Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เกิดอะไรขึ้น! ทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งแรงเกินเหตุ แค่ 23 วัน ขึ้นไป 8,200 บาท | เดลินิวส์

    เกิดอะไรขึ้น! ทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งแรงเกินเหตุ แค่ 23 วัน ขึ้นไป 8,200 บาท | เดลินิวส์

    นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นรัวๆ เพียงแค่ 23 วันทำการ ปรับขึ้นมาแล้วถึง 8,200 บาท ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันนี้ 23 ม.ค. 69 ราคาปรับขึ้นมารวดเดียว 1,450 บาท ตั้งแต่เปิดตลาด จากนั้นยังขึ้นมาต่อเนื่อง ณ เวลา 11.00 น. ขึ้นมาทั้งหมด 1,600 บาท

    ส่งผลให้เกิดราคานิวไฮใหม่ ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 73,050 บาท ขายออกบาทละ 73,150 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 71,585.52 บาท ขายออกบาทละ 73,950 บาท 

    เกิดอะไรขึ้นทำไมราคาทองคำปีนี้พุ่งขึ้นแรงเกินเหตุ

    1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ในปีนี้มีสถานการณ์ที่ “เหนือความคาดหมาย” เกิดขึ้นหลายเหตุการณ์ที่เป็นแรงส่งให้ทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น

    • ศึกชิง “กรีนแลนด์” : การที่สหรัฐ (ภายใต้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์) แสดงท่าทีแข็งกร้าวในการเจรจาขอซื้อหรือครอบครองเกาะกรีนแลนด์ จนนำไปสู่ความตึงเครียดกับกลุ่มสหภาพยุโรป (EU)

    • สงครามการค้า US-EU : การขู่เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรป 100% ทำให้เกิดความกังวลเรื่องสงครามการค้าโลกครั้งใหม่ที่ลามจากจีนมายังฝั่งตะวันตก

    2. นโยบายการเงินและการลดดอกเบี้ยของ Fed

    ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในปี 2026 เพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัว (ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรประกาศออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมาก) เมื่อดอกเบี้ยขาลง “ค่าเงินดอลลาร์” จึงอ่อนค่าลง และทำให้ทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยมีความน่าสนใจมากขึ้นทันที

    3. กระแสการ “ตุนทอง” ของธนาคารกลางทั่วโลก

    เทรนด์การลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ยังคงเข้มข้นในปีนี้ ธนาคารกลางหลายประเทศ โดยเฉพาะจีน อินเดีย และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนทองคำในทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของสหรัฐ

    4. พลังซื้อจากกลุ่มนักลงทุนรายย่อยและ “ชาวคริปโต”

    ปีนี้จะเห็นปรากฏการณ์การปรับพอร์ตครั้งใหญ่ โดยนักลงทุนรายย่อยหันมาซื้อทองคำผ่านกองทุน ETF และทองคำแท่งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีบางส่วนที่เริ่มแบ่งกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาพักไว้ในทองคำเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต

    5. ปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลก

    ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐและหลายประเทศในยุโรปที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในมูลค่าของเงินกระดาษ และมองว่าทองคำคือ “เงินที่แท้จริง” ที่สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5528419/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BL0P5e2lSlVd9_nX9KfGO

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ – กระจายอำนาจสู่โรงเรียน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ – กระจายอำนาจสู่โรงเรียน – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบ - กระจายอำนาจสู่โรงเรียน

    เมื่อ “เรียนฟรี” ไม่มีอยู่จริง สภาผู้บริโภคเขย่าเวที Policy Forum ผ่าทางตันวิกฤตการศึกษาไทย พรรคการเมืองขานรับข้อเสนอ หนุนเรียนฟรีต้องฟรีจริง ปรับงบประมาณใหม่ กระจายอำนาจสู่โรงเรียน

    ในโลกของการแข่งขัน เรามักถูกสอนว่าการศึกษาคือ “อาวุธ” ในการเอาตัวรอด แต่สำหรับประเทศไทย อาวุธชิ้นนี้กำลังชำรุดและเข้าถึงได้ยากขึ้นทุกที เวที Policy Forum: การศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ กลายเป็นพื้นที่ระดมสมองครั้งสำคัญ เมื่อผู้เชี่ยวชาญ ภาคีเครือข่าย และตัวแทนจาก 5 พรรคการเมือง มารวมตัวกันเพื่อถอดบทเรียนวิกฤตการเรียนรู้ สภาผู้บริโภค ร่วมสะท้อนปัญหาในมุมของผู้เรียนและผู้ปกครอง ซึ่งเป็น “ผู้บริโภคการศึกษา” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายรัฐ ชง 4 ข้อเสนอ เรียนฟรีต้องฟรีจริง กระจายงบประมาณ และอำนาจให้โรงเรียน

    จาก “ลู่วิ่งแข่ง” สู่ “มาราธอนชีวิต”

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เสนอภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนว่า การศึกษาไม่ควรถูกมองเป็นการแข่งขันระยะสั้นเพื่อวัดแพ้–ชนะ แต่คือการวิ่งมาราธอน ที่เส้นชัยคือ “คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้เรียนแต่ละคน” ไม่ใช่เพียงใบปริญญา

    เขาย้ำว่า การศึกษาเป็นบริการสาธารณะของรัฐ เด็กและผู้ปกครองคือผู้บริโภคที่รัฐต้องรับประกันคุณภาพ และต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในระบบที่ยังเต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายแฝงและความไม่เป็นธรรม

    “เรียนฟรี 15 ปี” วาทกรรมบนแผ่นกระดาษ?

