Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กิจกรรมเดินป่าจังหวัดเชียงใหม่ ทางเลือกการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์-รักสุขภาพ

    ในปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม นอกจากจะได้ชื่นชมความสวยงามแล้วยังเป็นการออกกำลังกายซึ่งดีต่อสุขภาพอีกด้วย หนึ่งในประเภทที่คนกำลังให้ความสนใจก็คือการเดินป่าระยะสั้นที่กำลังมาแรง มือใหม่ หรือคนที่ไม่เคยทำมาก่อนก็เริ่มทดลองร่วมกิจกรรมนี้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นกิจกรรมที่ ทำได้ง่ายทั้งไปคนเดียว ไปกับเพื่อน หรือไปเป็นครอบครัว

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo03.jpg

    โดยจังหวัดเชียงใหม่มีเส้นทางเดินป่าที่ไม่ไกลจากเมืองเหมาะสำหรับมือใหม่ที่ใช้เวลาเดินไม่นาน ตอบโจทย์กระแสท่องเที่ยวธรรมชาติ สอดแทรกมุมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และเสริมสร้างรายได้ให้กับชุมชน ในขณะเดียวกันหลายฝ่ายก็มองว่าหากมีการต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแวด โดยที่ชุมชนใกล้ๆ มีส่วนร่วม ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งในการที่จะอนุรักษ์ธรรมชาติ

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ไพศาล สุขเจริญ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การเดินป่าเป็นอีกหนึ่งแนวทางการท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ในช่วงปี 2568 มีฝนตกลงมามากพอสมควร ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันป่าในจังหวัดเชียงใหม่ยังคงมีความเขียว ดอกไม้ต้นไม้มีความสวยงาม ไม่แห้งแล้งจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เปียกจนยากต่อการท่องเที่ยวหรือการเดิน สิ่งนี้ก็เป็นจุดที่ทำให้คนให้ความสนใจ มีการถ่ายทอดเรื่องราวลงโลกสังคมออนไลน์ หลายคนก็อยากจะทดลองกลายเป็นกิจกรรมหนึ่งที่คึกคักเป็นอย่างมาก

    สำหรับจังหวัดเชียงใหม่มีป่าใกล้เมืองที่สามารถทำกิจกรรมนี้ได้อยู่หลายแห่ง แต่ละแห่งก็มีความสวยงามมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง รวมถึงความยากง่ายที่แตกต่างกันออกไป มือใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการหรืออยากจะทดลองก็สามารถทำได้ไม่ยาก ซึ่งการเดินป่าระยะสั้นของจังหวัดเชียงใหม่มีสิ่งที่โดดเด่นอยู่หลายประการ เช่น ไม่ไกลเมืองอยู่ใกล้กับแหล่งที่พัก ป่ามีความอุดมสมบูรณ์เขียวขจี อากาศในช่วงเช้าเย็นสบาย

    นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดหรือชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเชียงใหม่และอยากทดลองกิจกรรมนี้อย่างน้อยก็พักในเชียงใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 คืน พอทำกิจกรรมเดินป่าเสร็จแล้วก็จะไปทานอาหารหรือท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการหรือร้านอาหารที่อยู่ใกล้กับเส้นทางเดินป่าก็จะได้รับอานิสงส์ไปด้วย

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo02.jpg

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo04.jpg

    “ส่วนตัวคิดว่ากิจกรรมนี้สามารถต่อยอดได้อีกมาก เพราะกระแสสิ่งแวดล้อมแวด กระแสการรักสุขภาพ การท่องเที่ยวแบบครอบครัว กำลังได้รับความสนใจทั้งประเทศไทยและระดับโลก อยากให้มีการต่อยอดในการที่หน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่จัดทำป้ายบอกทางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเช่นห้องน้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งคิดว่าแต่ละหน่วยงานสามารถร่วมมือทำได้เพื่อรองรับการท่องเที่ยวและรักษาสิ่งแวดล้อมไปในตัว” ไพศาล กล่าว

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ด้าน ศิริลักษณ์ ธาตุอินทร์จันทร์ ชาวเชียงใหม่เปิดเผยว่า ส่วนตัวเริ่มสนใจการท่องเที่ยวทางธรรมชาติมานานแล้ว ในช่วงแรกเป็นการขับรถท่องเที่ยวไปยังแหล่งธรรมชาติต่างๆ ต่อมาได้เริ่มกิจกรรมการเดินป่าอย่างจริงจังที่กิ่วแม่ปานที่เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอันโด่งดังบนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไม่ยากและมีไกด์นำทาง จากประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เกิดความชื่นชอบในการเดินป่า และเริ่มมองว่าการท่องเที่ยวทางธรรมชาติเป็นทั้งการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ

    หากเป็นช่วงฤดูหนาว ความรู้สึกที่ได้รับคือสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น และรู้สึกผ่อนคลายทางจิตใจ ได้อยู่กับธรรมชาติและหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมือง ทำให้สามารถปล่อยวางความคิดต่างๆ และโฟกัสอยู่กับเส้นทางที่เดินตรงหน้า สิ่งที่ชื่นชอบที่สุดคือความรู้สึกของการได้ฮีลใจควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การได้สัมผัสอากาศบริสุทธิ์ ความเงียบสงบ และบรรยากาศของธรรมชาติ เช่น การเดินขึ้นดอยสุเทพ เดินเทรลวัดผาลาด ห้วยตึงเฒ่า หรือแกรนด์แคนยอนปาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไปบ่อยและสร้างความรู้สึกผูกพันกับธรรมชาติอย่างมาก

    อย่างไรก็ตามอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการพัฒนาป้ายนำทาง แผนที่เส้นทาง และกฎระเบียบให้มีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการจัดให้มีห้องน้ำและการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึง แม้โดยภาพรวมจังหวัดเชียงใหม่จะมีการดูแลที่ดีและมีเจ้าหน้าที่อุทยานคอยดูแลในหลายพื้นที่ แต่บางเส้นทางยังอาจดูแลไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร

    “ความง่ายของการท่องเที่ยวทางธรรมชาติคือ หากมีการเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและอุปกรณ์อย่างเหมาะสม ก็สามารถท่องเที่ยวได้อย่างมั่นใจและสนุกสนาน ส่วนความยากคือสภาพอากาศ โดยเฉพาะฤดูฝนที่เส้นทางอาจลื่นและลาดชัน รวมถึงเส้นทางที่ไม่ชัดเจนอาจทำให้หลงทางได้ สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุดคือการพบสัตว์ป่าที่อาจจะเป็นอันตราย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ” ศิริลักษณ์ กล่าว

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ขณะที่ความเห็นของทางสภาลมหายใจเชียงใหม่ ก็เห็นด้วยกับกิจกรรมการเดินป่า หรือวิ่งเทรล เพราะเป็นกิจกรรมที่สามารถทำร่วมกับป่าไม้ หากได้รับความนิยมมากขึ้นการอนุรักษ์และดูแลป่าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงก็จะให้ความสนใจและเข้มงวดในการรักษาป่า ไม่ให้ป่าไม้ถูกทำลาย ไม่ว่าจะเป็นไฟป่า หรือคนที่เข้าไปทำลายป่า

