Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ไทยหารือทูตคาซัคสถาน รุกขยายการค้าการลงทุนเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ

    ไทยหารือทูตคาซัคสถาน รุกขยายการค้าการลงทุนเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ


    ‘ศุภจี’กระชับสัมพันธ์คาซัคสถาน เปิดประตูการค้าเชื่อมอาเซียน-เอเชียกลาง เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์  เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    สำหรับคาซัคสถานเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยเนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยแม้ว่าคาซัคสถานจะเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล (Landlocked) แต่ก็สามารถเป็น Land-linked ให้กับไทยได้ โดยจะเป็นประตูหรือเกตเวย์ให้กับสินค้าและบริการจากไทยสู่ตลาดเอเชียกลางซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 80 ล้านคน และยังมีระบบโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมไปสู่ทวีปยุโรปทำให้ขนส่งสินค้าไปได้ในเวลาอันรวดเร็วใน

    ขณะที่ไทยเป็นประตูการค้าให้กับคาซัคสถานสู่อาเซียนได้เช่นกัน ในการหารือกับท่านทูตคาซัคสถานทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงโอกาสในการเป็นพันธมิตรที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันโดยเฉพาะในสินค้าเกษตรและอาหาร การร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะของ SMEs ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทยมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับคาซัคสถานในเรื่องนี้ได้

    นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีทรัพยากรแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย อาทิ ทองแดง เหล็ก และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ที่ไทยสนับสนุนได้เป็นอย่างดี

    นางศุภจี กล่าวว่า เอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญฝ่ายไทยเยือนคาซัคสถานเพื่อร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร InterFood Astana 2026 (วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569) และ FoodExpoQazakhstan 2026 (วันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569) และร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการบูรณาการ (Ministry of Trade and Integration) แห่งคาซัคสถาน

    รวมถึงขอให้ไทยพิจารณาการเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในคาซัคสถานเพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการของไทยในตลาดคาซัคสถาน โดยเห็นพ้องกับไทยให้มีการจัดประชุมคณะคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 โดยเร็วเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นโอกาสในการหารือแนวทางและความเป็นไปได้ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน รวมทั้งอาจพิจารณาให้มีการจัดประชุมของภาคเอกชนคู่ขนานไปกับการประชุมคณะกรรมการร่วมฯครั้งที่ 1 ด้วย

    นอกจากนี้ได้เชิญนักธุรกิจของคาซัคสถาน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่กระทรวงพาณิชย์จัดในปี 2569 โดยเฉพาะงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ “Bangkok Gems & Jewelry Fair” (วันที่ 22–26กุมภาพันธ์ และ 8–12 กันยายน) งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง “THAIFEX–HOREC Asia” (วันที่ 11–13 มีนาคม) งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย “THAIFEX–ANUGA Asia” (วันที่ 26–30 พฤษภาคม) และงานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการและขนส่งสินค้า “TILOG Logistix” (วันที่ 19–21 สิงหาคม)

     อย่างไรก็ดีกระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆจะต้องคำนึงถึงการเกื้อกูลกันระหว่างสองประเทศ มุ่งเน้นการเสริมประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในระยะยาว

    ทั้งนี้ คาซัคสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช(Commonwealth of Independent States : CIS)และกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU)และเป็นคู่ค้าอันดับ 99 ของไทยในตลาดโลกการค้าระหว่างไทยกับคาซัคสถานในปี 2567 มีมูลค่ารวม 153.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปคาซัคสถานเป็นมูลค่า 98.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากคาซัคสถานเป็นมูลค่า 54.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สำหรับปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) การค้ารวมระหว่างไทยกับคาซัคสถาน มีมูลค่า 165.07ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออก 88.83ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปคาซัคสถาน เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยางอัญมณีและเครื่องประดับ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และ อากาศยาน ยานอวกาศ และ ส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากคาซัคสถาน เช่น น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ สิ่งทออื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39479&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3aHQfNttxJJnGQ3-IcRBAN

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    ปก web แห่ขึ้นทะเบียนผู้ทำการประมง

    ปก web มอบทุนนักศึกษา

    เชียงราย เปิดงาน “Life Artist” ยกระดับศิลปาชีพท้องถิ่นสู่สากล ชูจุดขาย “กาแฟ-สิ่งทอ” กระตุ้นท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    สุโขทัย วัดหนองทองจัดใหญ่งานวันเด็กย้อนหลังให้เด็กที่พลาดไปร่วมงาน