    ความจริงที่น่าตกใจคือ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี ยังเป็นเพียงเป้าหมายที่ไปไม่ถึง ในทางปฏิบัติ โรงเรียนยังคงเรียกเก็บเงินสมทบ จากผู้ปกครองได้ตามช่องโหว่ของประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้เด็กบางส่วนไม่ได้รับใบรับรองการจบหลักสูตรเพราะค้างชำระค่าเทอม

    นอกจากนี้ยังมี “ค่าใช้จ่ายแฝง” เช่น ค่าเดินทางที่รัฐมองข้าม แต่กลับเป็นกำแพงสูงชันที่ผลักเด็กออกจากระบบการศึกษา สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้รื้อระบบงบประมาณแบบ “รายหัวเสมอหน้า” ที่มองเด็กทุกคนเท่ากันบนตัวเลข แต่ไม่เท่ากันในความเป็นจริง แล้วเปลี่ยนเป็นระบบ “Top-up” เพื่อเติมทรัพยากรให้โรงเรียนในพื้นที่เปราะบางหรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างตรงจุด

    4 ข้อเสนอเขย่าโครงสร้าง เปลี่ยนผ่านสู่ความเท่าเทียม

    เพื่อให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากวงจรเดิม สภาผู้บริโภคได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เน้นการแก้กฎหมายและโครงสร้าง

    1. นิยามใหม่ของคำว่า “ฟรี”: ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุงมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยให้เพิ่มคำนิยามของ “ค่าใช้จ่ายในการศึกษา” ให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อผู้เรียน
    2. รัฐต้องรับผิดชอบหลัก: ปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา โดยการตัดด้อยคำวรรคท้ายของมาตรา 58 (2) ที่ระบุว่า “ให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถาบันประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา โดยเป็นผู้จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา บริจาคทรัพย์สินและทรัพยากรอื่นให้แก่สถานศึกษา และมีส่วนร่วมรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาตามความเหมาะสมและความจําเป็น ทั้งนี้ ให้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมและให้แรงจูงใจในการระดมทรัพยากรดังกล่าว โดยการสนับสนุน การอุดหนุนและใช้มาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี ตามความเหมาะสมและความจําเป็น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด” ออก
    3. งบประมาณที่เป็นธรรม: ขอให้กระทรวงศึกษาธิการปรับปรุง มาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพื่อพัฒนาระบบการจัดสรรงบประมาณการศึกษา โดยเพิ่มเติมข้อความว่า ‘รัฐต้องจัดให้มีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาอย่างเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้รับโอกาสทางการศึกษาและคุณภาพการศึกษาที่เหมาะสม’
    4. ปริญญาตรีใบแรกฟรี: ขอให้ทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบายสนับสนุนสิทธิการเรียนปริญญาตรีใบแรกฟรีในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ

    นอกจากนี้ ในประเด็นคุณภาพ ผศ.อรรถพล มองว่าการมุ่งติวข้อสอบ PISA เป็นความล้มเหลวที่ซ้ำซากมากว่า 20 ปี ทางออกที่แท้จริงคือการจัดการ “ขนาดโรงเรียนและห้องเรียน” โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนล้นหลามควรถูกกระจายออก เพื่อเพิ่มคุณภาพการดูแลระหว่างครูและศิษย์ และหยุดการดึงทรัพยากรจากโรงเรียนชุมชน

    เสียงขานรับจาก 5 พรรคการเมือง

    จากการนำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการศึกษาของสภาผู้บริโภค พบว่าพรรคการเมืองหลายพรรคมีท่าทีตอบรับในทิศทางเดียวกัน โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ “การทำให้เรียนฟรีเกิดขึ้นจริง” และ “การกระจายอำนาจ”

    พรรคไทยก้าวใหม่

    ชูการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งระบบ มุ่งทำให้ “เรียนฟรีจริง” ครอบคลุมทุกระดับ ลดภาระหนี้การศึกษา พร้อมเสนอปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาให้เป็นองค์กรอิสระ ลดอำนาจส่วนกลาง เพื่อสร้างความต่อเนื่องและอิสระให้ระบบการศึกษาในระยะยาว

    พรรคประชาธิปัตย์

    ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมเชิงพื้นที่ เน้นลดค่าใช้จ่ายแฝง โดยเฉพาะค่าเดินทางของนักเรียน เสนอระบบงบประมาณแบบแม่นยำ และผลักดันให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เพื่อให้บริหารจัดการได้สอดคล้องกับบริบทชุมชน

