Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การเมืองเสี่ยง ฉุดเศรษฐกิจไทย คาดได้รัฐบาลใหม่ พ.ค.69

    การเมืองเสี่ยง ฉุดเศรษฐกิจไทย คาดได้รัฐบาลใหม่ พ.ค.69

    Loading…

    การเมืองเสี่ยง ฉุดเศรษฐกิจไทย คาดได้รัฐบาลใหม่ พ.ค.69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-77&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37eaLyJ7o4QpVbDoGJEoRJ

  • ไทยสร้างไทยชนพรรคใหญ่ คลอด “เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย” ไม่แจกเงิน

    ไทยสร้างไทยชนพรรคใหญ่ คลอด “เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย” ไม่แจกเงิน

    ไทยสร้างไทยชนพรรคใหญ่ คลอด “เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย” ไม่แจกเงิน

    “สุรเดช” เปิดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการพัฒนาเมืองทั่วประเทศ ทุ่มลงทุนปีละ 2 แสนล้าน ย้ำไม่กู้เพิ่ม ไม่เป็นภาระภาษีประชาชน

    พรรคไทยสร้างไทยเปิดตัวนโยบายเศรษฐกิจ “เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย” ชูนโยบายพัฒนาเชิงโครงสร้างเพื่อกระตุ้นเงินในกระเป๋าประชาชน ผ่านการลงทุนขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยย้ำชัด “ไม่แจกเงิน ไม่กู้เพิ่ม และไม่เป็นภาระภาษีคนไทย”

    นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยว่า “เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย” เป็นนโยบายหลักของพรรคที่มุ่งยกระดับเมืองและพัฒนาบ้านเกิดในทุกภูมิภาค ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับจังหวัดอย่างเป็นรูปธรรม แตกต่างจากนโยบายแจกเงินซึ่งให้ผลเพียงระยะสั้น

    นายสุรเดช อธิบายว่า แนวคิดเมกะโปรเจกต์ทั่วไทยจะใช้งบลงทุนเฉลี่ยปีละประมาณ 200,000 ล้านบาท กระจายสู่การพัฒนาเมืองในแต่ละจังหวัด โดยเฉลี่ยจังหวัดละราว 10,000–20,000 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดขนาดใหญ่จะได้รับการพัฒนาเมืองหลักประมาณ 12–13 เมืองทั่วประเทศ เป้าหมายคือสร้างเมืองที่น่าอยู่ ทันสมัย และเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ลดการกระจุกตัวของการพัฒนาในกรุงเทพมหานคร และผลักดันให้ทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคอีสานและต่างจังหวัดที่ถูกมองข้ามมาอย่างยาวนาน ได้รับโอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียม

    ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า หัวใจของนโยบายนี้คือการสร้างการจ้างงานทันทีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะส่งแรงขับเคลื่อนต่อเศรษฐกิจจังหวัดโดยตรง พร้อมยกตัวอย่างจังหวัดขอนแก่นที่มีการประเมินว่า หากดำเนินโครงการลักษณะนี้ อัตราการจ้างงานอาจเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17 และผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด เติบโตกว่า 4 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนศักยภาพของการลงทุนเชิงโครงสร้างในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    นายสุรเดช ยังเปรียบเทียบว่า นโยบายแจกเงินของบางพรรคอาจทำให้ประชาชนมีเงินเข้ากระเป๋าเพียงชั่วคราว แต่สุดท้ายกลายเป็นภาระทางการคลังและไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะที่เมกะโปรเจกต์ทั่วไทยเป็นการลงทุนที่สร้างงาน สร้างรายได้ และทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนต่อเนื่องในพื้นที่ ไม่ใช่การนำเงินมาแจกเพื่อหวังผลทางการเมือง

    นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตต่อแนวคิดการนำรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทของรัฐเข้าตลาดทุนตามที่บางพรรคเสนอว่า เป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติและไม่สามารถเห็นผลในระยะสั้น ต่างจากเมกะโปรเจกต์ทั่วไทยซึ่งสามารถเดินหน้าได้จริง หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและการบริหารจัดการที่โปร่งใส

    ท้ายที่สุด นายสุรเดช ย้ำว่า พรรคไทยสร้างไทยต้องการเห็นการพัฒนาบ้านเกิดของประชาชนทุกจังหวัดให้มีเมืองที่น่าอยู่ มีงานทำ และมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นเข้ากรุงเทพฯ พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมสนับสนุนนโยบายพัฒนาเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างประเทศไทยที่เติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนภายใต้นโยบาย “เมกะโปรเจกต์ทั่วไทย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/736981&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zsVeKYzZo41Ang2j79kFs

