Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยช่วยหาเสียงบ้านเกิดทักษิณขอแรงหนุนทวงเก้าอี้คืน  

    ‘อุ๊งอิ๊ง’ ลุยช่วยหาเสียงบ้านเกิดทักษิณขอแรงหนุนทวงเก้าอี้คืน  

    “อุ๊งอิ๊ง”แพทองธาร ยังลุยช่วยผู้สมัครเพื่อไทยเขต 3 เชียงใหม่ บ้านเกิดบิดา”ทักษิณ” ขอแรงหนุนทวงเก้าอี้คืนร่วมพูดคุยหารือประเด็นการท่องเที่ยวและเดินทักทางผู้ประกอบการประชาชนและนักท่องเที่ยว “แม่กำปอง” ต้อนรับอบอุ่น

    25 ม.ค.  2569 – – นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทยยังลุยช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงในพื้นที่เชียงใหม่บ้านเกิดของครอบครัวหลังลงพื้นที่เขต 1 ในตัวเมืองก็มุ่งตรงสู่เขต 3 บ้านเกิดของบิดาและครอบครัว “ชินวัตร” อ.สันกำแพงและแม่ออน โดยได้มีการประชุมพูดคุยรับฟังข้อเสนอกับกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวและชาวบ้านที่แม่กำปอง แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อด้วยเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมาและมีกำหนดลุยขอเสียงสนับสนุนต่อในวันนี้(25 ม.ค.) ภายใต้การกิจปิ๊กบ้านเฮา จะลงพื้นที่มาพบปะพี่น้องชาวเชียงใหม่ที่กาดหลวงหรือตลาดวโรรส แหล่งสินค้าของฝากย่านธุรกิจเก่าแก่ของเมืองและจุดต่างไปก่อนปิดท้ายย่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่กาดหลัง มช. โดยระหว่างลงพื้นที่มีเสียงตอบรับให้อย่างอบอุ่น ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างให้กำลังใจขอถ่ายรูปทางทีมผู้ช่วยหาเสียงและคณะต่างอ้อนขอคะแนนเพื่อสนับสนุนขอเก้าอี้ สส.กลับมาให้พรรคเพื่อไทยเหมือนเดิมอีกครั้งหลังจากเสียที่นั่งให้กับพรรคก้าวไกลเมื่อปี 2566 ขณะนั้นไปถึง 7 เขต รวมทั้งพื้นที่เขต 3 บ้านเกิดของบิดาด้วย

    ทั้งนี้นางสาวแพทองธารได้ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดียตนเองว่า ลงพื้นที่หมู่บ้านแม่กำปอง กับ พี่ท็อป จักรพล ตั้งสุทธิธรรม เจ้า หมู่บ้านแม่กำปองกับการพัฒนาชุมชนเชิงอนุรักษ์ ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวอย่างเคารพวิถีชุมชนและอย่างยั่งยืนค่ะ สิ่งที่พี่ท็อป อยากผลักดันต่อ คือการต่อยอด OTOP ร่วมกันไปกับการยกระดับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้สินค้ามีคุณภาพขึ้น สวยงามขึ้น ทำตลาดได้มากขึ้น และขายได้ในราคาที่สูงขึ้น ชาวบ้านได้ Upskill Reskill พัฒนาทักษะในทุกระดับ ทำให้แม่กำปองเป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ทุกๆ คนอยากมาท่องเที่ยวกันค่ะ 

    เชียงใหม่เขต 3 ฝากพี่ท็อป เบอร์ 8 ไว้ในอ้อมใจเจ้า พร้อมติดแฮชแท็ก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/vote69/936555/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OZlgxLjXXmAVEkhoPdf1X

  • เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” 3 ภาษาไกด์ส่วนตัวพาเที่ยว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” 3 ภาษาไกด์ส่วนตัวพาเที่ยว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” 3 ภาษาไกด์ส่วนตัวพาเที่ยว

    ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวไทย เมื่อคณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระพรหมวัชรเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราราม มอบหมายให้พระเดชพระคุณ พระวชิรรัตนาภรณ์ ดร. เลขานุการวัด เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างแอปพลิเคชัน “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” เพื่อยกระดับการเยี่ยมชมโบราณสถานให้มีความทันสมัยและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น 

    ล่าสุดแอปพลิเคชัน “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” เปิดให้บริการในระบบภาษาอังกฤษอย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้สามารถชื่นชมความสวยงามของวัดอรุณฯ ได้ผ่านระบบเสมือนจริง 360 องศา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกใช้งานได้ตามความถนัด ไม่ว่าจะเดินทางมาสแกน QR Code เพื่อนำทางภายในวัด หรือจะรับชมจากที่บ้านผ่านสมาร์ทโฟนก็สามารถทำได้สะดวกสบาย 

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    โดยแอปพลิเคชัน “แอพเดียวเที่ยวทั่ววัดอรุณ” กำหนดให้มี 3 ภาษาคือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก สามารถเข้าถึงและเข้าใจประวัติการสร้างของโบราณสถานและโบราณวัตถุต่างๆภายในพระอารามได้โดยละเอียด ปัจจุบันระบบพร้อมให้บริการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ส่วนภาษาจีนกำลังอยู่ในขั้นตอนเร่งพัฒนาให้แล้วเสร็จในเร็ววันนี้
     

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    สำหรับความสำเร็จของระบบภาษาอังกฤษนี้ เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของคณะทำงาน นำโดยอาจารย์ณัฐกาญจน์ ทรัพย์โภค ผู้ประสานงาน และนายนิธิศ สมีเพ็ชร นิสิตชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นผู้ให้เสียงบรรยายภาษาอังกฤษ พร้อมทีมสนับสนุนอย่างนางสาวลลิตวดี ทรัพย์โภค และนางสาวพสธร กมลนาวิน ที่ร่วมกันผลักดันให้แอปพลิเคชันนี้สมบูรณ์พร้อม เพื่อมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่าให้แก่พี่น้องประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างยั่งยืน

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    เที่ยววัดอรุณฯ ง่ายกว่าเดิม เปิดตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/612671&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nPvcIoyeEAKA–U-MuPgS

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะสุดทน ของคนชื่อ ‘กรณ์’

    เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทุกคนได้รู้จักนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาพอสมควรแล้ว วันนี้ตนจะมาประกาศอีกหนึ่งนโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน จะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

    เศรษฐีเงินล้าน 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ พี่น้องเกษตรกร วันนี้เกษตรกร 1.7 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน การที่เราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ทําให้รัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างตรงจุด ทำให้ขาดความสามารถที่จะปรับตัว จากนี้เกษตรกรเพียงแค่ลงทะเบียนก็ได้ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านทุกวัน กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่ คือประชาชนผู้ยื่นภาษี ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิตจากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจก จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

    คนที่ไม่ถูกรางวัล ไม่เสียอะไรเลย แต่ยังได้รับความสะดวกสบายจากระบบใบเสร็จดิจิทัล และมีความหวังรออยู่ทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้าสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรีและจะมีลูกค้ามากขึ้นจากแรงจูงใจจากนโยบายนี้ และเราจะมีฐานข้อมูล ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที แก้ไขได้ตรงจุด

    1) ทันใดนั้นเอง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงนโยบายนี้ อย่างตรงไปตรงมา ว่า…