    พรรคประชาชน

    มุ่งแก้ปัญหาการเข้าถึงการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เห็นว่ารัฐต้องรับประกันโอกาสของเด็กทุกคน ทั้งด้านการเดินทาง งบประมาณ และหลักสูตร สนับสนุนการปรับสูตรจัดสรรงบประมาณ และเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้โรงเรียนและครูตามความเหมาะสมของพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทย

    เสนอแนวคิด “เรียนฟรีจริง พลัส” โดยใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญ ลดความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาของเด็กในทุกพื้นที่

    พรรคเพื่อไทย

    สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบงบประมาณปัจจุบัน เห็นว่าการจัดสรรงบแบบรายหัวสร้างความเสียเปรียบให้โรงเรียนชนบท และจำเป็นต้องปรับระบบใหม่ เพื่อให้ทรัพยากรไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างตรงจุด

    เวทีชี้ ศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้าง

    ทั้งนี้ ภาพรวมจากเวที สะท้อนชัดว่า การศึกษาไทยกำลังเผชิญวิกฤตเชิงโครงสร้างซ้อนทับหลายมิติ ตั้งแต่สังคมที่กำลัง “แก่ก่อนรวย” เด็กเกิดน้อยลงแต่มีกลับต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ปัญหาคุณภาพและสมรรถนะผู้เรียนที่สะท้อนผ่านคะแนน PISA ต่ำต่อเนื่อง ความเหลื่อมล้ำจากนโยบายเรียนฟรีที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ไปจนถึงปัญหาเรียนไม่ตรงงานที่ทำให้แรงงานจำนวนมากต้องใช้เวลาปรับตัวก่อนทำงานได้จริง ส่งผลต่อต้นทุนของทั้งครอบครัวและเศรษฐกิจประเทศ

    จึงเสนอให้เร่งปฏิรูปการศึกษาแบบยกโครงสร้าง ตั้งแต่การลงทุนตั้งแต่เด็กแรกเกิด การปรับระบบงบประมาณให้เป็นธรรมและตอบโจทย์กลุ่มเปราะบางมากขึ้น การกระจายอำนาจคืนให้โรงเรียนตัดสินใจใกล้ผู้เรียน ไปจนถึงการยกระดับทักษะแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเชื่อมการศึกษาเข้ากับโลกการทำงานจริง และสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพรองรับอนาคตของประเทศ

    ท้ายสุด สภาผู้บริโภคขอเชิญติดตามเวทีเสวนา “ป้ายยา การศึกษาไทย : นโยบายที่ชอบ กฎหมายที่ใช่” การศึกษาไทยจะไปทิศทางไหน หลังการเลือกตั้ง 69 นโยบายที่พรรคเสนอ เปลี่ยนชีวิตผู้เรียนได้จริงหรือไม่ ร่วมฟังคำตอบจากพรรคการเมืองบนเวที ในวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 09.30 เป็นต้นไป ณ อาคาร 11 โซน A ชั้น 1 (Exhibition Hall) มหาวิทยาลัยศรีปทุม หรือรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทางเฟซบุ๊ก สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/policy-forum-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d32y0t84oIBBgBjNzYFgl

  • โลกหมุนไวขึ้น 30 เท่า จากนี้ไม่มีอาชีพใดยืนยาวเกิน 10 ปี วงถก มธ. ชง ‘ว่าที่รัฐบาล’ หาทางออก – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี

         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาชำแหละเศรษฐกิจปีม้าไฟกระทบจ้างงาน-ตำแหน่งงาน นักเศรษฐศาสตร์ชี้ อัตราเร่งในโลกปัจจุบันไวกว่ายุคก่อนถึง 30 เท่า ไม่มีอาชีพไหนยืนยาวเกิน 10 ปี ความมั่นคงทางอาชีพหายไป ผลวิจัยเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกตลอด 10 ปี ยืนยัน การเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานเทียบเท่ากัน ทางออกคือต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า “ว่าที่รัฐบาล” ควรอุดหนุนเงินให้ SMEs ฝึกงานนักศึกษา ให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง สอดคล้องข้อเสนอจากผู้แทน SCG ที่เสนอให้ ก.คลัง อุดหนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ฝึกงานนักศึกษาก่อนทำงานจริง

         เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) โดย งานสื่อสารองค์กร จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ปีม้าไฟกับอนาคตคนรุ่นใหม่: (ว่าที่) รัฐบาลต้องทำอะไรในโลกที่งานไม่รอคน” เพื่อฉายภาพสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2569 ตลอดจนความท้าทายด้านอื่น ๆ อาทิ เสถียรภาพทางการเมือง สถานการณ์ชายแดน ภูมิรัฐศาสตร์โลก การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะกระทบต่อการจ้างงานและตำแหน่งงาน พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางแก้ปัญหาให้กับว่าที่รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคต

         ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. เปิดเผยว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งของโลกและของไทย พบว่าอัตราเร่งของความเปลี่ยนแปลงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลชี้ชัดว่าความเร่งในปัจจุบันเร็วกว่าอดีตถึง 30 เท่า และด้วยอัตราเร่งนี้จะทำให้อาชีพที่สามารถยืนระยะได้นานเกิน 10 ปี เหลือน้อยมาก เพราะตลอดชีวิตจะมีอาชีพที่จะหายไปเลยถึง 6 อาชีพ แต่ก็จะมีอาชีพเกิดใหม่ขึ้นมาแทน นั่นหมายความว่านับจากนี้ความมั่นคงทางอาชีพจะหายไป คนรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ

         “เมื่อโลกหมุนไวและโจทย์เปลี่ยนไวมาก การเรียนรู้ในอนาคตอาจต้องปรับเปลี่ยนจากระยะยาวมาเป็น Micro Learning หรือการเรียนสั้น ๆ เพื่อตอบโจทย์เฉพาะหน้า และต้องมีการ Upskill-Reskill ตลอดชีวิต ขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็เจอกับสภาวะเศรษฐกิจที่ตายง่าย โตยาก และถึงอยากเกิดใหม่ก็แทบจะไม่มีทาง โดยผู้ประกอบการ 3 ล้านราย มีเพียง 70,000 – 80,000 ราย เท่านั้นที่มีสภาพคล่องทางการเงินสูงอยู่ ส่วนที่เหลือตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันนี้” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

         สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันเรามีแรงงานที่พร้อมรองรับโลกยุคใหม่เพียงแค่ 15% ขณะที่ตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ 50% โดยสิงคโปร์มี 50% เยอรมนีมี 48% สวีเดนมี 42 – 45% และจากงานวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการเกิดขึ้นของ AI ทำให้ทุกอาชีพมีสิทธิตกงานไม่น้อยกว่ากัน โดยผู้ที่ใช้ AI ทำงานแทนตัวเองทั้งหมดจะตกงาน ส่วนคนที่ใช้ AI เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานจะไปได้ไกล

         ฉะนั้นสิ่งที่ว่าที่รัฐบาลควรดำเนินการคือ ต้องสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ขนาดใหญ่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เช่น คอร์สระยะสั้น เพื่อให้ Upskill-Reskill ได้ตลอดเวลา ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเรียนรู้จากการทำงานจริงผ่านการทดลองงานในสถานประกอบการ โดยรัฐบาลควรมีงบประมาณอุดหนุนให้แก่สถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน ทั้งเป็นค่าเสียโอกาสทางรายได้ของผู้ประกอบการ หรือ SMEs ที่จะต้องเสียไปจากการนำเวลามาช่วยสอนงานให้นักศึกษา ตลอดจนเป็นเบี้ยเลี้ยงให้แก่นักศึกษาเพื่อลดข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่าย

         ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาจบใหม่ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน รัฐควรจัดตั้งศูนย์การเตรียมความพร้อมนักศึกษาฝึกงานกลาง โดยอาจทำเป็นศูนย์ระดับจังหวัด หรืออาศัยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ศูนย์ส่งเสริมอาชีวะ เป็นศูนย์เรียนรู้ชั่วคราวก่อนก็ได้ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานให้กับบัณฑิตจบใหม่ จากนั้นมีการประเมินผลตลอดจนจับคู่กับนายจ้าง พร้อมกับสร้าง Internship Fair คู่กันไปด้วย

         คุณเมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้นทางของโดมิโนที่ทำให้ตำแหน่งงานหายไปคือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในภาคธุรกิจ และปัจจุบันตำแหน่งงานไม่ใช่ของคนประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของโลก เพราะธุรกิจได้ขยับไปสู่การไม่มีเส้นพรมแดนประเทศขว้าง อย่าง SCG มีพนักงานกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นคนรุ่นใหม่ต้องมีการเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอ และต้องเรียนรู้ได้เร็วด้วย มีทักษะคิดอย่างเป็นระบบและตัดสินใจบนฐานของข้อมูล

         นอกจากนี้ สิ่งที่อยากให้คนรุ่นใหม่เพิ่มเติมคือ ความเข้าใจในเรื่องธุรกิจก่อนเข้าสู่โลกการทำงานในชีวิตจริง เหมือนที่ SCG มีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับธรรมศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจโจทย์ในโลกธุรกิจผ่านการทำงานจริงกับลูกค้าจริงๆ มีทักษะทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากข้อผิดพลาด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ได้ทำอยู่แล้ว

         ฉะนั้นหากเป็นไปได้ ภาครัฐอย่างกระทรวงการคลังควรเข้ามาสนับสนุนเงิน หรือช่วยเหลือค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับ SMEs เพื่อให้มีการเปิดรับให้นักศึกษามาฝึกประสบการณ์จริงได้มากขึ้น เพราะบริษัทก็มีต้นทุนที่ต้องจ่ายทั้งค่าเบี้ยเลี้ยง เวลาที่ต้องใช้ไปกับการให้ความรู้นักศึกษา ฯลฯ หากมีการดำเนินการเช่นนี้ SMEs    ก็จะได้ทั้งองค์ความรู้ใหม่ๆ จากนักศึกษาในการพัฒนาธุรกิจ และถ้านักศึกษาจบการศึกษาและกลับมาเข้าสู่ตลาดแรงงานต่อได้ก็จะช่วยให้ระบบนิเวศของธุรกิจยิ่งยกระดับทั้งประเทศ ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงาน และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ก็ต้องมาร่วมมือกันในการสร้างแพลตฟอร์มกลางของรัฐในการเชื่อมโยงตำแหน่งงานที่ว่างจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมทั่วประเทศมาจับคู่กับแรงงานที่มีอยู่ พร้อมกับทำใบรับรองทักษะให้กับแรงงานด้วย