  • “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่หาเสียงเคหะร่มเกล้า ชูนโนยายปชป.ปราบโกง วางแผนระยะยาวแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    “อภิสิทธิ์” ลงพื้นที่หาเสียงเคหะร่มเกล้า ชูนโนยายปชป.ปราบโกง วางแผนระยะยาวแก้ปัญหาเศรษฐกิจ | TOPNEWS

    จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพบปะประชาชนว่า ขอบคุณการต้อนรับที่อบอุ่น ซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันที่เหนียวแน่นระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ความเห็นว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักมีการนำเสนอประเด็นที่เน้นเพียงความเร้าใจตามกระแส แต่อยากให้ประชาชนมองไกลไปถึง “การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”ย้ำว่าครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในเรื่องของการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว

    เพราะวันนี้มาเดินตลาดทั้งเจ้าของตลาด ทั้งแม่ค้าก็พูดตรงกัน ว่ามาตรการกระตุ้นทั้งหลายมันก็ได้ระยะสั้นๆ จริงๆ พอจบไปก็กลับเข้าสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้ายทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1465893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rZlnoagGD0HRG5F_pQ-S7

  • ‘จุลพันธ์’ ยันนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านไม่ใช่นโยบายแจกเงิน

    ‘จุลพันธ์’ ยันนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านไม่ใช่นโยบายแจกเงิน

    ‘จุลพันธ์’ ย้ำ โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน ยกเคส บราซิลเพิ่มจัดเก็บภาษีราว 8–9% ชี้ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านขึ้นมาบนดิน

    25 ม.ค. 2569 – นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค กรณีโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่านี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว  มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการ “ใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง” แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือ การลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย

    โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอยๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8–9% หรือ ไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้ แรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ

    มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือ “ลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน”

    และเปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1–2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5–25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล

    ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ “Big Data” สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือ ข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นข้อมูลระดับจุลภาค : ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร, รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ, นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้อง “คาดเดา” หรือ “หว่านแห” จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง

    ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และ สร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง

    ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win–Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรม “ล็อกผล” แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้

    เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่ “หว่านแห” และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม

    นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้

    สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/936512/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03AP3r9AgGAmg1JcvbetJ_

  • “อภิสิทธิ์” ปลุกกระแสการเมืองสุจริต ชู นโยบายแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคมเพื่อประชาชน

    “อภิสิทธิ์” ปลุกกระแสการเมืองสุจริต ชู นโยบายแก้เศรษฐกิจยั่งยืน-รื้อระบบประกันสังคมเพื่อประชาชน

    วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.35 น.

    เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร นำทีมผู้สมัคร สส. กทม. ลงพื้นที่หาเสียงตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า รับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนย่านลาดกระบัง ย้ำชัดการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนประเทศด้วยการเมืองคุณภาพ พร้อมเสนอแผนปฏิรูปโครงสร้างประกันสังคม และเศรษฐกิจระยะยาวเพื่อความมั่นคงของฐานราก 

    นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการพบปะประชาชนว่า ขอบคุณการต้อนรับที่อบอุ่นซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันที่เหนียวแน่นระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ พร้อมให้ความเห็นว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง มักมีการนำเสนอประเด็นที่เน้นเพียงความเร้าใจตามกระแส แต่อยากให้ประชาชนมองไกลไปถึง “การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”

    “ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในเรื่องของการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว เพราะวันนี้มาเดินตลาดทั้งเจ้าของตลาด ทั้งแม่ค้าก็พูดตรงกัน ว่ามาตรการกระตุ้นทั้งหลายมันก็ได้ระยะสั้นๆ จริงๆ  พอจบไปก็กลับเข้าสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืนรายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้ายทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

    ชูนโยบายปฏิรูปประกันสังคม ดันเป็นหน่วยงานอิสระ หวังสร้างความโปร่งใสและสวัสดิการที่กินได้จริง

    นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างระบบประกันสังคมครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความโปร่งใสและสิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าสูงสุดสำหรับผู้ประกันตน โดยระบุว่า นโยบายระยะยาวของพรรคคือการผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมยกฐานะเป็น”หน่วยงานอิสระ” เพื่อให้การบริหารจัดการกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลเป็นไปอย่างมืออาชีพและโปร่งใสที่สุด เนื่องจากที่ผ่านมาประชาชนมีความวิตกกังวลต่อการตรวจสอบที่พบปัญหาด้านการบริหารจัดการเงินสะสมของผู้ประกันตน

    แก้ปัญหาสิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อน ชูแนวคิด “รักษาฟรี-ออมเพิ่ม”

    หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายอภิสิทธิ์เสนอแนะคือการทบทวนระบบการรักษาพยาบาล โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันผู้ประกันตนต้องแบกรับภาระซ้ำซ้อน คือทั้งส่งเงินสมทบเองและเสียภาษีให้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาท) แต่ในหลายกรณีกลับได้รับสิทธิประโยชน์ที่น้อยกว่า

     “เรามีแนวคิดที่จะให้ผู้ประกันตนเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปเลย เพื่อให้ได้รับสิทธิการรักษาที่เท่าเทียมและทั่วถึง ส่วนเงินสมทบที่เคยต้องจ่ายในส่วนนี้ ให้นำไปสมทบเพิ่มในสวัสดิการด้านอื่นแทน เช่น เงินออมชราภาพ เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตที่ดียิ่งขึ้น”

    ย้ำต้อง “ผ่าตัดใหญ่” รับโครงสร้างประชากรใหม่

    เมื่อถามถึงความจำเป็นในการปฏิรูป นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องปรับรื้อครั้งใหญ่ เนื่องจากระบบปัจจุบันเริ่มไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปและปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

    “ระบบพื้นฐานทั้งหมดต้องได้รับการทบทวน เพราะปัจจุบันการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์ยังไม่สะท้อนถึงระบบก้าวหน้าที่ควรจะเป็น การปรับรื้อโครงสร้างครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานเพื่ออนาคตที่มั่นคงของประชาชนอย่างแท้จริง” นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

     ข้อเสนอผ่าตัดประกันสังคมโปร่งใส อิสระ และเป็นธรรม

    ในส่วนของประเด็นร้อนเรื่องประกันสังคม นายอภิสิทธิ์ เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงานว่าประกันสังคมควรยกฐานะเป็นหน่วยงานอิสระ เพื่อให้การบริหารจัดการเงินกองทุนมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการแทรกแซง

    ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงขั้นต้องผ่าตัดเลยไหม  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  ถูกต้อง ที่ผ่านมาเมื่อมีการตรวจสอบ ประชาชนก็มีความวิตกกังวลกับการที่มีการส่งเงินเข้าไปแล้ว การบริหารเงินมีปัญหามาก แต่ว่าตัวพื้นฐานของระบบทั้งหมด ต้องมีการทบทวนอยู่แล้ว จากโครงสร้างประชากร จากปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะปัจจุบันการจ่ายเงินออกมาก็ไม่ได้เป็นลักษณะของระบบก้าวหน้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมีการปรับรื้อครั้งใหญ่

     เดินหน้าล่องใต้ รณรงค์ “ไม่เลือกคนซื้อเสียง”

    สำหรับแผนการลงพื้นที่ภาคใต้ในต้นเดือนหน้า นายอภิสิทธิ์ เตรียมเดินทางไปยัง นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี และชุมพร เพื่อตอกย้ำอุดมการณ์การเมืองสุจริต โดยระบุว่าแม้การแข่งขันในหน้าพื้นที่จะสูง แต่เชื่อมั่นในความเข้มแข็งของประชาชนที่จะเป็นเกราะป้องกันการทุจริต

    “เราย้ำในทุกเวทีว่าอย่าไปเลือกคนที่ซื้อเสียง ซึ่งครั้งนี้ได้รับสัญญาณที่ดีมากว่าประชาชนมีความตื่นตัวและเข้มแข็งขึ้นในการตัดสินใจเพื่ออนาคตของตัวเอง” นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/463440&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw293GSI-arYgV099nvgW4_W

  • ปัง! แพลตฟอร์มโฮมเซอร์วิส เติบโตเร็วใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ปัง! แพลตฟอร์มโฮมเซอร์วิส เติบโตเร็วใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    นายโคทาโร่ อิเสะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Ayasan Holdings บริษัทที่นำเสนอโฮมเซอร์วิสสไตล์ญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ในขณะที่ AI กำลังแทนที่งานไว้ท์คอลลาร์ บริษัทนี้กลับเลือกมุ่งเป้าไปที่ “พื้นที่ที่ไม่สามารถถูกแทนที่ได้” อย่างจงใจ บริการทำความสะอาด พี่เลี้ยงเด็ก ดูแลผู้สูงอายุ—บริการบลูคอลลาร์ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับชีวิตประจำวัน บริษัทประสบความสำเร็จด้วยการเติบโตของยอดขาย 160% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

