากขึ้น ภาวะเช่นนี้ทำให้การแก้ปัญหาร่วมกันของโลก เช่น วิกฤตภูมิอากาศ หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศมักให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ภายในชาติมากกว่าความร่วมมือรวมหมู่

    ในมิติของเศรษฐกิจโลก รายงานระบุว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ “การคิดบัญชีทางเศรษฐกิจ” (An Economic Reckoning) ซึ่งเป็นการบรรจบกันของความเสี่ยงที่ก่อตัวมานานหลายทศวรรษ ความกังวลเรื่องการถดถอยทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยการถดถอยทางเศรษฐกิจถูกจัดเป็นความเสี่ยงที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    ปัจจัยสำคัญคือภาระหนี้สินที่พอกพูนขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชนทั่วโลก ซึ่งมียอดรวมสูงถึง 251 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 235 ของจีดีพีโลกในปี 2024 รัฐบาลหลายประเทศกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการบริหารจัดการขาดดุลการคลังในยุคที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง และต้องตัดสินใจอย่างเจ็บปวดระหว่างการลดรายจ่ายสำคัญหรือการเพิ่มภาษีเพื่อรองรับต้นทุนการชำระหนี้ โดยเฉพาะในปี 2025-2027 ที่หนี้สาธารณะเกือบร้อยละ 45 ของประเทศในกลุ่ม OECD กำลังจะครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งอาจนำไปสู่ความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดพันธบัตรหากนโยบายการคลังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

    นอกจากปัญหาหนี้สินแล้ว ความเสี่ยงเรื่อง “ฟองสบู่ทรัพย์สินแตก” (Asset Bubble Burst) ก็เป็นอีกประเด็นที่นักธุรกิจต้องจับตามอง โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งมีการระดมทุนมหาศาล

    รายงานชี้ว่าหากการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่สามารถสร้างรายได้ที่จับต้องได้ตามที่คาดหวัง หรือหากนักลงทุนเปลี่ยนท่าทีต่อบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ก็อาจเกิดการพังทลายของราคาหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงเกินจริง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบการเงินโลก

    ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความเสี่ยงของ “เงินเฟ้อตีกลับ” (Boomerang Inflation) จากการกีดกันทางการค้าและการตั้งกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ซึ่งจะซ้ำเติมค่าครองชีพและลดอำนาจซื้อของผู้บริโภคในวงกว้าง และหากธนาคารกลางสูญเสียความเป็นอิสระจากการถูกกดดันโดยฝ่ายการเมืองเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินผ่านการสร้างเงินตรา (Debt Monetization) ความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจจะถูกทำลายและนำไปสู่ความผันผวนทางการเงินอย่างรุนแรง

    ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแม้จะสร้างโอกาสมหาศาลแต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงเชิงระบบที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะเรื่อง AI และเทคโนโลยีควอนตัม (Quantum Leap) ในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยี AI ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงที่มีอันดับพุ่งสูงขึ้นเร็วที่สุดจากอันดับที่ 30 ขึ้นมาเป็นอันดับที่ 5 AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยไปสู่การเป็นพลังขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อตลาดแรงงาน สังคม และความมั่นคง

    ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด AI อาจทำให้เกิดการว่างงานในวงกว้าง โดยเฉพาะในกลุ่มพนักงานออฟฟิศระดับเริ่มต้น (White-collar) ซึ่งอาจพุ่งสูงถึงร้อยละ 10-20 ในบางประเทศ และนำไปสู่เศรษฐกิจรูปตัว K ที่ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่กับเจ้าของทุนและแรงงานทักษะสูงเพียงไม่กี่กลุ่ม

    นอกจากนี้ ความสามารถของ AI ในการสร้างข้อมูลบิดเบือนและ Deepfakes ยังเป็นภัยคุกคามต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลและกระบวนการทางประชาธิปไตย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกแยะความจริงจากเรื่องโกหกในโลกออนไลน์จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