    “…หลายวันที่ผ่านมา ผมเจอคุณจุลพันธ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    …รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธีการ “สุ่มเลือก” จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

    …ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม

    …เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

    2) ต้องไม่ลืมว่า นายกรณ์ จาติกวณิช คือมือเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่จุดยืนในการ “ใช้เงินประเทศ” ของเขา เน้นความปลอดภัย คุ้มค่า และไม่ประชานิยมอย่างไร้เหตุผล

    เส้นทางชีวิตของกรณ์ ก็ไม่เลื่อนลอย สั่งสมทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ เป็นขั้นเป็นตอน โดยกรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง กรณ์เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    การออกมาแสดงอาการ “สุดทน” ของคนชื่อ “กรณ์” เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังลั่นขึ้น ปลุกคนไทยให้เฝ้าระวัง และ “วิ่งหนี” อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

    3) ยังมี “สัญญาณเตือนภัย” จากฝ่ายวิชาการด้วย นั่นคือ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่า

    ก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใดๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้น ยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย

    สรุป : พรรคเพื่อไทย ยังไม่อยู่ในสภาพที่น่าไว้ใจ ใน 2 มิติ

    1. เป็นอิสระจากการครอบงำโดยตระกูลชินวัตรแล้วหรือยังจะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนในตระกูลนี้อย่างที่เคยทำมาตลอดอีกหรือไม่

    2. ใช้เงินประเทศเพื่อประโยชน์ทางคะแนนนิยม ด้วยโครงการประชานิยมสุดโต่ง และไม่เป็นมืออาชีพ

    คำถามคือ คนไทยทั้งประเทศ ยังจะให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันต่อไปอีก…อย่างนั้นหรือ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqNr33Stal5bQaK9NPtr3

  • สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    มาเก๊าเปิดตัวในงาน TITF 2026 ชวนสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ใหม่ พร้อมความสะดวกด้วยการจ่ายเงินดิจิทัลผ่าน TrueMoney ตอบโจทย์เมืองอัจฉริยะเพื่อคนไทยทุกคน

    การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย เตรียมเปิดตัว “Macao Pavilion” อย่างยิ่งใหญ่ในงาน Thailand International Travel Fair 2026 (TITF #31) ระหว่างวันที่ 22-25 มกราคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

    โดยครั้งนี้มุ่งเน้นการถ่ายทอดภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ผสมผสาน ไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย วัฒนธรรมท้องถิ่น และเทคโนโลยีการเดินทางที่สะดวกสบาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
     

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    เจาะลึกไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมการท่องเที่ยวท้องถิ่น มาเก๊านำเสนอสีสันใหม่ของการเดินทางผ่านย่านท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ย่าน ZAPE / NAPE, ย่าน Three Lamps District และ Northern District 

    สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และเสน่ห์ท้องถิ่นที่แตกต่างจากที่เคยสัมผัส นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอาหารผ่านโซน Taste of Macao Café ที่พร้อมเสิร์ฟเมนูเอกลักษณ์อย่าง ทาร์ตไข่มาเก๊าและชานม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้มาเก๊ากลายเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวทุกเจเนอเรชัน สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    ยกระดับความสะดวกสบายด้วยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ ไฮไลต์สำคัญของการท่องเที่ยวมาเก๊าในปีนี้

    คือการมุ่งเน้น ความสะดวกสบายในรูปแบบดิจิทัล (Smart City) โดยได้ผนึกกำลังกับ TrueMoney พาร์ตเนอร์หลักเพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับการ ชำระเงินดิจิทัลอย่างไร้รอยต่อ ความร่วมมือนี้จะช่วยให้นักท่องเที่ยวไทยสามารถใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวและได้รับสิทธิพิเศษที่มากขึ้นในปี 2569

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายผ่านเทคโนโลยีการเงินที่ทันสมัย

    ดีลพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำ ภายใน Pavilion ยังรวบรวมพันธมิตรทางการท่องเที่ยวระดับโลก อาทิ

    Air Macau, Galaxy Macau Integrated Resort, MGM, SJM Resorts และ Chimelong Resort ที่มาร่วมนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวและโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ พร้อมกิจกรรมสนุกสนานอย่าง Lucky Spin และการปรากฏตัวของมาสคอต “น้องมากมาก” ที่จะมาสร้างสีสันให้กับการสัมผัสประสบการณ์มาเก๊ามุมใหม่ในครั้งนี้

    สัมผัสมาเก๊ามุมใหม่ใน TITF 2026 ชูไลฟ์สไตล์และเมืองอัจฉริยะสุดล้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/lifestyle/736986&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28lT5kRM34HH_s_ZV20fME

  • ‘พรรครักชาติ’ สวมชุด ‘บ่าบ๋า’ ลุยเมืองเก่าภูเก็ต อนุรักษ์วัฒนธรรม-ส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ‘พรรครักชาติ’ สวมชุด ‘บ่าบ๋า’ ลุยเมืองเก่าภูเก็ต อนุรักษ์วัฒนธรรม-ส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    วันที่ 24 ม.ค. 69 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนระหว่างหาเสียง ตลาดเช้า ที่ จ.ภูเก็ต 

    พร้อมด้วยทีมพรรครักชาติ (เบอร์ 35) อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6), นายรวี เลาหพูนรังษี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 7), นายธรรศ พจนประพันธ์ รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 8), นายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) และนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค โดยสวมชุด “บ่าบ๋า” ซึ่งเป็นเครื่องแต่งกายพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูเก็ตและกลุ่มเพอรานากัน เพื่อลงพื้นที่ย่านเมืองเก่า (Phuket Old Town) พบปะพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว

    ซึ่งการแต่งกายของทีมพรรครักชาติครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างสีสัน แต่เป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจของพรรคที่จะ “อนุรักษ์วัฒนธรรม” และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจภูเก็ต โดยทีมพรรครักชาติ ได้เดินเท้าไปตามถนนถลางและซอยรมณีย์ ท่ามกลางตึกเก่าสไตล์ชิโนโปรตุกีส บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในพื้นที่ต่างโบกมือทักทาย ให้การต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม โดยตลอดเส้นทางมีประชาชนและนักท่องเที่ยว เข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่กับทีมงานในชุดบ่าบ๋าอย่างไม่ขาดสาย พร้อมให้กำลังใจ “สู้ ๆ” และเข้ามารับใบปลิวนโยบายด้วยความสนใจ

    ​”วันนี้เราตั้งใจใส่ชุดบ่าบ๋ามา ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อบอกพี่น้องชาวภูเก็ตว่า พรรครักชาติเข้าใจและภูมิใจในรากเหง้าของที่นี่ เราพร้อมที่จะผลักดันภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่ยังคงเสน่ห์ของวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้อย่างสมบูรณ์” นายเจษฎ์ กล่าว

    ทั้งนี้ การลงพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นการปรับกลยุทธ์การหาเสียงเชิงสร้างสรรค์ ที่นอกจากจะเน้นขายนโยบายแล้ว ยังเน้นการเข้าถึงใจคนในท้องถิ่นผ่านวัฒนธรรม หรือ Soft Power ของจังหวัดอีกด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5531756/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mMZu47oNNSvfqJXkROkmN

