Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 50 สตางค์ต่อลิตร

    และราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลลง 50 สตางค์ เมื่อวันที่ 9 ม.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 29.94 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 30.44 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 45.64 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 29.94 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (25 ม.ค. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/649775&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw153YB-DBJQME4TzGT2AR6J

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะสุดทน ของคนชื่อ ‘กรณ์’

    เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทุกคนได้รู้จักนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาพอสมควรแล้ว วันนี้ตนจะมาประกาศอีกหนึ่งนโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน จะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

    เศรษฐีเงินล้าน 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ พี่น้องเกษตรกร วันนี้เกษตรกร 1.7 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน การที่เราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ทําให้รัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างตรงจุด ทำให้ขาดความสามารถที่จะปรับตัว จากนี้เกษตรกรเพียงแค่ลงทะเบียนก็ได้ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านทุกวัน กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่ คือประชาชนผู้ยื่นภาษี ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิตจากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจก จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

    คนที่ไม่ถูกรางวัล ไม่เสียอะไรเลย แต่ยังได้รับความสะดวกสบายจากระบบใบเสร็จดิจิทัล และมีความหวังรออยู่ทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้าสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรีและจะมีลูกค้ามากขึ้นจากแรงจูงใจจากนโยบายนี้ และเราจะมีฐานข้อมูล ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที แก้ไขได้ตรงจุด

    1) ทันใดนั้นเอง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงนโยบายนี้ อย่างตรงไปตรงมา ว่า…

    “…หลายวันที่ผ่านมา ผมเจอคุณจุลพันธ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    …รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธีการ “สุ่มเลือก” จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

    …ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม

    …เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

    2) ต้องไม่ลืมว่า นายกรณ์ จาติกวณิช คือมือเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่จุดยืนในการ “ใช้เงินประเทศ” ของเขา เน้นความปลอดภัย คุ้มค่า และไม่ประชานิยมอย่างไร้เหตุผล

    เส้นทางชีวิตของกรณ์ ก็ไม่เลื่อนลอย สั่งสมทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ เป็นขั้นเป็นตอน โดยกรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง กรณ์เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    การออกมาแสดงอาการ “สุดทน” ของคนชื่อ “กรณ์” เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังลั่นขึ้น ปลุกคนไทยให้เฝ้าระวัง และ “วิ่งหนี” อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

    3) ยังมี “สัญญาณเตือนภัย” จากฝ่ายวิชาการด้วย นั่นคือ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่า

    ก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใดๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้น ยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย

    สรุป : พรรคเพื่อไทย ยังไม่อยู่ในสภาพที่น่าไว้ใจ ใน 2 มิติ

    1. เป็นอิสระจากการครอบงำโดยตระกูลชินวัตรแล้วหรือยังจะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนในตระกูลนี้อย่างที่เคยทำมาตลอดอีกหรือไม่

    2. ใช้เงินประเทศเพื่อประโยชน์ทางคะแนนนิยม ด้วยโครงการประชานิยมสุดโต่ง และไม่เป็นมืออาชีพ

    คำถามคือ คนไทยทั้งประเทศ ยังจะให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันต่อไปอีก…อย่างนั้นหรือ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqNr33Stal5bQaK9NPtr3

  • “มาร์ค” ลุยหาเสียง ชูแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคม

    “มาร์ค” ลุยหาเสียง ชูแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคม


    “อภิสิทธิ์” นำทีมปชป. หาเสียง ย่านลาดกระบัง ปลุกกระแสการเมืองสุจริต ชู นโยบายแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคมเพื่อประชาชน

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำทีมผู้สมัคร ส.ส. กทม. ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนย่านลาดกระบัง ย้ำชัดการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนประเทศด้วยการเมืองคุณภาพ พร้อมเสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคม และเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อความมั่นคงของฐานราก

    นายอภิสิทธิ์ เผย ภายหลังการพบปะประชาชนว่า ขอบคุณการต้อนรับที่อบอุ่นซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันที่เหนียวแน่นระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ความเห็นว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักมีการนำเสนอประเด็นที่เน้นเพียงความเร้าใจตามกระแส แต่อยากให้ประชาชนมองไกลไปถึง “การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”