    “ทั้งนี้ก็อยากจะให้ผู้คนที่เข้าร่วมกิจกรรมช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม หากนำสิ่งของเข้าไปในป่าก็ให้เอาออกมาด้วย เพื่อที่จะให้ป่าสะอาดและจะได้ต่อยอดกิจกรรมนี้ให้ดีขึ้นไปถึงระดับโลก”

    ด้านสมาคมร้านอาหารเชียงใหม่ เห็นด้วยที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวเกี่ยวกับการเดินป่า สามารถพัฒนาพื้นที่ให้ดีขึ้นได้ หากเป็นเส้นทางระยะไกลอาจจะสร้างเป็นสถานีที่การพักแรมเล็ก ๆไม่ใช้พื้นที่ใหญ่โตมากมายที่ไม่ไปรบกวนกับธรรมชาติ หรือลักษณะที่เป็นลานกางเต็นท์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างห้องน้ำหรือร้านขายของเล็กๆ เป็นสิ่งที่เราสามารถพัฒนาได้ง่ายและรวดเร็วและไม่ได้มีการลงทุนมาก หลังจากนั้นก็มีการโปรโมท ว่าเรามีเส้นทางการเดินป่ารวมถึงมีความสมบูรณ์และสะดวกแห่งหนึ่งในเอเชีย

    เพราะจังหวัดเชียงใหม่ได้รับเลือกให้เป็นเส้นทางการแข่งขันวิ่งเทรลระดับโลก ซึ่งเราถือว่าเป็นสนามหลักของโลกเพราะตรงนี้เราสามารถประกาศให้เป็นจังหวัดที่มีเส้นทางเดินป่าที่ดีแห่งหนึ่ง”

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Hiking-in-Chiang Mai-Province-An-alternative-for-ecotourism-and-wellness-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/hiking-in-chiang-mai-province-an-alternative-for-ecotourism-and-wellness&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nFvOxmLq3o1KE72blGgQy

  • โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    ปีนี้โลกเทคโนโลยีไม่ได้หยุดอยู่แค่การทดลองใช้นวัตกรรมอีกต่อไป แต่คือยุคแห่งการ “Implement” หรือการนำมาใช้งานจริงในทุกมิติของธุรกิจและการใช้ชีวิต โดยเฉพาะกระแส AI ที่ถาโถมเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลทั่วโลก ทำให้ผู้เล่นในตลาดไอทีต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อรองรับคลื่นลูกใหม่นี้ ซึ่งในประเทศไทยเอง ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้นการขยับตัวของพี่ใหญ่แห่งวงการดิสทริบิวเตอร์อย่าง “ซินเน็ค (ประเทศไทย)” หรือ SYNNEX ที่ประกาศกร้าวว่าจะไม่ได้เป็นแค่คนขายของอีกต่อไป แต่กำลังทรานส์ฟอร์มตัวเองสู่การเป็น Technology Ecosystem Enabler เต็มรูปแบบ

    KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที ได้มีโอกาสพูดคุยเจาะลึกกับ สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) ในงาน SYNNEX OPEN HOUSE 2026 ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลาดไอทียังคงเนื้อหอมและแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการเร่งทำ Digital Transformation และการนำ AI มาใช้งานจริง ซึ่งวันนี้ KT Review จะพาไปแกะรหัสวิสัยทัศน์และทิศทางตลาดไอทีปี 2026 ที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทาย ผ่านมุมมองของซีอีโอหญิงแกร่งแห่งซินเน็ค

    โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    AI ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ “ทางรอด”

    เมื่อถามถึงภาพรวมตลาดไอทีในปีนี้ สุธิดาฉายภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวน แต่ตลาดไอทียังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยมีข้อมูลสนับสนุนจาก Gartner ที่คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้าน IT ทั่วโลกจะพุ่งทะลุ 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ของการใช้จ่ายด้านไอทีเท่าที่เคยมีมา สิ่งที่น่าสนใจคือเม็ดเงินเหล่านี้ไม่ได้ถูกหว่านลงไปอย่างไร้ทิศทาง แต่รายงานจากหลายสำนักชี้ตรงกันว่า การลงทุนด้าน AI, Cloud และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) ยังคงเป็นหัวใจหลักของการเติบโต เพราะวันนี้ Digital และ AI ได้กลายเป็นแกนกลางของโมเดลธุรกิจใหม่ องค์กรต่างๆ เลิกทดลอง แต่หันมาผสาน AI เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างจริงจัง

    สำหรับประเทศไทยเอง เราเห็นสัญญาณบวกจากการลงทุนของภาคเอกชนและโครงการดิจิทัลภาครัฐ ที่มีความต้องการโซลูชันด้าน Cloud, AI และ Cybersecurity เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งถือเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้เล่นที่มี Ecosystem ครบวงจรอย่างยิ่ง

    โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    4 ปัจจัยขับเคลื่อน

    ความน่าสนใจของการสนทนาครั้งนี้ อยู่ที่การวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยที่จะมาผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งสุธิดาได้สรุปออกมาเป็น 4 แกนหลักที่เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เริ่มต้นที่ AI และ Data-driven Technology ที่องค์กรต่างๆ ขยับจากการทดลองสู่การใช้งานจริง (Real-world Implementation) ส่งผลให้เกิดดีมานด์มหาศาลทั้งด้าน Hardware, Software และ Cloud แบบครบวงจร

    ต่อมาคือเรื่องของ Cloud & Infrastructure Modernization การย้ายระบบขึ้นคลาวด์และการปรับโครงสร้างไอทีเพื่อรองรับธุรกิจยุคใหม่ ทำให้โซลูชันระดับ Enterprise เป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง

    ในขณะเดียวกัน เมื่อโลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น Cybersecurity จึงกลายเป็นไฟลท์บังคับ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนขึ้นทำให้ทั้ง SMB และองค์กรภาครัฐต้องอัดงบลงทุนด้านความปลอดภัย

    และปัจจัยสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ การมองหา Partner มากกว่าผู้ขายสินค้า ลูกค้ายุคใหม่ต้องการ Technology Partner ที่ออกแบบโซลูชัน บริหารโครงการ และดูแลกันไปยาวๆ ซึ่งจุดนี้เองที่สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของ Synnex ในการวางตัวเป็น Technology Ecosystem Enabler หรือผู้สนับสนุนระบบนิเวศทางเทคโนโลยีอย่างเต็มตัว

    มุมมองแบบ Realist ที่นักลงทุนต้องรู้

    อย่างไรก็ตาม ในโลกการลงทุนและเทคโนโลยี ย่อมไม่มีอะไรที่สวยหรูไปเสียทั้งหมด ซีอีโอซินเน็คได้แสดงวิสัยทัศน์ที่เฉียบคมเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง หรือ Watch out อย่างตรงไปตรงมา โดยแบ่งออกเป็นสองด้านหลัก คือ ความเสี่ยงด้านตลาดและเศรษฐกิจ ซึ่ง IMF ได้เคยเตือนไว้ว่าโลกอาจเสี่ยงหากผลตอบแทนจาก AI ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งจะกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเทคโนโลยี รวมถึงประเด็นเรื่อง “AI Bubble” ที่นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มกังวลว่า Valuation ของหุ้นเทคฯ อาจจะสูงเกินจริงจนเกิดภาวะฟองสบู่แตกได้