         อพิชญา วิทยากุล นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันสร้างความกดดันต่อชีวิตการทำงานและความเป็นอยู่ในอนาคตของคนรุ่นใหม่อย่างมาก ทั้งเศรษฐกิจที่แย่ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป PM2.5 หรือโครงสร้างและระบบของหน่วยงานราชการก็ไม่เอื้อต่อการต่อยอดทางอาชีพ รวมถึงเรื่องเงินเดือน ค่าตอบแทน และสวัสดิการจากการทำงานที่ยังไม่เหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงอยากให้ว่าที่รัฐบาลใหม่ ตลอดจนภาคเอกชน ร่วมกันหาทางออกในเรื่องเหล่านี้

         อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงรอการแก้ไข ก็เป็นความท้าทายของนักศึกษาเช่นกันในการจะสร้างทักษะให้ตอบโจทย์กับตลาดแรงงาน ไม่ว่าจะ Soft Skill และ Hard Skill โดย Soft skill ที่มีความสำคัญนั้น มองว่าอย่างแรกคือทักษะการสื่อสาร ซึ่งในคนรุ่นใหม่อาจจะยังขาดไป เนื่องจากเติบโตมาในช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ไม่ได้สื่อสารกับคนจริง ๆ แบบเจอหน้ากัน ส่งผลให้มีช่องว่างในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ และอีกทักษะที่ควรมีคือการประสานงาน และการปรับตัวเข้าหาคนหลากหลายรุ่น ในส่วน Hard Skill ปฏิเสธไม่ได้ว่าการใช้ AI จะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ของโลกยุคหลังจากนี้ แต่ต้องคิดต่อในเรื่องการใช้งาน ไม่ให้ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี แต่จะทำอย่างไรให้นอกจากงานดีขึ้นแล้ว ยังได้พัฒนาทักษะในการเรียนรู้ของตนเองด้วย

         ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า มีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกันที่เป็นความท้าทายและคนรุ่นใหม่ต้องเผชิญในอนาคต คือ 1. การเข้าสู่สังคมสูงวัยเร็วกว่าที่คาด และผู้สูงอายุยังมีอายุยืนยาวขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้คนรุ่นใหม่ที่กำลังลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลมากขึ้น 2. การที่ AI จะเข้ามาแทนที่คนที่มีทักษะการทำงานระดับกลาง ที่จะทำให้หลายอาชีพจะหายไปอย่างแน่นอน และ 3. ความเหลื่อมล้ำทางโอกาสในสังคม

         ดังนั้น จึงอยากฝากให้รัฐบาลทำให้ผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มีผลิตภาพ รวมถึงควรจะมีการปรับแก้ระบบกฎหมายให้เอื้อต่อการสร้างสตาร์ตอัปทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ โดยปัจจุบันสตาร์ตอัปทางการเงินหลายแห่งของคนไทยเป็นการไปจดทะเบียนที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะกฎหมายเอื้อมากกว่าในไทย และสุดท้ายคือ การแก้ไขในระดับครัวเรือน จะต้องมีนโยบายที่เน้นไปที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม โดยเน้นไปที่พฤติกรรมเด่น ไม่ใช่พฤติกรรมด้อยที่มาจากนโยบายประชานิยมที่ส่งผลระยะสั้น และเป็นภาระทางการคลังระยะยาว เหมือนที่ผ่านมา

         ผศ. ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มธ. กล่าวว่า ภาคการศึกษาของไทยมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงน้อยมาก กล่าวคือ ครูและอาจารย์มีการเรียนการสอนอย่างไรเมื่อ 100 – 200 ปีก่อน ปัจจุบันก็ยังเป็นเหมือนเดิม คือทำเพียงแต่สอนเนื้อหาให้ครบและวัดผล ไม่มีกระบวนการกลับมาทบทวน และไม่ได้สนใจชีวิตของเด็กนักเรียนและนักศึกษาหลังจบไปจะเป็นอย่างไรต่อ ทั้งที่ครูอาจารย์เป็นอาชีพที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมสูงมากในการเตรียมคนรุ่นใหม่ไปสู่โลกการทำงาน และควรจะสร้างคนให้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปได้ จึงถึงเวลาแล้วที่องคาพยพต่าง ๆ ในสังคมจะหันกลับมาพูดคุยกันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

