Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • สัญญาณเตือน ‘เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    สัญญาณเตือน ‘เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เผชิญกับปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางการเมือง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจหลายตัวปรับตัวลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มค้าปลีกและภาคอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงการฟื้นตัวในปี 2569 เมื่อผู้ประกอบการยังคงขาดความเชื่อมั่น และคาดว่าจะเผชิญความท้าทายหนักจากภาวะที่ยังไม่มั่นคง

    เดือน ธ.ค. ทุบสถิติต่ำสุดในรอบ 4 ปี

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย  จัดทำผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศ (Retail Sentiment Index – RSI) ระหว่างวันที่ 18-27 ธ.ค. 2568 พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก เดือนธ.ค. 2568 ลดลง 1.1 จุด เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. 2568 (จาก 58.3 จุดในเดือนพ.ย. เหลือ 57.2 จุดในเดือน ธ.ค.) ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ เพราะจากข้อมูล RSI ในช่วงปี 2565-2567 ดัชนี RSI ของเดือน ธ.ค. จะทำสถิตินิวไฮทุกปี ขณะที่ในเดือน ธ.ค. 2568 ทำสถิติดัชนีต่ำสุดของเดือน ธ.ค. ในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา

    ปัจจัยที่ส่งผลต่อดัชนีเดือน ธ.ค. ได้แก่ 1. SHOCK State ภาวะช็อก จากข่าวการประกาศยุบสภา เร็วกว่าคาดหมาย ทำให้การตั้งใจในการจับจ่ายของผู้บริโภคหยุดชะงัก 2. เป็นช่วงปลายของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “เที่ยวดีมีคืน” ปริมาณการใช้จ่ายลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายนค่อนข้างมาก  

    3. ผลจากแรงโหมกระหนํ่าธุรกิจสร้างบรรยากาศ“เทศกาลส่งความสุขปลายปี” ส่งผลต่อยอดขายห้างสรรพสินค้าและภัตตาคารเชนใหญ่ชัดเจน 4. การเร่งรัดการใช้จ่ายงบลงทุนภาครัฐ ส่งผลต่อยอดขายร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น และ 5. แม้บรรยากาศเทศกาลเฉลิมฉลองปลายปีและต้อนรับปีใหม่ครึกครื้นตลอดเดือนธันวาคม แต่พฤติกรรมการจับจ่ายกลับเป็นไปอย่างระมัดระวัง  

    หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ปรับจาก 58.6 จุด ไปที่ 61.8 จุด เพิ่มขึ้น 3.2 จุด สะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือนธ.ค. เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. ปี 2568  เพิ่มขึ้นเพียง 3.2 จุด นับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่ตํ่ามาก สะท้อนให้เห็นว่า หากเทียบกับเดือนธ.ค. ปี 2567 ยอดขายอาจลดลงเกือบ 7-10%

    สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขาย, ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending per Bill หรือ Per Basket Size) พบว่า ลดลงถึง 6.9 จุด สะท้อนถึงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย ขณะที่ความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping) เพิ่มขึ้นเพียง 0.3 จุด สะท้อนถึงความถี่ในการจับจ่ายลดลง ซึ่งปกติความถี่ในการจับจ่ายในเดือนธ.ค. ควรจะสูงกว่าเดือนพ.ย. จึงนับเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติและน่ากังวล

    คาด Q1/69 ความเชื่อมั่นลด 13.5 

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมในปี 2568 ของธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ภัตตาคาร/ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พบว่า เผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแอลง ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น แรงกดดันจากสงครามทางการค้าและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ขณะเดียวกันการแข่งขันด้านราคายังคงสูง

    อีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปซื้อสินค้าที่ราคาที่คุ้มค่ามากขึ้น และรอโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้หลายธุรกิจต้องจัดโปรโมชั่นเข้มข้นกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งนี้แม้จะมีมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยพยุงยอดขายได้บ้างในช่วงปลายปี แต่ภาพรวมปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่เปราะบาง จึงควรอย่างยิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ในปี 2569 อย่างใกล้ชิด

    ขณะที่ผู้ประกอบการในธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งทั่วประเทศ ต่างคาดการณ์ถึงสถานการณ์ยอดขายในไตรมาส 1 ปี 2569 เปรียบเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่า 45% ระบุว่า ยอดขายจะลดลง  ขณะที่ 33% ระบุว่า ยอดขายใกล้เคียงเดิม และมีเพียง 22% ระบุว่า ยอดขายจะดีขึ้น

    สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    สอดรับกับดัชนี RSI ในระยะ 3 เดือนข้างหน้าที่คาดว่าจะปรับลดลง 13.5 จุด จาก 61.8 จุด มาอยู่ที่ 49.3 จุด ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้ประกอบการยังคงกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวและความไม่แน่นอนทางการเมือง อยู่หลายประการ รวมไปถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังมีความไม่แนนอน และอาจส่งผลทำให้การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ. 2569 ไม่สามารถดำเนินการได้  

    ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศก็มีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากหนี้สาธารณะต่อ GDP ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากเศรษฐกิจเติบโตช้า มีโอกาสที่หนี้สาธารณะ ต่อ จีดีพี จะเกิน 70% ที่กฎหมายงบประมาณกำหนดไว้

    ศก.เปราะบาง-ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯร่วงแรง

    ด้านดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 88.2 จาก 89.1 ในเดือนพ.ย. ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปีที่เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แม้ยังมีแรงพยุงจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ระบุว่า การปรับลดลงของดัชนีมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งกระทบกิจกรรมเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนหลายพื้นที่โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายหลังการยุบสภา ส่งผลให้ภาคเอกชนชะลอการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะความกังวลต่อความต่อเนื่องของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเจรจาการค้าไทย–สหรัฐฯ

    ภาคการผลิตยังชะลอตัวจากการเร่งผลิตไปแล้วในช่วงก่อนหน้า รวมถึงจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาล ขณะที่การส่งออกได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างจีน ญี่ปุ่น และอาเซียนที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ซ้ำเติมด้วยสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่กระทบกิจกรรมเศรษฐกิจและกำลังแรงงาน นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าจากการลดดอกเบี้ยของสหรัฐฯ และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ยังบั่นทอนรายได้ผู้ส่งออก แม้จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวบางส่วนก็ตาม

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจปลายปียังได้แรงหนุนจากการจับจ่ายช่วงเทศกาลและโครงการคนละครึ่งพลัสก่อนสิ้นสุดโครงการ รวมถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.25% และการปรับลดราคาน้ำมัน ซึ่งช่วยบรรเทาต้นทุนและค่าครองชีพในระยะสั้น

    สำหรับแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีคาดการณ์ปรับเพิ่มเป็น 95.7 สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และมาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก ที่ช่วยลดการแข่งขันไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม เอกชนยังจับตาความเสี่ยงจากสถานการณ์ชายแดนและมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท สนับสนุนผู้ประกอบการปรับตัวรับ CBAM อย่างเป็นรูปธรรม และเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างจาก SMEs ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% เพื่อพยุงเศรษฐกิจฐานรากและเสริมความแข็งแกร่งภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป

    สัญญาณเตือน 'เผาจริง’ เศรษฐกิจเสี่ยงถดถอย ดัชนีค้าปลีก-อุตสาหกรรมหดตัวแรงข้ามปี

    ว่างงานทรงตัว 3 แสนคน

    สำหรับสถานการณ์ด้านแรงงาน สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ภาวะการทำงานของประชากรล่าสุดในเดือนธ.ค. 2568 พบว่าผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 59.58 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงานหรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 40.23 ล้านคน

    ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีงานทำ 39.74 ล้านคน ผู้ว่างงาน 3 แสนคน และผู้ที่รอฤดูกาล 1.9 แสนคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงาน หรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน 19.35 ล้านคน เช่น แม่บ้าน นักเรียน คนชรา ผู้ป่วยและพิการ เป็นต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. พบว่าผู้มีงานทำลดลง 1.1 หมื่นคน (จาก 39.85 ล้านคน เป็น 39.74 ล้านคน)

    ทั้งนี้ในเดือนธ.ค. 2568 พบว่า มีจำนวนผู้ว่างงาน 2.95 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. จะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ว่างงานทั่วประเทศ เพิ่มขึ้น 2.2 หมื่นคน (จาก 2.73 แสนคน เป็น 2.95 แสนคน) และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่า กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ มีจำนวนผู้ว่างงานเพิ่มขึ้น ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ ภาคใต้ชายแดน ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนผู้ว่างงานลดลง