    อีกด้านหนึ่งคือ ความเสี่ยงด้านโครงสร้าง ที่ประกอบไปด้วยความเปราะบางของ Supply Chain ในกลุ่ม AI และ Semiconductor ที่มีการกระจุกตัวของแหล่งผลิตชิปมากเกินไปจนอาจเกิดเป็นช่องโหว่ของระบบเทคโนโลยีโดยรวม

    นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่นโยบายการค้าและการย้ายข้อมูลกลับประเทศ (Data Localization) อาจสร้างความซับซ้อนในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงตลาด PC ที่อาจหดตัวจากการที่งบประมาณถูกโยกไปลงกับ AI Infrastructure แทน และท้ายที่สุดคือเรื่อง Talent & People ความพร้อมของบุคลากรด้าน AI, Cyber และ Data Analytics ที่ยังคงเป็นคอขวดสำคัญที่ทำให้หลายองค์กรยังไปไม่ถึงฝั่งฝันในการใช้งานเทคโนโลยีได้เต็มศักยภาพ

    โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    เปิดอาณาจักร Synnex Technology Showcase

    เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ใหม่ SYNNEX ได้เนรมิตพื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีภายใต้ชื่อ “Synnex Technology Showcase” ที่สะท้อนคอนเซปต์ “Trusted by Synnex” ออกมาได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ โดยแบ่งโซนการจัดแสดงที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์

    • Zone 1: The Living Future บ้านอัจฉริยะที่ไม่ได้มีแค่สั่งเปิดปิดไฟ แต่คือการจัดการพลังงานผ่าน Solar & Energy Storage และ AI Smart Security
    • Zone 2: Synnex Smart Town เมืองอัจฉริยะที่ใช้ระบบกล้อง AI วิเคราะห์เหตุการณ์แบบเรียลไทม์และระบบ Smart Parking ที่ช่วยลดความแออัดในเมือง 
    • Zone 3: Future Workplace ที่โชว์ศักยภาพของ Hybrid Work ด้วย Cybersecurity ระดับ Zero-Trust และโครงสร้าง Cloud Service ที่ยืดหยุ่น
    • Zone 4: Smart Learning Hub ห้องเรียนอัจฉริยะที่เชื่อมต่อ Interactive Display เข้ากับระบบจัดการเนื้อหา
    • Zone 5: Smart Wellness for Better Lifeที่นำ Medical IoT และ AI Diagnostic Tools มาช่วยแพทย์วิเคราะห์ผลตรวจและติดตามอาการผู้ป่วยได้แบบ Real-time

    โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    คลังสินค้าอัจฉริยะและเป้าหมาย 5.3 หมื่นล้าน

    เบื้องหลังฉากหน้าที่สวยงาม คือระบบหลังบ้านที่ทรงพลัง ซินเน็คได้เปิดตัวคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Smart Warehouse) พื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร ที่ยกระดับด้วยการนำระบบจัดเก็บและเบิกสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) และหุ่นยนต์หยิบสินค้าอัจฉริยะ “HaiPick” มาใช้งาน ซึ่งทำงานได้สูงสุดถึง 10,000 ชิ้นต่อชั่วโมง เชื่อมต่อข้อมูลแบบ Real-time กับระบบ ERP เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับยอดขายต่อเดือนเพิ่มขึ้นถึง 62 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการเตรียมพร้อมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน

    โลกผันผวน ตลาดไอทีโตสวนทาง! คุยซีอีโอ SYNNEX เช็กชีพจรธุรกิจไอที

    สุธิดาทิ้งท้ายว่า ปี 2026 นี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุด ซินเน็คภายใต้แนวคิด “Empowering the Future Together” พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่เป้าหมายรายได้ 53,000 ล้านบาท โดยไม่ได้มองแค่การขายอุปกรณ์ แต่คือการสร้างมูลค่าเพิ่มจากโซลูชันที่ตอบโจทย์ยุค AI อย่างครบวงจร เพื่อเป็น Technology Empowerment Partner ที่ลูกค้าและพันธมิตรไว้วางใจได้มากที่สุด นี่คือจังหวะก้าวสำคัญของยักษ์ใหญ่ไอทีไทยที่ไม่ยอมตกขบวนรถไฟสายอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1218055&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z-N-I5y1P5DXYwN7kVBSS

  • นายกฯ ชื่นชมบทบาทไทยในเวที WEF 2026 ช่วยยกระดับบทบาทเชิงรุกของไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก กระตุ้นใช้ ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก หนุนปรับเปลี่ยน “จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง”

    นายกฯ ชื่นชมบทบาทไทยในเวที WEF 2026 ช่วยยกระดับบทบาทเชิงรุกของไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก กระตุ้นใช้ ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก หนุนปรับเปลี่ยน “จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง”

    นายกฯ ชื่นชมบทบาทไทยในเวที WEF 2026 ช่วยยกระดับบทบาทเชิงรุกของไทยในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก กระตุ้นใช้ ศักยภาพและความได้เปรียบที่มีฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจโลก หนุนปรับเปลี่ยน “จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง”


    24/01/2569 | 45 |

    วันนี้ 24 มกราคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบและติดตามผลการประชุม World Economic Forum (WEF) Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 19–23 มกราคม 2569 ที่มีทีมไทยแลนด์ นำทีมโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน พบว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และสามารถยกระดับความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้

    นายสิริพงศ์ฯ กล่าวว่า รองนายกฯ เอกนิติได้โชว์วิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลกนี้ เพื่อแสดงศักยภาพของไทย พร้อมชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจอาเซียนอยู่ในช่วงเผชิญความท้าทายจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก ซึ่งความผันผวนดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้า การลงทุน รวมทั้งห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เร่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและผลิตภาพแรงงาน บวกกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ผลักดันให้ทุกประเทศ หันกลับมาพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) กันอย่างจริงจัง

    ทั้งนี้ การเข้าร่วมประชุม WEF Annual Meeting 2026 จะทำให้อาเซียนสามารถแสดงศักยภาพและความได้เปรียบต่าง ๆ จากความเปิดกว้างทางเศรษฐกิจ ความเป็นกลาง และการยึดกติกาการค้าในระดับสากล มุ่งปรับเปลี่ยนจากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพลังงาน คมนาคม และดิจิทัล ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดรับกับเศรษฐกิจใหม่ ตลอดจนการเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตระดับภูมิภาคและระดับโลกได้