    ชาวบ้านอุตรดิตถ์ไม่มีไฟฟ้าใช้ วอนขอความช่วยเหลือ เด็กนักเรียนไร้แสงไฟยามค่ำคืน

    “บิ๊กเล็ก” นำชาวตราดร้องเพลงชาติบ้านสามหลัง ชื่นชมทหารแนวหน้า ย้ำ 1 ปีไม่ถอนกำลัง ชาวบ้านฝากอย่าเปิดด่าน

    เทศบาลเมืองน่านจัดกิจกรรมวันครู ครั้งที่ 70 ประจำปี 2569 น้อมรำลึกพระคุณบูรพาจารย์ ภายใต้คำขวัญ “คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มีครู”

    สนามเลือกตั้งเชียงรายเขต 1 ดุเดือด พท.-ปชน. ยังแรง จับตา กธ. ถึงหน้าใหม่แต่มีสิทธิ์สอดแทรก ต้องลุ้นจนวันสุดท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    ปก web รำลึกพระคุณบูรพาจารย์

    ปก web เจาะสนามเลือกตั้งเชียงราย เขต 1

    เชียงใหม่ นำสินค้าไทยสู่สากลจับคู่ธุรกิจ สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการภาคเหนือ บนเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแห่งโอกาส

    “จตุพร บุรุษพัฒน์ ”แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคโอกาสใหม่ ลงพื้นที่อยุธยา ช่วยหาเสียงอดีตผู้ว่าฯอยุธยา ผู้สมัคร เขต 4 ชูนโยบายแก้ปัญหาน้ำท่วม สวัสดิการตั้งแต่เกิด มีเราไม่มีมืด

    ตชด.325 เชียงกลาง สนับสนุนภารกิจรักษาความปลอดภัยการสำรวจและซ่อมแซมหลักเขตแดนไทย–ลาว พื้นที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    กาญจนบุรี///กระบะหลบด่านหนีชนรถพ่วงฝืนขับหนีจอดทิ้งในป่า ตร.ไล่จับเมียนมามาได้ คนขับรถพ่วงเซ็งชี้เลขรถ

    นครสวรรค์ การแถลงข่าวงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2568-2569 หรือ “ตรุษจีนปากน้ำโพ ปีที่ 110”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR

  • “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ | TOPNEWS

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จ.อุทัย สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียง-ลาวครั่ง-มหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 22:24

    “ซาบีดา” เปิดตัว “ชุมชนบ้านสะนำ” จังหวัดอุทัยธานี สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ปี 68 ดันพลังวัฒนธรรมลาวเวียงและลาวครั่ง และมหัศจรรย์ต้นไม้ยักษ์ สู่หมุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก

    วันที่ 16 มกราคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ชุมชนบ้านสะนำ จังหวัดอุทัยธานี โดยมี นายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และชาวบ้านสะนำให้การต้อนรับ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวลาวเวียงและลาวครั่ง ณ ตลาดต้นไม้ยักษ์ ชุมชนบ้านสะนำ ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี

    กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นขึ้นอย่างประทับใจด้วยการแสดง “รำเดินเพลงเสียงจากสาวลาว” ต้อนรับคณะผู้มาเยือน ต่อด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านจากเยาวชนโรงเรียนวัดสะนำในชุด “รำมวยโบราณ” และการละเล่นที่หาชมได้ยากอย่าง “รำนางด้ง” จากชมรมผู้สูงอายุตำบลบ้านไร่ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พิธีเปิด
    ซึ่งประธานได้ทำการหมุนวงล้อจำลองการ “โล้ต้นหมาก” อันเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านสะนำในการเก็บหมาก จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้เยี่ยมชมสาธิตภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม อาทิ กระบวนการทอผ้าลายโบราณ การทำผลิตภัณฑ์จากกาบหมากที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชมผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) ที่สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของคนในพื้นที่ รวมถึงเยี่ยมชมผ้าทอลาวครั่งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอ จากผู้ประกอบการด้านผ้าทอในอำเภอบ้านไร่ และให้กำลังใจผู้ประกอบการในบริเวณตลาดชุมชนบ้านไร่ อย่างอบอุ่น