  • คอลัมน์การเมือง – ภาวะสุดทน ของคนชื่อ ‘กรณ์’

    เมื่อเวลา 19.40 น. วันที่ 23 ม.ค.2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปราศรัยว่า ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาทุกคนได้รู้จักนโยบายของพรรคเพื่อไทยมาพอสมควรแล้ว วันนี้ตนจะมาประกาศอีกหนึ่งนโยบาย “รวยทุกวัน เงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท” และท่านมีโอกาสทุกวัน โดยผู้ได้รับสิทธิ์วันละ 9 คน จะแบ่งเป็น 5 กลุ่ม

    เศรษฐีเงินล้าน 4 คนแรกมาจาก 4 กลุ่มคือ พี่น้องเกษตรกร วันนี้เกษตรกร 1.7 ล้านครัวเรือน ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน การที่เราไม่มีข้อมูลเหล่านี้ ทําให้รัฐบาลไม่สามารถดูแลได้อย่างตรงจุด ทำให้ขาดความสามารถที่จะปรับตัว จากนี้เกษตรกรเพียงแค่ลงทะเบียนก็ได้ลุ้นเป็นเศรษฐีเงินล้านทุกวัน กลุ่มที่สอง คือคนที่เสียสละเพื่อสาธารณประโยชน์ อาทิ อสม. อสส. กลุ่มที่สาม ผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลุ่มที่สี่ คือประชาชนผู้ยื่นภาษี ที่เป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    คนสี่กลุ่มนี้จะได้สุ่มชื่อลุ้นเงินรางวัล 1 ล้านบาททุกวันทุกกลุ่ม กลุ่มละ 1 คน 1 ล้านบาท อีก 5 คนที่ได้ลุ้นเงินล้าน มาจากประชาชนที่จับจ่ายใช้สอย ที่จะได้โบนัสแห่งโอกาสสู่การเปลี่ยนชีวิตจากทุกการใช้จ่ายที่มีใบเสร็จ รัฐบาลจะสุ่มแจก จำนวน 5 คน คนละ 1 ล้านบาท ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

    คนที่ไม่ถูกรางวัล ไม่เสียอะไรเลย แต่ยังได้รับความสะดวกสบายจากระบบใบเสร็จดิจิทัล และมีความหวังรออยู่ทุกวัน ขณะที่ผู้ประกอบการจะได้ยกระดับร้านค้าสู่มาตรฐานสากลด้วยระบบที่รัฐให้บริการฟรีและจะมีลูกค้ามากขึ้นจากแรงจูงใจจากนโยบายนี้ และเราจะมีฐานข้อมูล ของแพงที่ไหนรัฐบาลรู้ทันที แก้ไขได้ตรงจุด

    1) ทันใดนั้นเอง นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ ก็โพสต์เฟซบุ๊ค กล่าวถึงนโยบายนี้ อย่างตรงไปตรงมา ว่า…

    “…หลายวันที่ผ่านมา ผมเจอคุณจุลพันธ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    …รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธีการ “สุ่มเลือก” จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

    …ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม

    …เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

    2) ต้องไม่ลืมว่า นายกรณ์ จาติกวณิช คือมือเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของประเทศไทย ที่จุดยืนในการ “ใช้เงินประเทศ” ของเขา เน้นความปลอดภัย คุ้มค่า และไม่ประชานิยมอย่างไร้เหตุผล

    เส้นทางชีวิตของกรณ์ ก็ไม่เลื่อนลอย สั่งสมทั้งความรู้และประสบการณ์มาอย่างเต็มที่ เป็นขั้นเป็นตอน โดยกรณ์เริ่มต้นเรียนชั้นอนุบาลที่ รร.สมถวิล และ ประถมศึกษาที่ รร.สาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาที่ วินเชสเตอร์ คอลเลจ (Winchester College) สหราชอาณาจักร เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนและกัปตันทีมกีฬา จากนั้นเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีสาขา ปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ (PPE) ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) และจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

    ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง กรณ์เริ่มต้นในภาคการเงิน โดยทำงานที่บริษัท เอส จี วอร์เบิร์ก (S.G. Warburg & Co.) ณ กรุงลอนดอน ต่อมาในวัยเพียง 24 ปี เขาได้ร่วมก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจเอฟ ธนาคม จำกัด และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์ เจพี มอร์แกน (ประเทศไทย) ในช่วงปี 2544 – 2547 ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในปี 2548 ตามคำชักชวนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อนนักเรียนจากสมัยศึกษาที่อังกฤษ

    บทบาททางการเมืองของกรณ์ เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในฐานะ สส.เขตยานนาวา-สาทร พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกเป็น สส. ต่อเนื่องถึง 5 สมัย เขาเป็นขุนพลเศรษฐกิจคนสำคัญและเคยดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2551

    ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือการนำประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Hamburger Crisis) ได้รวดเร็วเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยมาตรการ “ไทยเข้มแข็ง” ความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” (Global Finance Minister of the Year) และ “รัฐมนตรีคลังเอเชียแห่งปี” จากนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times เมื่อปี 2553 ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติยศนี้

    การออกมาแสดงอาการ “สุดทน” ของคนชื่อ “กรณ์” เปรียบเสมือน “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังลั่นขึ้น ปลุกคนไทยให้เฝ้าระวัง และ “วิ่งหนี” อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด

    3) ยังมี “สัญญาณเตือนภัย” จากฝ่ายวิชาการด้วย นั่นคือ รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นเรื่อง “ประชานิยมแบบสิ้นคิด สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ว่า

    ก่อนจะพิจารณานโยบาย “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ในเชิงหลักการ อาจต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทย ในระยะก่อนหน้านี้ควบคู่กันไปด้วย เพราะนโยบายดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากเป็นความต่อเนื่องของแนวคิดทางการเมืองจากที่เคยเสนอนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทแก่ประชาชนทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ซึ่งเป็นนโยบายที่ขาดฐานเหตุผลเชิงโครงสร้าง ใช้งบประมาณมหาศาลโดยไม่เชื่อมโยงกับการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างแท้จริง นอกจากการโฆษณาเพ้อเจ้อว่าจะสามารถสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ 6 รอบ 7 รอบ

    สิ่งที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งก็คือ วันนี้เมื่อมีผู้นำรุ่นใหม่ซึ่งมีภูมิหลังเป็นอาจารย์และนักวิชาการ อันควรจะเป็นที่คาดหวังว่า แนวทางเชิงนโยบายจะมีความรอบคอบ มีหลักคิด และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พอปรากฏ “นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” กลับยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า พรรคนี้มิได้เปลี่ยนแปลงทิศทางทางความคิดแต่อย่างใด หากยังคงยึดติดอยู่กับ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ในรูปแบบที่รุนแรงและไร้ทิศทางยิ่งกว่าเดิม ความเปลี่ยนแปลงเชิงบุคลากร ไม่ได้ช่วยแปรเปลี่ยนนโยบายให้ดีขึ้น หากแต่กลับทำให้ความคาดหวังของสังคมถูกทำลายลงอย่างน่าผิดหวัง