    ภาพจาก : Ayasan
    ปัง! แพลตฟอร์มโฮมเซอร์วิส เติบโตเร็วใน 5 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ปัจจุบันขยายธุรกิจไปแล้ว 5 ประเทศ มีผู้ใช้บริการกว่า 1 ล้านคน และมีแรงงานที่ลงทะเบียนมากกว่า 100,000 คน สร้างแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งเหนือใคร โดยนายอิเสะ ซึ่งเคยทำงานกับดิสนีย์และแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ก่อนก่อตั้ง Ayasan ในปี 2013 แม้จะเป็นผู้ก่อตั้งชาวญี่ปุ่น แต่กลับเลือกประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นอย่างมีเหตุผล

    “ประเทศไทยเป็นเมืองนานาชาติที่มีพื้นฐานการยอมรับความหลากหลาย และมีความเอื้อเฟื้อต่อสตาร์ทอัพ หากเริ่มต้นจากญี่ปุ่น คงเป็นไปไม่ได้ที่จะขยายธุรกิจได้ขนาดนี้”

    กลยุทธ์นี้ ประสบความสำเร็จอย่างสูง ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าองค์กรมากกว่า 1,000 ราย รวมถึง ธนาคารกสิกรไทย, FedEx, Canon, Coca-Cola, lululemon พร้อมด้วยอัตราการใช้บริการต่อเนื่องที่น่าทึ่ง 98%
    มุ่งเป้าเป็น “Grab แห่งวงการโฮมเซอร์วิส” ในตลาด 2 แสนล้านดอลลาร์

    ตลาดโฮมเซอร์วิสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่ารวม 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ บริการทำความสะอาดเพียงอย่างเดียวมีอัตราการเติบโตปีละ 15% ส่วนตลาดพี่เลี้ยงเด็กมีมูลค่าถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นตลาดขนาดใหญ่มหาศาล

    อาวุธของ Ayasan คือ การผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญในการจัดการคุณภาพแบบญี่ปุ่น เทคโนโลยีการจับคู่แรงงานด้วย AI และเครือข่ายแรงงานที่ครอบคลุมทั่วเอเชีย ปัจจุบันมีพนักงาน 500 คน พร้อมทีมวิศวกร IT ที่ลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

    ในแหล่งท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและพัทยา บริษัทเริ่มให้บริการพี่เลี้ยงเด็กระยะสั้นและบริการดูแลผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2024 และบันทึกการเติบโต 200% ต่อเดือน แบรนด์ “Ayasan Cares” สำหรับตลาดผู้สูงอายุที่กำลังขยายตัวในเอเชียก็เติบโตเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน

    วิวัฒนาการสู่แพลตฟอร์มแรงงานข้ามพรมแดนยุคใหม่ จุดแข็งที่แท้จริงของบริษัทอยู่ที่การวิวัฒนาการจากบริการท้องถิ่นสู่บริการข้ามพรมแดน บริษัทวางแผนให้บริการสนับสนุนแรงงานข้ามประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เช่น การเชื่อมต่อผู้หางานชาวไทยกับนายจ้างในญี่ปุ่น

    “ในอนาคต เอเชียจะรวมตัวกันเป็นตลาดแรงงานเดียว เรากำลังเตรียมพร้อมตั้งแต่ตอนนี้เพื่อเป็นผู้นำในตลาดนั้น”

    ขณะเดียวกัน ในความเป็นจริง ในอเมริกาได้เกิดยุคที่บัณฑิตจากสแตนฟอร์ดเลือกทำงานบลูคอลลาร์ และในบางสาขา อัตราค่าจ้างสูงกว่างานไว้ท์คอลลาร์แล้ว

    ท้าทายงานสุดท้ายของมนุษย์ อีกทั้ง ในยุค AI งานแรงงานบลูคอลลาร์อาจกลายเป็นงานสุดท้ายของมนุษย์ เราไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มงาน แต่มุ่งเป้าเป็นแพลตฟอร์มที่สนับสนุนอาชีพระยะยาวของผู้ใช้แรงงาน ปฏิวัติแรงงานบลูคอลลาร์นี้เป็นคำถามพื้นฐานว่างานคืออะไรสำหรับมนุษย์