    “ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในเรื่องของการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว เพราะวันนี้มาเดินตลาดทั้งเจ้าของตลาด ทั้งแม่ค้าก็พูดตรงกัน ว่ามาตรการกระตุ้นทั้งหลายมันก็ได้ระยะสั้นๆ จริงๆ  พอจบไปก็กลับเข้าสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืนรายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้ายทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงทิศทางการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างระบบประกันสังคมครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความโปร่งใสและสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าสูงสุดสำหรับผู้ประกันตน โดยระบุว่า นโยบายระยะยาวของพรรคคือการผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมยกฐานะเป็น”หน่วยงานอิสระ” เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นไปอย่างมืออาชีพและโปร่งใสที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนมีความวิตกกังวลต่อการตรวจสอบที่พบปัญหาด้านการบริหารจัดการเงินสะสมของผู้ประกันตน


    หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายอภิสิทธิ์เสนอแนะคือการทบทวนระบบการรักษาพยาบาล โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันผู้ประกันตนต้องแบกรับภาระซ้ำซ้อน คือทั้งส่งเงินสมทบเองและเสียภาษีให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท) แต่ในหลายกรณีกลับได้รับสิทธิประโยชน์ที่น้อยกว่า

    “เรามีแนวคิดที่จะให้ผู้ประกันตนเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปเลย เพื่อให้ได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง ส่วนเงินสมทบที่เคยต้องจ่ายในส่วนนี้ ให้นำไปสมทบเพิ่มในสวัสดิการด้านอื่นแทน เช่น เงินออมชราภาพ เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

    เมื่อถามถึงความจำเป็นในการปฏิรูป นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องปรับรื้อครั้งใหญ่ เนื่องจากระบบปัจจุบันเริ่มไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

    “ระบบพื้นฐานทั้งหมดต้องได้รับการทบทวน เพราะปัจจุบันการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ยังไม่สะท้อนถึงระบบก้าวหน้าที่ควรจะเป็น การปรับรื้อโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคตที่มั่นคงของประชาชนอย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    ในส่วนของประเด็นร้อนเรื่องประกันสังคม นายอภิสิทธิ์ เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานว่าประกันสังคมควรยกฐานะเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อให้การบริหารจัดการเงินกองทุนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยไหม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ถูกต้อง ที่ผ่านมาเมื่อมีการตรวจสอบ ประชาชนก็มีความวิตกกังวลกับการที่มีการส่งเงินเข้าไปแล้ว การบริหารเงินมีปัญหามาก แต่ว่าตัวพื้นฐานของระบบทั้งหมด ต้องมีการทบทวนอยู่แล้ว จากโครงสร้างประชากร จากปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะปัจจุบันการจ่ายเงินออกมาก็ไม่ได้เป็นลักษณะของระบบก้าวหน้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมีการปรับรื้อครั้งใหญ่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ih6roNmU1E4B_WDVaLcjX

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะสุดทน ของคนชื่อ ‘กรณ์’

    เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทุกคนได้รู้จักนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาพอสมควรแล้ว วันนี้ตนจะมาประกาศอีกหนึ่งนโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน จะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

    เศรษฐีเงินล้าน 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ พี่น้องเกษตรกร วันนี้เกษตรกร 1.7 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน การที่เราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ทําให้รัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างตรงจุด ทำให้ขาดความสามารถที่จะปรับตัว จากนี้เกษตรกรเพียงแค่ลงทะเบียนก็ได้ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านทุกวัน กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่ คือประชาชนผู้ยื่นภาษี ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิตจากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจก จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

    คนที่ไม่ถูกรางวัล ไม่เสียอะไรเลย แต่ยังได้รับความสะดวกสบายจากระบบใบเสร็จดิจิทัล และมีความหวังรออยู่ทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้าสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรีและจะมีลูกค้ามากขึ้นจากแรงจูงใจจากนโยบายนี้ และเราจะมีฐานข้อมูล ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที แก้ไขได้ตรงจุด

    1) ทันใดนั้นเอง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงนโยบายนี้ อย่างตรงไปตรงมา ว่า…

    “…หลายวันที่ผ่านมา ผมเจอคุณจุลพันธ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    …รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธีการ “สุ่มเลือก” จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

    …ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม

    …เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

    2) ต้องไม่ลืมว่า นายกรณ์ จาติกวณิช คือมือเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่จุดยืนในการ “ใช้เงินประเทศ” ของเขา เน้นความปลอดภัย คุ้มค่า และไม่ประชานิยมอย่างไร้เหตุผล