    การที่พรรคเสนอนโยบายแก่สาธารณชน ควรเป็นเวทีแห่งวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาสังคมอย่างมีเหตุผล มีทิศทาง และมีความรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศ ซึ่งการที่พรรคเสนอนโยบายในลักษณะ “สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน” ได้เปิดพื้นที่ให้ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่เรียกว่า “นโยบาย” นั้น ยังตั้งอยู่บนหลักการของนโยบายสาธารณะอยู่หรือไม่ หรือกำลังกลายเป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาดที่อาศัยความหวือหวาแทนเหตุผล

    โดยหลักการนโยบายสาธารณะที่ดี ต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปัญหาสาธารณะ ต้องสามารถอธิบายได้ว่า นโยบายถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาอะไร ลดช่องว่างใดในสังคม หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติใด แต่การ “สุ่มแจกเงิน” โดยไม่อิงฐานของความจำเป็น ความยากจน หรือความเสียเปรียบเชิงโครงสร้างใดๆ กลับตัดขาดนโยบายออกจากบริบทของปัญหาอย่างสิ้นเชิง เงินสาธารณะจึงมิได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบาย หากแต่ถูกลดทอนให้เป็นเพียง “รางวัล” จากการ “เสี่ยงโชค” ภายใต้ตราของรัฐ

    ในแง่นี้ นโยบายลักษณะดังกล่าวจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ซึ่งแตกต่างจาก “ประชานิยม” ในความหมายที่อาจมีความสมเหตุสมผลหรือความชอบธรรมเชิงสังคม เช่น การคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยหรือการขยายบริการสาธารณะ แต่ประชานิยมแบบสิ้นคิดคือการใช้นโยบายเพื่อเร้าอารมณ์และความพึงพอใจเฉพาะหน้า โดยไม่ผ่านกระบวนการไตร่ตรองถึงผลกระทบ ความยั่งยืน และความสอดคล้องกับโครงสร้างปัญหาที่แท้จริง นโยบายสุ่มแจกเงินไม่ใช่การลดความยากจนอย่างเป็นระบบ ไม่ได้เพิ่มศักยภาพการผลิตของประเทศ และไม่ได้สร้างโอกาสใหม่แก่คนส่วนใหญ่ หากแต่สร้าง “ภาพลวงของการเอื้อเฟื้อ” ผ่านทรัพยากรของรัฐ

    ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายเช่นนี้ ยังตั้งคำถามเชิงจริยธรรมต่อการใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะรัฐในระบอบประชาธิปไตยมีหน้าที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อสร้างผู้โชคดีเพียงไม่กี่คนโดยไร้หลักเกณฑ์แห่งความเป็นธรรม

    ในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง แม้จำนวนเงินที่ใช้ในนโยบายดังกล่าวอาจไม่สูงนักเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งประเทศ แต่ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ “มากหรือน้อย” หากอยู่ที่ “คุ้มหรือไม่” และ “ก่อผลทางสังคมอะไร” เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำไปลงทุนในระบบการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการเสริมสร้างระบบสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งให้ผลตอบแทนทางสังคมในระยะยาวสูงกว่าอย่างไม่อาจเปรียบเทียบได้ การเลือกใช้ทรัพยากรเพื่อการ “สุ่มแจก” จึงสะท้อนการจัดสรรทรัพยากรอย่างไร้ประสิทธิภาพในเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาของนโยบายลักษณะนี้มิได้หยุดอยู่เพียงความสิ้นคิดเชิงนโยบาย หากยังขยายไปสู่มิติที่ร้ายแรงยิ่งกว่า นั่นคือ ความเสี่ยงด้านการทุจริตคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง เพราะการ “สุ่มแจก” โดยรัฐมิได้มีหลักเกณฑ์เชิงนโยบายที่ตรวจสอบได้อย่างแท้จริง ย่อมเปิดพื้นที่ให้กระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับประโยชน์ถูกบิดเบือนไปเป็นการจัดสรรให้แก่ “พรรคพวก” หรือ “หัวคะแนน” ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความบังเอิญหรือกระบวนการที่ประชาชนไม่อาจตรวจสอบได้โดยตรง นโยบายเช่นนี้ไม่ได้เพียงใช้งบประมาณอย่างไร้ทิศทาง หากยังเสี่ยงกลายเป็นเครื่องมือแปรทรัพยากรสาธารณะให้เป็นการซื้อเสียงการเมือง

    ประสบการณ์ทางการเมืองไทยมิได้ขาดตัวอย่างในลักษณะนี้ ดังปรากฏมาแล้วในกรณีการแจกจ่าย “ถุงยังชีพ” และสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอดีต ซึ่งหลายพื้นที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักว่า ถุงยังชีพถูกจัดสรรไปเฉพาะเขตของพรรคตน ให้กับหัวคะแนนและชาวบ้านที่เลือกตน มากกว่าผู้เดือดร้อนจริง หากนโยบายสุ่มแจกเงินถูกนำมาใช้ในบริบทเช่นเดียวกัน ย่อมไม่เพียงบั่นทอนหลักความเป็นธรรมและความโปร่งใส หากยังทำลายความไว้วางใจของสังคมต่อรัฐ และทำให้ “นโยบายสาธารณะ” กลายเป็นเพียงเครื่องมือสามานย์ในการสะสมอำนาจทางการเมือง

    นโยบายเช่นนี้ยังส่งสัญญาณที่น่ากังวลต่อสังคม กล่าวคือ มันส่งเสริมจินตนาการว่าความอยู่ดีมีสุขสามารถมาจาก “โชค” มากกว่าจาก “โครงสร้างที่เป็นธรรมและมีโอกาส” และทำให้การเมืองกลายเป็นพื้นที่แข่งขันกันด้านความหวือหวา มากกว่าการแข่งขันกันด้านความสามารถในการแก้ปัญหาสาธารณะอย่างลึกซึ้งและยั่งยืน เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาธิปไตยย่อมถูกบั่นทอน เพราะการตัดสินใจของประชาชนถูกชี้นำด้วยอารมณ์และความคาดหวังระยะสั้น มากกว่าการพิจารณานโยบายบนฐานเหตุผล

    นโยบายสุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน จึงเป็น “ประชานิยมแบบสิ้นคิด” ที่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างความนิยม พร้อมกันนั้น ยังเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนอำนาจและการคอร์รัปชันเชิงระบบ โดยไม่ผูกโยงกับปัญหาสังคม ความเป็นธรรม หรืออนาคตของประเทศ การเมืองที่รับผิดชอบไม่ควรถามว่า “จะทำให้โชคดีเหมือนถูกหวย” หากต้องถามว่า “จะทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่ไม่ต้องหวังพึ่งโชคอีกต่อไป” และนั่นต่างหากคือโจทย์ที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะในระบอบประชาธิปไตย

    สรุป : พรรคเพื่อไทย ยังไม่อยู่ในสภาพที่น่าไว้ใจ ใน 2 มิติ

    1. เป็นอิสระจากการครอบงำโดยตระกูลชินวัตรแล้วหรือยังจะใช้อำนาจทางการเมืองเอื้อประโยชน์แก่คนในตระกูลนี้อย่างที่เคยทำมาตลอดอีกหรือไม่

    2. ใช้เงินประเทศเพื่อประโยชน์ทางคะแนนนิยม ด้วยโครงการประชานิยมสุดโต่ง และไม่เป็นมืออาชีพ