    นายสิริพงศ์ฯ กล่าวต่อว่า รองนายกฯ ยังระบุว่า เมื่ออาเซียนสามารถขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างเป็นระบบ จะสามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศสมาชิก ส่วนประเทศไทยนั้น จะได้รับประโยชน์จากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีคุณภาพ สามารถยกระดับเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตและภาคบริการมูลค่าสูง ก่อให้เกิดความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    “การเข้าร่วมการประชุม WEF ในครั้งนี้ เปิดบทบาทเชิงรุก และสะท้อนบทบาทของไทยที่มุ่งขับเคลื่อนความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่มาร่วมประชุมในเวทีระดับโลก ซึ่งความร่วมมือระดับภูมิภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ดิจิทัล ความมั่นคงไซเบอร์ และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของอาเซียนเป็นไปอย่างทั่วถึง และยั่งยืน จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้” นายสิริพงศ์ฯ ระบุ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161023


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/469006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FVwM635HFF7USwrN4Rfou

  • ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ เพิ่มขึ้นท่ามกลางความคาดหวังในแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2026

    ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐ เพิ่มขึ้นท่ามกลางความคาดหวังในแนวโน้มที่ดีขึ้นในปี 2026

    สมาคมธุรกิจอิสระแห่งชาติ, สหรัฐอเมริกา  (National Federation of Independent Business: NFIB) ระบุว่าดัชนีความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business Optimism Index) ในเดือนธันวาคม 2025 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 99.5% จาก 99.0% ในเดือนพฤศจิกายน และสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ระดับ 98% ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกอบการเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอนาคตมากขึ้น

    image.png
    ที่มาภาพ: สหพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติ สหรัฐฯ

         สมาพันธ์ธุรกิจอิสระแห่งชาติสหรัฐฯ วิเคราะห์ว่าช่วงปลายปี 2025 ที่ผ่านมาสถานการณ์ของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐอเมริกาเริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น หลังจากต้องเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของ  โควิด-19 เงินเฟ้อ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และปัญหาตลาดแรงงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กถือเป็นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการจ้างงานในภาคเอกชน ดัชนี NFIB จึงเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสะท้อน “ความคาดหวัง” ของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งมักส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การจ้างงาน และการขยายกิจการในระยะต่อไป

         ปัจจัยหลักที่ช่วยหนุนให้ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 ที่ผ่านมาคือ สัดส่วนเจ้าของธุรกิจที่คาดการณ์ว่าสภาพธุรกิจจะดีขึ้นในอนาคตนั้นเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ดัชนีความไม่แน่นอน (Uncertainty Index) ของ NFIB ปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 แสดงให้เห็นว่าความกังวลเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายลง แม้จะยังไม่หมดไปทั้งหมดก็ตาม

      นาย บิล ดันเคิลเบิร์ก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ NFIB ให้ความเห็นว่า แม้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กยังคงกังวลเกี่ยวกับประเด็นด้านภาษี แต่โดยรวมแล้วผู้ประกอบการต่างๆ มีการวิเคราะห์แนวโน้มปี 2026 ในเชิงบวกมากขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ แรงกดดันด้านต้นทุนที่เริ่มลดลง ความตึงตัวของตลาดแรงงานที่ผ่อนคลายลง และแนวโน้มการลงทุนด้านทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความพร้อมของธุรกิจในการกลับมาขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

         อย่างไรก็ตาม แม้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กจะปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลเชิงลึกจากรายงานปี 2023 ว่าด้วยธุรกิจที่มีลูกจ้าง พบว่าผลจากการสำรวจสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก ในปี 2022 (Report on Employer Firms 2023: Findings from the 2022 Small Business Credit Survey: SBCS) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารกลาง, สหรัฐฯ Federal Reserve Banks ยังคงชี้ให้เห็นว่าภาพรวมของการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ เป็นไปในลักษณะที่ยังไม่สม่ำเสมอ และยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่สำคัญ แม้เศรษฐกิจโดยรวม ณ ตอนนั้นจะเข้าสู่ช่วงหลังโควิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม

         ในเชิงผลการดำเนินงาน แม้รายได้และการจ้างงานของธุรกิจขนาดเล็กจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤต แต่ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า ความสามารถในการทำกำไรยังไม่ฟื้นตัวอย่างทั่วถึง โดยธุรกิจจำนวนมากยังเผชิญต้นทุนแรงงานและต้นทุนดำเนินงานที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การขยายกิจการในระยะกลางยังมีความเปราะบาง โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจบริการและท่องเที่ยว 

         สำหรับประเด็นตลาดแรงงานยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ ธุรกิจขนาดเล็กมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการรักษาพนักงานมากกว่าการขยายจำนวนแรงงาน ผ่านการปรับค่าตอบแทน สวัสดิการ หรือรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่น สะท้อนการปรับกลยุทธ์จาก “การควบคุมต้นทุน” ไปสู่ “การรักษาศักยภาพองค์กร” ในสภาพตลาดแรงงานที่ยังคงสภาพตึงตัว

         ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แม้การยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมจะกลับมาใกล้ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด แต่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังคงพึ่งพาเงินออมส่วนบุคคลและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเป็นหลัก ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านความสามารถในการรับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางการเงินในระยะยาว โดยบทบาทของสำนักงานบริหารธุรกิจขนาดย่อมในสหรัฐอเมริกา (Small Business Administration: SBA) ยังคงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของธุรกิจรายย่อย

         เมื่อพิจารณาในระดับพื้นที่ ข้อมูลของรัฐนิวยอร์กสะท้อนความท้าทายที่เด่นชัดกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ธุรกิจจำนวนมากยังพบแรงกดดันด้านรายได้และการจ้างงาน ขณะที่สถานะทางการเงินของผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลางถึงต่ำ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กมากและภาคบริการ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อรายได้และการจ้างงานในอีก 12 เดือนข้างหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพเศรษฐกิจระยะกลางของรัฐ

         ในบริบทดังกล่าว บทบาทของรัฐนิวยอร์กจึงยังคงมีความสำคัญ โดยรัฐได้เดินหน้ามาตรการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านเงินทุน การให้คำปรึกษา และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ ผ่านโครงการมูลค่าสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และการใช้เงินจากโครงการส่งเสริมสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กระดับมลรัฐ (State Small Business Credit Initiative: SSBCI) เพื่อเสริมสภาพคล่องและลดข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนในระยะยาว

         โดยสรุป ดัชนีความเชื่อมั่น NFIB ที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กสหรัฐฯ ขณะที่ข้อมูลจาก SBCS และกรณีศึกษาของรัฐนิวยอร์กย้ำว่า ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ในระดับสูง ทั้งด้านการเงิน แรงงาน และเงินทุน ภาพรวมดังกล่าวชี้ว่า การฟื้นตัวของธุรกิจขนาดเล็กยังต้องอาศัยนโยบายสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการและประเทศคู่ค้าควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่ออุปสงค์ การลงทุน และโอกาสทางการค้าในตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

    ข้อแนะนำจาก สคต. นครนิวยอร์ก สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ไทยที่สนใจลงทุนในสหรัฐอเมริกา