    เส้นทางชีวิตของกรณ์ ก็ไม่เลื่อนลอย สั่งสมทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ เป็นขั้นเป็นตอน โดยกรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง กรณ์เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    การออกมาแสดงอาการ “สุดทน” ของคนชื่อ “กรณ์” เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังลั่นขึ้น ปลุกคนไทยให้เฝ้าระวัง และ “วิ่งหนี” อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

    3) ยังมี “สัญญาณเตือนภัย” จากฝ่ายวิชาการด้วย นั่นคือ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่า

    ก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใดๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้น ยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย

    สรุป : พรรคเพื่อไทย ยังไม่อยู่ในสภาพที่น่าไว้ใจ ใน 2 มิติ

    1. เป็นอิสระจากการครอบงำโดยตระกูลชินวัตรแล้วหรือยังจะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนในตระกูลนี้อย่างที่เคยทำมาตลอดอีกหรือไม่

    2. ใช้เงินประเทศเพื่อประโยชน์ทางคะแนนนิยม ด้วยโครงการประชานิยมสุดโต่ง และไม่เป็นมืออาชีพ

    คำถามคือ คนไทยทั้งประเทศ ยังจะให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันต่อไปอีก…อย่างนั้นหรือ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqNr33Stal5bQaK9NPtr3

  • ข่าวเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน สำหรับคนรุ่นใหม่ -โพสต์ทูเดย์

    ข่าวเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน สำหรับคนรุ่นใหม่ -โพสต์ทูเดย์

    background-default

    เกาะติดข่าว ข่าวร้อน ข่าวเด่น ข่าววันนี้ ข่าวการเมือง ประเด็นการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวกีฬา ท่องเที่ยว บันเทิง ดูดวง สลากกินแบ่งรัฐบาล คลิปวีดีโอ ทันเหตุการณ์ทุกแง่มุม โดยทีมงานโพสต์ทูเดย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/736970&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oTum9iJhn6a24eOlqRT9R

  • นักวิชาการ ชำแหละประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน!

    นักวิชาการ ชำแหละประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน!

    24 มกราคม 2569 – รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ระบุว่าก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฎ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใด ๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้นยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/936193/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Tv61j5Cl5baN2Twl6-6s

  • จับแล้ว! ‘หนุ่มเมืองคอน’ สังหารแฟนสาวใหญ่-ตัดลิ้น อ้างฝ่ายหญิงผิดคำสาบาน ปันใจคบซ้อนชายอื่น | เดลินิวส์

    จับแล้ว! ‘หนุ่มเมืองคอน’ สังหารแฟนสาวใหญ่-ตัดลิ้น อ้างฝ่ายหญิงผิดคำสาบาน ปันใจคบซ้อนชายอื่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 24 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกคืนที่ผ่านมา พ.ต.อ.กิตติชัย ไกรนรา ผกก.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช พ.ต.อ.ดร.ธีระวุฒิ เทพเลื่อน ผกก.กก.สส.ภ.จว.นครศรีธรรมราช พ.ต.ท.วรเศรษฐ์ ศรีใหม่ รอง ผกก.(สืบสวน) นำกำลังเข้าจับกุม นายบุญญาฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) ตามหมายจับที่ 38/2569 ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ลงวันที่ 24 มกราคม 2569 ข้อหาฆ่าผู้อื่นฯ ได้ที่บ้านพักในหมู่ที่ 1 ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมของกลางท่อนลิ้นมนุษย์ 1 ชิ้น อาวุธมีด จำนวน 1 เล่ม และผ้าขาวม้าแถบลายสีเขียว แดง จำนวน 1 ผืน

    ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 23 ม.ค. 69 ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช รับแจ้งมีเหตุทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ที่ห้องพักหมายเลข 6 รีสอร์ทดังแห่งหนี่งพื้นที่ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช โดยที่เกิดเหตุพบร่าง น.ส.นพวรรณ (สงวนนามสกุล) หรือ “จื๊ป” อายุ 49 ปี นอนเสียชีวิตอยู่บนเตียงนอน สภาพถูกของมีคมกรีดที่ปากและลิ้นถูกตัดออกไป เจ้าหน้าที่จึงเก็บดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแฝง ตามวัตถุพยานและศพของผู้ตาย จากการนั้นได้สอบสวนหาคนร้ายผู้ก่อเหตุ จนทราบว่าเป็นฝีมือของ นายบุญญาฤทธิ์ แฟนหนุ่มของผู้ตาย จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นขอศาลออกหมายจับ