    สำหรับเทคโนโลยีควอนตัม รายงานเตือนถึงสภาวะ “ความประมาทเลินเล่อทางรหัสลับ” (Cryptographic Complacency) เนื่องจากความสามารถในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจทำลายระบบการเข้ารหัสข้อมูลที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดได้ภายในทศวรรษหน้า หรือที่เรียกกันว่า “Q-day” หากองค์กรต่างๆ ไม่เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการเข้ารหัสที่ต้านทานควอนตัมได้ ข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา และความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญจะตกอยู่ในอันตรายจากการถูกถอดรหัสโดยตัวแสดงที่ประสงค์ร้าย การแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำทางควอนตัมระหว่างมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การแบ่งแยกขั้วเทคโนโลยี (Tech Bifurcation) ที่สมบูรณ์ ซึ่งประเทศอื่นๆ จะถูกบีบให้ต้องเลือกข้างและสูญเสียอธิปไตยทางเทคโนโลยี

    ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน รายงานระบุว่า “โครงสร้างพื้นฐานกำลังตกอยู่ในอันตราย” (Infrastructure Endangered) จากสามปัจจัยหลักคือ ระบบที่เก่าแก่และขาดการบำรุงรักษา ความเปราะบางต่อสภาพอากาศที่รุนแรง และการตกเป็นเป้าหมายในสงครามไฮบริด โครงสร้างพื้นฐานสำคัญในกลุ่มประเทศ OECD หลายแห่งถูกสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สองและถึงเวลาที่ต้องได้รับการยกเครื่องครั้งใหญ่ท่ามกลางภาวะตึงตัวทางการคลัง

    ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้เกิดคลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น กำลังสร้างความเสียหายโดยตรงและทางอ้อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า ระบบประปา และเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ เช่น เหตุการณ์ภัยแล้งในคลองปานามาที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลและดาวเทียมยังกลายเป็นแนวหน้าใหม่ของความขัดแย้ง โดยมีการโจมตีทางไซเบอร์ต่อระบบควบคุมอุตสาหกรรมและการตัดสายเคเบิลใต้ดินบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งหากเหตุการณ์เหล่านี้ลุกลามจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐในการให้บริการพื้นฐานพังทลายลง

    ความเสี่ยงด้านสังคมยังคงเป็นประเด็นที่มีความเชื่อมโยงสูงที่สุด โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำ (Inequality) ที่ถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลางของการกระตุ้นความเสี่ยงอื่นๆ การแตกแยกทางความคิดและวัฒนธรรม (Societal Polarization) ขยับอันดับขึ้นมาเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงลำดับที่ 3 ในระยะ 2 ปีข้างหน้า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความรู้สึกของพลเมืองที่ถูกทอดทิ้งจากระบบเศรษฐกิจและสูญเสียความเชื่อมั่นว่านโยบายรัฐจะสามารถยกระดับความเป็นอยู่ของพวกเขาได้ สภาวะเช่นนี้ถูกซ้ำเติมด้วยการไหลเวียนของข้อมูลเท็จที่สร้างความเกลียดชังและลดทอนความเห็นอกเห็นใจในเพื่อนมนุษย์

    ในขณะที่ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมแม้จะถูกลดความสำคัญลงชั่วคราวในระยะสั้นเนื่องจากผู้นำหันไปให้ความสนใจกับปัญหาร้อนตัวด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ แต่ในระยะ 10 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการล่มสลายของระบบนิเวศ ยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุด

    เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ รายงานได้เสนอแนะแนวทางปฏิบัติที่เน้นความร่วมมือในรูปแบบใหม่ๆ แม้จะอยู่ในยุคของการแข่งขันก็ตาม โดยในด้านภูมิเศรษฐศาสตร์ รัฐบาลควรแสวงหาพื้นที่ที่สามารถร่วมมือกันได้ผ่าน “กลุ่มของผู้ที่พร้อม” (Coalitions of the Willing) เพื่อขับเคลื่อนวาระการค้าและการลงทุนเฉพาะส่วน และควรปกป้องความสามารถของภาคเอกชนในการมีปฏิสัมพันธ์ข้ามพรมแดน

    สำหรับปัญหาหนี้สิน กลไกทางการเงินที่เป็นนวัตกรรม เช่น การสลับหนี้เพื่อการพัฒนา (Debt-for-Development Swaps) จะมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศรายได้น้อย ในมิติเทคโนโลยี องค์กรต้องเริ่มวางโรดแมปสู่ความมั่นคงทางไซเบอร์ในยุคควอนตัมตั้งแต่วันนี้ และรัฐบาลต้องมีกลยุทธ์ระดับชาติเพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ส่วนการรับมือ AI ต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้และการฝึกทักษะใหม่ให้แรงงานอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งปรับปรุงสัญญาประชาคมให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง

    บทสรุปของรายงานย้ำเตือนว่าอนาคตไม่ใช่เส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาคมโลกในปัจจุบัน แม้ระเบียบพหุภาคีแบบเดิมจะเสื่อมถอย แต่การสร้างความไว้วางใจผ่านกลไกความร่วมมือที่หลากหลาย ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย (Multi-stakeholder) ยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกที่ซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นเรื่อยๆ นักธุรกิจและผู้นำจึงต้องมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ต่อความเสี่ยงเหล่านี้เพื่อไม่เพียงแต่เตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคาม แต่เพื่อมองหาหนทางในการนำพาองค์กรและสังคมก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างมั่นคง

    รายงานความเสี่ยงโลกประจำปี 2026 จัดอันดับความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดโดยแบ่งตามกรอบเวลาและเกณฑ์การวัดที่แตกต่างกัน เพื่อช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญและผู้นำระดับโลกสามารถบริหารจัดการวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันควบคู่ไปกับการวางแผนในระยะยาวได้ โดยอันดับความเสี่ยงที่สำคัญมีดังนี้:

    10 อันดับความเสี่ยงที่คาดว่าจะก่อให้เกิดวิกฤตการณ์โลกในปี 2026 (Current Global Risks)

    การจัดอันดับนี้พิจารณาจากความเห็นของผู้เชี่ยวชาญว่าความเสี่ยงใดมีแนวโน้มสูงสุดที่จะสร้างวิกฤตการณ์ที่รุนแรงต่อโลกในปี 2026:

    1. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic confrontation) (18%)
    2. ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (State-based armed conflict) (14%)
    3. เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events) (8%)
    4. ความแตกแยกทางสังคม (Societal polarization) (7%)
    5. ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation) (7%)
    6. ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic downturn) (5%)
    7. การกัดกร่อนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางแพ่ง (Erosion of human rights and/or of civic freedoms) (4%)
    8. ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Adverse outcomes of AI technologies) (4%)
    9. ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity) (3%)
    10. ความเหลื่อมล้ำ (Inequality) (3%)

    10 อันดับความเสี่ยงตามระดับความรุนแรงในระยะสั้น (2 ปี)

    ในกรอบเวลา 2 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงในกลุ่ม ภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ขยับขึ้นมาเป็นความกังวลหลัก:

    1. การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomic confrontation)
    2. ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation)
    3. ความแตกแยกทางสังคม (Societal polarization)
    4. เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events)
    5. ความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างรัฐ (State-based armed conflict)
    6. ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity)
    7. ความเหลื่อมล้ำ (Inequality)
    8. การกัดกร่อนสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพทางแพ่ง (Erosion of human rights and/or of civic freedoms)
    9. มลพิษ (Pollution)
    10. การย้ายถิ่นฐานหรือการพลัดถิ่นโดยไม่สมัครใจ (Involuntary migration or displacement)

    10 อันดับความเสี่ยงตามระดับความรุนแรงในระยะยาว (10 ปี)

    เมื่อมองออกไปในระยะ 10 ปี ความเสี่ยงด้าน สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี กลับมาเป็นประเด็นที่มีความรุนแรงสูงสุด โดยความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมครองอันดับในท็อป 10 ถึง 5 ลำดับ:

    1. เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme weather events)
    2. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการล่มสลายของระบบนิเวศ (Biodiversity loss and ecosystem collapse)
    3. การเปลี่ยนแปลงอย่างวิกฤตต่อระบบต่างๆ ของโลก (Critical change to Earth systems)
    4. ข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ (Misinformation and disinformation)
    5. ผลกระทบเชิงลบจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Adverse outcomes of AI technologies)
    6. การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resource shortages)
    7. ความเหลื่อมล้ำ (Inequality)
    8. ความไม่มั่นคงทางไซเบอร์ (Cyber insecurity)
    9. ความแตกแยกทางสังคม (Societal polarization)
    10. มลพิษ (Pollution)

    ที่มา: Global Risks Report  2026 World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_x3BeWAtzL0PhA9JmisGC