         จากแนวโน้มความเชื่อมั่นของธุรกิจขนาดเล็กในสหรัฐฯ ที่เริ่มฟื้นตัว ควบคู่กับข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนทั้งโอกาสและความท้าทาย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์กเห็นว่า ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการมาลงทุนเปิดธุรกิจในสหรัฐควรให้ความสำคัญกับการศึกษาตลาดและเลือกพื้นที่ลงทุนอย่างรอบคอบ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของสหรัฐอเมริกามีแตกต่างกันในแต่ละรัฐ ทั้งด้านต้นทุนแรงงาน กฎระเบียบ และแรงสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดโครงสร้างธุรกิจให้เหมาะสมตามกฎหมายสหรัฐฯ โดยอาศัยที่ปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชีตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อลดความเสี่ยงในระยะยาว พร้อมปรับสินค้าและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน และความยั่งยืน โดยติดตามนโยบายเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างใกล้ชิด มากกว่าการคาดหวังผลตอบแทนในระยะสั้น

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก

    ข้อมูลอ้างอิง

    https://www.nfib.com/wp-content/uploads/2026/01/2026-Legislative-Priorities.pdf

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/eln1bd9nw4k5y18ry2nr9z25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZxOQ3VLxFO_Ts0Cz67bOp

  • “จระเข้” เร่งขยายพอร์ต รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ต่างประเทศแตะ 20%

    “จระเข้” เร่งขยายพอร์ต รุกตลาดอาเซียน ดันรายได้ต่างประเทศแตะ 20%

    ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งสำคัญ โดยเน้นการ “บาลานซ์พอร์ต” ระหว่างตลาดในประเทศกับต่างประเทศ พร้อมเร่งขยายกลุ่มสินค้าใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยนายจิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยกับ PPTV Wealth ว่า ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากประเทศไทยในสัดส่วนมากกว่า 80%

    ขณะที่ รายได้จากต่างประเทศ ยังอยู่ที่ระดับกว่า 10% แต่บริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนต่างประเทศขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 3–5 ปี ผ่านการขยายตลาดในอาเซียนและประเทศศักยภาพเฉพาะกลุ่ม

    โรงงานเดียว–ขยายกำลังการผลิตที่ฐานเดิม

    ในเชิงโครงสร้างการผลิต ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเพียง 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งยังมีศักยภาพรองรับการเติบโตได้อีก โดยบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ ขยายกำลังการผลิตภายในพื้นที่เดิม แทนการตั้งโรงงานใหม่ หรือย้ายฐานการผลิต

    สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทยังไม่มีแผนตั้งโรงงานผลิตในระยะสั้น โดยจะพิจารณาควบคู่กับยอดขายในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้การลงทุนสามารถคุ้มทุนในระยะยาว

    ขณะที่ ในเชิงโครงสร้างสินค้า จระเข้ แบ่งพอร์ตออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กาวซีเมนต์–ยาแนว เคมีภัณฑ์ และสินค้าโซลูชันเฉพาะทาง โดยยอมรับว่า กลุ่มกาวซีเมนต์และยาแนวในไทยเริ่มอิ่มตัว เนื่องจากบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดในระดับผู้นำแล้ว

    ซึ่งกลุ่มเคมีภัณฑ์ (Chemical) และ Industrial ยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เนื่องจากสัดส่วนตลาดยังไม่มาก บริษัทจึงเดินหน้าเติมสินค้าใหม่ให้เป็นโซลูชันมากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งงานก่อสร้าง งานซ่อม และงานอุตสาหกรรม

    ขณะเดียวกัน จระเข้ยังขยายฐานผู้บริโภคด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ “จระเข้ Easy” เจาะกลุ่มเจ้าของบ้านโดยตรง ผ่านแพ็กสินค้าไซต์เล็ก ใช้งานง่าย ขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์ตลาดซ่อมแซมบ้าน ซึ่งเติบโตสวนทางภาวะอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่ชะลอตัว

    CLMV ยังเป็นหัวใจ ต่างประเทศเร่งโต

    ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ กลุ่ม CLMV ยังคงเป็นฐานรายได้หลัก โดยเมียนมา ยังเป็นตลาดอันดับ 1 ในเชิงมูลค่า แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเติบโตจากดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน

    ขณะที่ เวียดนาม ถูกวางเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว หลังบริษัทจัดตั้งบริษัทลูกเต็มรูปแบบ มีทีมการตลาด ฝ่ายขาย และคลังสินค้าในประเทศ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสขึ้นเป็นตลาดอันดับหนึ่งของจระเข้ในต่างประเทศในอนาคตอันใกล้

    นอกจาก CLMV บริษัทอยู่ระหว่างสำรวจตลาดอาเซียนอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเลือกประเทศที่มีศักยภาพและต้นทุนโลจิสติกส์เหมาะสม

    ความท้าทาย “ราคาถูก–ของเลียนแบบ–การค้าโลก”

    หนึ่งในความท้าทายสำคัญ คือ การแข่งขันจากสินค้าราคาประหยัด โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีน รวมถึงปัญหาสินค้าเลียนแบบในบางประเทศ เช่น เวียดนาม ซึ่งบริษัทต้องใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและการสร้างการรับรู้แบรนด์ควบคู่กัน

    โดยจระเข้ยืนยันจุดยืนไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา แต่เลือกสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และการอบรมทีมขายอย่างต่อเนื่อง เพื่ออธิบายคุณค่าให้ลูกค้าเข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า

    นายจิรัฏฐ์ ยังสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ว่า ปี 2569 นี้ถือเป็นปีที่ท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแม้จะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จระเข้ ยังเลือกยึดมั่นในสิ่งที่ควบคุมได้ คือ มาตรฐานสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยย้ำว่า จะไม่ลดคุณภาพ หรือ ปรับลดสเปกสินค้า เพื่อแข่งขันด้านราคา

    “เรายังยืนยันว่า เราจะขายสินค้าที่มีคุณภาพ เราจะไม่ลดสเปก เรื่องคุณภาพและสแตนดาร์ดจะไม่เปลี่ยน จระเข้เติบโตมาได้เพราะทุกคนรู้ว่าไม่ใช่สินค้าที่ถูกที่สุด แต่ซื้อแล้วคุ้ม” 

    ที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์การตลาด จระเข้ ยอมรับว่า สินค้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาพรีเมียมเมื่อเทียบกับตลาด แต่เป็นราคาที่มาพร้อมเหตุผล ทั้งมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และการออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งเกรดผลิตภัณฑ์อย่างจระเข้เขียว จระเข้แดง หรือ จระเข้เงิน ซึ่งแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติ (Property) เฉพาะทาง รวมถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอย่างน้ำยาปูกระเบื้องหินธรรมชาติสีเข้ม ที่ต้องใช้สูตรเฉพาะเพื่อป้องกันคราบขาว

    ปี 2569 รายได้จะโตหรือไม่? “โต แต่ไม่ประมาท”

    อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทฯ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอาจยังไม่สดใส แต่ยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเคมีภัณฑ์ และตลาดซ่อมแซมบ้าน และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในปีนี้ 1-2 ตัว ภายในงานสถาปนิก 2569 โดยตั้งเป้าให้ทุกกลุ่มธุรกิจเติบโต แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ

    นอกจากนี้ นายจิรัฏฐ์ ยังมองว่า “เสถียรภาพทางการเมือง” เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการบริโภค ทั้งในประเทศและเพื่อนบ้าน โดยภาคธุรกิจไม่ได้เลือกขั้วทางการเมือง แต่ต้องการความชัดเจน เพื่อให้สามารถวางแผนและปรับตัวในการประกอบธุรกิจได้ถูกทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xMo59-hjcNFcEUMn5-XXh

  • ปากท้องมาก่อน! แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติดTOP5นโยบายพรรคการเมืองที่ประชาชนต้องการ

    ปากท้องมาก่อน! แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติดTOP5นโยบายพรรคการเมืองที่ประชาชนต้องการ

    โค้งสุดท้ายผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันพระปกเกล้า นอกจากจะมีประเด็นเรื่องของ “นายกฯ ที่ใช่” ที่พบว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่พบคนที่เหมาะสมแล้ว มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องนโยบายที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญ เพราะเมื่อเจาะลึกลงไปถึงสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น พบว่าโดย Gen Z ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 36.6% ความมั่นคง 21.7% สวัสดิการ 18.3% คอร์รัปชัน 12.6% สแกมเมอร์ 10.9%

    Gen Y ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 39.9% ความมั่นคง 20.2% สวัสดิการ 16.7% คอร์รัปชัน 13.9% สแกมเมอร์ 9.2% Gen X ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 40.9% ความมั่นคง 23% สวัสดิการ 16.3% คอร์รัปชัน 13.5% สแกมเมอร์ 6.3% และ Baby Boomer ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ 35.2% สวัสดิการ 24.3% ความมั่นคง 21.9% คอร์รัปชัน 12% และสแกมเมอร์

    จะเห็นได้ว่าเสียงส่วนใหญ่สะท้อนความต้องการที่ชัดเจน 3 ด้านหลัก คือ 1. ปากท้อง (34.7%): ปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นเบอร์หนึ่งในทุกช่วงวัย ต้องการนโยบายที่เพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพที่จับต้องได้จริง 2. ความโปร่งใส (29.5%): การปราบปรามคอร์รัปชันถูกยกเป็นเงื่อนไขหลักในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมือง 3. ความปลอดภัยยุคใหม่ (15.9%): ปัญหา “แก๊งสแกมเมอร์และธุรกิจผิดกฎหมาย” กลายเป็นความกังวลใหม่ที่พุ่งสูงขึ้น เพราะกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยตรง

    น่าสังเกตว่าไม่มีเสียงส่วนใดของกลุ่มใดระบุถึงนโยบายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย อย่างไรก็ตามในโพลนี้ ประชาชนเลือกตอบสิ่งที่ “เร่งด่วน” ต่อการดำรงชีวิตมากที่สุด ซึ่งคือ เศรษฐกิจ (34.7%) และ คอร์รัปชัน (29.5%) ในขณะที่ปัญหารัฐธรรมนูญมักถูกมองว่าเป็นเรื่อง “โครงสร้าง” หรือ “การเมืองระดับบน”

    ในขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจและสแกมเมอร์คือ “ปัญหาเฉพาะหน้า” ที่กระทบเงินในกระเป๋าและความปลอดภัยโดยตรง ดังนั้นการที่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ติด Top 5 ในผลสำรวจชุดนี้ อาจมองได้ว่ามีเรื่องอื่นที่ต้องแก้ไข “ก่อน” สะท้อนถึงลำดับความสำคัญเร่งด่วนของประชาชน

    จากผลสำรวจที่ออกมา พรรคการเมืองบางพรรคและบางฝ่ายที่ผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็น่ากังวลต่อทิศทางการทำประชามติที่จะมาถึง 8 กุมภาพันธ์

    #สถาบันพระปกเกล้าโพล #การเมือง #ประชามติ #แก้ไขรัฐธรรมนูญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/political-articles/124709&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VcD9insSFnQFVN4jNQgVx

  • ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 0.75% ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ในการประชุมวันนี้ (23 ม.ค.) ในขณะที่ BOJ ประเมินผลกระทบของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนที่แล้วที่มีต่อเศรษฐกิจ ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นและเงินเยนที่อ่อนค่าลงเมื่อไม่นานมานี้

    การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในวันนี้ มีขึ้นหลังจาก BOJ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปีในการประชุมเมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นที่จะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2%

    สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ในบรรดากรรมการทั้ง 9 คนของ BOJ ฮาจิเมะ ทาคาตะ กรรมการ BOJ สายเหยี่ยว ได้เสนอให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับ 1% แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกตีตกไป

    ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจไตรมาสล่าสุดที่เผยแพร่หลังการประชุม BOJ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 เพื่อให้ครอบคลุมผลการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จัดทำขึ้นภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ

    ทั้งนี้ BOJ ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมี.ค.ปีนี้ ขึ้นสู่ระดับ 0.9% จาก 0.7% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2569 ขึ้นสู่ระดับ 1% จาก 0.7%

    คาซูโอะ อุเอดะ ผู้ว่าการ BOJ จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนี้ เวลา 13.30 น.ตามเวลาไทย เพื่อชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563430&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Nssxwp02qzQdLreu99uTF

  • การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    ต่างประเทศ

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    การเงินการค้านวัตกรรมวิทย์-เทคโนฯผลักดัน “เศรษฐกิจฮ่องกง” เติบโต

    พอล ชาน เลขาธิการสำนักงานการคลังประจำรัฐบาลเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมประจำปีของสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) ที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันพุธ (21 ม.ค.) กล่าวว่าการเงิน การค้า และนวัตกรรมวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ซึ่งเป็นสามแรงขับเคลื่อนหลักที่ผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและราบรื่นในอนาคต

    ชานกล่าวว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และบล็อกเชน กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางอุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง ขณะฮ่องกงกำลังบุกเบิกโครงการริเริ่มต่างๆ ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยี โดยฮ่องกงถือเป็นจุดหมายการลงทุนที่คุ้มค่า มีการประสานงานใกล้ชิดกับกลุ่มเมืองใกล้เคียงในเขตเศรษฐกิจอ่าวกว่างตง-ฮ่องกง-มาเก๊า ซึ่งมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง

    สำหรับการค้าระหว่างประเทศ ชานเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงของกระบวนทัศน์ทางการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งปรับเปลี่ยนออกจากการผลิตและส่งออกสินค้าต้นทุนต่ำแบบดั้งเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยครองตลาดประเทศเศรษฐกิจกำลังพัฒนา โดยจีนเป็นตัวอย่างชัดเจนที่กำลังเดินหน้าการเปิดกว้างแบบสองทางระดับสูงและมุ่งสู่การขยายอุปสงค์ภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนี่ส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง สร้างโอกาสใหญ่แก่สินค้าและบริการที่มีคุณภาพจากทั่วโลก