    เมื่อพิจารณาระดับการศึกษาที่สำเร็จของผู้ว่างงานในเดือนธ.ค. 2568 พบว่าผู้ว่างงานสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษามากที่สุด 1.55 แสนคน รองลงมาเป็นระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 5.4 หมื่นคน และระดับประถมศึกษา 4.6 หมื่นคน และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพ.ย. 2568 พบว่าผู้ว่างงานที่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และระดับอุดมศึกษา มีจำนวนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ว่างงานที่ไม่มีการศึกษาและจบต่ำกว่าระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมีจำนวนลดลง

    จับตา AI ทำคนตกงานพุ่ง 10 ล้านคน ในปี 70

    ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) เปิดเผยว่า การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน โดยการนำเอา AI เข้ามาทดแทนการทำงานของคนมากขึ้น ส่งผลให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีดิสรัปชัน (Disruption) และทำให้เกิดปัญหาการว่างงาน ล่าสุดในขณะนี้หลายประเทศในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการปลดคนงานจำนวนมาก จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วง และเกิดปัญหาทางสังคมตามมา เช่นเดียวกับประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย

    ทั้งนี้จากการประเมินผลกระทบเรื่องเทคโนโลยีดิสรัปชัน เมื่อช่วงปี 2561 มองว่าเทคโนโลยี AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ จนทำให้มีคนตกงานประมาณ 10 ล้านคน ภายในปี พ.ศ 2580 แต่ปัจจุบันจากการพัฒนาเทคโนโลยีก้าวกระโดด วิกฤตด้านแรงงานอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด โดยจากความก้าวหน้าของ AI และหุ่นยนต์อาจทำให้ตัวเลขการว่างงานของคนไทยประมาณ 10 ล้านคนอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปี พ.ศ. 2570 หรือเร็วขึ้นจากเดิม 10 ปี

    โดยอัตราเร่งของการว่างงานจะเกิดขึ้นจากการนำเอา AI และหุ่นยนต์มาใช้แทนคนในหลายอุตสาหกรรม รวมทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีการผลิตและใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น ที่มีการเปลี่ยนจากรถยนต์สันดาปที่มีชิ้นส่วนจำนวนมาก มาเหลือเพียงไม่กี่ชิ้นในรถ EV จะทำให้แรงงานในสายพานการผลิตและวิศวกรฝีมือดีหายไปมหาศาล ซึ่งอาจกระทบแรงงานมากถึง 2 แสนคน ถึง 1 ล้านคน ในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของไทย

    รายได้-นักท่องเที่ยวปี 68 หดตัวแรง

    การท่องเที่ยวของไทยตลอดทั้งปี 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย 32.97 ล้านคน หดตัว 7.23 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย และเกาหลีใต้ ตามลำดับ สร้างรายได้ 1.54 ล้านล้านบาท หดตัว 4.71 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สำหรับรายได้จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน รัสเซีย อินเดีย มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ตามลำดับ

    สำหรับจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 202.66 ล้านคน-ครั้ง ขยายตัว 2.84 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา จำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี ตามลำดับ สร้างรายได้ 1.17 ล้านล้านบาท ขยายตัว 4.18 % เมื่อเปรียบเทียบกับ ช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ และเชียงราย ตามลำดับก่อให้เกิดรายได้รวมจากการท่องเที่ยว 2.71 ล้านล้านบาท หดตัว 1.06 % เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม(Hotel Business Operator Sentiment Index)ของสมาคมโรงแรมไทย ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-31 ธันวาคม 2568) พบว่าอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเดือน ธ.ค. 68 ภาพรวมทรงตัวจากเดือนก่อน สำหรับ Q1/69 จำนวนลูกค้าต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากกลุ่มลูกค้าจีนเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มลูกค้าตลาดระยะไกล long-haul ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยโรงแรมคาดว่าลูกค้าต่างชาติที่จะเพิ่มขึ้นใน Q1/69 จะเป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 4 ดาวขึ้นไป จึงเป็นผลให้โรงแรมกลุ่มนี้สามารถปรับราคาเพิ่มได้มากกว่าโรงแรมระดับ 3 ดาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/649634&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XE-rdPYGIadnEmttJhG2A

