Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • การเงิน การค้า นวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯ ผลักดัน ‘เศรษฐกิจฮ่องกง’ เติบโต

    การเงิน การค้า นวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯ ผลักดัน ‘เศรษฐกิจฮ่องกง’ เติบโต

    การเงิน การค้า นวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯ ผลักดัน ‘เศรษฐกิจฮ่องกง’ เติบโต

    วันนี้, 13:11น.

              สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายพอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีเวิล์ด อิโคโนมิก ฟอรัม (WEF) ที่เมืองดาวอส ของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.69) และกล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็น 3 แรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

              นายชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

              สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    ….

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/158695&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KT2KvzCR0nKxFEGGY9KR1

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • สกัดทุนเทา ลบภาพสวรรค์ของการฟอกเงิน

    สกัดทุนเทา ลบภาพสวรรค์ของการฟอกเงิน

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-213&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BA3GtpJ9DPtnI-aXFP-0Z

  • ศก.ไทยครึ่งแรกจ่อ ‘ถดถอย’ เตือนเสี่ยง ‘สงครามค่าเงิน’

    ศก.ไทยครึ่งแรกจ่อ ‘ถดถอย’ เตือนเสี่ยง ‘สงครามค่าเงิน’

    เศรษฐกิจไทย” ปี 2569 เผชิญมรสุมรอบด้าน และยืนอยู่บนจุดเปราะบาง ท่ามกลางแรง “กดดัน” จากกำลังซื้อที่อ่อนแรง การบริโภคและการลงทุนที่ยังไม่ฟื้น รวมถึงการส่งออกที่เผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก และค่าเงินบาทแข็งค่า

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี 2569 ยังขาดแรงขับเคลื่อนที่ชัดเจน ทั้งด้านกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุน และการส่งออก

    ขณะที่ ปัจจัยสนับสนุนสำคัญอย่าง “การท่องเที่ยว” ก็มีลักษณะเป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้น ส่งผลให้ครึ่งปีแรกเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “เศรษฐกิจถดถอยเชิงเทคนิค” จากอุปสงค์ที่อ่อนแรง

    ทั้งจากกำลังซื้อภาคครัวเรือนยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่ำ และการลงทุนยังไม่เร่งตัวอย่างที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในภาวะที่ภาคเอกชนยังขาดความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง

    ขณะที่ ภาคการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกก็ยังไม่สดใส แม้ตัวเลขในบางเดือนอาจดูไม่เลวร้ายนัก แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้างแล้ว การส่งออกยังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

    รวมถึงผลกระทบจากค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ดังนั้น แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักเศรษฐกิจไทย แต่มองว่าความคึกคักภาคการท่องเที่ยวช่วงต้นปี 2569 เป็นเพียงผลจากฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ “ไฮซีซัน” ในช่วงปีใหม่เท่านั้น เมื่อเข้าสู่ช่วงนอกฤดูกาล ความคึกคักดังกล่าวมีแนวโน้มจะชะลอลงอีกครั้ง ทำให้ไม่สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

    ไม่เพียงเท่านั้นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี คือ ความไม่แน่นอนการเมือง ที่คาดหวังว่าหลังเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้อย่างราบรื่นและไร้อุปสรรค เพื่อเร่งจัดทำงบประมาณและอัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    หากกระบวนการดังกล่าวล่าช้า ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวลึกกว่าที่คาดไว้ก็จะเพิ่มขึ้น

    • ครึ่งปีหลังเริ่มเห็นแสงสว่าง

    แม้ภาพครึ่งปีแรกจะเต็มไปด้วย “ความเสี่ยง” โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญมรสุมตลอดทั้งปี โดยเชื่อว่าครึ่งปีหลังจะเริ่มเห็นแสงสว่าง เมื่อมีรัฐบาลใหม่และสามารถเร่งเบิกจ่ายงบประมาณได้จริง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐจะช่วยเรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน

    สิ่งที่น่าห่วงในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าเงินลงทุนจากต่างประเทศจะเริ่มไหลกลับเข้ามา อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลคือ “ค่าเงินบาท” ที่ยังคงแข็งค่า ซึ่งมองว่าเป็นปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะภาคการส่งออก เขาอยากเห็นเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    เมื่อมองไปยังเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ต้นปี เศรษฐกิจโลกเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนอย่างต่อเนื่อง จากประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์หลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา อิหร่าน หรือกรณีล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับกรีนแลนด์ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อตลาดการเงินโลก

    ที่ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 3% ไปแตะ 4% และในบางช่วงสูงถึง 4.2% ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกรวมถึงของไทยปรับตัวสูงขึ้นตาม โดยพันธบัตรไทยขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 1.9%

    สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่มั่นใจในตลาดเงินและตลาดทุน และทำให้เกิดการเทขายพันธบัตรในวงกว้าง

    • ไทยเสี่ยงถูก“สงครามค่าเงิน สงครามเงินทุน”

    แม้โอกาสเกิดสงครามทางทหารโดยตรงจะมีไม่มาก แต่มองว่าสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ “สงครามในมิติอื่น” ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง สงครามการค้าเป็นประเด็นแรกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง แม้จะเจรจาหรือพักรบชั่วคราวระหว่างสหรัฐ และจีน แต่การค้าโลกโดยรวมมีแนวโน้มชะลอตัว และต้องจับตาการใช้มาตรการภาษีหรือกฎหมายของสหรัฐอย่างใกล้ชิด

    ถัดมาคือ “สงครามค่าเงิน” ซึ่งกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ความพยายามสหรัฐในการกดค่าเงินดอลลาร์เพื่อเพิ่มความได้เปรียบทางการค้า ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น และกระทบต่อภาคส่งออก การผลิต และภาคเกษตรกรรมในวงกว้าง

    นอกจากนี้ ยังมีสงครามด้านเงินทุน จากการที่หลายประเทศลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรมีความผันผวนสูง และทำให้สินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยเริ่มมีความเสี่ยงแฝงมากขึ้น

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าห่วง คือ กำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะระดับฐานราก โดยรายได้ภาคเกษตรได้รับผลกระทบหนัก แม้ผลผลิตจะมีปริมาณมาก แต่ราคากลับตกต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยอ่อนแอลงอย่างชัดเจน

    สิ่งที่ต้องระวัง คือ ไม่ให้ปัญหากำลังซื้อระดับล่างลุกลามไปสู่ระดับบน เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังพอประคองได้จากกำลังซื้อกลุ่มบน หากกลุ่มนี้เริ่มชะลอการใช้จ่าย เศรษฐกิจโดยรวมจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

    “เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีความเสี่ยงสูงในช่วงครึ่งปีแรก ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีความสามารถในการประคองตัวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ หากมีการจัดตั้งรัฐบาลและดำเนินนโยบายเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แม้การเติบโตทั้งปีอาจต่ำกว่าปีก่อน แต่เป็นความเสี่ยงในระยะสั้นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด”

    • เศรษฐกิจเปราะบางสูงเสี่ยงติดลบ

    นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยมองว่าจุดในจุดที่เปราะบางมากขึ้น และเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง (slow down) ชัดเจน และอาจมี “การหดตัว” หรือ “ติดลบ” ในบางไตรมาส โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 1 และ 2 ของปีที่ผ่านมา

    สิ่งที่น่ากังวล  คือช่วงหลังการเลือกตั้งที่กระแสเงินสะพัดอาจจะหายไปก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 2 ที่มีความเสี่ยงว่างบประมาณจากรัฐบาลใหม่ยังไม่ออกมาซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงดังกล่าวเกิดการหดตัวได้

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงหลักหลังการเลือกตั้ง คือ จากความไม่ชัดเจนของรัฐบาลและนโยบายหากมีความล่าช้าเกิดขึ้น ทั้งหากเกิดความขัดแย้งทางการเมืองหรือปัจจัยภายนอกที่ทำให้ต้องเลื่อนการเลือกตั้ง และ 2. หากไม่มีพรรคใดชนะเสียงข้างมากจนเกิดความล่าช้าในการจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาล

    ซึ่งความดีเลย์นี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่สามารถทำได้ตามกำหนด หลังจากที่ได้มีการเร่งใช้ไปมากแล้วในช่วงก่อนหน้า