    (แฟ้มภาพซินหัว : สถานีตู้คอนเทนเนอร์ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน วันที่ 17 ก.ย. 2024)

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/inter/463347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33Vrz2mwTdsa8Vz5I5BL5Z

  • ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    In Brief

    • รัฐบาลต้องผลักดันจักรยานยนต์ไฟฟ้าเป็นนโยบายสำคัญระดับชาติที่เชื่อมโยงทั้งมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการขนส่งมวลชน ไม่ใช่เป็นเพียงทางเลือกของผู้บริโภค
    • นโยบายไม่ควรเน้นแค่การอุดหนุนราคา แต่ต้องมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งานจริง เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีสลับแบตเตอรี่ให้ครอบคลุมเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้
    • ควรเรียนรู้จากต่างประเทศในการใช้มาตรการที่หลากหลาย เช่น การสร้างการยอมรับทางสังคม การส่งเสริมให้เกิดฟลีทรถสาธารณะ และการสนับสนุนการดัดแปลงรถน้ำมันเดิมเป็นไฟฟ้า เพื่อให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงได้

    จักรยานยนต์ไฟฟ้ากำลังกลายเป็น “โจทย์เชิงนโยบาย” ที่รัฐบาลไทยเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป ไม่ใช่เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ดูทันสมัย แต่เป็นโครงสร้างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระดับฐานรากของประเทศซึ่งต้องไม่ลืมว่าในเมืองไทย รถจักรยานยนต์นํ้ามันไม่ใช่เพียงพาหนะส่วนบุคคล หากเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมาก ตั้งแต่แรงงานเดินทางไปทำงาน คนทำงานนอกเวลาที่ต้องอาศัยความคล่องตัว ไปจนถึงไรเดอร์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแพลตฟอร์มทั้งวันทั้งคืน

    เมื่อกล่าวถึงการลดมลพิษในเมือง เป้าหมายคาร์บอนตํ่า และความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในโลกที่มาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มข้นขึ้น จักรยานยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ควรถูกมองเป็นเรื่อง “ทางเลือกของผู้บริโภค” อย่างเดียว แต่เป็นนโยบายสาธารณะที่ต้องออกแบบให้เกิดการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง ทั้งนี้ความสำคัญของจักรยานยนต์ไฟฟ้าในไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในชีวิตเมืองจริง ๆ มันคือโอกาสลดฝุ่นและมลพิษจากท่อไอเสียที่กระจุกตัวตามถนนสายหลัก เป็นโอกาสลดเสียงรบกวนในชุมชนและย่านการค้า และเป็นโอกาสทำให้การเดินทางเชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนดียิ่งขึ้นอีกด้วย

    ประเทศไทยลงทุนกับระบบรางเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ความจริงที่ทุกคนเจอคือ หากบ้านหรือที่ทำงานอยู่ไกลสถานีเล็กน้อย ความยากลำบากของการต่อรถทำให้คนจำนวนมากเลือกใช้รถส่วนตัว การทำให้จักรยานยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นตัวเชื่อม สามารถทำให้การใช้ขนส่งระบบรางสะดวกมากขึ้น ไม่ใช่สะดวกเฉพาะคนที่อยู่ติดสถานี แต่ปัญหาคือ ไทยยังพูดถึงจักรยานยนต์ไฟฟ้าน้อยมากเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงที่กล่าวมา และเมื่อพูดก็มักไปติดกับดัก “ลดราคา–แจกส่วนลด” ราวกับแค่ทำให้ถูกลงแล้วทุกอย่างจะเกิดเอง

    ‘จักรยานยนต์ไฟฟ้า’ โจทย์เชิงนโยบายที่รัฐบาลต้องผลักดัน หนุนเศรษฐกิจ

    บทเรียนจากต่างประเทศเตือนชัดว่า เงินอุดหนุนอย่างเดียวอาจไม่ทำให้ตลาดเติบโต หากผู้คนยังรู้สึกว่าใช้งานยาก ชาร์จไม่สะดวก หรือมีความเสี่ยงแฝงที่ไม่มั่นใจ ไต้หวันเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะการเติบโตของจักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่ใช่เกิดจากการลดราคาอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างระบบ ที่ทำให้การใช้งานง่ายขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโมเดลสลับแบตเตอรี่ที่ลดความกังวลเรื่องเวลาชาร์จและความไม่แน่นอนของระยะทาง ผู้ใช้ไม่ได้ซื้อแค่ตัวรถ แต่ซื้อความมั่นใจว่าจะเติมพลังงานได้เหมือนเติมนํ้ามัน

    สิ่งที่รัฐบาลไทยควรเรียนรู้คือ โครงสร้างพื้นฐานเป็นหัวใจของความสำเร็จ และถ้าประเทศจะเลือกแนวทางสลับแบต ก็ต้องตัดสินใจเรื่องมาตรฐาน ความเข้ากันได้ และความหนาแน่นของจุดบริการอย่างจริงจัง เพราะระบบที่ไม่ครอบคลุมจะกลายเป็นต้นทุนทางความเชื่อมั่นทันที

    เวียดนามให้บทเรียนอีกมุมที่ลึกขึ้น โดยชี้ว่า ตัวแปรที่ดันความตั้งใจใช้จักรยานยนต์ไฟฟ้าแรงที่สุดไม่ใช่แค่ “ประโยชน์ใช้สอย” แต่คือ “ทัศนคติ” และ “แรงกดดันทางสังคม” กล่าวง่าย ๆ คือ ผู้คนต้องรู้สึกดีกับมัน และต้องเห็นว่าคนรอบตัวเริ่มยอมรับมันแล้ว นี่สำคัญมากต่อไทย เพราะการเปลี่ยนผ่านระดับมวลชนไม่ได้ชนะด้วยการอธิบายเหตุผลเชิงวิศวกรรม แต่ชนะด้วยการทำให้มันกลายเป็นเรื่องปกติของสังคม รัฐบาลใหม่จึงควรทำให้จักรยานยนต์ไฟฟ้าปรากฏบนท้องถนนจริง ผ่านโครงการฟลีทของรัฐ รถส่งของในเมือง รถบริการสาธารณะ หรือการทำพื้นที่นำร่องร่วมกับท้องถิ่น เมื่อคนเห็นบ่อยพอ ความลังเลจะลดลง และแรงทางสังคมจะกลายเป็นตัวเร่งโดยธรรมชาติให้คนหันมาใช้มากยิ่งขึ้น