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • 8 พรรค งัดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ ใครจะพาไทยฝ่ามรสุม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    8 พรรค งัดวิสัยทัศน์เศรษฐกิจ ใครจะพาไทยฝ่ามรสุม – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น- การเลือกตั้งปี 2569 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ กำลังเดินหน้าแข็งขันกันอย่างดุเดือด ปี่กลองการเมืองยิ่งร้อนแรงขึ้นทุกขณะ โดยโจทย์ใหญ่ของประเทศในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่การได้รัฐบาลใหม่ แต่คือ “ใครจะพาเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยรอดพ้นจากวิกฤต” เวที “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” ที่จัด

    โดย FETCO หรือ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จึงกลายเป็นพื้นที่สำคัญ ที่เปิดโอกาสให้ตัวแทนจาก 8 พรรคการเมือง นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจและกำหนดทิศทางประเทศต่อภาคธุรกิจ และนักลงทุน

    ดัน EEC สู่เวทีโลก ปั้นเศรษฐกิจพรีเมียม 

    เริ่มจากต้นจาก นายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายด้านเศรษฐกิจพรรคกล้าธรรม มองว่า EEC ไม่ควรเป็นแค่เขตอุตสาหกรรม แต่ต้องปั้นให้เป็น “ของพรีเมียม” บนเวทีโลก ใช้สถานทูตไทยทั่วโลกเป็นเหมือนโชว์รูมประเทศ ช่วยขายสินค้าไทยคุณภาพสูง พร้อมดัน SME และสตาร์ทอัพใช้ AI เจาะนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก และเร่งคืน VAT ให้ผู้ส่งออกมีเงินหมุน ไม่สะดุดตั้งแต่ต้นทาง

    สร้าง New Engine ผสานเศรษฐกิจจริงกับตลาดทุน 

    ต่อมา ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอสร้าง “New Engine” เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ ที่ไม่แยกเศรษฐกิจจริงออกจากตลาดทุน ตั้งทีมเดียวกันระหว่าง BOI, EEC และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อดึง FDI ตั้งแต่วันแรกที่นักลงทุนสนใจ พร้อมเคลียร์ระบบราชการที่ซ้ำซ้อน ให้เดินงานได้เร็วขึ้นจริง

    แผน 25 ปี ระดมทุนพัฒนาเศรษฐกิจทั่วประเทศ 

    ขณะที่ นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจพรรคไทยสร้างไทย มองยาวถึง 25 ปี ใช้ตลาดทุนเป็นแหล่งเงินทำเมกะโปรเจกต์ผ่านท้องถิ่นทั่วประเทศ ตั้งเป้าให้เงินหมุนเวียนปีละกว่า 2 แสนล้านบาท ควบคู่กองทุนช่วยปลดหนี้ SME และครัวเรือนแบบรัฐสมทบ ลดแรงกดดันหนี้ประเทศในระยะยาว

    ปฏิรูปโครงสร้าง ทลายผูกขาด สร้างนิติรัฐ 

    ด้าน ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรค และ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พูดอย่างตรงไปตรงมา ว่าเศรษฐกิจไทยกำลัง “ทรุดเชิงโครงสร้าง” ทางรอดคือต้องทุบผูกขาด ใช้กฎหมายการแข่งขันจริงจัง เอางบรัฐไปพัฒนาเทคโนโลยีของไทยเอง และทำให้นิติรัฐเข้มแข็ง เพื่อดึงทั้งนักลงทุนและคนเก่งจากทั่วโลก

    รัฐต้องเปิดทาง ไม่ใช่ขวางทาง 

    ส่วนนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ เสนอเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก “ผู้ขวางทาง” เป็น “ผู้เปิดทาง” ผ่านการปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง ยกเลิกกฎหมายล้าสมัย เปิดเสรีไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนภาคผลิต พร้อมยกระดับภาคเกษตรและโลจิสติกส์ ลดต้นทุนการขนส่งของประเทศ

    แก้หนี้ทั้งระบบ ฟื้นฐานรากเศรษฐกิจ 

    อย่างไรก็ดี ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เสนอทางออกโดยเน้นแก้หนี้แบบครบวงจร ตั้ง AMC จัดการหนี้เสีย พักหนี้เกษตรกร 3 ปี ดึงหนี้นอกระบบเข้าระบบ พร้อมประกันกำไรเกษตรกร 30% และสร้างแพลตฟอร์ม E-commerce ของไทยเอง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SME แข่งขันได้จริง