         ผศ. ดร.อดิศร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ไขนั้นทางสถาบันการศึกษาก็ควรจะต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ พร้อมกับปรับแนวคิดโดยมองให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศและองค์รวมทั้งสังคม ขณะที่รัฐควรจะมีการกระจายอำนาจในการจัดการศึกษา รวมถึงมีระบบงบประมาณ และการตรวจสอบที่เป็นไปเพื่อเด็กจริง ๆ มากไปกว่านั้น ควรประสานการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ให้อยู่ในพื้นที่ที่มีความเหมาะสม เช่น การสร้างโรงเรียนควรจะมีการคำนึงถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อตัวเด็กด้วย อย่างปัญหาสุขภาพจิตที่ควรจะมีระบบในการดูแล ฯลฯ รวมถึงการผลักดันนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดการใช้ในระดับปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu02230169/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hbRFUmq3PdnsYc8ZJ2QB4

  • รู้จัก “ทะเลบัวแดง” อยู่จังหวัดไหน พร้อมวิธีเดินทาง ตามรอยภาพไวรัล “ลิซ่า” โปรโมทท่องเที่ยวไทย

    รู้จัก “ทะเลบัวแดง” อยู่จังหวัดไหน พร้อมวิธีเดินทาง ตามรอยภาพไวรัล “ลิซ่า” โปรโมทท่องเที่ยวไทย

    ทะเลบัวแดง กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์ หลังจากมีกระแสภาพไวรัลของ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador ของ ททท. ถ่ายภาพโปรโมทการท่องเที่ยวทะเลบัวแดง ซึ่งแชร์กันอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดีย 

    ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับ “ทะเลบัวแดง” หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เมื่อถึงฤดูกาลท่องเที่ยวพิกัดแห่งนี้จะถูกแต่งแต้มด้วยดอกบัวสีชมพูและแดงขึ้นเต็มผืนน้ำ โดยเฉพาะสายถ่ายรูปแนวธรรมชาติที่ไม่ควรพลาด และควรหาโอกาสมาเยือนให้ได้สักครั้ง

    รู้จัก “ทะเลบัวแดง” อยู่จังหวัดไหน ทำไมถึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไทย

    ทะเลบัวแดง ตั้งอยู่ที่หนองหานกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งหนองหานเป็นบึงน้ำจืดธรรมชาติขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว่า 36 ตารางกิโลเมตร รายล้อมด้วยธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีทั้งพันธุ์ปลา นกนานาชนิด และพืชน้ำหลากหลายสายพันธุ์ให้ชม โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวที่บัวแดงจะผลิบานเต็มพื้นที่จนเหมือนผืนน้ำกลายเป็นพรมสีชมพูสวยตระการตา 

    เหตุผลที่ทะเลบัวแดงกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ก็เพราะทัศนียภาพที่โดดเด่นไม่เหมือนที่ไหน โดยเฉพาะในตอนเช้าตรู่ที่ดอกบัวกำลังบานเต็มที่สุด แสงสีสวยงามเหมาะแก่การถ่ายรูปและสัมผัสความสงบของธรรมชาติ อีกทั้งชุมชนท้องถิ่นยังต่อยอดการท่องเที่ยวได้อย่างน่าสนใจด้วยบริการเช่าเรือพาเที่ยวทั่วทะเลบัวแดง 

    ชวนเที่ยว “ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี” จ.อุดรธานี บานช่วงเดือนไหน

    ช่วงที่เหมาะสำหรับไปเที่ยวชมทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี มากที่สุด คือ “เดือนพฤศจิกายน – เดือนมีนาคม” โดยเฉพาะในเช้าตรู่ถึงเที่ยง ตั้งแต่เวลา 06.00-11.00 น. เนื่องจากดอกบัวแดงจะบานสะพรั่งรับแสงแดดมากที่สุด ดอกบัวก็จะเริ่มหุบเมื่อได้รับแสงแดดแรงมากขึ้นตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันเป็นต้นไป แต่สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากนั่งเรือชมหนองหาน ก็สามารถนั่งเรือเที่ยวชมได้แบบชิลๆ โดยมีเรือรับจ้างบริการพาชมทะเลบัวแดงและทัศนียภาพในหนองหานตลอดทั้งวัน

    ทั้งนี้ ทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี เรือให้บริการทุกวัน เวลา 06.00-17.00 น. ใช้เวลานั่งเรือชมหนองหานและทะเลบัวแดงรอบละ 1.30 ชั่วโมง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ทำการปกครองอำเภอกุมภวาปี โทร. 0 4233 4446 และ สำนักงานเทศบาลตำบลเชียงแหว โทร. 0 4223 6022

    วิธีเดินทางไปทะเลบัวแดง จ.อุดรธานี อัปเดตปี 2569 ตามรอยภาพโปรโมทท่องเที่ยวของ “ลิซ่า” (Lisa)

    เดินทางโดยเครื่องบิน : บินไปลงที่สนามบินอุดรธานี > จากนั้นเช่ารถ หรือเหมารถตู้/แท็กซี่ > เดินทางไปยังทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี (ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีประมาณ 30–35 กิโลเมตร)

    เดินทางโดยรถไฟ/รถทัวร์ : ลงที่สถานีรถไฟ หรือสถานีขนส่งจังหวัดอุดรธานี > ต่อรถท้องถิ่นหรือเหมารถจากอุดรธานีตรงไปยังทะเลบัวแดง อำเภอกุมภวาปี