    จากการสวนสวน นายบุญญาฤทธิ์ ให้การรับสารภาพอ้างว่า เป็นคนลงมือฆ่าแฟนสาว หลังจากคบหากันได้ 5 เดือน เนื่องจากจับได้ว่าแฟนสาวไปมีคนอื่น ส่วนที่ต้องตัดลิ้นผู้ตายไปด้วยนั้น เนื่องจากแฟนสาวได้ให้คำสาบานกับตนเอาไว้ว่า หากตนเองมีคนอื่นจะให้ตนตัดลิ้นไปเลย จนกระทั่งตนมาทราบแน่ชัดผู้ตายแอบมีผู้ชายอื่น หรือคบซ้อนจริง จึงวางแผนนัดมาร่วมหลับนอน จากนั้นก็ใช้ผ้าขาวม้ารัดคอจนแฟนสาวแน่นิ่งไป ก่อนใช้มีดตัดลิ้นของแฟนสาวมาเก็บห่อใส่ผ้าขาวม้าเพื่อหลบหนี แต่สุดท้ายก็หนีไม่รอด ถูกจับกุมได้ดังกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5532130/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x_R3jZWWH1Xo7ToUDh7CL

  • เคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทธุรกิจ รับช่วงกิจการครอบครัวต่อยอดความมั่งคั่ง

    เคล็ดลับ เตรียมพร้อมทายาทธุรกิจ รับช่วงกิจการครอบครัวต่อยอดความมั่งคั่ง

    ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ส่วนใหญ่ดำเนินงานธุรกิจลักษณะครอบครัว กำลังเผชิญกับความท้าทายในการวางแผนสืบทอดธุรกิจ ทั้งช่องว่างระหว่างวัย จำนวนทายาทที่ลดลง และการขาดความเข้าใจด้านการเงินและการลงทุนอย่างเป็นระบบ หากไม่มีการเตรียมพร้อม ความมั่งคั่งที่สร้างมาอาจกลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง มากกว่าจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในระยะยาว

    ธนาคารไทยพาณิชย์ เดินหน้าสานต่อ หลักสูตร The DOTs 5th Family Power: Legacy to the Future ให้แก่ทายาทธุรกิจครอบครัวกว่า 100 บริษัททั่วประเทศ ครอบคลุมทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

    ธนาคารไทยพาณิชย์
    ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์

    โดยมุ่งหวังให้ทายาทได้ลงมือปฏิบัติจริง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ การทดลองแนวคิด และการนำเสนอแผนธุรกิจอย่างมืออาชีพ เพื่อสร้าง “ความไว้วางใจ” จากผู้ประกอบการรุ่นก่อน และเตรียมความพร้อมการก้าวขึ้นมารับช่วงกิจการได้อย่างมั่นใจ และขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัวไปสู่อนาคตอย่างยั่งยืน 

    แนะ 3 เคล็ดลับลดความขัดแย้งและต่อยอดความมั่งคั่งแก่ธุรกิจครอบครัว
         
    ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในธุรกิจครอบครัวมักเกิดจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) การขาดแผนการส่งต่อมรดกที่ชัดเจน ซึ่งรวมถึงการทำพินัยกรรมที่ไม่รัดกุมอาจนำไปสู่ข้อพิพาทและการฟ้องร้องภายในครอบครัว ซึ่งบั่นทอนทั้งความสัมพันธ์และความมั่นคงของธุรกิจ 2) การไม่มีแผนการสืบทอดธุรกิจครอบครัวที่ชัดเจน ทำให้เกิดความไม่เข้าใจในบทบาทและความคาดหวังระหว่างรุ่น และความสัมพันธ์ในครอบครัวอาจถูกกระทบจากความคลุมเครือในการสืบทอด 3) การหล่อหลอมทายาทในเรื่องการออมและการลงทุน โดยพบว่า หลายครอบครัวให้ลูกใช้เงินบริษัทเพื่อซื้อของส่วนตัว หรือการให้เงินเดือนต่ำกว่ามาตรฐานตลาดซึ่งอาจส่งผลให้ทายาทขาดประสบการณ์ในการออมและเข้าใจกลไกการลงทุนที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว และ 4) จำนวนทายาทที่ลดลงและช่องว่างอายุมากขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารกิจการในอนาคต

    ธนาคารไทยพาณิชย์ แนะ 3 เคล็ดลับสำคัญเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างรุ่น ได้แก่ 

    1.จัดทำบัญชีทรัพย์สินและโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจน โดยการจัดทำบัญชีทรัพย์สิน กำหนดโครงสร้างผู้ถือหุ้น และการจัดทำพินัยกรรมอย่างมืออาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดข้อพิพาท และเตรียมความพร้อมสำหรับการรับช่วงต่อธุรกิจ รวมถึงการทำสัญญาก่อนสมรส สัญญาผู้ถือหุ้น และธรรมนูญครอบครัว ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยกำหนดข้อตกลงร่วมกันในครอบครัวอย่างมีระบบ พร้อมทั้งวางแผนภาษีการรับให้และภาษีการรับมรดกอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่งคั่งและลดภาระภาษีในอนาคต 

    2.การเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของครอบครัว การบริหารครอบครัวและธุรกิจให้มั่นคง ต้องเริ่มจากการฝึกฟังอย่างเข้าใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเส้นทางธุรกิจครอบครัวให้แข็งแรงและยั่งยืน จากนั้นจึงเป็นการฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อค้นหาความต้องการของแต่ละคนในครอบครัว เพื่อการออกแบบการบริหารความมั่งคั่งสำหรับธุรกิจ 

    3.มีคนกลางที่ปรึกษาในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ทั้งนี้ การระงับข้อขัดแย้งโดยไม่ต้องพึ่งศาลเป็นทางเลือกที่ช่วยรักษาความสามัคคี โดยอาจใช้คนกลางจากภายในครอบครัวที่ได้รับความไว้วางใจจากคนในครอบครัว หรือคนกลางจากสถาบันภายนอก ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ มีหน่วยงาน Wealth Planning and Family Office ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้คำแนะนำการจัดการข้อพิพาทอย่างเป็นระบบและมีผลทางกฎหมายรองรับ

    ธนาคารไทยพาณิชย์
    นายกิตติศักดิ์ คงคา ทายาทธุรกิจ บริษัท สมุนไพรคงคา จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจลงทุนศาสตร์
    ธนาคารไทยพาณิชย์
    นายพจน์ สุพรหมจักร ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด(Nvest Venture) บริษัทลงทุนในสตาร์ทอัพ

    สองทายาทธุรกิจถอดประสบการณ์ตรงการบริหารกิจการแบบฉบับคนรุ่นใหม่

    นายกิตติศักดิ์ คงคา ทายาทธุรกิจ บริษัท สมุนไพรคงคา จำกัด และผู้ก่อตั้งเพจลงทุนศาสตร์ กล่าวว่า เขาเริ่มต้นเส้นทางชีวิตตามแผนของครอบครัว ด้วยการเรียนเภสัชศาสตร์เพื่อกลับมาสานต่อกิจการ แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริง กลับพบว่าความคิดและวิธีการทำงานของคนรุ่นพ่อแม่ไม่สอดคล้องกับตัวเอง แทนที่จะฝืนเดินตามเส้นทางเดิม จึงเลือกใช้เวลาวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ออกไปค้นหาตัวตน ผ่านการลงเรียนพิเศษในหลายแขนงและค้นพบว่า “การลงทุน” คือสิ่งที่ทำแล้วมีความสุขที่สุด  ด้วยเงินทุนก้อนแรก 1 ล้านบาทที่ได้จากครอบครัว จึงนำไปลงทุนในตลาดหุ้นและเติบโตเป็นพอร์ตมูลค่ากว่า 120 ล้านบาทในระยะเวลาไม่กี่ปี

    ทายาทธุรกิจเอสเอ็มอีที่ต้องการสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเองและธุรกิจครอบครัวในระยะยาว จึงควรเริ่มต้นจากการเข้าใจ 3 สิ่งสำคัญ ได้แก่ 