    ดัน GDP โตเกิน 3% ใช้ Silver Economy เป็นพลัง 

    นอกจากนี้นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย กลับมองอีกด้านหนึ่งโดยตั้งเป้าผลักดัน GDP เติบโตเกิน 3% ภายในปี 2569 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเป็น 30% ของงบประมาณ ชูแนวคิด Silver Economy เปลี่ยนผู้สูงวัยให้เป็นพลังทางเศรษฐกิจ พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับความโปร่งใสในภาครัฐ

    ลดต้นทุนพลังงาน ดึงอุตสาหกรรมอนาคต 

    สุดท้าย ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โฟกัสลดต้นทุนพลังงาน ผ่านนวัตกรรม เสนอเปิดเสรีโซลาร์เซลล์ ลดอุปสรรคด้านพลังงานสะอาด เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Semiconductor และ Data Center พร้อมต่อยอดอุตสาหกรรมต้นน้ำภายในประเทศ

    .

    อย่างไรก็ตามแม้วิสัยทัศน์และแนวทางของแต่ละพรรคจะแตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดจากเวทีนี้ คือทุกพรรคต่างมุ่งหวังเห็นเศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแรง ตลาดทุนมีบทบาทสร้างโอกาส และประเทศเดินหน้าอย่างยั่งยืนอีกครั้ง การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือการเลือกทิศทางอนาคตของประเทศไทย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/17/610253/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GfRFM7_e6lSzeVN5AILYy

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เพื่อตอบโต้แถลงการณ์แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกกลุ่ม G7

    แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เพื่อตอบโต้แถลงการณ์แทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกกลุ่ม G7

    กระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านประณามอย่างรุนแรงต่อแถลงการณ์ที่มีลักษณะแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่านจากกลุ่ม G7 และถือว่าแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหลักฐานที่ชัดเจนถึงท่าทีเสแสร้งและสองมาตรฐานของประเทศสมาชิกกลุ่มนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกาในประเด็นสิทธิมนุษยชน

    “ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ภายใต้อิทธิพลของการชี้นำจากสหรัฐอเมริกาและระบอบไซออนิสต์ (อิสราเอล) จงใจเพิกเฉยต่อความจริงที่ชัดเจนว่า การชุมนุมอย่างสันติของประชาชนอิหร่านได้ถูกทำให้กลายเป็นความรุนแรงจากการแทรกซึมอย่างเป็นระบบขององค์ประกอบก่อการร้ายที่ติดอาวุธโดยระบอบไซออนิสต์ ในช่วงวันที่ 18–20 เดือนเดย์ ปี 1404 (8–10 มกราคม) ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ประท้วงจำนวนมาก รวมถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ถูกโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

    แถลงการณ์และถ้อยแถลงอย่างเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทั้งในปัจจุบันและอดีตของสหรัฐอเมริกา รวมถึงเจ้าหน้าที่ของระบอบไซออนิสต์ ที่มีการปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงและการสังหารประชาชน ประกอบกับเอกสารและหลักฐานที่น่าเชื่อถือซึ่งรวบรวมโดยหน่วยงานด้านความมั่นคง แสดงให้เห็นถึงบทบาทโดยตรงของระบอบอิสราเอลในการติดอาวุธและจัดตั้งกลุ่มก่อการร้ายติดอาวุธ และการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาต่อกลุ่มเหล่านี้

    สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ยืนยันถึงความมุ่งมั่นตามกฎหมาย ศีลธรรม และหลักมนุษยธรรม ในการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงสิทธิในการประท้วงอย่างสันติ และจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในการปกป้องความปลอดภัยของพลเมืองและความสงบเรียบร้อยของประเทศ จากการก่อการร้ายที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงการปกป้องอธิปไตยแห่งชาติและบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่านจากภัยคุกคามหรือการรุกรานใด ๆ จากต่างชาติ

    ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 ซึ่งแต่ละประเทศมีประวัติอันน่าละอายเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงทั้งภายในประเทศของตนเองและในภูมิภาคเอเชียตะวันตก และเนื่องจากการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อระบอบไซออนิสต์ หรือการเพิกเฉยและไม่ดำเนินการใด ๆ ต่ออาชญากรรมของระบอบดังกล่าว จึงถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดโดยตรงกับระบอบอิสราเอลในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการลบล้างเชิงอาณานิคมต่อประชาชนชาวปาเลสไตน์ ดังนั้นจึงไม่มีความชอบธรรมทางศีลธรรมหรือสถานะทางจริยธรรมใด ๆ ในการตัดสินผู้อื่นหรือกล่าวอ้างประเด็นสิทธิมนุษยชนต่อประเทศอื่น

    ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความทรงจำร่วมของประชาชนอิหร่านจะไม่มีวันลืมการสนับสนุนของเจ้าหน้าที่สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อังกฤษ แคนาดา และประเทศสมาชิกบางประเทศของกลุ่ม G7 ต่อการรุกรานทางทหารของระบอบไซออนิสต์ต่ออิหร่าน และการสังหารชาวอิหร่านหลายร้อยคนในเดือนโคร์ดอด ปี 1404 (มิถุนายน 2025)

    ประเทศสมาชิกกลุ่ม G7 แทนที่จะออกแถลงการณ์หลอกลวงและแทรกแซงกิจการภายใน ควรยุติการแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน ยุติการคว่ำบาตรที่อยุติธรรมและผิดกฎหมายต่อประชาชนอิหร่าน และหยุดใช้แนวคิดด้านสิทธิมนุษยชนอันสูงส่งเป็นเครื่องบังหน้าในการแทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน และในการยุยงให้เกิดความรุนแรงและการก่อการร้าย

  • พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    พิษเศรษฐกิจลาม! คนว่างงานพุ่งทั่วสหรัฐฯ กดดัน “เฟด” จำใจหั่นดอกเบี้ย ส่องอานิสงส์ดันตลาดคริปโทฯ

    (16 ม.ค. 2026) – สัญญาณเตือนภัยเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐฯ เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยตัวเลขล่าสุดที่น่ากังวล โดยระบุว่าในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีพื้นที่เขตเมือง (Metropolitan areas) ถึง 259 แห่งจาก 387 แห่ง ทั่วประเทศ ที่มีอัตราการว่างงานสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่มีเพียง 8 พื้นที่เท่านั้นที่มีการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสถิติที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ กำลัง “หมดแรง” อย่างชัดเจน

    ตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ กลายเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญที่จะบีบคั้นให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องเร่งตัดสินใจ “ลดดอกเบี้ย” เร็วและแรงขึ้นในปี 2026 นี้ แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) เดือนธันวาคมจะขยับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.3% จากค่าเช่าบ้านและอาหาร แต่ความเสี่ยงที่คนอเมริกันจะตกงานจำนวนมากเริ่มมีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งตามกลไกเศรษฐกิจ เมื่อเฟดลดดอกเบี้ยเพื่อประคองการจ้างงาน จะส่งผลให้สภาพคล่องในระบบเพิ่มขึ้น และค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลง

    ผลกระทบต่อตลาดคริปโทเคอร์เรนซี: ในมุมมองของการลงทุน นี่คือ “ข่าวดีในข่าวร้าย” สำหรับสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin และคริปโทเคอร์เรนซี เพราะ:

    1. สภาพคล่อง (Liquidity): ตลาดแรงงานที่ย่ำแย่จะเร่งให้เฟดอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบผ่านการลดดอกเบี้ย ซึ่งเงินเหล่านี้มักจะไหลเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง
    2. ดอลลาร์อ่อนค่า: เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว นักลงทุนจะมองหาแหล่งพักเงินใหม่ ซึ่ง Bitcoin มักจะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมสั่นคลอน
    3. Risk-On Sentiment: ตลาดมักจะตอบรับเชิงบวกล่วงหน้า (Price-in) ทันทีที่เห็นโอกาสในการลดดอกเบี้ย ทำให้ช่วงไตรมาส 1 ของปี 2026 นี้ อาจเป็นช่วงเวลาทองของตลาดคริปโทฯ ท่ามกลางเศรษฐกิจจริงที่ซบเซา

    อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาดูภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจถดถอยแต่เงินเฟ้อสูง) อย่างใกล้ชิด เพราะหากเงินเฟ้อไม่ยอมลงแต่คนตกงานเพิ่มขึ้น เฟดจะตกที่นั่งลำบากในการดำเนินนโยบาย ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้ตลาดได้ในระยะสั้น

    ที่มา: bls

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/01/16/us-jobless-claims-rise-fed-rate-cut-crypto-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3co5sxXsobAJddK7FKP0SF

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    ascaw

    ปก web เพิ่มทักษะภาษาต่างประเทศ

    รมช.มหาดไทย เปิดงาน “ต่อยอดภูมิปัญญา พัฒนาผ้าไทยภาคเหนือสู่สากล” ดันผ้าไทยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน

    คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา ลงพื้นที่จังหวัดน่าน ติดตามการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเป้าหมายทางสังคม

    นครปฐม///พลังศรัทธาศิษย์-ครู! ชาวนครปฐมร่วมพิธีแห่ผ้าห่มองค์พระปฐมเจดีย์ เนื่องในวันครู ปี 2569

    สมุทรสาคร///อีกแล้ว!!! ท่อประปาแตก ทำพื้นถนนพระราม 2 ทรุด หนุ่มขับกระบะดีแม็กหัวพุ่งลงหลุม

    เทศบาลเมืองน่านต้อนรับนักท่องเที่ยว เปิดฉากค่ำคืนแรกงาน “หนาวนี้…กระซิบรักที่น่าน” ปีที่ 14

    12 อันดับ อากาศสุดแย่ ค่าฝุ่นพุ่งเกินค่ามาตรฐาน “จตุจักร” อันดับ 1 ฝุ่นพิษสูงสุดใน กทม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    ปก web หนาวนี้...กระซิบรักที่น่าน

    SOCAIL 16-9

    เมืองเก่าน่านผงาดเวทีโลก รับตราสัญลักษณ์ Green Destinations Top 100 ปี 2025

    “กรมอุตุฯ” เผยทั่วไทยรับมือกับความหนาวเย็น ภาคใต้ เจอฝนฟ้าคะนองบางพื้นที่

    ปจ.พิษณุโลก ร่วมตรวจประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพิจารณาคัดเลือก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ เข้ารับรางวัล ประจำปี 2569

    ราเชน ตระกูลเวียง กับพรรคทางเลือกใหม่ จุดยืนการเมืองชัดในยุคความขัดแย้ง กับแนวคิดสร้างความมั่นคงทั้งเศรษฐกิจและสังคม

    สมุทรสาคร///อำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร ทีมบัวสุวรรณ FCวางแผน สร้าง “อนาคตของเด็กสู้ความฝันที่เป็นจริง

    ชาวประทาย–โนนแดง เทใจหนุน “เรย์-อัครวัฒน์” ลงสนาม ส.ส.เขต 7 ในนามภูมิใจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR

  • เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    DE เปิดตัวแอปพลิเคชัน “DE-FENCE” อย่างเป็นทางการ โหลดใช้บริการฟรี “กัน-ก่อน-ลวง” หวังสกัดกั้นและตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทรและส่ง SMS

    นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) และโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ฝ่ายข้าราชการประจำ เป็นประธานงานเปิดตัวแอปพลิเคชันป้องกันการโทรหลอกลวง (DE-FENCE) ภายใต้โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง

    นายเวทางค์ เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงการสร้างความมั่นคงในโลกไซเบอร์ ได้เดินหน้าปราบปรามภัยออนไลน์อย่างเต็มกำลัง ซึ่งในวันนี้เป็นการเปิดตัวแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง หรือ DE-FENCE

    ซึ่งเป็นเครื่องมือดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นและแจ้ง “กัน-ก่อน-ลวง” เตือนภัยจากมิจฉาชีพที่มีกลโกงรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นการป้องกันมิจฉาชีพที่ใช้การโทรและการส่ง SMS หลอกลวงประชาชน ควบคู่กับมาตรการลงทะเบียนผู้ให้บริการส่ง SMS ใหม่ทั้งระบบ

    ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนทุกๆ ปี เพื่อให้สามารถระบุว่าผู้ให้บริการและผู้ส่ง SMS คือใคร รวมทั้งการลงทะเบียนการส่ง SMS แนบลิงก์ จะต้องระบุรายละเอียดของข้อความและลิงก์ เพื่อให้ผู้ให้บริการเครือข่ายตรวจสอบลิงก์ก่อนที่จะส่ง SMS ไปยังผู้ใช้บริการ

    นอกจากนี้ นายเวทางค์ ยังได้กล่าวถึงการทำงานหลักของแอปพลิเคชัน DE-fence ว่า “จุดเด่นของแอปพลิเคชัน คือ สามารถบูรณาการ แลกเปลี่ยนข้อมูลของหมายเลขโทรศัพท์ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐและเอกชน ทั้งเบอร์มิจฉาชีพ เบอร์ต้องสงสัย และเบอร์หน่วยงานของรัฐ เพื่อใช้ในการเตือนประชาชนให้ทราบข้อมูลของผู้โทรเข้าว่าเป็นเบอร์หน่วยงานของรัฐที่ลงทะเบียนถูกต้อง หรือเป็นเบอร์มิจฉาชีพหรือไม่ ก่อนรับสายหรืออ่านข้อความ SMS”