  • โดนัลด์ ทรัมป์: กรอบข้อตกลงแห่งอนาคตของกรีนแลนด์มีหน้าตาอย่างไร ?  – BBC News ไทย

    โดนัลด์ ทรัมป์: กรอบข้อตกลงแห่งอนาคตของกรีนแลนด์มีหน้าตาอย่างไร ? – BBC News ไทย

    เรารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ ‘กรอบข้อตกลงในอนาคต’ เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ของทรัมป์

    ที่มาของภาพ, EPA

      • Author, พอลลิน โคลา

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศว่ามี “กรอบข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์”

    แถลงการณ์ครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้กับผู้คน หลังจากความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประกอบกับคำขู่เรื่องการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อพันธมิตร 8 ประเทศ ที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ ซึ่งไม่เห็นด้วยกับแผนในการยึดดินแดนกึ่งปกครองตัวเองของราชอาณาจักรเดนมาร์กแห่งนี้

    คำถามสำคัญคือข้อตกลงดังกล่าวจะมีหน้าตาอย่างไร ทั้งเดนมาร์กและกรีนแลนด์จะรับได้หรือไม่ โดยทั้งสองฝ่ายได้ย้ำชัดว่า จะไม่ยอมสละอธิปไตยเหนือเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้

    ใครพูดถึงข้อตกลงกรอบข้อตกลงว่าอย่างไรบ้าง ?

    ประธานาธิบดีทรัมป์แถลงผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล (Truth Social) เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) หลังจากกล่าวสุนทรพจน์ที่การประชุมสภาเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) ในดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ โดยระบุว่า “จากการประชุมที่เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มากกับ มาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต เราได้วางกรอบของข้อตกลงในอนาคตเกี่ยวกับกรีนแลนด์ไว้แล้ว” เขากล่าว

    “ทางออกนี้ หากสามารถบรรลุผลได้ จะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อสหรัฐอเมริกา และต่อชาติสมาชิกนาโตทั้งหมด”

    เขาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่ระบุว่าจะมีการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อบรรลุข้อตกลงดังกล่าว

    รุตเตอร์ กล่าวในส่วนของเขาว่า ระหว่างการพบกับทรัมป์ เขาไม่ได้หารือในประเด็นสำคัญเรื่อง อธิปไตยของเดนมาร์กเหนือกรีนแลนด์ ก่อนจะเสริมในภายหลังว่า ประเด็นนี้ควรเป็นเรื่องที่ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ จะต้องเจรจากันโดยตรง

    ด้าน เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก กล่าวว่า เธอได้หารือกับรุตเตอร์เป็นประจำ และเดนมาร์กสามารถเจรจาได้ใน “ทุกประเด็นทางการเมือง ทั้งด้านความมั่นคง การลงทุน และเศรษฐกิจ”

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “แต่เราไม่สามารถเจรจาเรื่องอธิปไตยได้ ฉันยังได้รับแจ้งแล้วว่าไม่มีการพูดคุยเรื่องนี้เกิดขึ้นเช่นกัน” เธอกล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดี (22 ม.ค.) พร้อมย้ำว่า “มีเพียงเดนมาร์กและกรีนแลนด์เท่านั้น ที่สามารถตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเดนมาร์กและกรีนแลนด์”

    แอลลิสัน ฮาร์ต โฆษกนาโต ระบุในแถลงการณ์ภายหลังการพบกันระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ มาร์ค รุตเตอร์ ว่า “การเจรจาระหว่างเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ จะเดินหน้าต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้แน่ใจว่า รัสเซียและจีนจะไม่มีวันได้ตั้งหลัก ไม่ว่าจะในเชิงเศรษฐกิจหรือทางทหาร ในกรีนแลนด์”

    อย่างไรก็ตาม อายา เชนมิทซ์ หนึ่งในสองสมาชิกรัฐสภาจากกรีนแลนด์ในรัฐสภาเดนมาร์ก กล่าวโต้ว่า นาโตไม่มีสิทธิ์เจรจาเรื่องใด ๆ โดยไม่มีกรีนแลนด์อยู่ในนั้น ไม่มีเรื่องของเรา โดยไม่มีเรา”

    ด้าน อีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เธอหวังว่าทั้งหมดนี้จะหมายถึง “การหารือโดยตรงตามที่เดนมาร์กเรียกร้อง ระหว่างเดนมาร์ก กรีนแลนด์ และสหรัฐฯ เพื่อกำหนดทิศทางต่อไปเกี่ยวกับกรีนแลนด์ และเพื่อปกป้องอธิปไตยของกรีนแลนด์”

    มีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเป็นไปได้หรือไม่ ?