    1.การเข้าใจรากฐานทางการเงินของตัวเองและของบริษัทอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน โดยต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างทรัพย์สินส่วนบุคคลกับทรัพย์สินของครอบครัว เพราะความมั่งคั่งของธุรกิจครอบครัวไม่ใช่ความมั่งคั่งส่วนบุคคล การทำความเข้าใจงบแสดงสถานะทางการเงิน งบกำไรขาดทุน และงบกระแสเงินสดของตัวเองและธุรกิจ จะช่วยให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของทรัพย์สินและศักยภาพทางการเงิน การแยกทรัพย์สินออกจากกันไม่ใช่เพื่อแบ่งแยก แต่เพื่อสร้างความชัดเจนและความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการต่อยอดจากรากฐานเดิมอย่างมั่นคงและมีทิศทาง 

    2. ต่อยอดทรัพย์สินของตัวเองและครอบครัวให้เติบโตอย่างมั่งคั่ง เริ่มจากตั้งเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน เช่น เพื่อรักษาสภาพคล่อง หรือสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว แล้วเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่เหมาะสมกับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่รับได้ เช่น ตราสารเงิน ตราสารหนี้ ตราสารทุน ตราสารอนุพันธ์ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ และกองทุนรวม 

    3.กระจายความเสี่ยงจากรายได้หลายช่องทาง การมีรายได้จากธุรกิจครอบครัว ธุรกิจส่วนตัว และพอร์ตการลงทุน ช่วยให้ทายาทยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง พร้อมบริหารทรัพย์สินอย่างมีอิสระและมั่นคงในระยะยาว

    นายพจน์ สุพรหมจักร ผู้ก่อตั้งบริษัท เอ็น-เวสต์ เวนเจอร์ จำกัด(Nvest Venture) บริษัทลงทุนในสตาร์ทอัพ ชี้ว่า ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่มักจะหยุดที่รุ่น 3 ดังนั้น ธุรกิจครอบครัวที่กำลังเดินทางมาสู่รุ่นที่ 3 จึงควรโฟกัสที่การขับเคลื่อนคุณค่าของธุรกิจที่แท้จริง ได้แก่ ฐานลูกค้า ความสามารถในการแข่งขัน หรือ คุณภาพของรายได้ เพื่อวางกลยุทธ์การเติบโตที่ตรงจุด ไม่ใช่มองแค่ยอดขายหรือกำไรระยะสั้น จากนั้นควรวางแผนการลงทุนซ้ำ (Reinvestment) อย่างต่อเนื่อง เพราะธุรกิจที่หยุดลงทุนซ้ำ คือ ธุรกิจที่หยุดเติบโต ดังนั้นคนเจน 3 จึงต้องเร่งผลักดันการนำกำไรกลับมาพัฒนาองค์กร เช่น ขยายตลาด พัฒนานวัตกรรม หรือยกระดับทีมงาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว 

    “สิ่งสำคัญต่อมา คือ การพลิกฟื้นจุดอ่อนให้เป็นโอกาส อย่าปล่อยให้ธุรกิจที่อ่อนแอถ่วงการเติบโตของทั้งองค์กร ผู้บริหารควรประเมินจุดเสี่ยง ปรับโครงสร้าง หรือยุติบางส่วน เพื่อให้ทรัพยากรถูกใช้ในจุดที่สร้างผลตอบแทนได้สูงสุด และสุดท้าย ต้องลงทุนในสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ซึ่งการลงทุนที่ดีไม่ใช่แค่การกระจายเงินไปร่วมลงทุนในธุรกิจต่างๆ แต่เราต้องมีอำนาจในการควบคุมธุรกิจได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการมีสิทธิ์ตัดสินใจ หรือการมีบทบาทในการบริหาร เพื่อให้เงินลงทุนสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงและยั่งยืน” นายพจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266812&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dWNJnLFMjGuhMFaKXcvEt

  • “ตั้ม ชินพันธ์” ลุยตลาดหนองบุญมาก รับฟังเดือดร้อนพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากทรุดหนัก | TOPNEWS

    “ตั้ม ชินพันธ์” ลุยตลาดหนองบุญมาก รับฟังเดือดร้อนพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากทรุดหนัก

    • เผยแพร่ : 24/01/2026 18:55

    นครราชสีมา “ตั้ม ชินพันธ์” ลุยตลาดหนองบุญมาก รับฟังเดือดร้อนพ่อค้าแม่ค้า สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากทรุดหนัก

    นครราชสีมา วันที่ 24 มกราคม 2569 นายชินพันธ์ แสงภักดิ์โยธิน หรือ “ตั้ม” ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคกล้าธรรม หมายเลข 2 เขตเลือกตั้งที่ 11 จังหวัดนครราชสีมา ลงพื้นที่ตลาดอำเภอหนองบุญมาก เพื่อพบปะพ่อค้าแม่ค้าและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางบรรยากาศการค้าขายที่ซบเซา สะท้อนกำลังซื้อในระดับชุมชนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
    นายชินพันธ์ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อสร้างภาพ แต่ตั้งใจมารับฟังเสียงจริงของประชาชน โดยพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกันว่า “ขายของไม่ได้ ไม่ใช่เพราะของไม่ดี แต่เพราะลูกค้าไม่มีเงินซื้อ” ซึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจฐานรากที่ชะลอตัวต่อเนื่อง

    ผู้สมัคร ส.ส.เขต 11 กล่าวว่า ต้นตอสำคัญของปัญหาคือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้เกษตรกรขาดรายได้ ส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อกำลังซื้อของคนในชุมชน เมื่อเกษตรกรไม่มีกำลังจับจ่าย เงินจึงไม่หมุนในตลาด พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ได้ กระทบเป็นวงกว้างทั้งอำเภอ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

    นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความเดือดร้อนของชาวไร่มันสำปะหลังจำนวนมาก ที่ต้องเผชิญกับภาวะถูกกดราคารับซื้อ รวมถึงการวัดเปอร์เซ็นต์แป้งที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นธรรม ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญกลับไม่มีอำนาจกำหนดราคาผลผลิตของตนเอง ส่งผลให้แรงงานตลอดทั้งปีของชาวบ้านกลายเป็น “ความขาดทุน” ทั้งที่ยังไม่ทันได้เงินเข้ามือ
    นายชินพันธ์กล่าวอีกว่า เมื่อชาวไร่ขาดทุน ครอบครัวก็อยู่ลำบาก และปัญหาที่น่าเจ็บปวดคือ ลูกหลานเริ่มมองไม่เห็นอนาคตในบ้านเกิดของตัวเอง สะท้อนว่าเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เพียงปัญหาราคามันสำปะหลัง แต่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ความเป็นธรรม และอนาคตของเกษตรกรไทย

    พร้อมกันนี้ นายชินพันธ์ได้ให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกรในพื้นที่ โดยย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการรับฟังและลงมือทำอย่างจริงจัง หากไม่แก้ไขที่ต้นทาง ไม่ผลักดันราคาพืชผล และไม่เพิ่มรายได้ให้ประชาชน เศรษฐกิจฐานรากก็จะยังซบเซา และตลาดท้องถิ่นจะยังเงียบเช่นนี้ต่อไป.

    ภาพ-ข่าว ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    zxczcwww

    618844894_924640759994040_494757574191708424_n

    เชียงใหม่ ยิ่งใหญ่ครบรอบ 40 ปี “นิ่มลีสซิ่ง” เดินหน้าโครงการเกษตรกรยิ้มได้ แจกรางวัลรวม 2 ล้าน

    ​“ดร.ยงยุทธ” เปิดเทศกาลท่องเที่ยวน้ำตกขุนกรณ์ปี 69 ชูยุทธศาสตร์ดึงอัตลักษณ์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก 13 หมู่บ้าน

    “แม่เลี้ยงผึ้ง” พปชร. ขวัญใจสายใต้แม่ฮ่องสอน ชูคอนเนคชั่นระดับชาติ แก้ปัญหาที่ดิน-สิทธิพื้นฐาน

    “ชาดา” ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงผู้สมัครภูมิใจไทย ชาวบ้านให้กำลังใจคับคั่ง ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69

    ชาวบ้านห้วยหมูบุกร้อง กกต. ขอเลือกตั้งใหม่! ปมเจ้าหน้าที่สั่งสลับสีบัตรเลือกตั้ง กระทบ 400 เสียง

    Soft Power เมืองน่าน! ‘แข่งเรือพญานาค’ ขึ้นแท่นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1465592&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N9Cc5AtoCSglw0FpmFWBV

  • มรสุมทรัมป์ ส่อฉุดดุลการค้าไทย TDRI ชี้ทางรอดเลิกกระตุ้นสั้น เร่งผ่าตัดโครงสร้างศก.

    มรสุมทรัมป์ ส่อฉุดดุลการค้าไทย TDRI ชี้ทางรอดเลิกกระตุ้นสั้น เร่งผ่าตัดโครงสร้างศก.