    เดินทางโดยรถส่วนตัว : ใช้ถนนจากตัวเมืองอุดรธานี ไปตามถนนหมายเลขหลัก จากนั้นไปทางอำเภอกุมภวาปีจนถึงท่าเรือบ้านเดียม ซึ่งเป็นจุดออกเรือไปชมทะเลบัวแดง หรือขับรถยนต์โดยปักหมุด “ทะเลแดง” ตามแผนที่ Google Map ได้เลย

    ขอบคุณข้อมูล : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2909608&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BvHDepGimdofoPhC1_9YM

  • การท่องเที่ยวญี่ปุ่นโอด นักท่องเที่ยวจีนหายเกลี้ยง

    การท่องเที่ยวญี่ปุ่นโอด นักท่องเที่ยวจีนหายเกลี้ยง

    จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาญี่ปุ่นลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา และกำลังส่งผลต่อการท่องเที่ยวของญี่ปุ่นอย่างรุนแรง หลังจากที่ทางการจีนแนะนำให้ชาวจีนพิจารณาการเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อตอบโต้คำพูดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นก่อนหน้านี้ ที่ว่าญี่ปุ่นมีสิทธิใช้กำลังหากเกิดกรณีความรุนแรงขึ้นกับเกาะไต้หวัน

    สื่อต่างประเทศรายงานว่า ในบางส่วนของจังหวัดนากาโนะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลัก ร้านอาหาร ร้านค้า และโรงแรมต่างได้รับผลกระทบ โดยเจ้าของต่างแสดงความกังวลอย่างมาก  อย่างเช่นที่ เมืองมัตสึโมโตะ เมืองท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนากาโนะ ร้านอาหาร โรงแรม ร้านขายงานฝีมือและของเก่าต่างพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยนักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนที่สำคัญมาก

    ไอโกะ โอฮิระ ผู้จัดการร้านอาหารในมัตสึโมโตะกล่าวว่า “ปกติแล้ว เราจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมาก แต่เนื่องจากสถานการณ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีน จำนวนนักท่องเที่ยวจึงลดลงอย่างมากในช่วงสองหรือสามเดือนที่ผ่านมา คุณแทบจะไม่เห็นพวกเขาเลย แม้แต่ในเมือง เมื่อเทียบกับเมื่อก่อน มันส่งผลกระทบอย่างมาก”

    ส่วน ทากาอากิ ฮิกุจิ ผู้ค้าของเก่ากล่าว “อย่างที่คุณเห็น เราเคยมีลูกค้าชาวจีนค่อนข้างเยอะ ผมคิดว่ามันส่งผลกระทบ ดูเหมือนว่าคนเหล่านั้นจะไม่มาซื้อของในญี่ปุ่นแล้ว ดังนั้นธุรกิจนี้จึงได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ค้าของเก่าอย่างพวกเรา”

    ส่วนที่เมืองคารุอิซาวะเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในจังหวัดนากาโนะ ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดกำลังสร้างแรงกดดันให้กับโรงแรมและแหล่งช้อปปิ้งในท้องถิ่นอย่างมาก โดย นายทาเคโอะ ซูซูกิ ผู้จัดการโรงแรมกล่าวว่า ที่โรงแรมของเขานั้นตามปกติจะมีนักท่องเที่ยวจีนราว 30%  และส่วนใหญ่จะมาในช่วงฤดูหนาว แต่ตั้งแต่เดือนธันวาคม การจองห้องพักก็ลดลงอย่างมาก ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต  

    https://youtu.be/YINTP4gX8ZU

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/international/frontpagenews/455749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LdwdT_bdkkDvj15XM01m1

  • ศน.ชวนท่องเที่ยวในมิติทางศาสนา เปิด ‘20 เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา’ ปี69 | เดลินิวส์

    ศน.ชวนท่องเที่ยวในมิติทางศาสนา เปิด ‘20 เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา’ ปี69 | เดลินิวส์

    นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กล่าวว่า ศน.ประกาศเส้นทางท่องเที่ยวในมิติทางศาสนา ภายใต้กิจกรรมตามรอยเส้นทางธรรมแห่งศรัทธา ประจำปี 2569 จำนวน 20 เส้นทาง ภายใต้หัวข้อหลัก ได้แก่ 1.เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ 2.เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ 3.เส้นทางตามรอยความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง และ4.เส้นทางศาสนิกสัมพันธ์และอื่นๆ ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างศน. สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายทางศาสนาในพื้นที่ โดยคัดเลือกภายใต้หลักเกณฑ์การเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวใหม่ด้านวัฒนธรรม (Unseen Thai Thai) สำหรับ 20 เส้นทาง ประกอบด้วย