    นางสาวซาบีดา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบาย “วัฒนธรรมนำไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” โดยผลักดันให้พลังทางวัฒนธรรมกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ ผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสร้างสรรค์ นโยบาย UNSEEN “ไท ไทย” ภายใต้แนวคิด “สืบสาน สร้างสรรค์ นำวัฒนธรรมไทย สู่อนาคตอย่างยั่งยืน” ผลักดันโครงการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” เพื่อเฟ้นหาชุมชนที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติ ซึ่งชุมชนบ้านสะนำ ได้รับคัดเลือก เป็น 1 ใน 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชน ยลวิถี ประจำปี 2568 เนื่องจากมีความเข้มแข็งในการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างคุณค่าทางสังคม เพื่อให้เป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่จะสร้างงานและกระจายรายได้สู่คนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า “ชุมชนบ้านสะนำ” ไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านท่องเที่ยวทั่วไป แต่คือ “เพชรเม็ดงาม” แห่งจังหวัดอุทัยธานีที่ทุกคนต้องมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต ชุมชนแห่งนี้เป็นแหล่งรวม ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว โดยมี “ต้นไม้ยักษ์” หรือต้นเซียง อายุกว่า 400 ปี ขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ซึ่งต้องใช้คนถึง 40 คนโอบ ตั้งตระหง่านอยู่กลางป่าหมากล้านต้นอันร่มรื่น นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวลาวครั่งที่ยังคงแต่งกายด้วยผ้าทอมือลายโบราณอันวิจิตร ลิ้มรสสำรับอาหารพื้นถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ แจ่วผีโพง ยำผักกูด และหมกหน่อไม้รสมือแม่

    นอกจากนี้ยังมีสถานที่ใกล้เคียงที่น่าสนใจ เช่น วัดเขาวง (ถ้ำเขาวง) สถาปัตยกรรมเรือนไทยท่ามกลางขุนเขา ฝายกั้นน้ำปางสวรรค์ และถ้ำพุหวายที่สุดของหินงอกหินย้อย ด้วยเสน่ห์ของวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผสมผสานกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และรอยยิ้มที่จริงใจของคนในชุมชน บ้านสะนำจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่โหยหาความสงบและต้องการเรียนรู้วัฒนธรรม

    1111

    ปก web แถลงข่าว“ตรุษจีนปากน้ำโพ ปีที่ 110”

    นครสวรรค์ การแถลงข่าวงานประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ประจำปี 2568-2569 หรือ “ตรุษจีนปากน้ำโพ ปีที่ 110”

    โจรแสบวนเวียน ฉวยโอกาสลัก จยย.กลางตลาด

    กาญจนบุรี///รถบรรทุกน้ำมันหลุดโค้งพลิกคว่ำหวิดเกิดทะเลเพลิง ชาวบ้านวอนขับช้าๆ เกิดเหตุที่เดิมสองครั้ง

    “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจ เหตุเครนถล่ม “โคราช – พระราม 2” จี้เร่งหามาตรการอุดช่องโหว่ความปลอดภัย “โครงการก่อสร้างภาครัฐ”

    เชียงใหม่ เริ่มแล้ว กิจกรรม แฟรนไซส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 2

    เชียงใหม่ จัดพิธีไหว้ครูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดองค์ความรู้และวัฒนธรรมไทยสู่สากสากลประจำปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457569&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14xR8IHobdsxCzpFmZ-3ZR

  • เริ่มต้นปีแห่งการเดินทางท่องเที่ยวของคุณที่ สเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก

    เริ่มต้นปีแห่งการเดินทางท่องเที่ยวของคุณที่ สเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก

    เริ่มต้นปีแห่งการเดินทางท่องเที่ยวของคุณที่ สเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท

    สเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท ขอเชิญนักเดินทาง วางแผนการเข้าพักตลอดปี 2569 พร้อมรับสิทธิประโยชน์และส่วนลดพิเศษผ่านโปรแกรม IHG One Rewards ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนช่วงซัมเมอร์ระยะยาว การพักผ่อนกลางปี หรือการพักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ผู้เข้าพักสามารถเพลิดเพลินกับความคุ้มค่าใจกลางกรุงเทพฯ

    สมาชิก IHG One Rewards รับส่วนลด 25% เมื่อจองห้องพัก โรงแรมให้บริการห้องสวีทขนาดกว้างขวาง เหมาะสำหรับการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว ออกแบบเพื่อความสะดวกสบาย พร้อมครัวที่มีอุปกรณ์ครบครัน เครื่องซักผ้าและอบผ้าในห้อง ผู้เข้าพักยังสามารถเพลิดเพลินกับอาหารเช้าฟรี และเข้าใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงแรม อาทิ ออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่น ฟิตเนสเซ็นเตอร์ และกิจกรรม The Social Night

    สมาชิก IHG One Rewards รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเมื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน IHG One Rewards รับโบนัส 500 คะแนน และรับคะแนนสะสม 2 เท่า สำหรับการเข้าพักเพิ่มเติมที่เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 สมัครสมาชิกได้ฟรีที่ ihg.com/rewardsclub/gb/en/join

    ห้องสตูดิโอ สวีท ราคาเริ่มต้น 3,509++ บาท ต่อคืน

    • ระยะเวลาการจอง ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
    • ระยะเวลาเข้าพัก ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพัก โทร. +66 (0)2 779 8999 อีเมล [email protected] เว็บไซต์ https://bit.ly/bkkpp-GetawaySpecial