    ในบรรดาแนวคิดที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง แม้จะยังไม่เป็นทางการ มีข้อเสนอให้ใช้รูปแบบคล้ายกับ ฐานทัพทหารของสหราชอาณาจักรสองแห่งในไซปรัส ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอังกฤษ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ต้องถูกพิจารณาควบคู่กับจุดยืนของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ที่ย้ำว่า อธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่อาจเจรจาได้

    หนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์อ้างคำพูดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า หนึ่งในแนวคิดที่กำลังหารือกันคือ ให้เดนมาร์ก ยกอธิปไตยเหนือพื้นที่ขนาดเล็กบางส่วนของกรีนแลนด์ เพื่อให้สหรัฐฯ สร้างฐานทัพทหาร ตามแบบอย่างของสหราชอาณาจักรในไซปรัส

    ฐานทัพ อาโครตีรี (Akrotiri) และ เดเคเลีย (Dhekelia) อยู่ภายใต้อธิปไตยของสหราชอาณาจักรตั้งแต่ไซปรัสได้รับเอกราชในปี 1960

    แม้สนธิสัญญาดังกล่าวจะมีการปรับแก้ในภายหลัง แต่โดยหลักแล้ว พื้นที่ทั้งสองแห่งยังถือเป็นดินแดนของอังกฤษ

    เมื่อถูกถามว่าเธอทราบหรือไม่ว่าใน “ข้อตกลงกรอบความร่วมมือ” มีรายละเอียดอะไรบ้าง อีเวตต์ คูเปอร์ ตอบเพียงว่า ขณะนี้เธอคาดว่าจะมีสองสิ่งเกิดขึ้น

    “อย่างแรกคือ การกลับไปสู่การหารือบางประเด็นที่เดนมาร์กและกรีนแลนด์ได้ร้องขอให้มีร่วมกับสหรัฐฯ ซึ่งพวกเขาเริ่มต้นการพูดคุยกันที่กรุงวอชิงตันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ความสำคัญ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักรกล่าว

    “มันเป็นการหารือเชิงปฏิบัติอย่างมากเกี่ยวกับความมั่นคงของกรีนแลนด์ ขณะเดียวกันก็ย้ำอย่างชัดเจนว่า อธิปไตยของกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่องที่สามารถนำมาเจรจาได้”

    ขณะเดียวกัน มาร์ค รุตเตอร์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ เมื่อวันพฤหัสบดีว่า ข้อตกลงกรอบความร่วมมือดังกล่าวยังจะต้องให้ประเทศสมาชิกนาโต เพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก ด้วย

    “เราจะมารวมตัวกันภายในนาโต ร่วมกับผู้บัญชาการระดับสูง เพื่อหารือว่าจำเป็นต้องทำอะไรบ้าง” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า “ผมไม่สงสัยเลยว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าผมหวังว่าจะเกิดขึ้นภายในปี 2026 และหวังว่าจะเป็นช่วงต้นปี 2026 ด้วยซ้ำ”

    ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของกรีนแลนด์ ทรัมป์จะพอใจไหม ?

    สหรัฐฯ ตั้งฐานทัพในกรีนแลนด์มาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว

    ภายใต้ข้อตกลงกับเดนมาร์กเมื่อปี 1951 สหรัฐฯ สามารถส่งทหารเข้าไปในกรีนแลนด์ได้ตามจำนวนที่ต้องการ และปัจจุบันมีทหารมากกว่า 100 นาย ประจำการถาวรอยู่ที่ฐานทัพ พิทัฟฟิก (Pituffik) บริเวณปลายสุดทางตะวันตกเฉียงเหนือของดินแดนแห่งนี้

    แม้สหรัฐฯ จะมีฐานทัพทหารในหลายประเทศ รวมถึงในเยอรมนี แต่ฐานทัพเหล่านี้ ไม่ได้ถือเป็นดินแดนอธิปไตยของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนกรานว่า ข้อตกลงในลักษณะ “การเช่าพื้นที่” เกี่ยวกับกรีนแลนด์นั้น ยังไม่เพียงพอสำหรับเขา