    คำถามคือ คนไทยทั้งประเทศ ยังจะให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันต่อไปอีก…อย่างนั้นหรือ?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/65289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XqNr33Stal5bQaK9NPtr3

  •  ทำไม ชาวต่างชาติถึงชอบอยู่อาศัยในไทย ทำเลไหนยอดนิยมที่สุด

     ทำไม ชาวต่างชาติถึงชอบอยู่อาศัยในไทย ทำเลไหนยอดนิยมที่สุด

     ทำไม ชาวต่างชาติถึงชอบอยู่อาศัยในไทย ทำเลไหนยอดนิยมที่สุด

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปั่นป่วน หลายประเทศประสบปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเมืองร้อนแรงมีการสู้รบ รวมถึงสภาพอากาศไม่อำนวยในบางช่วงโดยเฉพาะฤดูที่หนาวเหน็บ ความรุนแรงของภัยพิบัติ แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว แม้จะเป็นประเทศเล็กในสายตา ประเทศมหาอำนาจแต่มีชัยภูมิที่ดีเยี่ยมโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาสำคัญที่คอยกำบังให้รอดปลอดภัยจากพายุใหญ่

    ที่สำคัญยัง ประเทศไทยตั้งอยู่ใจกลางคาบสมุทรอินโดจีนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีตำแหน่งเป็นศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ของอาเซียน ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างภาคพื้นทวีปและคาบสมุทรทางทะเล มีพรมแดนติดกับเมียนมา สปป.ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านการคมนาคมขนส่ง การค้า และโลจิสติกส์ในภูมิภาค ที่เหมาะทั้งการลงทุน การเชื่อมโยงการค้าการลงทุนทั้งบก น้ำ อากาศ รวมถึงระบบรางที่มีการขยายเส้นทางออกไปในหลายจังหวัดภูมิภาค และเชื่อต่อประเทศเพื่อนบ้าน  

    ขณะเดียวกันประเทศไทยมีความพร้อมทางด้านระบบความปลอดภัย ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์ สนามบินขนาดใหญ่  ระบบขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า โครงข่ายถนน ระบบราง เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดใกล้เคียงและจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกรวดเร็ว  

    ยิ่งกว่านั้นประเทศไทยมีอาหารอร่อย มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ที่น่าสนใจ อีกทั้งค่าครองชีพที่ต่ำ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจำนวนมากหลากหลาย ไม่มีความรุนแรงทางการเมือง สภาพอากาศเย็นสบายไม่มีภัยพิบัติรุนแรง เป็นต้น องค์ประกอบเหล่านี้ส่งผลให้ ชาวต่างชาติให้ความสนใจ เดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยกันมาก

    ต่างชาติกับทำเลอยู่อาศัยในไทย

    โดยเฉพาะ คนทำงานระยะยาว (expats), รีไทร์, ดิจิทัลโนแมด, หรือ ครอบครัวที่ย้ายมาอยู่ไทย มักเลือกอยู่อาศัยในเมืองและทำเลต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์เรื่องไลฟ์สไตล์ ความสะดวกสบาย การเชื่อมต่อการเดินทาง และชุมชนต่างชาติที่เข้ากันได้ง่าย นี่คือทำเลยอดนิยมในไทยที่ต่างชาติชอบอยู่กัน

    กรุงเทพฯ – เมืองยอดนิยมที่สุดของต่างชาติ

     สุขุมวิท (Sukhumvit)

    • ย่านหลักที่ชาวต่างชาติมาอยู่เยอะที่สุดในกรุงเทพฯ
    • มีร้านอาหารนานาชาติ คาเฟ่ บาร์ ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ทำงาน
    • BTS/MRT เดินทางสะดวก เหมาะสำหรับคนทำงานและดิจิทัลโนแมด 

    ทองหล่อและพร้อมพงษ์ (Thonglor & Phrom Phong)

    • ย่านหรูสำหรับคนต่างชาติ ชาวญี่ปุ่น เกาหลี และยุโรป
    • ชุมชนค่อนข้างเป็นสากล ร้านอาหารชั้นนำ บาร์ และโซเชียลไลฟ์สไตล์เต็มไปหมด 

    เอกมัย  (Ekkamai)

    • ใกล้กับ Thonglor แต่ราคาย่อมกว่าเล็กน้อย
    • มีร้านกาแฟ สถานที่ทำงานร่วม และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ 

    สาทร – สีลม (Sathorn – Silom)

    • โซนย่านธุรกิจ เหมาะสำหรับผู้บริหารและคนทำงาน
    • ใกล้สำนักงาน บริษัทข้ามชาติ และสถานฑูตต่าง ๆ 

    อารีย์ (Ari)

    ย่านสุดฮิปใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนพหลโยธิน (ช่วงซอยพหลโยธิน 5-7) แขวงพญาไท/สามเสนใน เขตพญาไท เดินทางสะดวกด้วย BTS อารีย์ เป็นแหล่งรวมคาเฟ่ ร้านอาหารสตรีทฟู้ด ออฟฟิศสำนักงาน และที่อยู่อาศัยที่ผสมผสานความเก่าแก่และความทันสมัย ขึ้นชื่อเรื่องทำเลน่าอยู่และมีความร่มรื่น 

    • ย่านเงียบสงบ มีคาเฟ่เก๋ ๆ ตลาดท้องถิ่น และชุมชนที่อบอุ่น
    • เหมาะกับคนต่างชาติที่อยากได้ความสงบแต่ยังอยู่ใจกลางเมือง 

    อโศก  (Asok)

    • จุดเชื่อม BTS และ MRT เหมาะสำหรับคนที่อยากเดินทางสะดวกทั่วเมือง 

     บางนา -กรุงธุนบุรี (Bang Na / Krung Thonburi)

    • เหมาะสำหรับครอบครัวและผู้ที่อยากได้พื้นที่มากกว่าและราคาที่ไม่สูงเกินไป 

    ต่างจังหวัด ภูเขา-เมืองชายทะเล & เกาะ – ไลฟ์สไตล์สบาย ๆ

     เชียงใหม่ (Chiang Mai)

    • เมืองภาคเหนือมีบรรยากาศเงียบสงบ อาหารดี และชุมชน expat ที่อบอุ่น
    • ย่าน นิมมานเหมินทร์ (Nimman) มีคาเฟ่ coworking และกิจกรรมสำหรับชาวต่างชาติ 

     เกาะสมุย (Koh Samui)

    • เป็นจุดที่ดึงดูดทั้งดิจิทัลโนแมดและผู้ที่ต้องการอยู่แบบสบายริมทะเล
    • มีโรงเรียนนานาชาติ สนามบิน และบริการพื้นฐานครบ 

     ภูเก็ต (Phuket) & พัทยา (Pattaya)

    • เหมาะกับคนที่อยากได้ทั้งชายหาดและสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัย
    • พัทยาโดยเฉพาะโซน Jomtien ก็เป็นจุดที่ชาวต่างชาติเข้าอยู่อาศัยมากขึ้น 

     หัวหิน (Hua Hin)

    • เมืองชายทะเลที่เงียบสงบและเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มรีไทร์ 