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12781542&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GavVR9sIdQSUhaSFmxo77

  • ชัยภูมิรุกคืบ..ผู้ว่าฯ อนันต์ ต้อนรับกงสุลใหญ่จีน ผลักดัน “มอหินขาว-ทุ่งดอกกระเจียว” สู่สายตาชาวมังกร | TOPNEWS

    ชัยภูมิรุกคืบ..ผู้ว่าฯ อนันต์ ต้อนรับกงสุลใหญ่จีน ผลักดัน “มอหินขาว-ทุ่งดอกกระเจียว” สู่สายตาชาวมังกร

    • เผยแพร่ : 16/01/2026 16:16

    ชัยภูมิรุกคืบ..ผู้ว่าฯ อนันต์ ต้อนรับกงสุลใหญ่จีน ผลักดัน “มอหินขาว-ทุ่งดอกกระเจียว” สู่สายตาชาวมังกร

    เมื่อวันที่ 16 มกราคม 69 นายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ให้การต้อนรับ ท่านหลิว หงเหมย (Mrs. Liu Hongmei) กงสุลใหญ่สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำจังหวัดขอนแก่น พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต และหารือแนวทางความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจังหวัดชัยภูมิและสาธารณรัฐประชาชนจีนมุ่งเป้า “การท่องเที่ยว” กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น

    โดยในการหารือครั้งนี้ คือการผลักดันซอฟต์พาวเวอร์และแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดชัยภูมิ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับคนในพื้นที่
    มิตรภาพที่น่าประทับใจ

    บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยท่านกงสุลใหญ่ฯ ได้กล่าวทักทายอย่างคุ้นเคยและระลึกถึงความสัมพันธ์อันดีในอดีตที่เคยได้ร่วมโต๊ะอาหาร ณ กงสุลใหญ่จีนฯ ขอนแก่น สะท้อนให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นไม่ใช่เพียงแค่ในระดับนโยบาย แต่รวมถึงความสัมพันธ์ระดับบุคคลที่เป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือต่อไปในอนาคตต่อไป.

    ภาพ-ข่าว มัฆวาน วรรณกุล – อารดา ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.ชัยภูมิ

    1111

    ปก web แถลงข่าว“ตรุษจีนปากน้ำโพ ปีที่ 110”

    โจรแสบวนเวียน ฉวยโอกาสลัก จยย.กลางตลาด

    กาญจนบุรี///รถบรรทุกน้ำมันหลุดโค้งพลิกคว่ำหวิดเกิดทะเลเพลิง ชาวบ้านวอนขับช้าๆ เกิดเหตุที่เดิมสองครั้ง

    “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ออกแถลงการณ์ แสดงความเสียใจ เหตุเครนถล่ม “โคราช – พระราม 2” จี้เร่งหามาตรการอุดช่องโหว่ความปลอดภัย “โครงการก่อสร้างภาครัฐ”

    เชียงใหม่ เริ่มแล้ว กิจกรรม แฟรนไซส์สร้างอาชีพ Roadshow ครั้งที่ 2

    เชียงใหม่ จัดพิธีไหว้ครูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดองค์ความรู้และวัฒนธรรมไทยสู่สากสากลประจำปี 2569

    ตร.เมืองคอน ล่อซื้อสิ่งเสพติด หนีไม่รอดรถเสียหลักชนต้นไม้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1457076&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cjyIk9MLm1xsROqIQMnzq

  • กต.จับมือภาคเอกชนวางยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ รับมือสถานการณ์โลก | เดลินิวส์

    กต.จับมือภาคเอกชนวางยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ เปิดตลาดใหม่ รับมือสถานการณ์โลก | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวันพร้อมกับพบปะหารือคณะผู้แทนภาคเอกชนไทย จาก 3 สถาบันหลัก ได้แก่ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เกี่ยวกับการวางยุทธศาสตร์การทูตเศรษฐกิจ