    ในปี 2026 Ayasan กำลังจะขยายสู่ 9 ประเทศ 13 สาขา “กลยุทธ์ตีกลับ” ในยุค AI นี้จะสร้างปฏิวัติอะไรให้กับตลาดแรงงานเอเชีย—โลกกำลังจับตามอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e66B1QyMR0L1_xGfIIO8E

  • อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

    อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

    วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

    วันที่ 24 มกราคม 2569  เมือเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง คนอีสานกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ2569 พบว่า ภาพรวมของพรรคมีผลต่อการเลือก ส.ส. เขต มากกว่า ตัวผู้สมัคร พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะได้คะแนนนิยมเพิ่มสูง เกือบครึ่งตอบว่าจะไม่รับเงินซื้อเสียง ขณะที่คะแนนนิยมของ 3 พรรคใหญ่สูสีกันอยู่สูตรจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยบวกภูมิใจไทย หรือ เพื่อไทยบวกประชาชน เป็นสูตรที่คนอีสานอยากเห็นมากกว่า สูตรภูมิใจไทยบวกประชาชน นอกจากนี้ เสียงคนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ถึงครึ่งแต่ยังคงสูงกว่าคนที่ไม่เห็นชอบ และยังมีคนไม่แน่ใจหรือตัดสินใจไม่ได้ในสัดส่วนที่สูง

    รศ. ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพลเปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานการเลือก ส.ส. และการออกเสียงประชามติในปีนี้โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,090 ราย ในเขตพื้นที่ ภาคอีสาน 20 จังหวัด

    โดยสอบถามว่า ปัจจัยใดที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ท่านตัดสินใจเลือก ผู้สมัคร ส.ส. เขต พบว่าอันดับ1 ร้อยละ 55.8 พึงพอใจพรรค นโยบาย แคนดิเดตนายกและทีมรัฐมนตรีของพรรค รองลงมาร้อยละ 37.1 พึงพอใจผู้สมัคร ขณะที่ ร้อยละ 6.9 ระบุว่า ขึ้นกับเงินที่จะได้รับ และร้อยละ 0.2 เป็นเหตุผลอื่นๆ

    “เมื่อสอบถามว่า ท่านคาดหวังอะไรจาก ส.ส. เขต ของท่าน มากที่สุด พบว่า อันดับ1 ร้อยละ21.4 ช่วยเหลือเมื่อร้องขอ รองลงมา ร้อยละ 21.1 ผลักดันโครงการ/งบที่พื้นที่ต้องการ และอันดับ3 ร้อยละ 19.4 ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ อันดับ 4 ร้อยละ 18.1 ประสานหน่วยงานรัฐให้บริการประชาชนได้เร็วขึ้น อันดับห้า ร้อยละ 12.8 เป็นปากเสียงในสภา อันดับหก ร้อยเมื่อสอบถามว่า ท่านจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้พรรคที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องใดมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 45.2 เรื่องเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 28.2 เรื่องความมั่นคง/แก้ปัญหาชายแดน อันดับ3 ร้อยละ 17.8 เรื่องทุจริต/สแกมเมอร์/ทุนเทา อันดับ4ร้อยละ7.5 เรื่องรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 1.3 อื่นๆ”

    รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามว่า ถ้าเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ท่านมีแนวโน้มจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ให้พรรคใด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.3 พรรคประชาชน อันดับ 2 ตามมาติดๆ ร้อยละ 30.1 พรรคเพื่อไทยอันดับ 3 ร้อยละ 27.2 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 3.4 พรรคประชาธิปัตย์อันดับ 5 ร้อยละ 2.8 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 6พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.6 อันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.1 และพรรคอื่นๆ ร้อยละ 2.6

    ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อในภาคอีสาน ในการเลือกตั้ง ปี 2566 จะพบว่า พรรคประชาชนมีความนิยมลดลงเล็กน้อยจาก ร้อยละ 33.2 เป็นร้อยละ 30.3 ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมลดลงจากร้อยละ 43.1 เหลือร้อยละ 30.1 ส่วนพรรคภูมิใจไทยคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก ร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 27.2