    ในขณะเดียวกันอินโดนีเซียเสนอทางออกที่เหมาะกับประเทศที่มีรถใช้งานอยู่มหาศาล นั่นคือการผลักดัน “การแปลงรถนํ้ามันเดิมเป็นไฟฟ้า” ในมุมเศรษฐศาสตร์ การบังคับให้ทุกคนซื้อใหม่ย่อมยากเป็นธรรมดา แต่การทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดผ่านการแปลงรถเดิม โดยมีมาตรฐานการแลกเปลี่ยนรถเดิม ศูนย์บริการที่ได้รับอนุญาต และเครื่องมือการเงินที่ลดเงินก้อนแรกในการเปลี่ยนรถ สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้การเปลี่ยนผ่านเข้าถึงคนทำมาหากินได้จริง ยิ่งไปกว่านั้น แนวทางนี้ยังพ่วงประเด็นอุตสาหกรรมด้วย เพราะเปิดพื้นที่ให้เกิดห่วงโซ่อุปทานใหม่ ตั้งแต่ชิ้นส่วน ช่างเทคนิค ไปจนถึงธุรกิจบริการหลังการขาย แต่เงื่อนไขสำคัญคือรัฐต้องคุมคุณภาพให้ดี มิฉะนั้นของด้อยคุณภาพจะทำลายความเชื่อมั่นทั้งตลาดในชั่วพริบตา

    เมื่อมองรวมกัน บทเรียนจากไต้หวัน เวียดนาม และอินโดนีเซียชี้ว่า นโยบายจักรยานยนต์ไฟฟ้าของไทยต้องเป็น “แพ็กเกจ” ที่ทำพร้อมกันหลายมิติ รัฐบาลใหม่ควรเริ่มจากการนิยามเป้าหมายที่ชัดว่าเราต้องการอะไร ระหว่างลดมลพิษเมือง ลดคาร์บอน สร้างอุตสาหกรรม หรือยกระดับการเชื่อมต่อขนส่งมวลชน แล้วออกแบบมาตรการให้สอดรับ เช่น หากเป้าหมายคือ การสร้างระบบขนส่งมวลชนผ่านรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เมืองควรมีที่จอดและจุดชาร์จหรือสถานีสลับแบตใกล้สถานีรถไฟฟ้า พร้อมระบบให้เช่าหรือแชร์ ที่เชื่อมกับตั๋วและแอปเดินทาง หากเป้าหมายคือช่วยคนทำงานและไรเดอร์ รัฐต้องช่วยลดเงินก้อนแรกผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าหรือกลไกผ่อนชำระ และสร้างหลักประกันความเสี่ยงด้านแบตและการซ่อม หากเป้าหมายคือการลดคาร์บอนจริง ต้องเชื่อมกับทิศทางไฟฟ้าสะอาด การบริหารโหลดการชาร์จ และระบบจัดการแบตเตอรี่หมดอายุ เพื่อไม่ให้เกิดข้อครหาว่าเป็นเพียงการย้ายมลพิษจากท่อไอเสียไปปลายปล่องโรงไฟฟ้าเท่านั้น

    สุดท้ายนโยบายที่ดีต้องวัดผลได้ รัฐบาลไทยควรเลิกวัดความสำเร็จด้วยจำนวนคันอย่างเดียว แต่ต้องวัดว่า “ความเสี่ยงที่ประชาชนรับรู้ลดลงหรือไม่” วัดว่าค่าใช้จ่ายรวมตลอดอายุการใช้งานของผู้ใช้จริงดีขึ้นหรือไม่ วัดว่าการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนทำให้คนเลิกใช้รถยนต์ส่วนตัวได้มากน้อยเพียงใด และวัดว่ามลพิษในพื้นที่เป้าหมายลดลงจริงหรือไม่ ถ้าเรามองว่าจักรยานยนต์ไฟฟ้าคือโครงสร้างพื้นฐานของการเดินทางและเศรษฐกิจเมือง ไม่ใช่สินค้าใหม่ในตลาด เราจะไม่เพียงได้ยานพาหนะที่สะอาดขึ้น แต่ได้เมืองที่เดินทางง่ายขึ้น อากาศดีขึ้น และได้อุตสาหกรรมใหม่ที่มีอนาคตในโลกคาร์บอนตํ่าอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/649716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hT0NZAryhWJcczOm6kj2g

  • GDP ออสเตรเลียขยายตัวต่อเนื่อง

    GDP ออสเตรเลียขยายตัวต่อเนื่อง

    การเติบโตทางเศรษฐกิจออสเตรเลียยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ปี 2568 การเติบโตทางเศรษฐกิจออสเตรเลียตลอดทั้งปีจนถึงไตรมาสเดือนกันยายนขยายตัวร้อยละ 2.1 ต่อปี (เร็วที่สุดในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา) แม้ว่าการเติบโตของ GDP รายไตรมาสจะขยายตัวในอัตราชะลอตัวลง โดย GDP ไตรมาสเดือนกันยายน 2568 ขยายตัวเพียงร้อยละ 0.4 จากการลงทุนของภาคเอกชนในเครื่องมือและอุปกรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 (เป็นการลงทุนด้าน Data centres และ Artificial intelligence มูลค่าสูงถึง 2,800 ล้านเหรียญออสเตรเลียในระยะเวลาเพียง 3 เดือนคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของ GDP) การใช้จ่ายและลงทุนของภาครัฐเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากการลงทุนด้านพลังงานทดแทนและน้ำ ระบบสื่อสารและโครงการสร้างรถไฟ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 จากการซื้อสินค้าจำเป็น ค่าไฟฟ้า (มาตรการช่วยเหลือค่าพลังงาน State government rebates สิ้นสุดลง) และค่าบริการสุขภาพ (ช่วงไข้หวัดระบาด) และการก่อสร้างที่พักอาศัยบริเวณชายฝั่งตะวันออกในช่วงฤดูร้อนเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 

    ภาคการค้าออสเตรเลียค่อนข้างซบเซา เนื่องจากออสเตรเลียมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 จากการนำเข้าน้ำมันและสินค้าทุน (เครื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ) ในขณะที่ส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 1 เนื่องจากราคาสินแร่เหล็กและถ่านหินเพิ่มขึ้นแต่ผลผลิตสินค้าเหมืองแร่ลดลง สร้างผลกำไรแก่ภาคอุตสาหกรรม ในขณะที่ภาคบริการท่องเที่ยวทรงตัว 

    การเติบโตของ GDP ต่อหัวทรงตัวที่ร้อยละ 0.3 การออมเงินภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6.4 เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 อัตราเงินเฟ้อตลอดทั้งปีจนถึงเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ร้อยละ 3.4 จากการเพิ่มขึ้นของราคาค่าพลังงาน ราคาที่พักอาศัย ราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และราคาค่าบริการคมนาคม ธนาคารกลางออสเตรเลียรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 3.60 สามเดือนติดต่อกัน  เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและตลาดแรงงานที่ยังตึงตัว อัตราการว่างงานเดือนพฤศจิกายนลดลงเล็กน้อยที่ร้อยละ 4.3 เนื่องจากความต้องการจ้างงานในตลาดลดลง คาดว่า ธนาคารกลางจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะทำให้ปัญหาความกดดันด้านค่าครองชีพในภาคครัวเรือนดำเนินต่อไป และทิศทางการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มรัดกุมมากขึ้น

    …………………………………………………………………………….

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์

    ที่มา:

    Australian Bureau of statistics / www.afr.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/wmdegb4rpl3f7r9xaj4f3chd&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3a62sNy_BptfN1khVIxfVj