    โดยนายสีหศักดิ์ กล่าวภายในงาน ว่า การวางยุทธศาสตร์ของไทยต้องพร้อมรับมือกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการจากนายโดนัลด์  ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งฝ่ายไทยมองว่าการรักษากฎกติการะหว่างประเทศยังเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้แต่ละประเทศสามารถอยู่ร่วมกันได้ ไทยจึงเน้นความสำคัญไปที่การรวมกลุ่มกับประเทศต่างๆ เช่น อาเซียน เพื่อร่วมกันประคับประคองกติกาสากล ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายการทูตเศรษฐกิจจะต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำงานเป็นทีม ดังนั้น การหารือในวันนี้จึงถือเป็นการเริ่มต้นของนโยบายการทูตเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    รมว.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ไทยไม่สามารถนิ่งเฉยต่อมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐ จึงจำเป็นต้องแสวงหาความร่วมมือกับประเทศคู่ค้าต่างๆ ให้มากขึ้น อาทิ การดำเนินข้อริเริ่มนโยบายของไทยต่อภูมิภาคแอฟริกา (Thai – Africa Initiative) เนื่องจากไทยมองเห็นถึงความสำคัญ ศักยภาพ และการกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคแอฟริกา  ซึ่งในการบุกเบิกตลาดใหม่ การเมืองและการทูตจะต้องนำหน้าให้กับภาคเอกชน เพื่อให้ภาคเอกชนสามารถขับเคลื่อนการทำธุรกิจต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นายสีหศักดิ์ กล่าวยกตัวอย่างการวางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ คือ ต้องบูรณาการทำงานเป็นทีม ระหว่างหน่วยงานเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวมทั้งภาคเอกชนเพื่อให้การดำเนินงานใดๆก็ตามเป็นไปอย่างมีเอกภาพ ตามนโยบายเศรษฐกิจ 3C ของไทย คือ จะต้องดำเนินการอย่างมั่นใจ (Confidence) มีศักยภาพในการแข่งขัน (Competitiveness) และดำรงความร่วมมือกับหุ้นส่วนต่างๆ (Collaboration partners) วันนี้จึงอยากฟังความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมหารือเพื่อนำไปขับเคลื่อนนโยบายทางการทูตและการเมืองได้อย่างรอบด้าน

    ต่อมา รมว.ต่างประเทศ แถลงหลังการหารือ ว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านนโยบายการทูตเศรษฐกิจ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน โดยกระทรวงการต่างประเทศจะมีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ และผลักดันการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล อีกทั้งยังเดินหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดของไทย โดยจะเพิ่มการเข้าถึงตลาดสหภาพยุโรปให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบริบทการค้าโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องแสวงหาพันธมิตรเพื่อร่วมกันรักษากติกาการค้าระหว่างประเทศ รักษาตลาดเดิมไปพร้อมกับการพัฒนาตลาดใหม่ที่ไทยยังเข้าไม่ถึงอย่างเต็มที่ เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา และลาตินอเมริกา

    ด้านนางอุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา กล่าวถึงการแสวงหาโอกาสทางการทูตเศรษฐกิจของไทยในภูมิภาคแอฟริกา ว่าจะมีการปรับบทบาทให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกและสินค้าไทย โดยจะเสริมสร้างความร่วมมือกับภูมิภาคแอฟริกา 4 ด้าน เช่น การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูงระหว่างกัน การจัดทำเอฟทีเอกับประเทศหลัก ๆ ไทยจะสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนกับแอฟริกา ผ่านองค์ความรู้และแนวปฏิบัติที่ดีของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ไทยกับแอฟริกาจะสนับสนุนกันและกันในประเด็นระหว่างประเทศที่มีความสนใจร่วมกัน และมีบทบาทที่สร้างสรรค์ร่วมกัน ในการจัดการกับระเบียบโลกใหม่ เช่น การส่งเสริมหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการแก้ไขปัญหาการหลอกลวงทางออนไลน์

    นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ประเทศมหาอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรมาเป็นเครื่องมือในการกดดันประเทศอื่น ๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนตน เช่น กรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ขู่ขึ้นภาษีศุลกากร อัตราร้อยละ 25 ต่อประเทศคู่ค้ากับอิหร่าน ว่าไม่เห็นด้วยกับการนำเรื่องภาษีมาใช้กดดันในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับภาษี ทั้งยังเป็นการกดดันประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นนั้นๆ โดยตรง ให้ปรับท่าทีคล้อยตามตนเอง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าประเด็นความผันผวนทางภูมิศาสตร์ มีความเกี่ยวข้องกับการค้าและการลงทุนอย่างมาก จึงจำเป็นต้องร่วมกันคิดและวางยุทธศาสตร์กับภาคเอกชน ซึ่งเป็นทั้งความท้าทาย และเป็นทั้งโอกาส หากไทยสามารถวางบทบาทในเรื่องดังกล่าวได้ดี

    “ผมคิดว่าตรงนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอก มันมาแล้ว และทำอย่างไรที่เราจะกำหนดยุทธศาสตร์ โดยมองทุกอย่างให้รอบด้าน เพื่อบรรเทาผลกระทบต่างๆ รักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะเดียวกันเรายังมีโอกาสที่จะพัฒนาตลาดสหรัฐได้อีก” นายสีหศักดิ์ กล่าว

    ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้ยังเกิดความผันผวนภายในภูมิภาคอาเซียน เช่น ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือของอาเซียน ทั้งการรักษากติกาสากล และด้านเศรษฐกิจภายในภูมิภาค ตามที่ได้วางยุทธศาสตร์ไว้หรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ไทยยังมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเดินหน้าเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ส่วนในกรอบอาเซียน ไทยและกัมพูชายังสามารถร่วมมือกันได้ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของอาเซียน โดยเฉพาะในขณะนี้อาเซียนต้องเดินหน้าในเรื่องการลงทุนทางเศรษฐกิจ การเปิดเสรี การประสานความร่วมมือด้านดิจิทัล ซึ่งความร่วมมือเหล่านี้เกิดผลดีต่อส่วนรวม ปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชาจึงไม่ใช่อุปสรรคแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5508851/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Sbe8M8pA2FsiIZDInJyx-

  • I

    I

    บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) เดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์การนำโอกาสจากตลาดทุนโลกมาให้นักลงทุนไทย ร่วมกับ China Asset Management (ChinaAMC) หนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนชั้นนำของจีน เปิดตัวตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR23) ใหม่ 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ CN23 อ้างอิง ChinaAMC CSI 300 ETF เข้าถึงแกนหลักเศรษฐกิจจีน ผ่านหุ้นบลูชิพ A-Share ครอบคลุมภาคเศรษฐกิจสำคัญ ตั้งแต่การเงิน บริโภค เทคโนโลยี ไปจนถึงอุตสาหกรรม และ CNSTAR5023 อ้างอิง ChinaAMC STAR 50 ETF เข้าถึง 50 บริษัทเทคโนโลยีแกนหลักของจีน บน STAR Market (Science and Technology Innovation Board กระดานซื้อขายหุ้นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของจีน) ครอบคลุมชิปขั้นสูงไปจนถึงนวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่ง ETF ทั้ง 2 หลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง มีค่าธรรมเนียมบริหารจัดการต่ำเพียง 0.15% ต่อปี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในระยะยาว โดยสามารถซื้อขายได้ด้วยเงินบาท ผ่านตลาดหุ้นไทยสะดวก และอยู่ภายใต้กรอบกำกับดูแลของตลาดทุนไทย

    InnovestX จับมือ ChinaAMC เปิดตัว DR23 ใหม่ 2 หลักทรัพย์

    นายพยนต์ พงศาวรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน (Chief Investment Officer) บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงที่เศรษฐกิจจีนอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างจากการเติบโตแบบดั้งเดิม สู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณภาพ นวัตกรรม และการบริโภคภายในประเทศ ตลาดหุ้นจีนยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการจัดพอร์ตลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในจังหวะที่มูลค่าตลาดยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการทยอยสะสม การเปิดตัว DR23 ทั้งสองหลักทรัพย์ในครั้งนี้ ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงเศรษฐกิจจีนได้อย่างครบมิติ โดย CN23 ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์หลัก (Core Asset) สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเติบโตไปพร้อมเศรษฐกิจจีนในระยะยาว ด้วยโครงสร้างดัชนีที่กระจายตัวดี สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจจีนในภาพรวม ผ่านหุ้น A-Share ขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแรงและมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ ขณะที่ CNSTAR5023 เป็นตัวแทนของธีมการเติบโต (Growth Allocation) ที่ สะท้อนทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของจีนในการผลักดันนวัตกรรม เทคโนโลยี และการพึ่งพาตนเองด้านอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งเป็นทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ การมีทั้งสองสินทรัพย์อยู่ในพอร์ตจึงช่วยสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจที่มีความมั่นคงและมีศักยภาพในการเติบโต สอดคล้องกับแนวคิด All-Weather Investment Products ของInnovestX ที่มุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงและการจัดพอร์ตอย่างยืดหยุ่น เพื่อรองรับ การลงทุนในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ” InnovestX จับมือ ChinaAMC เปิดตัว DR23 ใหม่ 2 หลักทรัพย์

    ผู้ลงทุนที่มีบัญชีหุ้นไทย ไม่จำกัดโบรกเกอร์ สามารถซื้อ-ขาย DR23 ทั้ง “CN23” และ “CNSTAR5023” ได้ทันที ผ่านแอป Streaming ลงทุนง่ายเหมือนหุ้นไทย พิเศษ สำหรับลูกค้า InnovestX สามารถสะสม INVX Points ทุกครั้งที่เทรด เพื่อแลกเป็นส่วนลดค่าธรรมเนียมและรับสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกด้วย