    เมืองรองที่ต่างชาติเริ่มสนใจ

    นอกเหนือจากเมืองใหญ่แล้ว ยังมีเมืองอื่น ๆ ที่ชาวต่างชาติชอบอยู่เพราะค่าครองชีพไม่สูงและวิถีชีวิตช้าลง เช่น

    • เชียงราย – วิถีชีวิตเงียบสงบ เหมาะกับผู้พักอาศัยระยะยาว 
    • ขอนแก่น / อุดรธานี – เมืองภาคอีสานที่ชุมชนอบอุ่นและราคาที่พักไม่สูง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/649795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EkJju7aaFqbS9egCJN7B9

  • รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

    รถเมล์ไฟฟ้าเชียงรายมาแน่! กรีนบัสจัดหนักตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม ดีเดย์ ก.ค. 69 เส้นทางแม่สาย

    กรีนบัสรุกคืบ “รถเมล์ไฟฟ้า EV” เชียงราย–แม่สาย ดีเดย์ ก.ค. 2569 ชู “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” พร้อมปั้นสถานีชาร์จ 24 ชม. หนุนเศรษฐกิจชายแดน ลดแรงกดดัน PM2.5

    เชียงราย, 24 มกราคม 2569 – หาก “ฝุ่น” คือภาษาที่เมืองเหนือถูกบังคับให้พูดทุกฤดูกาล การขยับตัวของระบบขนส่งสาธารณะจึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็น “นโยบายคุณภาพชีวิต” ที่คนเมืองสัมผัสได้จริงตั้งแต่หน้าป้ายรถเมล์ไปจนถึงรายจ่ายรายเดือนของครัวเรือน โดยล่าสุด บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ประกาศแผนยุทธศาสตร์ Green Mobility เตรียมเปิดให้บริการ รถโดยสารไฟฟ้า (EV Bus) บนเส้นทางเศรษฐกิจ เชียงราย–แม่สาย ภายใน เดือนกรกฎาคม 2569 พร้อมแนวคิด “ตั๋วเดือน” ที่ตั้งเป้าให้ ราคาเฉลี่ยต่อเที่ยวเท่ากับรถพัดลมเดิม เพื่อไม่เพิ่มภาระค่าครองชีพของคนท้องถิ่น

    ในเชิงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลกชี้ชัดว่า มลพิษอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) เชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจและหัวใจหลอดเลือด ซึ่งทำให้แนวคิด “ลดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดในเมือง” ถูกยกขึ้นเป็นวาระในหลายประเทศ.

    อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ EV Bus ยังไม่ใช่เส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องตอบให้ได้ทั้ง “ความคุ้มค่า” “ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานชาร์จไฟ” และ “มาตรฐานบริการ” ที่ผู้โดยสารคาดหวังโดยเฉพาะเส้นทางชายแดนอย่างแม่สายที่พ่วงนัยเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ข้ามแดนอย่างแยกไม่ออก

    ดีเดย์ “เชียงราย–แม่สาย” เส้นทางเศรษฐกิจสู่ EV Bus เปลี่ยนรถ เปลี่ยนประสบการณ์เดินทาง

    นายกฤษฏิภาชย์ ทองคำคูณ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท คำพรพัฒนา จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรีนแคปปิตอล จำกัด ระบุว่า บริษัทมีแผนจัดซื้อรถโดยสารไฟฟ้า ขนาด 8 เมตร ประมาณ 20 กว่าที่นั่ง เพื่อทดแทนรถโดยสารแบบพัดลมเดิมในเส้นทาง เชียงราย–แม่สาย โดยคาดว่าจะได้รับมอบรถช่วง มิถุนายน–กรกฎาคม และเริ่มให้บริการภายใน กรกฎาคม 2569

    ประเด็นที่สะท้อน “การออกแบบบริการ” มากกว่า “การเปลี่ยนเครื่องยนต์” คือ ผู้บริหารชี้ว่า EV Bus ไม่สามารถทำเป็น “รถพัดลม” ได้ เนื่องจากช่องเก็บแบตเตอรี่จำเป็นต้องมี ระบบหล่อเย็น ส่งผลให้รถต้องติดตั้ง ระบบปรับอากาศ เพื่อรักษาเสถียรภาพของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน ซึ่งในทางกลับกันทำให้ผู้โดยสารจะได้ใช้บริการรถที่ “ทันสมัยกว่าเดิม” โดยอัตโนมัติ

     “ตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลม” กลไกสำคัญลดแรงเสียดทานการเปลี่ยนผ่าน

    หากมองจากประสบการณ์ประเทศต่าง ๆ การเปลี่ยนระบบขนส่งให้สะอาดขึ้นมักติดกับดักเดียวกันคือ “ต้นทุนสูงขึ้นแล้วผลักไปที่ค่าโดยสาร” จนคนรายได้น้อยถูกตัดออกจากระบบ แต่กรณีนี้ กรีนแคปปิตอลเลือกวางโจทย์แบบกลับหัว ให้เทคโนโลยีใหม่ “เข้าหาคน” มากกว่าบังคับให้คน “ไล่ตามเทคโนโลยี”

    นายกฤษฏิภาชย์ระบุว่า บริษัทจะทำ ตั๋วเดือนสำหรับผู้เดินทางประจำทุกวัน และตั้งเป้าว่าเมื่อเฉลี่ยเป็นรายเที่ยวแล้ว จะมีราคาใกล้เคียงรถพัดลมเดิม เพราะ “ต้องให้บริการตรงกับความต้องการของคนจังหวัดเชียงรายเป็นหลัก”

    ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการลด “ค่าเปลี่ยนผ่าน” (Switching Cost) ของผู้ใช้บริการ ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออัตราการยอมรับ (Adoption) หากทำได้จริง EV Bus จะไม่ใช่บริการพรีเมียมเฉพาะกลุ่ม แต่เป็น “มาตรฐานใหม่” ที่คนทำงาน นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุเข้าถึงได้

    โครงสร้างพื้นฐานคู่ขนาน สถานีชาร์จ “Fair Super Charge” เปิด 24 ชม. ให้ประชาชนใช้ได้

    อีกหัวใจที่ขาดไม่ได้คือ “สถานีชาร์จ” เพราะต่อให้มีรถดีแค่ไหน หากชาร์จไม่สะดวกหรือค่าไฟแพงเกิน ระบบก็วิ่งไม่ยั่งยืน ผู้บริหารระบุว่า บริษัทเตรียมขยายสถานีชาร์จมายังเชียงราย โดยจะเปิดให้ รถยนต์ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป เข้าใช้บริการได้ ตลอด 24 ชั่วโมง คล้ายโมเดลที่ทำในจังหวัดเชียงใหม่ และคาดว่าค่าบริการจะอยู่ราว 6 บาทกว่าต่อหน่วย

    ด้านข้อมูลอัตราค่าบริการชาร์จในตลาดไทย พบว่าเครือข่ายบางรายมีการประกาศอัตราแบบแยกช่วงเวลา (On-peak/Off-peak) และแยกประเภทหัวชาร์จ ซึ่งช่วยสะท้อน “เพดานความเป็นไปได้” ของราคาที่ผู้ใช้ยอมรับ.