    “เมื่อสอบถามว่า ท่านต้องการให้พรรคการเมืองหลักคู่ใดร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุด พบว่าสูตรที่ 1 เพื่อไทยและภูมิใจไทย ร้อยละ 35.3 สูตรที่ 2 ประชาชนและเพื่อไทย ร้อยละ 30.6 และสูตรที่ 3 ภูมิใจไทยและประชาชน ร้อยละ 20.8 ขณะที่กว่าร้อยละ 13.3 อยากได้สูตรอื่นๆ ที่ เช่น การตั้งรัฐบาลโดยพรรคใหญ่พรรคเดียวเป็นแกนนำร่วมกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือการให้พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่ตนเองชื่นชอบเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใหญ่

    เมื่อสอบถามว่า หากมีผู้สมัคร/ทีมงานเสนอเงินหรือสิ่งของเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ท่านมีแนวโน้มจะทำอย่างไร พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 45.5 ตอบว่า ไม่รับ อันดับ 2 ร้อยละ44.7 ตอบว่า รับ แต่จะเลือกคนที่ชอบ โดยเงินไม่มีผลต่อการเลือก อันดับ 3ร้อยละ 7.0 ตอบว่า รับและมีแนวโน้มเลือกผู้ที่ให้และอันดับ 4 ร้อยละ 2.8 ตอบว่า รับ และจะเลือกผู้ที่ให้มากที่สุด

    และสุดท้ายเมื่อสอบถามว่า นโยบายหรือแนวทางใดที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคอีสานให้คนอีสานอยู่ดีกินดีได้ดีที่สุด หากทำอย่างจริงจัง พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 16.0 ตอบว่า กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้จังหวัด อันดับ 2 ร้อยละ 15.5 กองทุนแก้หนี้+สินเชื่อเพิ่มผลิตภาพ อันดับ 3 ร้อยละ12.1 ดึงดูดการลงทุนและการจ้างงาน อันดับ 4 ร้อยละ 11.1 ยกระดับ SMEs/สินค้าชุมชน อันดับ 5 ร้อยละ 9.3 เกษตรมูลค่าสูง/แปรรูป อันดับ 6 ร้อยละ 8.8 อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ/ผู้สูงอายุอันดับ 7ร้อยละ 7.5 โลจิสติกส์+คมนาคม อันดับ 8 ร้อยละ 7.4 ความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์อันดับ 9 ร้อยละ 5.3 อาหารสัตว์ถูก+ปุ๋ยถูก อันดับ 10 ร้อยละ 4.2 บริหารจัดการน้ำ+ชลประทาน และอันดับ 11 ร้อยละ 2.7 อุตสาหกรรมชีวภาพ”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942831&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-wcIdt5cArXHIz1i6_W5N

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะสุดทน ของคนชื่อ ‘กรณ์’

    เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทุกคนได้รู้จักนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาพอสมควรแล้ว วันนี้ตนจะมาประกาศอีกหนึ่งนโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน จะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

    เศรษฐีเงินล้าน 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ พี่น้องเกษตรกร วันนี้เกษตรกร 1.7 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน การที่เราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ทําให้รัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างตรงจุด ทำให้ขาดความสามารถที่จะปรับตัว จากนี้เกษตรกรเพียงแค่ลงทะเบียนก็ได้ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านทุกวัน กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่ คือประชาชนผู้ยื่นภาษี ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิตจากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจก จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

    คนที่ไม่ถูกรางวัล ไม่เสียอะไรเลย แต่ยังได้รับความสะดวกสบายจากระบบใบเสร็จดิจิทัล และมีความหวังรออยู่ทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้าสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรีและจะมีลูกค้ามากขึ้นจากแรงจูงใจจากนโยบายนี้ และเราจะมีฐานข้อมูล ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที แก้ไขได้ตรงจุด

    1) ทันใดนั้นเอง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงนโยบายนี้ อย่างตรงไปตรงมา ว่า…

    “…หลายวันที่ผ่านมา ผมเจอคุณจุลพันธ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    …รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธีการ “สุ่มเลือก” จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

    …ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม

    …เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

    2) ต้องไม่ลืมว่า นายกรณ์ จาติกวณิช คือมือเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่จุดยืนในการ “ใช้เงินประเทศ” ของเขา เน้นความปลอดภัย คุ้มค่า และไม่ประชานิยมอย่างไร้เหตุผล

    เส้นทางชีวิตของกรณ์ ก็ไม่เลื่อนลอย สั่งสมทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ เป็นขั้นเป็นตอน โดยกรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง กรณ์เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    การออกมาแสดงอาการ “สุดทน” ของคนชื่อ “กรณ์” เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังลั่นขึ้น ปลุกคนไทยให้เฝ้าระวัง และ “วิ่งหนี” อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