    DR23 ที่ออกโดย InnovestX ได้รับการคัดเลือกสินทรัพย์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญ พร้อมมี Market Maker มืออาชีพดูแลสภาพคล่อง เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างราบรื่นในช่วงที่เวลาทำการของตลาดหลักทรัพย์ไทยกับตลาดหลักทรัพย์ของหลักทรัพย์อ้างอิงเปิดทำการตรงกัน สำหรับกรณี DR 2 ตัวใหม่นี้คือเวลา 10.00 – 10.30 น. และ 12.00 – 14.00 น. นักลงทุนสามารถเริ่มลงทุนด้วยเงินไม่มาก และตรวจสอบข้อมูลราคาและ Fair Price ผ่านแพลตฟอร์ม InnovestX นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ยังได้รับเครดิตเรตติ้งระดับ AA จาก Fitch Ratings และเป็นบริษัทเครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์

    InnovestX แพลตฟอร์มลงทุน ที่เดียวครบ ง่าย ได้เปรียบ ในทุกสภาวะตลาดทั่วโลก ผู้ลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR23 และบทวิเคราะห์จาก InnovestX ได้ที่ www.innovestx.co.th/cafeinvest

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ievou1jkk43kk6ajp7op2xd6w124bscz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UXkUYWNyFtCN58fY0-NKc

  • กลุ่มปตท.เปิดเวทีใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนตอบรับ Net Zero

    กลุ่มปตท.เปิดเวทีใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนตอบรับ Net Zero


    กลุ่มปตท.จับมือรัฐ–เอกชน เดินหน้าออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม หนุนโครงการ Eastern Thailand CCS Hub ดึงภาคอุตสหากรรมร่วมลดคาร์บอนตั้งเป้า 10 ล้านตัน/ปี

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ”ในงาน “Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” ซึ่งจัดโดยกลุ่ม ปตท.ว่า งานในวันนี้เป็นการรวมพลังเพื่อสร้างอนาคตการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น ซึ่งต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน โดยปัจจุบันรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน และผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รัฐบาลมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ขณะเดียวกันกลไกสำคัญคือราคาคาร์บอนภาคบังคับที่จะสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ภาษีคาร์บอน หรือระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าระบบภาคสมัครใจ  โดยนำรายได้จากการจัดเก็บไปตั้ง”กองทุนสนับสนุนภาคเอกชน” โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ให้สามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ธุรกิจสีเขียวได้

    ด้านภาคการเงินส่งเสริมให้เกิด การเงินสีเขียว (Green Finance) รัฐบาลได้ออก Sustainability Linked Bond เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้เอกชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ถ้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่ความยั่งยืน

    นอกจากนี้ เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) เป็นเรื่องสำคัญมาก และเห็นถึงความมุ่งมั่นของกลุ่ม ปตท. ในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน ขณะเดียวกัน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังทุกภาคส่วนทั้ง Public Private People และPartnership for Planet (5P) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศไทย

    ด้านดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่ม ปตท. มีพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคม พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

    นอกจากนี้ยังสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างรัฐ ภาคเอกชน การศึกษา และภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน

    สำหรับโครงการความยั่งยืนของปตท.นั้นที่ผ่านมา มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)  ได้แก่ การปรับพอร์ตธุรกิจเพื่อลดคาร์บอนให้ได้ 20% การเพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซ โรงกลั่นน้ำมัน ให้ได้ 20-30%   และ การปลูกป่า 2 ล้านไร่ ซึ่งดำเนินไปได้เพียง 5 แสนไร่

    นอกจากนี้ยังเดินหน้าโครงการพัฒนาระบบดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage – CCS)  หรือ CCS  ซึ่งปตท.สผ.ได้นำร่องโครงการไปแล้ว กับแปลงก๊าซธรรมชาติ แหล่งอาทิตย์กักเก็บคาร์บอนฯ  1  ล้านตันต่อปี   ขณะเดียวกันในภาพใหญ่มีแผนดำเนินการ Eastern Thailand CCS Hubในพื้นที่ทะเลตะวันออก ซึ่งในอ่าวไทย  เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกของไทย (EEC) ให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero โดยดักจับ CO2 จากโรงงานและส่งไปอัดเก็บใต้ชั้นหินในอ่าวไทยอย่างถาวร. โครงการนี้มี 3 ขั้นตอนหลัก (ดักจับ ขนส่ง กักเก็บ) คาดว่าจะกับเก็บคาร์บอนฯมากกว่า 10 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องมีพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุย อาทิ สิงคโปร์ และเกาหลี แต่จะต้องเห็นความชัดเจนด้านกฎระเบียบและกฎหมายจากภาครัฐก่อน

    ด้านการนำไฮโดรเจนมาเป็นพลังงานทางเลือกทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติในอนาคตนั้น อาจจะช้ากว่า CCS เพราะมองว่าเชื้อเพลิงไฮโดรเจนยังมีต้นทุนสูง เมื่อเทียบกับ CCS แต่กลุ่ม ปตท.ยังสนใจและศึกษาต่อเนื่อง แต่ก็คงต้องมีพันธมิตรเข้าร่วมลงทุนเช่นกัน