    เส้นทางสักการะพระบรมธาตุ จำนวน 7 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา เมือง 5 มหาราช บูชาพระบรมธาตุปีมะเมีย จ.ตาก 2. เส้นทางตามรอยพญานาเคนทรศรัทธา ไหว้สาพระบรมธาตุเมืองพะเยา จ.พะเยา 3.เส้นทางสักการะพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว จ.พัทลุง 4.เส้นทางสักการะพระบรมธาตุนาดูน อารยธรรมนครจำปาศรี จ.มหาสารคาม 5.เส้นทางบุญไต ตามรอยธรรม 3 ครูบา 9 พระธาตุ ยลจองงาม เมืองสามหมอก จ.แม่ฮ่องสอน 6.เส้นทาง 7 บรมรอยธรรมสู่ศรัทธาแห่งสระบุรี จ.สระบุรี 7.เส้นทางตามรอยธรรมแห่งศรัทธาสู่อารยธรรมเมืองไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

    เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางตามรอยพระเถราจารย์ สัมผัสศรัทธาแห่งธรรมเมืองนครปฐม จ.นครปฐม 2.เส้นทางนมัสการ 9 พระเถราจารย์ จ.นครพนม 3.เส้นทางแห่งศรัทธาพระเถราจารย์ลุ่มน้ำระยอง จ.ระยอง 4.เส้นทางแสวงบุญครูบาศรีวิชัย นักบุญล้านนา จ.ลำพูน 5.เส้นทางไหว้พระทางน้ำลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

    เส้นทางตามรอยความเชื่อความศรัทธาแห่งลุ่มแม่น้ำโขง จำนวน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางบึงกาฬศรัทธานาคา ตามรอยปู่อือลือ สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ลุ่มน้ำโขง จ.บึงกาฬ 2.เส้นทาง Unseen Thai Thai ความเชื่อแห่งศรัทธา โขง–นาคา 3 พิภพ จ.มุกดาหาร 3.เส้นทางตามรอยนาคา บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จ.หนองคาย

    เส้นทางศาสนิกสัมพันธ์และเส้นทางอื่นๆ จำนวน 5 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางศรัทธาบนเส้นทางอารยธรรมปราสาทหิน จากธรรมชาติสู่เทวสถานและวัฒนธรรมพุทธไทย จ.บุรีรัมย์ 2.เส้นทางตามรอยศรัทธาเมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จ.ปัตตานี 3.เส้นทางสายธารแห่งศรัทธา สิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตา ดินแดนล้ำค่าเมืองสองแควพิษณุโลก จ.พิษณุโลก 4.เส้นทางธรรมแห่งศรัทธา 1 เมือง 2 พระ 3 บาง จ.สมุทรปราการ 5.เส้นทางมรดกพระร่วง เมืองสุโขทัย จ.สุโขทัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5528964/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lCmIUmDhki5IVEpyF47wY

  • วัฒนธรรมจัดโครงการเส้นทางแห่งศรัทธา สัมผัสคุณค่าวิถีไท-ไทยหนุนท่องเที่ยว

    วัฒนธรรมจัดโครงการเส้นทางแห่งศรัทธา สัมผัสคุณค่าวิถีไท-ไทยหนุนท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    วัฒนธรรมจัดโครงการเส้นทางแห่งศรัทธา สัมผัสคุณค่าวิถีไท-ไทยหนุนท่องเที่ยว

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ระหว่างวันที่ 23–25 มกราคม 2569 กระทรวงวัฒนธรรมจัดโครงการ Faith Soul Thailand เส้นทางแห่งศรัทธา สัมผัสคุณค่าวิถีไท-ไทย กิจกรรมเปิดประสบการณ์ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ความเชื่อ และวัฒนธรรม  “ตำนานอุรังคธาตุ”  3 วัน 2 คืน ครอบคลุมพื้นที่ จังหวัดสกลนคร มุกดาหาร และนครพนม 

    โดยมี นางสาว ลิปิการ์ กำลังชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม  ร่วมเดินทางและติดตามการทดสอบเส้นทาง การท่องเที่ยว พร้อมด้วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ อาทิ แจ็ค แฟนฉัน   เพื่อประเมินศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา การถ่ายทอดอัตลักษณ์วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชน สำหรับในวันแรก ที่จังหวัดสกลนคร กิจกรรมทดสอบเส้นทางประกอบด้วยการเยี่ยมชม วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร วัดเก่าแก่มีอายุกว่า 1,000 ปี, วัดพระธาตุนารายณ์เจงเวง ตำนานอุรังคธาตยุคขอม ศตวรรษที่ 16-17 , วัดป่าสุทธาวาสซึ่งมีอัฐิบริขานหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, วัดถ้ำผาแด่น อารามภิรมย์ร่วมสมัย 

    พร้อมกิจกรรมเรียนรู้วิถวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ในพื้นที่  ที่เฮือนนางคราม เรียนรู้ และลงมือย้อมผ้าครามธรรมชาติด้วยตนเอง สำหรับวันที่ 2 และ 3 จะเดินทางไปยัง จ.มุกดาหาร และนครพนม ตามลำดับ โดยผลที่ได้จะนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวให้มีความสมบูรณ์ สามารถต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา และความเชื่อ ที่มีคุณภาพและยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/463314&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oE8i2V5w5LXgoJd4Q3HdE