    “เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมากและเสี่ยงสูงเนื่องจากปัจจัยบวกที่เคยมีเริ่มหายไป ภาคประชาชนเริ่มขาดความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ที่งบประมาณยังไม่ออกมา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบจาก ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการผลิตและภาคการส่งออก โดยสถานการณ์ปีนี้ต่างจากปีที่ผ่านมาที่มีการเร่งส่งออกทำให้พอพยุงตัวไปได้” 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1217884&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Q94DhodKuF89NTmmK4Axv

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • TISCO ESU ชี้ IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2026F ขึ้นเป็น 3.3% แต่ระบุว่าความเสี่ยงยังคงโน้มไปทางด้านต่ำ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Today’s Data Releases

    • ญี่ปุ่น: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ธ.ค.

    • ญี่ปุ่น, ยูโรโซน, อังกฤษ และสหรัฐฯ: ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคบริการ (Manufacturing and Services PMI) เบื้องต้น เดือน ม.ค.

    • อังกฤษ: ยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือน ธ.ค.

    • สหรัฐฯ: ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U. of Mich. Sentiment) เดือน ม.ค.

    Key economic indicators

    Source: Bloomberg, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    Source: IMF, TISCO Economic Strategy Unit (TISCO ESU)

    • กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยประมาณการเศรษฐกิจชุดใหม่ ผ่านรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook)  โดย IMF ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2025F และ 2026F ขึ้น +0.1ppt และ +0.2ppt เป็น 3.3% และ 3.3% ตามลำดับ ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2027F ไว้ที่ 3.2% ตามเดิม

    • หากพิจารณาเป็นรายประเทศ IMF ทบทวนประมาณการของประเทศหลักดังต่อไปนี้

      • สหรัฐฯ – IMF คาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะขยายตัว 2.4% ในปี 2026F (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากแรงส่งของนโยบายการคลังหลังรัฐบาลผ่านกฎหมายงบประมาณระยะยาว (One Big Beautiful Bill Act) ซึ่งรวมไปด้วยการเพิ่มวงเงินการลดหย่อนภาษีให้แก่ครัวเรือนและธุรกิจ เป็นต้น ขณะที่ Fed ยังมีแนวโน้มปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินเพิ่มเติมในปีนี้ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ล่าช้าไปบ้างในช่วงไตรมาสที่ 4/2025 จากการปิดทำการ (Government Shutdown) จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับเศรษฐกิจ ทั้งนี้ IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2027F ลงเป็น 2.0% (vs. 2.1% คาดการณ์ก่อนหน้า)

      • ยูโรโซน – IMF คาดเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.3% ในปี 2026F (vs. 1.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 1.4% โดย IMF ประเมินว่าแรงส่งจะมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ หลังเยอรมนีผ่านกฎหมายงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลางในช่วงปี 2025F ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศสเปนและไอร์แลนด์ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี และเป็นอีกหนึ่งแรงส่งให้กับการเติบโตของยูโรโซน

      • ญี่ปุ่น – IMF คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.7% ในปี 2026F (vs. 0.6% คาดการณ์ก่อนหน้า) ขณะที่คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2027F ไว้ที่ 0.6% โดยการปรับประมาณเศรษฐกิจขึ้นในปี 2026 เป็นผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านสภาไปในช่วงก่อน ซึ่งประกอบไปด้วยมาตรการอุดหนุนค่าครองชีพ แผนการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานในหลายอุตสาหกรรมและกลาโหม

      • จีน – IMF คาดเศรษฐกิจจีนจะขยายตัว 4.5% ในปี 2026F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) ส่วนหนึ่งได้แรงหนุนจากนโยบายการคลังที่ยังผ่อนคลาย ประกอบกับการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่สัมฤทธิ์ผล ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรที่สหรัฐฯ จัดเก็บกับประเทศจีนปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงเป็น 4.0% ในปี 2027F (vs. 4.2% คาดการณ์ก่อนหน้า) จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังคงอยู่