    สำหรับการจัดงาน“Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” ระหว่างวันที่ 16-17 ม.ค. ประกอบไปด้วย 1.เวทีสัมมนา ตลอด 2 วัน ที่ผนึกพลังจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขากว่า 40 ท่าน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อาทิ การยกกรณีศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้กลไกเชิงนโยบายขับเคลื่อนให้การเดินหน้าสู่ Net Zero กลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่

    การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม คมนาคม และเกษตรกรรม ภายหลังการบรรลุข้อตกลงต่างๆ
    จากการประชุม COP30 โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก S&P Global, Bloomberg และ McKinsey & Company

    รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาแนวทางร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงและขยายผลสู่วงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

    2.บูธนิทรรศการถ่ายทอดการดำเนินงานจริงของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล ผ่านการลงทุนในพลังงานและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การขับเคลื่อนโครงการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย พร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสนุกของกลุ่ม ปตท. อาทิ Harumiki Immersive Zone บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของสตรอว์เบอร์รี Harumiki และไม้เมืองหนาวจากพลังความเย็นจาก LNG รวมไปถึง Plastic Funtastic by GC เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลับมามีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์

    3. Spark Lab เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความยั่งยืนระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรียนรู้ธรรมชาติผ่านเวิร์กช็อปจัดสวนขวดแก้ว  4. Spark Hack เวทีเฟ้นหาไอเดียของคนรุ่นใหม่ ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

    4. Spark Market ชิม ชม ช็อป อาหารและสินค้าโดนใจสายรักษ์โลกจากกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสิ่งแวดล้อม สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน โครงการชุมชน
    ยิ้มได้ และไทยเด็ด 5. Business Matching โอกาสครั้งสำคัญในการผนึกพลังสร้างการเติบโตทางธุรกิจเพื่อร่วมขับเคลื่อน Thailand’s Sustainability Ecosystem พบกับผู้ประกอบการกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจด้านความยั่งยืน 4 กลุ่มศักยภาพ: Low Carbon Solutions, Circular & Clean Tech, Social Innovation และ Green Investment & ESG Funding

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-YdgT_MzxvRNnO-DZgisu

  • เลือกตั้ง’69: “สีหศักดิ์” วางเป้าหมายเศรษฐกิจการทูต ยกระดับทำงานเชิงรุก เปิดกว้างรับโลกหลายขั้ว : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69: “สีหศักดิ์” วางเป้าหมายเศรษฐกิจการทูต ยกระดับทำงานเชิงรุก เปิดกว้างรับโลกหลายขั้ว : อินโฟเควสท์

    นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงแนวทางเศรษฐกิจการทูตที่ตอบโจทย์ของประเทศ คือ การหาตลาดใหม่ หรือแม้กระทั่งเอเชียกลาง เรื่องการค้าเสรีต้องสนับสนุนการเจรจาการค้าเสรี และที่สำคัญที่สุดคือ อยากจะให้เอกอัครราชทูตทำงานเชิงรุกทางเศรษฐกิจ เข้าใจว่าประเทศไทยต้องขายอะไร ต้องการตลาด ต้องการเทคโนโลยีใหม่ เพื่อขับเคลื่อนเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ทางเศรษฐกิจ และเข้าถึงบริษัทต่าง ๆ ที่สำคัญในระดับสูง เพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในยุคนี้

    เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทูตต้องทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย เราต้องระวังไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง พยายามรักษาความสมดุล แต่มีจุดยืน ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ตรงกลางตลอดไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เราต้องมีความกล้าหาญพอที่จะมีจุดยืนของเรา พยายามหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง แต่ถ้ามีความจำเป็น และในประเด็นที่เขาขัดแย้งกันอยู่ แต่เป็นประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ของเราก็ต้องมีจุดยืน

    “ผลประโยชน์เราอยู่ตรงไหนก็ต้องไปทางนั้น โลกนี้เป็นโลกหลายขั้ว เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจำกัดตัวเองกับ 2 ขั้ว ควรจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับขั้วอื่น ๆ ด้วยคือ อินเดีย ญี่ปุ่น อียู ออสเตรเลีย เกาหลี การที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยในการถ่วงดุลระหว่างขั้วต่าง ๆ ทำให้มีทางเลือกมากขึ้น ตอนนี้ก็มีนโยบายที่เพิ่งเริ่มคือ นโยบายประเทศไทยสู่แอฟริกา เพราะไม่ได้เป็นประเทศที่ด้อยพัฒนาเหมือนแต่ก่อน หลายประเทศกำลังก้าวขึ้นมา มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจ” นายสีหศักดิ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/561657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xa5xemiXifO7q8F97tAoI