    3) ยังมี “สัญญาณเตือนภัย” จากฝ่ายวิชาการด้วย นั่นคือ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่า

    ก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใดๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้น ยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย

    สรุป : พรรคเพื่อไทย ยังไม่อยู่ในสภาพที่น่าไว้ใจ ใน 2 มิติ

    1. เป็นอิสระจากการครอบงำโดยตระกูลชินวัตรแล้วหรือยังจะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนในตระกูลนี้อย่างที่เคยทำมาตลอดอีกหรือไม่

    2. ใช้เงินประเทศเพื่อประโยชน์ทางคะแนนนิยม ด้วยโครงการประชานิยมสุดโต่ง และไม่เป็นมืออาชีพ

    คำถามคือ คนไทยทั้งประเทศ ยังจะให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันต่อไปอีก…อย่างนั้นหรือ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqNr33Stal5bQaK9NPtr3

  • ปลัดท่องเที่ยวฯสั่งดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังฟีเวอร์ตามรอย “ลิซ่า” ดันยอดเที่ยวพุ่ง | เดลินิวส์

    ปลัดท่องเที่ยวฯสั่งดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังฟีเวอร์ตามรอย “ลิซ่า” ดันยอดเที่ยวพุ่ง | เดลินิวส์

    น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวบริเวณ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ภายหลังเกิดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินไทยระดับโลก “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจากภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆตามรอย Lisa ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่คึกคักอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และสะท้อนพลัง เสน่ห์ไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมั่นใจ ได้สั่งการ ให้เข้มงวดด้านความปลอดภัย คนขับเรือ มาตรฐานเรือชนิดต่างๆ การบริหารจัดการเพื่อนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอนาน และดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดงอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

    น.ส.นัทรียา  กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยัง ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น โดยมอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว กำกับดูแลผู้ประกอบการและการให้บริการด้านต่าง ๆ ไม่ให้มีการโก่งราคาสินค้าและบริการแก่ นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ พร้อมสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่

    ขณะเดียวกัน ได้ให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (กมก.) จัดส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ลงพื้นที่ร่วมอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลในภาพรวม

    น.ส.นัทรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินระดับโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน โดยเฉพาะการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะใช้จังหวะนี้ต่อยอดการสื่อสารเชิงบวก ควบคู่กับการดูแลมาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

    “การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว และเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการจัดระบบตรวจคนเข้าเมืองที่มีความหนาแน่น ซึ่งได้พูดคุยกับ APT และ สตม เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วย “ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    สำหรับทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี นับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดอกบัวบานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน และกำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5534438/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S_DEIq4Rm3vMzQUmq4L0w

  • ก.ท่องเที่ยวสั่งบูรณาการดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังตามรอย”ลิซ่า”ดันยอดเที่ยวพุ่ง : อินโฟเควสท์

    ก.ท่องเที่ยวสั่งบูรณาการดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดงหลังตามรอย”ลิซ่า”ดันยอดเที่ยวพุ่ง : อินโฟเควสท์

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวบริเวณ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ภายหลังเกิดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินไทยระดับโลก “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจากภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆตามรอย Lisa ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่คึกคักอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และสะท้อนพลัง เสหน่ห์ไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมั่นใจ ได้สั่งการ ให้เข้มงวดด้านความปลอดภัย คนขับเรือ มาตรฐานเรือชนิดต่างๆ การบริหารจัดการเพื่อนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอนาน และดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดงอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น โดยมอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว กำกับดูแลผู้ประกอบการและการให้บริการด้านต่าง ๆ ไม่ให้มีการโก่งราคาสินค้าและบริการแก่ นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ พร้อมสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่

    ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (กมก.) จัดส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ลงพื้นที่ร่วมอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลในภาพรวม

    นางสาวนัทรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินระดับโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน โดยเฉพาะการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะใช้จังหวะนี้ต่อยอดการสื่อสารเชิงบวก ควบคู่กับการดูแลมาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

    “การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว และเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการจัดระบบตรวจคนเข้าเมืองที่มีความหนาแน่น ซึ่งได้พูดคุยกับ APT และ สตม เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วย ” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    สำหรับทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี นับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดอกบัวบานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน และกำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/563833&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pqNJ30Cwe3aT3bRD_0BCR