      • ไทย – IMF คงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2026F ไว้ที่ 1.6% และมองว่าจะฟื้นตัวขึ้นในปี 2027F เป็น 2.2%

    • IMF คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะชะลอตัวลงจาก 4.1% ในปี 2025F เป็น 3.8% ในปี 2026F และ 3.4% ในปี 2027F

    • ทั้งนี้ แม้ IMF จะปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกขึ้น แต่มองว่าความเสี่ยงต่อประมาณการยังโน้มไปทางด้านต่ำ (“Risks to the outlook for the global economy remain tilted to the downside”) โดย IMF กล่าวถึงเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมานั้นกระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมและในทางตรงกันข้าม หากปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานหรือการผลิตได้มากอย่างที่คาดหวังไว้ อาจนำไปสู่การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่ต่ำลงและการปรับฐานของตลาดทุน ซึ่งจะกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ มาตรการกีดกันการค้าและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจและกดดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    • โดยสรุป เศรษฐกิจโลกยังสะท้อนความยืดหยุ่นและทนทาน และได้แรงหนุนจากเครื่องยนต์ใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งส่งผลให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลนีที่เกี่ยวข้องขึ้น อีกทั้งธนาคารกลางหลักหลายแห่งของโลกได้ปรับลดความตึงตัวของนโยบายการเงินลงตามเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ประกอบกับประเทศต่างๆ กำลังดำเนินนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันการค้าในช่วงที่ผ่านมา

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/01/23/611726/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z8Ae-F0fxpyh0rk70KKgG

  • “ดร.เอ้” ควง “ตั๊น” เดินตลาดโต้รุ่งหัวหิน ชูปิดจ็อบพระราม 2 อ้อนเลือกไทยก้าวใหม่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/124660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qZwDVO6Dif_DDXPVhmoOI

  • ทีมไทยแลนด์ ท๊อป จิรายุส แชร์ภาพขุนพลเศรษฐกิจไทย บนเวทีดาวอส

    ทีมไทยแลนด์ ท๊อป จิรายุส แชร์ภาพขุนพลเศรษฐกิจไทย บนเวทีดาวอส

    ทีมไทยแลนด์ ท๊อป จิรายุส แชร์ภาพขุนพลเศรษฐกิจไทย บนเวทีดาวอส

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.09 น.

    เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า #TeamThailand ที่ World Economic Forum 2026 ครับ

    ในช่วงการประชุม World Economic Forum 2026 ผมมีโอกาสร่วมดินเนอร์สำคัญ ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้นำระดับสูงจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยที่เดินทางมาร่วมการประชุมที่กรุง Davos เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือกันถึงบทบาทของประเทศไทยในระดับนานาชาติ

    การพบปะกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการประสานมุมมองระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมในเวทีระดับโลก ต้องขอขอบคุณทาง ปตท. ที่เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรอง THAILAND DINNER และเชิญผมมาร่วมในครั้งนี้ครับ

    รวมถึงยินดีที่ได้พบทุกท่านในดินเนอร์นี้ครับ

    1. คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    2. คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    3. คุณวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ประธานกรรมการของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    4. คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
    5. คุณชาติศิริ โสภณพนิช ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
    6. คุณปณต สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
    7. คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
    8. คุณชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    9. คุณบุญชัย โอภาสเอี่ยมลิขิต ประธานธุรกิจ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอังกฤษของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด
    10. คุณภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
    11. คุณเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มของบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด
    12. คุณรัฐพล ภักดีภูมิ ประธานกรรมการของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

    ผมดีใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นพลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจไทย ในการร่วมกันแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ

    #WorldEconomicForum2026 #WEF26 #TeamThailand #ToppJirayut #ท๊อปจิรายุส

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ‘อว.’โดย‘สอวช.’ผนึกกำลังภาครัฐ-การศึกษา-เอกชน 6 หน่วยงาน พัฒนากำลังคนยานยนต์สมัยใหม่-ไฟฟ้า

    ภาครัฐกางโรดแมปหนุน‘อุตสาหกรรมอาหารอนาคต’ สร้างโอกาสการเติบโตทางศก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/942477&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10nnZcMv9IYLqajqmzksVs