    นอกจากนี้ นายกฤษฏิภาชย์ให้เหตุผลเชิงต้นทุนว่า ราคาไฟฟ้าเท่ากันทั่วประเทศ ต่างจากราคาน้ำมันดีเซลที่พื้นที่ปลายทางอย่างอำเภอชายแดนอาจมีต้นทุนขนส่งสูงกว่า และมองว่าแม่สายเป็นพื้นที่ที่ราคาดีเซล “แพงมาก” เมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น

    เศรษฐกิจชายแดน ท่องเที่ยว เส้นทางระยะไกล ทำไม “แม่สาย” จึงเป็นสนามจริงของ Green Mobility

    เส้นทางเชียงราย–แม่สายไม่ใช่แค่เส้นทางประจำวันของคนทำงาน แต่เป็น “เส้นเลือดเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมกิจกรรมการค้า การเดินทาง และการท่องเที่ยวชายแดน หากระบบขนส่งสาธารณะมีต้นทุนพลังงานที่เสถียรกว่าและภาพลักษณ์ที่ “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” มากกว่า ก็อาจเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเมืองปลายทางได้ในทางอ้อม

    ผู้บริหารยังอธิบายภาพรวมเครือข่ายว่า บริษัทมองเส้นทางในภาพ “ภาคเหนือเชื่อมภาคใต้” และยกตัวอย่างเส้นทาง เชียงราย–ภูเก็ต รวมถึงเส้นทางเชื่อมภาคอีสานตอนบน โดยระบุว่าเป็น “รูตสำคัญของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” ที่เดินทางเป็นวงรอบ (ลงกรุงเทพฯ พัทยา อีสาน ขึ้นเหนือ ลงใต้ บินกลับ) และย้ำว่าหลังจากเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาที่เชียงราย

    อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ บริษัทอ้างอิงสถิติภายในว่า สัดส่วนผู้โดยสารชาวต่างชาติ เพิ่มจาก 5% ในปี 2567 เป็น 15% ในปี 2568 ซึ่งสะท้อนว่าความต้องการเดินทางของต่างชาติในเส้นทางเชื่อมภูมิภาค “เริ่มยกระดับ” และต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานมากขึ้น

    ในระดับมหภาค ภาพรวมการท่องเที่ยวขาเข้าต้นปี 2569 ยังมีความผันผวน โดยมีรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เผยแพร่ผ่านช่องทางหน่วยงานด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุข้อมูลเชิงสัปดาห์/สะสมช่วงต้นปี ซึ่งชี้ว่าตลาดหลักอย่างจีนยังคงมีบทบาทสูง.

    แคมเปญ “ส่วนลดร้านค้า ที่พัก” และแนวคิด “Green Park” ทำให้รถเมล์ไม่ใช่แค่รถเมล์

    แผนงานที่น่าจับตาคือ บริษัทเตรียมทำแคมเปญร่วมกับร้านค้าและที่พักในเชียงราย เพื่อมอบส่วนลดให้ผู้โดยสาร EV Bus โดยมีเป้าหมายชัดคือ “ดึงนักท่องเที่ยวให้ใช้จ่ายในพื้นที่มากขึ้น” ซึ่งหากออกแบบได้เหมาะสม จะทำให้ขนส่งสาธารณะกลายเป็น “แพลตฟอร์มการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น” ไม่ใช่เพียงบริการเดินทาง

    ขณะเดียวกัน ผู้บริหารกล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่สถานี/ศูนย์บริการให้เป็น Green Park เพื่อรองรับทั้งคนเชียงรายและผู้เดินทางจากต่างถิ่น/ต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่า “สถานีขนส่ง” อาจถูกยกระดับเป็น “ประตูเมือง” (Gateway) ที่ทำหน้าที่มากกว่าจุดรอรถ

    ปมท้าทายที่ต้องจับตา ต้นทุนลงทุน ความพร้อมไฟฟ้า มาตรฐานบริการ ความเป็นธรรม

    เพื่อให้ข่าวอยู่บนความเป็นกลางตามมาตรฐานวิชาชีพ จำเป็นต้องชี้ปัจจัยเสี่ยงและเงื่อนไขความสำเร็จควบคู่กันไป ได้แก่

    1. ต้นทุนลงทุนและการซ่อมบำรุง
      EV Bus ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่า (ตัวรถ ระบบชาร์จ การฝึกอบรมช่าง อะไหล่เฉพาะทาง) ความสำเร็จจึงผูกกับ “อัตราการใช้บริการจริง” และ “การบริหารรอบวิ่ง/รอบชาร์จ” ให้คุ้ม
    2. ความน่าเชื่อถือของบริการ (Reliability)
      ผู้โดยสารจะยอมเปลี่ยนพฤติกรรมต่อเมื่อรถมา “ตรงเวลา” วิ่ง “สม่ำเสมอ” และมีแผนสำรองเมื่อระบบชาร์จหรือแบตเตอรี่มีปัญหา
    3. โครงข่ายชาร์จและราคาค่าไฟ
      แม้ผู้ประกอบการตั้งเป้าค่าบริการชาร์จราว 6 บาท/หน่วย แต่ตลาดมีความหลากหลายด้านอัตราค่าบริการตามประเภทหัวชาร์จและช่วงเวลา ดังนั้น “ต้นทุนจริงต่อกิโลเมตร” ต้องติดตามจากการปฏิบัติการจริง.
    4. ความเป็นธรรมด้านค่าโดยสารและการเข้าถึง
      แนวคิดตั๋วเดือนราคาเท่ารถพัดลมเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ต้องดูรายละเอียด เช่น เงื่อนไขการใช้งาน การครอบคลุมกลุ่มนักเรียน/ผู้สูงอายุ และความชัดเจนเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำใหม่
    5. ผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
      ประเด็นลด PM2.5 เป็นเป้าหมายเชิงสังคมที่ใหญ่ แต่การวัดผลต้องอาศัยข้อมูลหลายมิติ ทั้งแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาในที่โล่ง/ไฟป่า/คมนาคม และข้อมูลสุขภาพประชาชน ซึ่ง WHO ย้ำว่า PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพ.

     “รถเมล์ไฟฟ้า” คือการลงทุนในเวลาของคน และลมหายใจของเมือง

    ในภาพใหญ่ ดีเดย์ EV Bus เส้นทางเชียงราย–แม่สาย ไม่ใช่แค่การเพิ่มรถรุ่นใหม่ แต่คือการทดสอบว่า “เมืองชายแดน” จะยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านขนส่งสาธารณะได้จริงเพียงใด โดยยุทธศาสตร์สำคัญที่บริษัทพยายามชู คือ (1) ทำให้เทคโนโลยีใหม่ไม่แพงขึ้นสำหรับคนท้องถิ่นผ่านตั๋วเดือน (2) สร้างโครงสร้างพื้นฐานชาร์จที่ประชาชนใช้ได้ 24 ชั่วโมง และ (3) ผูกขนส่งเข้ากับเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านแคมเปญร้านค้า ที่พักและแนวคิด Green Park

    หากทำได้ตามที่ประกาศ นี่อาจเป็นโมเดลที่ส่งสัญญาณไปยังอำเภอเศรษฐกิจอื่นของเชียงรายว่า “การลดมลพิษและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง” ไม่จำเป็นต้องเป็นภาระทางการเงินของประชาชนเสมอไป แต่ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายค่าโดยสาร การจัดการต้นทุนพลังงาน และการบริการที่รักษามาตรฐานได้จริงในชีวิตประจำวัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/greenbus-chiang-rai-maesai-ev-bus/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OCQFhP1iInadz68zzBtn3