    “ทั้งนี้ ยังสามารถลิงก์ไปยังระบบแจ้งความออนไลน์ที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเจอเว็บไซต์ปลอมและยังสามารถโทรศัพท์ขอคำปรึกษา หรือแจ้งอายัดบัญชีคนร้ายผ่าน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 ได้ทันที เพื่อส่งข้อมูลให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกด้วย” นายเวทางค์ กล่าว

    สำหรับแอปพลิเคชัน DE-fence มีหลักการในการแบ่งสายโทรเข้า และ SMS ที่ได้รับ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ

    Cyber Community Thailand
    เปิดตัว “DE-FENCE” แอปฯ สกัด-ตัดวงจรมิจฉาชีพจากการโทร-SMS

    1. Blacklist หรือ อันตราย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดการหลอกลวงหรืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีโดยข้อมูลดังกล่าว ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงาน AOC ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์สายด่วน 1441 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

    ระบบของแอปพลิเคชัน DE-fence จะดำเนินการแจ้งเตือนผู้ใช้งานทันทีเมื่อมีสายโทรเข้าหรือข้อความ (SMS) จากหมายเลขในกลุ่ม Blacklist (อันตราย) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นทั้งด้านทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคล

    2. Greylist หรือ ระวังต้องสงสัย คือ หมายเลขโทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายน่าสงสัย หรือมีความเสี่ยงต่อการหลอกลวง แต่ยังไม่ผ่านการยืนยันว่าเป็นอาชญากรรมโดยตรง เช่น การติดต่อจากหมายเลขแปลกหรือไม่คุ้นเคย การติดต่อจากต่างประเทศ หรือโทรผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงหมายเลขโทรที่ประชาชนมีการแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนจำนวนมาก

    แอปพลิเคชัน DE-fence จะทำหน้าที่แจ้งเตือนระดับความเสี่ยงให้ผู้ใช้งานทราบ พร้อมแสดงสถานะ “ระวังต้องสงสัย” เพื่อให้ผู้ใช้งานใช้วิจารณญาณในการรับสายหรืออ่านข้อความ หลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวและการกดลิงก์จากทาง SMS

    3. Whitelist หรือ ลงทะเบียน คือ หมายเลขโทรศัพท์ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานรัฐ หรือที่เป็นหมายเลขที่ผู้ใช้งานได้ทำการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนเป็นหมายเลขที่มีความน่าเชื่อถือ หมายเลขในกลุ่ม Whitelist (ลงทะเบียน) โดยจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแยกแยะการติดต่อที่ปลอดภัยออกจากหมายเลขต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน เพื่อลดความสับสน และเพิ่มความมั่นใจในการรับสายหรือข้อความเข้า

    ปัจจุบันแอปพลิเคชัน DE-fence เปิดให้บริการแล้ว โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดได้ฟรี ทั้งระบบปฏิบัติการ Android ผ่าน Google Play และระบบปฏิบัติการ iOS ผ่าน App Store โดยแอปพลิเคชัน DE-fence เป็นแอปที่ใช้งานได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นแอปพลิเคชันเพื่อประชาชนโดยตรง

    อีกทั้งยังไม่มีโฆษณาภายในแอปพลิเคชัน นับเป็นการร่วมมือของภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาเครื่องมือที่มุ่งหวังสกัดกั้นมิจฉาชีพไซเบอร์ให้ลดลง “กัน-ก่อน-ลวง” ไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพทางไซเบอร์ และยังสามารถช่วยลดสถิติอาชญากรรมทางไซเบอร์

    จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DE-fence มาใช้กันทุกคน” นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ กล่าวทิ้งท้าย ทั้งนี้ สามารถดาวน์โหลดแพลตฟอร์มป้องกันการโทรหลอกลวง DE-FENCE ได้ที่

    ระบบ iOS : https://apps.apple.com/th/app/de-fence/id6741673813

    ระบบ Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=com.mdes.defence.de_fence&hl=en

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5/266259&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01MLVJ8gp15V96g1oVZDzm