    “ประเทศต่าง ๆ ต้องมีความเป็นเจ้าของ และคุณปกป้องสิทธิความเป็นเจ้าของนั้น คุณไม่สามารถปกป้องสัญญาเช่าได้ และเราจะต้องปกป้องกรีนแลนด์” เขากล่าวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

    เพื่อให้ได้มาซึ่งเกาะแห่งนี้ เขาเคยขู่จะใช้กำลังทหาร ก่อนจะกลับลำในเวทีดาวอส โดยยกเลิกคำขู่นั้น สร้างความโล่งใจให้กับพันธมิตรในนาโต

    นาโตก่อตั้งขึ้นในปี 1949 บนหลักการว่า การโจมตีประเทศสมาชิกหนึ่งประเทศ เท่ากับเป็นการโจมตีสมาชิกทุกประเทศ เดิมทีหลักการนี้มีไว้รับมือภัยคุกคามจากภายนอก และเดนมาร์กได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า หากเกิดการโจมตีทางทหาร จะหมายถึงจุดจบของพันธมิตรข้ามแอตแลนติกหรือนาโต ซึ่งสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรหลัก

    ทำไมทรัมป์ต้องการกรีนแลนด์ ?

    โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามเสนอซื้อกรีนแลนด์จากเดนมาร์กมาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรก และเขาไม่ใช่ผู้นำสหรัฐฯ เพียงคนเดียวที่เคยมีแนวคิดเช่นนี้

    ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องครอบครองกรีนแลนด์ เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจมาจาก รัสเซียและจีน

    เขาอ้างถึงความเคลื่อนไหวของทั้งสองประเทศในเส้นทางเดินเรือรอบเกาะแห่งนี้ แม้เจ้าหน้าที่ด้านกลาโหมจะยืนยันว่า ช่วงหลังมานี้ยังไม่พบสัญญาณว่าภัยคุกคามจากรัสเซียและจีนเพิ่มขึ้น

    ทรัมป์ยังระบุว่า กรีนแลนด์มีความสำคัญต่อแผนสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธ “โกลเดนโดม” (Golden Dome) ของเขา ซึ่งออกแบบมาเพื่อปกป้องสหรัฐฯ จากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ และยังเชื่อว่าพันธมิตรยุโรปสามารถเข้ามาร่วมมือในโครงการนี้ได้

    ขณะเดียวกัน พันธมิตรในนาโตพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหรัฐฯ ว่า พวกเขาจะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก

    หนึ่งในแนวคิดที่สหราชอาณาจักรผลักดัน คือการจัดตั้งหน่วยกองกำลังเฝ้าระวังอาร์กติก (Arctic Sentry) ซึ่ง อีเวตต์ คูเปอร์ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เป็นแนวคิดที่ “คล้ายกับแนวทางของนาโตในโครงการกองกำลังเฝ้าระวังทะเลบอลติก (Baltic Sentry) ซึ่งเป็นภารกิจเพิ่มการเฝ้าระวังเรือในทะเลบอลติก หลังสายเคเบิลใต้น้ำสำคัญถูกตัด

    นอกเหนือจากที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของกรีนแลนด์แล้ว สหรัฐฯ ยังกล่าวถึง แหล่งแร่หายากจำนวนมหาศาล บนเกาะแห่งนี้ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการพัฒนา และมีความสำคัญต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น โทรศัพท์มือถือและรถยนต์ไฟฟ้า

    แม้ทรัมป์จะไม่เคยกล่าวโดยตรงว่าสหรัฐฯ ต้องการทรัพยากรของกรีนแลนด์ แต่เขาระบุว่า การที่สหรัฐฯ ควบคุมเกาะแห่งนี้จะ “ทำให้ทุกฝ่ายอยู่ในสถานะที่ดีมาก โดยเฉพาะในแง่ของความมั่นคงและแร่ธาตุ”

    พร้อมเสริมว่า “นี่คือข้อตกลงที่จะคงอยู่ตลอดไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c8d00824jz5o.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gdI_qxuGhdV5T4ljbw-ei

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • อภิสิทธิ์ นำทีม ประชาธิปัตย์ ลุยตราด ชูโมเดลภาคตะวันออก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    อภิสิทธิ์ นำทีม ประชาธิปัตย์ ลุยตราด ชูโมเดลภาคตะวันออก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    วันนี้ (23 มกราคม) บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในช่วงโค้งสุดท้าย โดย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแกนนำพรรคคนสำคัญ อาทิ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, สาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค และธีระ สลักเพชร อดีต สส.ตราด 5 สมัย ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ที่ ตลาดสดเทศบาลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด

    บรรยากาศภายในตลาดสดเทศบาลแสนตุ้งเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและพ่อค้าแม่ขายมารรอให้การต้อนรับ มอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง และขอถ่ายภาพกับอภิสิทธิ์และคณะเพื่อเป็นที่ระลึก พร้อมส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจว่า “สู้ๆ นะคะประชาธิปัตย์ เบอร์ 27”

    อภิสิทธิ์ และคณะ ได้ใช้รถแห่ปราศรัยย่อยเพื่อสื่อสารกับพี่น้องประชาชน โดยอภิสิทธิ์ได้กล่าวขอบคุณชาวตราดสำหรับมิตรภาพและความผูกพันที่มีให้กันมายาวนาน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่จะมาถึงในอีกไม่ถึง 20 วันข้างหน้านี้ ว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ ที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นและจับต้องได้จริง

    อภิสิทธิ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงยุทธศาสตร์การหาเสียงในโซนภาคตะวันออก (ตราด, จันทบุรี, ระยอง, ชลบุรี) ว่า พรรคให้ความสำคัญกับพื้นที่นี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากภาคตะวันออกเปรียบเสมือนแบบจำลองขนาดเล็กของประเทศไทย ที่สะท้อนปัญหาและโอกาสในการพัฒนาได้อย่างชัดเจน โดยพรรคมีแนวทางผลักดันใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:

    1. ยกระดับภาคการเกษตร: มุ่งเน้นการแปรรูปอาหารและผลไม้ให้มีมูลค่าสูง เพื่อสร้างรายได้และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    2. ปรับฐานภาคอุตสาหกรรม: เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น (High Technology)

    3. พัฒนาการท่องเที่ยว: ส่งเสริมการท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าสู่ท้องถิ่น


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/abhisit-democrat-trat-east-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZN8HKv97MpID1X9by23xI

  • ‘เอกนิติ’ สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ‘เอกนิติ’ สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    'เอกนิติ' สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ดร.เอกนิติ กล่าวระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอส ชี้อาเซียนต้องร่วมมือ เดินเร็ว ทำจริง ฝ่าเศรษฐกิจโลกป่วน เพื่อโอกาสทำมาหากิน

    • ดร.เอกนิติ ชี้ว่าเศรษฐกิจอาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม
    • เสนอให้อาเซียนเร่งสร้างความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง โดยเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน และเศรษฐกิจสีเขียวเพื่อฝ่าวิกฤต

    ดร.เอกนิติ กล่าวระหว่างการประชุมที่เมืองดาวอส ชี้อาเซียนต้องร่วมมือ เดินเร็ว ทำจริง ฝ่าเศรษฐกิจโลกป่วน เพื่อโอกาสทำมาหากิน

    เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ในฐานะผู้ร่วมอภิปรายหลักในหัวข้อ “Is ASEAN Moving Fast Enough?” ท่ามกลางผู้นำและผู้กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจจากทั่วโลก

    ดร.เอกนิติ กล่าวว่า เศรษฐกิจอาเซียนกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกันการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้เร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและผลิตภาพแรงงานอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างจริงจัง

    'เอกนิติ' สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม อาเซียนยังมีศักยภาพและความได้เปรียบจากความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ความเป็นกลาง และการยึดกติกาการค้าในระดับสากล ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยสิ่งสำคัญที่สุดในระยะต่อไปคือการเร่งเปลี่ยนจากนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจใหม่ และการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม

    'เอกนิติ' สะท้อนเวทีดาวอส อาเซียนต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    ดร.เอกนิติ ระบุว่า หากอาเซียนสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศสมาชิก โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ การยกระดับเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคบริการมูลค่าสูง ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจในระยะยาว

    พร้อมกันนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านกฎเกณฑ์ดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนเป็นไปอย่างทั่วถึง ยั่งยืน และสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/861674&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aoCIPv27m-uV4wEINBeRP