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจากนโยบาย “ป่วนโลก” ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คำถามสำคัญคือ เศรษฐกิจไทยจะรับแรงกระแทกระลอกนี้ได้มากเพียงใด 

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ประเมินสถานการณ์และสะท้อนมุมมองเชิงวิเคราะห์ กับ โพสต์ทูเดย์ว่า นโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) มีความเสี่ยงที่จะกดดันดุลการค้าไทยในภาพรวมลดลง แม้ตัวเลขส่งออกไปสหรัฐฯในระดับสูง แต่ในความเป็นจริง สินค้าหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ อิเล็กทรอนิกส์ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากจีนเป็นหลัก ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ตกถึงเศรษฐกิจไทยแท้จริงไม่ได้ขยายตัวตามตัวเลขการส่งออกที่เห็น

    นอกจากแรงกดดันด้านภาษี ไทยยังอาจต้องเผชิญ “การแลกหมัด” บนโต๊ะเจรจาที่เสียเปรียบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดสินค้าเกษตรอย่างหมูเนื้อแดง หรือการผ่อนปรนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่นการผ่อนปรนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและโทรคมนาคม 

    “ไทยต้องเตรียมรับแรงกดดันจากการเปิดตลาดและการผ่อนคลายในประเด็นอ่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าหมูเนื้อแดง การยกระดับมาตรฐานคุ้มครองแรงงานและทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการเปิดเสรีภาคโทรคมนาคม ” 

    ขณะเดียวกัน ผลประโยชน์ที่ไทยอาจได้จากการเจรจา เช่น การยกเว้นภาษีสินค้าบางรายการ มีมูลค่าค่อนข้างจำกัด แต่สิ่งที่ไทยต้องแลกกลับมีต้นทุนสูงกว่า ทั้งการยกเว้นภาษีนำเข้า การผ่อนปรนมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่กระทบหลายภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ 

    ในมุมของการประเมินเศรษฐกิจมหภาค ดร.นณริฏมองว่า นโยบายทรัมป์ด้านการค้า การเงิน และภูมิรัฐศาสตร์ ควรถูกนำมาเป็นสมมติฐานหลักในการประเมิน GDP ปี 2569 แล้ว แต่สิ่งที่ท้าทายกว่า คือ “ผลกระทบทางอ้อม” ที่มีความไม่แน่นอนสูง ตั้งสมมติฐานได้ยาก และอย่างความพยายามขยายอิทธิพลเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีประเด็นกรีนแลนด์ ที่อาจลามเป็นสงครามการค้ารอบใหม่จนกระทบเศรษฐกิจโลกในวงกล้าว และทำให้ต้องปรับประมาณการเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทยตามไปด้วย

    ดังนั้้นสิ่งสำคัญ ที่ต้องเฝ้าระวัง คือ เราต้องจับตาดูตั้งแต่การเติบโตของประเทศคู่ค้า, การค้าโลก, การลงทุน, ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ไปจนถึงทิศทางค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด แต่ปัญหาคือ ปัจจุบันไทยยังไม่มีรัฐบาลใหม่ที่จะมาวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสหรัฐฯ โดยตรงมาตรการที่ใช้ส่วนใหญ่ยังอาศัยยุทธศาสตร์เดิมและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก

    เมื่อมองไปที่ตัวเลข GDP ไทย ซึ่ง IMF คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.6% ต่ำกว่าเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ดร.นณริฏชี้ว่า เป็นผลจาก “มรสุมซ้อนมรสุม” ทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาโครงสร้างภายในประเทศ ตั้งแต่ความล่าช้าของงบประมาณจากจังหวะการเมือง หนี้ครัวเรือนและหนี้เสีย ความเหลื่อมล้ำ การท่องเที่ยวที่โตต่ำกว่าคาด ไปจนถึงความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอยจากค่าเงินบาทแข็ง

    ดังนั้น ในมุมมองของ TDRI ทางออกของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่ง “ผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจ” อย่างจริงจัง ตั้งแต่การพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับอุตสาหกรรมเดิม ไปจนถึงการเสริมขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว

    ขณะที่แสงสว่างของเศรษฐกิจไทย อาจอยู่ที่การมีรัฐบาลใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถวางยุทธศาสตร์ครบทั้งระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อพาประเทศฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกยุคทรัมป์ และสร้างฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/736967&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rAA0gN0lbsnagvHsc8XW_