  • “ราเชน” ประกาศยืนเดี่ยว ไม่พึ่งทุนเทา ดันเงินทุนเจ้าบ้าน 36,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “ราเชน” ประกาศยืนเดี่ยว ไม่พึ่งทุนเทา ดันเงินทุนเจ้าบ้าน 36,000 บาท ปลุกเศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “ราเชน” หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ยื่นคำขาดกลางสมรภูมิเลือกตั้ง! ชูนโยบาย “เงินทุนเจ้าบ้าน 36,000 บาท” ปลุกเศรษฐกิจฐานราก ลั่นหากรัฐบาลไม่บรรจุนโยบาย พร้อมนำทีมเป็นฝ่ายค้านทันที ไม่สนโควตารัฐมนตรี

    ราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรค พรรคทางเลือกใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนและตัวตนของพรรคว่า พรรคทางเลือกใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ภายหลังสถานการณ์การเข้ายึดอำนาจของ คสช. ซึ่งทำให้การเมืองไทยวนอยู่กับภาพเดิมซ้ำ ๆ

    ราเชนระบุว่า ประเทศไทยควรมี “ทางเลือกใหม่” ให้ประชาชนได้ตัดสินใจเพิ่มขึ้น โดยพรรคยึดหลักรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน และกล้าคิด กล้านำ กล้าทำอย่างเป็นรูปธรรม

    เขาย้ำว่า พรรคทางเลือกใหม่ยืนอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ด้วยจุดยืนของการเป็นพรรคจิตอาสา ที่ลงไปเติมเต็มและแก้ปัญหาในพื้นที่จริง พร้อมประกาศจุดยืนว่า พรรคไม่มี “ทุนเทา ทุนดำ หรือทุนสามานย์” แต่มีทุนสำคัญคือพลังจิตอาสาและสติปัญญาของสมาชิก

    ราเชนกล่าวว่า การเติบโตของพรรคเป็นการเติบโตแบบออร์แกนิก ไม่ได้ซื้อสมาชิก โดยจากเดิมมีสมาชิกประมาณ 14,000 คนในปี 2566 ปัจจุบันเพิ่มเป็นกว่า 30,000 คน และมีสาขาพรรคเพิ่มจาก 15 สาขา เป็น 25 สาขาทั่วประเทศ

    สำหรับนโยบายหลัก ราเชนชูนโยบาย “เงินทุนเจ้าบ้าน” วงเงิน 36,000 บาท ที่ประชาชนทุกครัวเรือนสามารถเข้าถึงได้ พร้อมประกาศจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าพรรคจะได้จำนวน ส.ส. มากน้อยเพียงใด หากนโยบายนี้ไม่ถูกบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาล พรรคทางเลือกใหม่พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านทันที

    “วันนี้เศรษฐกิจไม่ดี ร้านค้า ตลาดนัด ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน คำถามคือ ถ้าเงิน 36,000 บาทกระจายไปทั่วประเทศพร้อมกัน เศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ ประชาชนตัดสินใจได้ด้วยวิจารณญาณของตัวเอง” ราเชนกล่าว

    ราเชนยังฝากถึงประชาชนทั่วประเทศว่า วันนี้ประเทศไทยมีทางเลือกใหม่แล้ว หากจะเลือก ขอให้เลือกพรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 โดยย้ำว่านโยบายทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อพรรคหรือเพื่อตัวบุคคล

    “การกากบาทครั้งนี้ คือโอกาสให้เจ้าบ้านไทยทุกครัวเรือนได้มีเงิน 36,000 บาท พรรคทางเลือกใหม่ กล้าคิด กล้านำ ทำจริง เบอร์ 10” ราเชนกล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1465819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01c2waaXBpAdsuL62crOV9

  • ‘อภิสิทธิ์’ บุกหาเสียงย่านร่มเกล้า-มีนบุรี ชี้ประชาชนกังวลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแล้วเงียบ | เดลินิวส์

    ‘อภิสิทธิ์’ บุกหาเสียงย่านร่มเกล้า-มีนบุรี ชี้ประชาชนกังวลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแล้วเงียบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 ม.ค. เวลา 07.00 น. ที่ ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วยนายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัครสส.กทม. เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคัก บางคนกล่าวสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ และให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ และผู้สมัครของพรรคให้ได้เข้าสภาฯ

    จากนั้น นายอภิสิทธิ์และคณะได้เดินพบปะประชาชนที่มาออกกำลังกายในสวนสาธารณะ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มีแฟนคลับชมรมร้องเพลงในสวน ตะโกนว่า อภิสิทธิ์มาแล้ว ,คนดีของสังคมกลับมา พร้อมขอถ่ายรูปกันยกใหญ่ นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์คณะยังได้สักการะ ศาลท่านท้าวมหาพรหมร่มเกล้า และไหว้ศาลแม่สไบทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

    ต่อมา นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังตลาดมีนบุรีเพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ช่วยน.ส. กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.เขต 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง) เบอร์ 11 ครอบคลุมพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านเสียงตามสายในตลาดให้ประชาชนรับฟังด้วย

    โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ต้องขอบคุณประชาชนที่มาให้การต้อนรับอย่างดี และขอบคุณทุกความสัมพันธ์ที่มีระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ และคนที่นี่มาตลอด

    เมื่อถามว่าทำให้มีความมั่นใจในพื้นที่กรุงเทพฯ มากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นกำลังใจให้เราต้องเดินหน้าทำงานหนักเพราะช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็จะมีการนำเสนอประเด็นในลักษณะที่อาจจะคิดว่ามาเร้าใจ แต่อยากจะย้ำกับประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาส ที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากครั้งที่ผ่านๆมา พอช่วงสุดท้ายหลายครั้งจะมีเรื่องของกระแสหรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้เราลืมว่า การเลือกตั้งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศแบบยั่งยืนได้ ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว

    ”วันนี้มาเดินตลาด ทั้งเจ้าของตลาด และแม่ค้าก็พูดตรงกันว่าการกระตุ้นทั้งหลาย ก็ได้ระยะสั้นจริงๆ พอจบไป ก็กลับมาสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้าย ทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่าสัปดาห์หน้า นายอภิสิทธิ์จะไปลงพื้นที่ภาคใต้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าว ใช่ เพราะไม่ได้ไปมาสักพักหนึ่งแล้ว ตนจึงจะไป จ.สุราษฎร์ธานีและชุมพรในวันที่ 26 ม.ค.นี้ จากนั้นจะไปยังจ.นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง และตรัง ในช่วงต้นเดือน ก.พ.นี้ โดยเป็นการไปพบปะกับประชาชนที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อย่างดีตลอดมา

    ต่อข้อถามว่าสนามในภาคใต้มีการต่อสู้กันหนัก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คราวที่แล้วก็มีการพูดกันว่าหนักหน่วงมาก แต่เที่ยวนี้ดูประชาชนเข้มแข็งขึ้น ในการที่จะตอบทุกเวทีที่เราปราศรัย เราก็ย้ำประชาชนอย่าไปเลือกคนที่ซื้อเสียง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5533772/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZGJxOzYSZhbvLANdO4727