Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • สมุทรสงคราม///กระทบลูกโซ่พิษสร้างถนนพระราม2ทำตลาดสด-ท่องเที่ยวซบเซา ผู้ประกอบการลั่น “ไม่ต้องสร้างก็ได้” | TOPNEWS

    ผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดที่พลอยขายของไม่ได้ตามไปด้วย
    สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการปิดถนนนานถึง 2 เดือนนั้น นายภาณุมาศฝากคำถามถึงรัฐบาลว่าหากเป็นเช่นนั้นจะมีมาตรการชดเชยเยียวยาให้กับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างไร หรือจะสามารถบริหารจัดการเปิดช่องทางจราจรให้รถพอวิ่งได้บ้างหรือไม่ แทนที่จะปิดถนนหลักทั้งหมดจนการเดินทางลำบาก

    จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน เพื่อลดความกังวลและความเดือดร้อนในการทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายถึงโครงการก่อสร้างในอนาคตว่า สำหรับเฟส 3 นั้นไม่ต้องสร้างก็ได้ เพราะลำพังการก่อสร้างเฟส 2 ก็สร้างความเดือดร้อนมากพอแล้ว หากมีเฟส 3 ตามมาอีก ตนคงต้องปิดกิจการหรือย้ายร้านหนีเพราะแบกรับภาระไม่ไหว

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวท็อปนิวทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1466549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W4u3KMGHmGF1X5N8fFeDT

  • ยุโรป-อินเดียเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์

    ยุโรป-อินเดียเตรียมลงนามข้อตกลงการค้าเสรีครั้งประวัติศาสตร์

    อันโตนิโอ คอสตา ประธานสภายุโรปเดินทางถึงนิวเดลีเมื่อวันอาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและอินเดีย หลังจากการเจรจาที่ดำเนินมาเกือบ 2 ทศวรรษระหว่างสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ

    คอสตา และ อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป จะเป็นแขกสำคัญในพิธีวันสาธารณรัฐของอินเดียที่นิวเดลีในวันจันทร์ ก่อนการประชุมสุดยอด อียู-อินเดีย ครั้งที่ 16 ในวันอังคาร ซึ่งคาดว่าจะได้บรรลุข้อตกลงที่เรียกกันว่า “แม่ของดีลทั้งหมด”

    อินเดียพร้อมก้าวสู่เศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก

    อินเดียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก กำลังจะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปีนี้ ตามการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ

    สหภาพยุโรปมองอินเดียเป็นตลาดสำคัญสำหรับอนาคต ในขณะที่นิวเดลีมองสหภาพยุโรปเป็นแหล่งเทคโนโลยีและการลงทุนที่จำเป็นเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานและสร้างงานหลายล้านตำแหน่งให้กับประชาชน

    มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นกว้างขวาง

    ฟอน แดร์ ไลเอินกล่าวก่อนการประชุมสุดยอดว่า “เรากำลังอยู่ในจุดสำคัญของข้อตกลงการค้าประวัติศาสตร์” การค้าสินค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 120,000 ล้านยูโร ในปี 2024 เพิ่มขึ้นเกือบ 90% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมการค้าบริการมูลค่า 60,000 ล้านยูโร

    จุดสำคัญของการเจรจา

    ข้อตกลงนี้จะเป็นชัยชนะสำคัญสำหรับทั้งบรัสเซลส์และนิวเดลี ขณะที่ทั้งสองฝ่ายแสวงหาตลาดใหม่ท่ามกลางภาษีศุลกากรสหรัฐฯ และการควบคุมการส่งออกของจีน

    คาจา คัลลัส นักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป กล่าวเมื่อวันพุธว่า “สหภาพยุโรปและอินเดียกำลังเข้าใกล้กันมากขึ้นในช่วงเวลาที่ระเบียบโลกที่อิงตามกฎหมายกำลังถูกกดดันอย่างไม่เคยมีมาก่อน จากสงคราม การบีบบังคับ และการแตกแยกทางเศรษฐกิจ”

    การเจรจายังคงดำเนินต่อไป โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นปัญหาเฉพาะ รวมถึงผลกระทบของภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรปต่อการส่งออกเหล็ก และมาตรฐานความปลอดภัยและคุณภาพในภาคยาและยานยนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/eu-council-president-india-historic-trade-deal-2025&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h5eyR6cCWMCB6J6ZTqvEt

  • นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ทุน’ดาต้าเซนเตอร์-เอไอ’ เข้าไทย หนุนจีดีพีวงแคบ ซ้ำผันเงินไหลออก

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ ทุน’ดาต้าเซนเตอร์-เอไอ’ เข้าไทย หนุนจีดีพีวงแคบ ซ้ำผันเงินไหลออก

    ท่ามกลางกระแสการโยกย้ายฐานการลงทุนด้าน “เทคโนโลยีดิจิทัล” ของโลกนั้น “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นหมุดหมายสำคัญที่กำลังก้าวเข้าสู่ระลอกใหม่ของ “การลงทุน” ทั้งด้าน “ศูนย์ข้อมูล” (Data Center) , “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) และ Cloud ซึ่งถูกจับตาในฐานะ “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะต่อไป

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มเห็น “กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ชั้นนำ” ของไทย มีการเข้าไปลงทุนเกี่ยวกับ ดาต้าเซนเตอร์ , เอไอ หรือระบบคลาวด์ มากขึ้น

    สะท้อนว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับระลอก (Wave) ของการลงทุนจากต่างประเทศในด้านนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักเกิดจากการที่ศูนย์ข้อมูลในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง “สิงคโปร์ และมาเลเซีย” เริ่มมีความหนาแน่นจนเต็มขีดความสามารถ ทำให้เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไหลเข้าสู่ประเทศไทยแทน

    อีกทั้งประเทศไทยเองมี “จุดแข็ง” ที่ดึงดูดนักลงทุนจาก “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มีความพร้อม ซึ่งมีความจำเป็นต่อ “ดาต้าเซนเตอร์” ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำที่เพียงพอ และที่สำคัญคือ “พลังงานสะอาด” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของ “เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ” ในการตัดสินใจเลือกฐานที่ตั้งในไทย

    “วันนี้ไทยอาจไม่ได้เน้นการพัฒนา AI ในระดับ High-end เหมือนกับจีน แต่เราจะอยู่ในระดับกลางโดยเน้นไปที่การเชื่อมโยงกับระบบของจีนเพื่อสนับสนุนในด้านการปฏิบัติงานมากกว่า ซึ่งถือว่าไทยเป็นตัวสนับสนุนที่สำคัญ และมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีในห่วงโซ่นี้”

    • เม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบ ศก.ไทยจำกัด

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าจากโครงการลงทุนที่เอื้อให้ไทย “ขายที่ดิน” และ “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI) เพิ่มขึ้นในช่วงแรก แต่เงินเหล่านี้อาจยังไม่สะพัดเข้าสู่ระบบ “เศรษฐกิจไทย” อย่างเต็มที่ในทันที

    เนื่องจากโครงการก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นลักษณะ High Import Content หรือมีการนำเข้าวัสดุอุปกรณ์สูง และมักใช้บริษัทก่อสร้างรวมถึงวิศวกรจากประเทศจีนเป็นหลัก ทำให้เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลกลับไปยังประเทศต้นทางมากกว่าจะกระจายสู่ธุรกิจท้องถิ่น

    “วันนี้เราจะได้ประโยชน์เพียงจากการขายทรัพยากรพื้นฐาน เช่น น้ำ ไฟ หรือ ที่ดิน แต่ในส่วนของการก่อสร้างเราแทบไม่ได้อะไรเลย เพราะแม้แต่หิน ปูน ทราย หรือแผ่นพรีคาสท์ก็นำเข้ามาจากจีน ดังนั้น ไทยต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานแต่ต้องเกิด Technology Transfer ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ได้ เราต้องหาจุดยืนให้เจอว่าในจิ๊กซอว์เทคโนโลยีนี้ ไทยจะอยู่ตรงไหนที่ไม่ใช่แค่คนขายอินเทอร์เน็ต หรือพื้นที่ฝากข้อมูล สิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งทำคือ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการเชื่อมโยงอุตสาหกรรม เพื่อให้คนไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยี AI และดิจิทัลเหล่านี้”

    • ไทยได้ประโยชน์จำกัด-สุดท้ายเงินไหลออก

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า แม้จะเริ่มเห็นโครงการขนาดใหญ่เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น แต่มองว่าประเทศไทยอาจจะได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ หากไม่มีการวางแผนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างแท้จริง

    เนื่องจากเงินลงทุนส่วนใหญ่ในปัจจุบันเน้นไปที่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ซึ่งหากมีการลงทุนในไทยประมาณ “หนึ่งหมื่นล้านบาท” พบว่าอย่างน้อย 80-90% เป็นการนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศ (Import Content) เช่น การซื้อเซิร์ฟเวอร์ ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจึง “จำกัด” อยู่เพียงแค่การขายที่ดิน การรับเหมาก่อสร้าง และการผลิตฮาร์ดดิสก์เพียงบางส่วนเท่านั้น ทำให้การได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนมหาศาลนี้ยังมีข้อจำกัดอย่างมาก

    นอกจากนี้ ประโยชน์ในด้านการสร้างงานจากการลงทุนใน AI เพียงอย่างเดียวก็ค่อนข้างจำกัด เพราะหากประเทศไทยไม่สามารถสร้างชุมชนที่สามารถนำ AI ไปต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ เราก็จะไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้

    อีกทั้งธุรกิจเหล่านี้ยังเผชิญกับความท้าทายด้านพลังงาน เนื่องจาก “ดาต้า เซนเตอร์” กินไฟมหาศาล แม้ไทยจะมีพลังงานสำรองมาก แต่ถ้าไม่มีการสร้างพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ หรือไม่มีระบบการซื้อขายพลังงานที่เสรีซึ่งสะท้อนราคาที่แท้จริง ประเทศไทยก็ยังต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศเพื่อมาผลิตไฟฟ้าให้ AI ใช้อยู่ดี ซึ่งกลายเป็นต้นทุนของประเทศแทนที่จะเป็น “กำไร”

    • เปิดแนวทางเพิ่มมูลค่าเข้า ศก.ไทย

    ดังนั้น แนวทางสำคัญที่ไทยควรทำคือ การตั้งคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนเหล่านี้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การดึงเงินลงทุนด้านอื่นๆ เข้ามาเพิ่มเติม และการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำ เราควรสร้าง “เอไอ ฮับ” (AI Hub) หรือ AI Community เพื่อให้คนในประเทศได้ใช้ประโยชน์จากบริการของ AI Provider รายใหญ่

    เช่น Amazon Web Service (AWS) ที่ให้ความสำคัญกับไทยมากขึ้นจน “ยกระดับ” ให้เป็น Region ซึ่งมีมาตรฐานการบริการเทียบเท่าประเทศสิงคโปร์ เมื่อไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ใกล้ตัว มีความเร็วสูง และมีบริการที่หลากหลาย เราจึงควรใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้เต็มที่เพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงการเสียโอกาสในเมกะเทรนด์ของโลกนี้

    ในส่วนของมูลค่าการลงทุนที่หลายคนคาดการณ์ว่าอาจสูงถึงหลักแสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงยังอยู่ที่ผู้ขายที่ดิน และผู้รับเหมาจะได้ประโยชน์ แต่ส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดคือ ชิปประเทศไทยแทบไม่ได้ประโยชน์ในส่วนนี้เลย เพราะเราไม่มีห่วงโซ่อุปทานด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง

    • ชี้ไทยต้องปรับโครงสร้างซื้อ-ขายไฟฟ้า

    “หากจะให้ไทยได้ประโยชน์ อาจต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการขายไฟฟ้า โดยการสร้าง Trading Platform ที่อนุญาตให้ผู้ซื้อ และผู้ขายไฟฟ้ามาเจอกันได้โดยตรง

    ปัจจุบันประเทศไทยซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเป็นฐานในราคาที่ต่ำที่สุดเพราะเป็นไฟจากเขื่อนที่รันตลอด 24 ชั่วโมง

    ในขณะที่ “ดาต้าเซนเตอร์” ต้องการพลังงานหมุนเวียน 100% และยินดีจ่ายในราคาที่แพงกว่าปกติ แต่ปัญหาคือ ระบบของการไฟฟ้าบ้านเราเป็นการซื้อเหมา และตั้งราคาขายรวม ทำให้ผู้ซื้อ และผู้ขายที่ต้องการพลังงานสะอาดไม่สามารถเจอกันได้โดยตรง หากมีแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นโดยที่รัฐไม่ต้องให้เงินอุดหนุน

    ดังนั้น ในแง่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Engine) ของไทยได้ หากพิจารณาแค่การสร้าง “ดาต้า เซนเตอร์” เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้ เพราะไม่สร้างงานจำนวนมาก

    ดังนั้น สิ่งที่ไทยจำเป็นต้องทำคือ การสร้างคนที่มีทักษะในการดูแลระบบและสามารถต่อยอดอุตสาหกรรมนี้ได้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องทั้งต้นน้ำ และปลายน้ำ หากไทยไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมปลายน้ำมาใช้ประโยชน์จากดาต้าเซนเตอร์ได้ เราอาจจะเสียเปรียบในลักษณะที่ดาต้า เซนเตอร์ ในไทยไปตอบสนองความต้องการของประเทศอื่นอย่าง “สิงคโปร์หรือเวียดนาม” แทน

    • เครื่องยนต์ใหม่ทาง ศก.ไม่ผันเงินเข้าบ้าน

    ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการและ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า การที่ยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนเริ่มประกาศตัวเข้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ทั้ง ดาต้าเซนเตอร์ และ คลาวด์ เอไอ ที่ถูกมองว่าอาจเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยนั้น แม้โครงการเหล่านี้จะช่วยหนุน “เศรษฐกิจไทย” ได้จริงในภาพรวม

    แต่มี “ข้อจำกัด” ที่สำคัญคือ ความกระจุกตัวของผลประโยชน์ กลุ่มคนที่จะได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรมนี้มีจำนวนไม่มากนัก และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ใช่ประเภทของอุตสาหกรรมที่จะเกิดการจ้างงานในปริมาณมหาศาลอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้

    ดังนั้น ผู้ที่ได้ประโยชน์หลักคือ “กลุ่มเจ้าของที่ดิน” และ “ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน” เช่น ระบบไฟฟ้าและระบบน้ำ ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานอื่น ๆ เช่น งานก่อสร้าง ก็อาจจะได้รับอานิสงส์บ้าง แต่ในส่วนของอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

    สิ่งนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากอาจจะไหลออกสู่ต่างประเทศ มากกว่าจะหมุนเวียนอยู่ภายในเศรษฐกิจฐานรากของไทย

    • ห่วงประโยชน์เข้าระบบเศรษฐกิจจำกัด

    หากเราเทียบธุรกิจของ ดาต้าเซนเตอร์ เหมือนการปล่อยเช่าพื้นที่สำนักงาน ผู้ประกอบการที่สร้าง ดาต้าเซนเตอร์ จะได้รับรายได้ในรูปแบบค่าเช่า ซึ่งนับเป็นกระแสเงินสดไหลเข้าที่ดีสำหรับบริษัทผู้ลงทุน แต่ผลกระทบเชิงบวกนี้กลับไม่กระจายตัวไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สร้างเสร็จแล้ว มันไม่ได้ต้องการแรงงานคนจำนวนมากในการเดินระบบ ส่งผลให้ผลประโยชน์วนเวียนอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มทุนระดับบนของประเทศที่มีความพร้อมด้านที่ดิน และเงินทุนเท่านั้น”

    ดังนั้น จุดเปลี่ยนที่แท้จริงที่จะช่วยประเทศได้มากกว่าการเป็นแค่ที่ตั้ง ดาต้า เซนเตอร์คือ การนำ เอไอ มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานโดยเฉพาะในภาคส่วนที่มีความซับซ้อนอย่างระบบราชการ หากสามารถนำเอไอเข้ามาลดความยุ่งยากในกระบวนการขอใบอนุญาต

    หรือทำให้การติดต่อภาครัฐกลายเป็นศูนย์รวมจุดเดียวจะถือเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่เห็นผลชัดเจนกว่าการมองแค่การลงทุนก่อสร้างเพียงอย่างเดียว รวมถึงนำเอไอมาช่วยเพิ่มผลิตภาพ จะช่วยทำให้สร้างมูลค่าเพิ่มต่อสินค้าไทยได้มากขึ้น

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1218215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09dXbtIdS4KOsXZN0LEye3

  • Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลก

    Trip.com Group เผย ‘ญี่ปุ่น-เกาหลี-ไทย’ ครองแชมป์ Top 3 จุดหมายที่คนทั่วโลก

    Trip.com Group ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มการท่องเที่ยวประจำปี 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนทิศทางของอุตสาหกรรมการเดินทางทั่วโลก โดยรวบรวมข้อมูลจากการจองและพฤติกรรมการค้นหา เพื่อวิเคราะห์ถึงจุดหมายปลายทางยอดนิยมและปัจจัยหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจ ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือสามประเทศเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศไทย ครองแชมป์จุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ความสนใจสูงสุด

    จากฐานข้อมูลการจองในปี 2569 ยืนยันได้ว่า ‘ญี่ปุ่น’ ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในฐานะจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของโลกไว้อย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ยังติดอันดับ Top 3 ของประเทศที่นักท่องเที่ยวจากอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และประเทศไทย เลือกเดินทางไปเยือนมากที่สุด โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง ‘โตเกียว’ และ ‘โอซาก้า’ ที่คาดว่าจะติดอันดับ 1 ใน 10 เมืองยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติวางแผนจะไปเยือนในปีนี้

    นอกจากญี่ปุ่นแล้ว จุดหมายปลายทางอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสความนิยมของการเดินทางปี 2569 ได้แก่ จีน ประเทศไทย, สหราชอาณาจักร และเวียดนาม เมื่อวิเคราะห์กลุ่มนักท่องเที่ยวหลักพบว่าเป็นกลุ่ม ‘มิลเลนเนียล’ หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 29-44 ปี ซึ่งมีสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณการจองทั้งหมด รองลงมาคือกลุ่ม Gen Z อายุ 15-28 ปี ที่เริ่มมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการกลับมาของ ‘จีน’ ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางมาแรงด้วยอัตราการเติบโตด้านการท่องเที่ยวที่สูงที่สุดในปี 2569 โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่ายอดการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคนี้จะเติบโตในระดับสามหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย, สิงคโปร์ และประเทศไทย เป็นกลุ่มหลักที่เดินทางเข้าสู่จีนมากที่สุด

    ในส่วนของเมืองยอดนิยมในจีน เมืองเศรษฐกิจอย่าง เซี่ยงไฮ้, กว่างโจว และเฉิงตู ยังคงได้รับความนิยมสูง ขณะที่เมืองท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์อย่าง ปักกิ่ง, ฮาร์บิน, ฉงชิ่ง, เซินเจิ้น และซีอาน ก็มีแนวโน้มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเติบโตของการจองตั๋วเครื่องบินจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลากหลายมิติ

    กระแสความสนใจในภูมิภาคเอเชียยังขยายตัวไปถึงนักท่องเที่ยวฝั่งยุโรป โดยพบว่า จีน, ญี่ปุ่น, ประเทศไทย และตุรกี กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยมในปี 2569 นักท่องเที่ยวจากสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มเดินทางไปจีนจนติดอันดับ Top 10 ของกลุ่มที่เดินทางไปเยือนมากที่สุด ในขณะที่ประเทศไทยและตุรกีสามารถครองใจนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันได้เป็นอันดับ 1 และ 2 ตามลำดับ

    รูปแบบการท่องเที่ยวเพื่อความบันเทิงยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดสำคัญ โดย ‘สวนสนุก’ ระดับโลกอย่าง Shanghai Disneyland Resort, Hong Kong Disneyland และ Universal Studios Japan ยังคงเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวทั่วเอเชีย นอกจากนี้ สถานที่ท่องเที่ยวตามรอยภาพยนตร์และกิจกรรมบันเทิงรูปแบบต่างๆ ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปีนี้

    กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อปและศิลปินระดับโลกกลายเป็นจุดหมายใหม่ของการเดินทาง อาทิ สตูดิโอถ่ายทำ Harry Potter หรือคอนเสิร์ต K-pop ของศิลปินอย่าง SEVENTEEN และ TAEMIN รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวจากแฟรนไชส์ดัง เช่น Jurassic World: The Experience ในประเทศไทย และนิทรรศการ EVANGELION Anniversary Exhibition ในกรุงโตเกียว ล้วนอยู่ในแผนการเดินทางของนักท่องเที่ยว

    ความสนใจในมหรสพและการแสดงระดับโลกก็เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรง ไม่ว่าจะเป็นละครเวที Aladdin the Musical หรือการแสดง Broadway ในนครนิวยอร์ก รวมถึงความบันเทิงสุดล้ำอย่าง The Sphere ในลาสเวกัส และการแสดงน้ำประกอบแสงสีเสียงอย่าง The House of Dancing Water ในมาเก๊า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวยุคใหม่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ความบันเทิงที่หาชมได้ยาก

    เทรนด์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและการผจญภัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเยอรมนี ประเทศนิวซีแลนด์และจีนได้รับความสนใจมากขึ้นจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น Milford Sound และ Glowworm Caves ในนิวซีแลนด์ รวมถึง Wulong Karst ในจีน ที่ดึงดูดผู้รักธรรมชาติให้เดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่

    สำหรับนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติในจีนได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษ เช่น Chimelong Safari Park, ภูเขาสี่ดรุณี (Mount Siguniang), ปี้เผิงโกว (Bipenggou) และอุทยานแห่งชาติหวงหลงในมณฑลเสฉวน สถานที่เหล่านี้ตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่สมบูรณ์และความแปลกใหม่ของภูมิประเทศที่แตกต่างจากบ้านเกิด

    ในฝั่งยุโรป นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสำคัญกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สถานที่สำคัญอย่าง พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ในปารีส, มหาวิหารซากราดา ฟามีเลีย ในบาร์เซโลนา และมหาวิหาร Grossmünster ในซูริค ยังคงติดอันดับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีการจองสูงสุดในปีนี้ แสดงให้เห็นถึงมนต์เสน่ห์ของสถาปัตยกรรมที่ยังคงดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก

    รูปแบบการเดินทางด้วยรถไฟและเรือสำราญก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม เช่น นักท่องเที่ยวชาวเวียดนามที่ให้ความสนใจกับรถไฟสาย Arashiyama Sagano ในญี่ปุ่นมากขึ้น ในขณะที่เรือสำราญหรูอย่าง Royal Princess Cruise และ Opulence Cruise กลายเป็นตัวเลือกการพักผ่อนที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเยอรมัน

    ความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมทำให้นักท่องเที่ยวหันมาให้ความสำคัญกับการเดินทางที่เป็นมิตรต่อโลกมากขึ้น โดยตั้งแต่ Trip.com Group เริ่มแสดงสัญลักษณ์กำกับด้านการลดการปล่อยคาร์บอน ยอดจองรถเช่าไฟฟ้าในนอร์เวย์ ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวจากญี่ปุ่น, ไทย, สหรัฐฯ, เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

    สถิติการเดินทางเมื่อสิ้นปี 2568 พบว่านักท่องเที่ยวทั่วโลกมีการเดินทางไปต่างประเทศเฉลี่ย 2.4 เที่ยวบินต่อคน และใช้เวลาบินเฉลี่ย 4.6 ชั่วโมงต่อเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มที่เดินทางบ่อยที่สุดด้วยค่าเฉลี่ยมากกว่า 3 เที่ยวบินต่อคนต่อปี ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรปใช้เวลาเดินทางบนเครื่องบินนานที่สุดเพื่อข้ามทวีปมายังเอเชีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trip-com-group-2026-travel-trends/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EXxdDK0jcg3xCL2UxCUf5

  • แห่ตามรอยลิซ่า ทะเลบัวแดงฟีเวอร์ ดันยอดนักท่องเที่ยวพุ่ง

    แห่ตามรอยลิซ่า ทะเลบัวแดงฟีเวอร์ ดันยอดนักท่องเที่ยวพุ่ง

    แห่ตามรอยลิซ่า ทะเลบัวแดงฟีเวอร์ ดันยอดนักท่องเที่ยวพุ่ง

    วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

    ปลัดท่องเที่ยวฯ สั่งบูรณาการดูแลนักท่องเที่ยวทะเลบัวแดง หลังฟีเวอร์ตามรอย “ลิซ่า” ดันยอดเที่ยวพุ่ง เสริมภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทยเชิงบวก

    เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวบริเวณ “ทะเลบัวแดง” อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ภายหลังเกิดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินไทยระดับโลก “ลิซ่า – ลลิษา มโนบาล” ซึ่งเป็น Amazing Thailand Ambassador โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งจากภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆตามรอย Lisa ส่งผลให้บรรยากาศในพื้นที่คึกคักอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ และสะท้อนพลัง เสหน่ห์ไทย ที่ช่วยขับเคลื่อนแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    ทะเลบัวแดง

    ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและมั่นใจ ได้สั่งการ ให้เข้มงวดด้านความปลอดภัย คนขับเรือ มาตรฐานเรือชนิดต่างๆ การบริหารจัดการเพื่อนักท่องเที่ยวไม่ต้องรอนาน และดูแลอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในพื้นที่ทะเลบัวแดงอย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

    ทั้งนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น โดยมอบหมายให้ กรมการท่องเที่ยว กำกับดูแลผู้ประกอบการและการให้บริการด้านต่าง ๆ ไม่ให้มีการโก่งราคาสินค้าและบริการแก่ นักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการ พร้อมสร้างความเป็นธรรมและโปร่งใสในการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่

    ทะเลบัวแดง

    ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เพิ่มความเข้มงวดในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว รวมถึงการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กองมาตรฐานและกำกับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว (กมก.) จัดส่งเจ้าหน้าที่จากศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (Tourist Assistance Center: TAC) ลงพื้นที่ร่วมอำนวยความสะดวก ให้ข้อมูล และรับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยว เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดูแลในภาพรวม

    ทะเลบัวแดง

    นางสาวนัทรียา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระแสการท่องเที่ยวตามรอยศิลปินระดับโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และวิถีชุมชน โดยเฉพาะการผลักดันแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองรองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ซึ่งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จะใช้จังหวะนี้ต่อยอดการสื่อสารเชิงบวก ควบคู่กับการดูแลมาตรฐานการบริการ ความปลอดภัย และความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภค

    “การบูรณาการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว และเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ ยั่งยืน และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการจัดระบบตรวจคนเข้าเมืองที่มีความหนาแน่น ซึ่งได้พูดคุยกับ APT และ สตม เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนด้วย“ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าว

    ทะเลบัวแดง

    สำหรับทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี นับเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ดอกบัวบานสะพรั่ง สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือน และกำลังกลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น และสนับสนุนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวมต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/942862&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nfpT1Qh4ZdtoJN7mzbC1e

  • สมุทรสงคราม///กระทบลูกโซ่พิษสร้างถนนพระราม2ทำตลาดสด-ท่องเที่ยวซบเซา ผู้ประกอบการลั่น “ไม่ต้องสร้างก็ได้” | TOPNEWS

    ผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดที่พลอยขายของไม่ได้ตามไปด้วย
    สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการปิดถนนนานถึง 2 เดือนนั้น นายภาณุมาศฝากคำถามถึงรัฐบาลว่าหากเป็นเช่นนั้นจะมีมาตรการชดเชยเยียวยาให้กับภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจอย่างไร หรือจะสามารถบริหารจัดการเปิดช่องทางจราจรให้รถพอวิ่งได้บ้างหรือไม่ แทนที่จะปิดถนนหลักทั้งหมดจนการเดินทางลำบาก

    จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาให้ชัดเจน เพื่อลดความกังวลและความเดือดร้อนในการทำมาหากินของชาวบ้านในพื้นที่ พร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายถึงโครงการก่อสร้างในอนาคตว่า สำหรับเฟส 3 นั้นไม่ต้องสร้างก็ได้ เพราะลำพังการก่อสร้างเฟส 2 ก็สร้างความเดือดร้อนมากพอแล้ว หากมีเฟส 3 ตามมาอีก ตนคงต้องปิดกิจการหรือย้ายร้านหนีเพราะแบกรับภาระไม่ไหว

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวท็อปนิวทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1466549&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W4u3KMGHmGF1X5N8fFeDT

  • กรณ์ ซัด เพื่อไทย แจกเงินอาศัยดวง โชว์ เช็คช่วยชาติ ทำได้จริง กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 52

    กรณ์ ซัด เพื่อไทย แจกเงินอาศัยดวง โชว์ เช็คช่วยชาติ ทำได้จริง กู้วิกฤตเศรษฐกิจปี 52

    วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.29 น.

    วันนี้ 26 มกราคม พ.ศ. 2569  กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดตนายกฯ คนที่ 2 ในศึกเลือกตั้ง 2569 โพสต์ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กเช็คช่วยชาติ ปี พ.ศ. 2552 ว่าต่างกันอย่างไรกับนโยบายแจกเงินของพรรคเพื่อไทย ว่า “เรื่อง ‘เช็คช่วยชาติ‘ ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปไปนานแล้วในแง่ผลบวกต่อการแก้วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2552 เป็นโครงการที่ได้ผลชัดเจนและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year แต่วันนี้ มีคนตั้งคำถามว่า ทำไม ‘เช็คช่วยชาติ‘ เราทำได้ มีอะไรต่างกับที่เพื่อไทยหาเสียงสุ่มแจกเงินล้านทุกวัน เห็นได้ชัดว่าเป็นความพยายามโต้กลับแบบไม่ทำการบ้านมาเลย

    เมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล เราเข้ามาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามมาจากสหรัฐฯ เรียกว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เราเข้ามารับช่วงต่อจากรัฐบาล “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ด้วยสภาวะเงินคงคลัง “ติดลบ” หน่วยงานราชการรายงานว่า ไทยเสี่ยงถึงขั้นต้องถูก Shutdown หรือศัพท์เทคนิคคือ หาเงินปิดหีบเงินคงคลังได้ไม่พอ

    กรณ์ จาติกวณิช

    ตอนนั้น เราออกหลายมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงเช็คมูลค่า 2,000 บาท ให้กับผู้มีรายได้ตํ่ากว่า 15,000/เดือน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม มีผู้ได้รับเช็คกว่า 10 ล้านคน ส่วนนโยบายสุ่มแจกของเพื่อไทย ผู้ได้เงินล้านอาศัย ‘ดวง’ (หรืออะไรก็แล้วแต่) โดยที่จะมีคนไทยเพียง 3,285 คน ที่จะได้รับเงิน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากร ซึ่งในกลุ่มนี้ไม่ได้มีการแยกแยะว่าจะเป็นคนรวยหรือจน ไม่ได้แยกแยะว่าใครเดือดร้อน ใครรวยอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงความโปร่งใสว่า วิธีการสุ่มจะทำอย่างไร ชาวบ้านตาดำๆ จะมีโอกาสได้รางวัลจริงหรือไม่

    #เช็คช่วยชาติ ”ไม่เคยเป็นนโยบายที่ประกาศออกมาเพื่อการหาเสียง” เราคิดนโยบายนี้เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเฉพาะหน้า (เช่นเดียวกับ ‘คนละครึ่ง‘ ของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์) แต่ของพรรคเพื่อไทย เป็นการประกาศออกมาช่วงหาเสียงเพื่อหวังคะแนนนิยมโดยตรง ซึ่งที่ผ่านมาไม่นานก็เคยประกาศแจกเงินดิจิตัล 10,000 บาท แล้วก็ทำไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า ไม่มีการศึกษาหาข้อมูลมาก่อนที่จะเอามาหาเสียงเลยว่า ในทางปฏิบัติ สามารถทำได้จริงหรือไม่

    กรณ์ จาติกวณิช

    ผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนั้น ทำให้เศรษฐกิจไทยเกิดความสะพัด เกิดพายุหมุนทางเศรษฐกิจจริงจนสิ้นปีกลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมกว่า 7.5% ปั๊มหัวใจให้ชาวบ้านค้าขายคล่องขึ้น

    เรื่องนี้ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก และผมต้องขอเรียนว่า Big Data จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าอยู่ในมือของคนที่คิดวิเคราะห์อะไรไม่เป็น

    กรณ์ จาติกวณิช

    บัตรสีชมพู กาเบอร์ 27 #พรรคประชาธิปัตย์ #ประชาธิปัตย์ #เลือกตั้ง69 #เลือกตั้ง2569 #ไทยหายจนด้วยคนทำเป็น #พรรคประชาธิปัตย์27 ผลิตโดย นายกรณ์ จาติกวณิช 67 ถ.เศรษฐศิริ แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน/วันเวลาตามที่ปรากฏส่งมาในครั้งนี้”

    ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นของ นาย กรณ์ จาติกวณิช ที่ออกมาโพสต์อธิบาย ว่า เช็คช่วยชาติ ต่างจากนโยบานแจกงเงินของพรรคเพื่อไทยยังไง เช่น

    “ดีมากค่ะ เป็นคนหนึ่งที่ได้รับเช็คช่วยชาติ”

    “เลือกพรรคที่ชอบกาคนที่ใช่27ทั้งใจ เอาไปเลยจ้า”

    “คุณกร ครับ เรื่อง..การนำคนรุ่นใหม่ มาหาเสียง แล้วบอกถึง “ฟ้าใหม่ประชาธิปัตย์” ดูเหมือนต่างจังหวัดสื่อออกน้อยไปนะครับ”

    “สร้างระบบการเงินไทยอีก1ระบบคือคูปองเงินดิจิทัลช่วยค่าใช้จ่ายตามฐานะ + ระบบเงินสดปัจจุบัน กำลังซื้อภายในปท.เพิ่มขึ้นอีก1เท่าตัว ขอโทษและขอบคุณครับ”

    “บ้านเมืองมีคนที่มีความรู้ความสามารถระดับโลกแล้วไม่ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ถือว่าเสียโอกาสอย่างยิ่ง”

    “จริงครับ”

    “ดิฉันอายุ69 เลือกปชป.มาทั้งชีวิตค่ะ vote no เมื่อปี66”

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    กรณ์ จาติกวณิช

    ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/942947&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3nm73x_MWqtkyYSV-Y6j

  • “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่

    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่


    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัสเพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่

    “เอกนิติ” นำ “ภูมิใจไทย” เดินสยาม ล้อมวงคุยคนรุ่นใหม่ ย้ำนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัสเพื่อประเทศ-คนไทยเข้มแข็ง

    แกนนำพรรคภูมิใจไทย นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย, นางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่กทม., นายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ, นางสาวศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่หาเสียงช่วย ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัครสส.กทม. เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 ที่สยามสแควร์ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาพูดคุย และขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

    นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยกับกลุ่มนักศึกษา และผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ในหัวข้อ “ชวนพี่เอกคุย” ที่ร้าน Dalmatian สยามสแควร์ ซึ่งเป็นการพูดคุยถึงเรื่องการเงินการคลัง บทบาทของรัฐ สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอนาคตประเทศไทย มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมองเศรษฐกิจไทยในอีก 3-5 ปี ที่จะมีเด็กรุ่นใหม่เรียนจบออกมานั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศเราคนน้อย แต่เราต้องทำให้คนเก่งขึ้น ในส่วนที่กังวลเรื่องของประชากรไทยอาจจะสู้ประเทศอื่นที่มีประชากรเยอะกว่าไม่ได้นั้น ต้องอย่าลืมไทยเป็นประเทศเปิดกว้าง เราต้องเอาคนเก่ง มีสกิลมาทำงาน และต้องทำระบบให้พร้อม 

    ส่วนที่เป็นห่วงกันเรื่องของ AI ที่จะเข้ามาแย่งงานนั้น นายเอกนิติ มองว่า AI ไม่สามารถเก่งกว่ามนุษย์ได้ ถ้าเราใช้งานเป็นควบคุมได้ ยิ่งโดยเฉพาะกับประเทศไทยที่เรามีประชากรน้อย AI จะมาเป็นเครื่องมือที่ช่วยเราด้วยซ้ำ ทั้งนี้ โลกเปลี่ยนเร็วมาก ถ้าดีที่สุดคือการเปลี่ยนที่รากฐาน นั่นคือระบบการศึกษา ซึ่งนโยบายของพรรคภูมิใจไทย มีเรื่องการศึกษาเท่าเทียมพลัส เพราะวันนี้การศึกษาไทยไม่ควรมีข้อจำกัด นอกจากนี้ การที่ต่างชาติจะมาลงทุนก็คิดถึงเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเราก็มีนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจ10พลัสของพรรคภูมิใจไทยออกแบบมา ที่มีทั้งชุมชนพลัส เศรษฐกิจสีเขียว เราต้องลงทุนในคนที่มีความสำคัญมาก ต้องเพิ่มทักษะ ต้องแก้กฎกติกาที่ให้ความสะดวก เราหวังแค่นี้ไม่พอ ไม่ใช่รวยกระจุกจนกระจาย ชุมชนต้องสร้างให้เข้มแข็ง จ้างงานผู้สูงวัย ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ ที่จะมีการเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเศรษฐกิจไทยต้องเข้มแข็ง เพื่อให้คนไทยมีความเข้มแข็ง นี่คือ 10 พลัสของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/39704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xgn6Uwutw6qlHKlIV6VKS

  • ‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ

    ‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ

    ‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

    Tag :

    ‘ทวี’ชี้การศึกษาสำคัญ ช่วยพัฒนาคน เสนอเพิ่มค่าตอบแทนปอเนาะ-ตาดีกา ทั่วประเทศ 

    25 มกราคม 2569  ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรค กล่าวในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบุคลากรตาดีกา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมนำเสนอนโยบาย ตอนหนึ่งว่า พรรคประชาชาติ ยืนยันว่าการพัฒนาประเทศที่ดีที่สุด ก็คือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยจะดูอนาคตต้องดูที่การศึกษา การลงทุนกับมนุษย์ ต้องลงทุนกับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 7 ปี จะได้ผลตอบแทนกลับมามากที่สุดถึง 10 เท่า วัยเด็กเป็นช่วงที่สำคัญที่ต้องเรียนรู้เรื่องชีวิต ไม่ใช่แค่วิชาชีพอย่างเดียว 

    พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยลงมากจนน่าตกใจ จนมีการคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีประชากรเหลือแค่ 30 ล้านคน จากตอนนี้ 66 ล้านคน อย่างไรก็ตามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ยังเยอะอยู่ แต่ก็น่ากังวลว่าแม้อัตราการเกิดเยอะ แต่การดรอปเอาต์ หรือไม่ได้เรียนหนังสือก็สูงเช่นกันถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องให้คุณค่ากับอนาคต และการสร้างคน

    พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สมัยที่ตนเป็นเลขาธิการศอ.บต. ได้เสนอให้อุดหนุนโรงเรียนตาดีกา ละ 2 หมื่นบาท เพื่อนำไปพัฒนาตาดีกา ซึ่งน่าปลื้่มใจว่ามีผู้ปกครองมาช่วยสนับสนุนเพิ่ม บางตาดีกา มีเงินสนับสนุนหลายแสน ได้เอาเงินตรงนี้มาจากครูต่างประเทศ มาสอนภาษา สอนวิชาการอื่นๆ พัฒนาเยาวชนของเราจนได้ผลดีมาก

    “งบประมาณอุดหนุนตาดีกา เราใช้ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งได้ผลดีมาก มีการประเมินโครงการก็ได้เป็นอันดับ 1 โครงการอื่นในภาคใต้ใช้เงินเป็นพันล้าน แต่ประชาชนไม่รู้จัก ไม่ได้ประโยชน์ นี่คือโครงการที่ทำให้ประชาชนรู้จักศอ.บต. ซึ่งต้องบอกว่าก่อนจะผลักดันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทัศนคติด้านความมั่นคงก่อนหน้านี้เป็นลบ ผมต้องไปเจรจาของบประมาณ โชคดีที่ตอนนั้นรัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์ มีเจตจำนงที่แน่วแน่ในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบถือเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง”พ.ต.อ.ทวี กล่าว

    พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า มาวันนี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าคุณค่าของตาดีกายิ่งใหญ่มาก ครูเสียสละในการดูแลลูกหลาน พ่อแม่ก็ต้องการให้สั่งสอนศีลธรรม จริยธรรม และศาสนา เด็กห่างไกลจากยาเสพติดได้ก็เพราะครู เพราะครอบครัว ครูทำงานหนักแต่ไม่ได้รับการดูแล ตนหารือกับสถาบันปอเนาะ ก็เสนอให้เพิ่มค่าตอบแทน ตาดีกาก็ควรได้เช่นกัน เราอยากเพิ่มค่าตอบแทนให้เป็น 5-5.5 พันบาท และไม่ใช่แค่ในจังหวัดชายแดนใต้ แต่ต้องเป็นเงินสนับสนุนทั่วประเทศ และในอนาคตก็ต้องเพิ่มสวัสดิการเหมือนราชการด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/942932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p4PUDgkAQolqKUnEoeZQE

  • พรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นลำปาง ชูนโยบายสร้างทุนมนุษย์ สร้างโอกาส สร้างอนาคตชาติ

    พรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นลำปาง ชูนโยบายสร้างทุนมนุษย์ สร้างโอกาส สร้างอนาคตชาติ

    พรรคไทยก้าวใหม่ ขึ้นลำปางลุยหาเสียง ชูนโยบายสร้างทุนมนุษย์ สร้างโอกาส สร้างอนาคตชาติ ลดความเหลื่อมล้ำ ชวนประชาชนทั่วประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

    วันที่ 25 มกราคม 2569 นายก้องเกียรติ กรสูต เลขาธิการพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมด้วย นายศักย์ ทับพลี ผู้อำนวยการพรรค นายไตรรัตน์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และนายนริศ แสงบุญเรือง ผู้สมัคร สส.ลำปาง เขต 1 ลงพื้นที่ จ.ลำปาง พบปะพ่อแม่พี่น้องประชาชน และรับฟังปัญหา พร้อมนำเสนอแนวนโยบายของพรรค ที่ตลาดกาดทุ่งเกวียน โดยแนะนำตัวผู้สมัครและนโยบายพรรค

    จากนั้นแห่เข้าสู่ตัวเมืองกราบสักการะศาลหลักเมืองจังหวัดลำปางเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนร่วมกิจกรรม นั่งรถม้ารอบเมืองลำปาง สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่นส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ พร้อมสื่อสารแนวคิดการพัฒนาประเทศที่เคารพรากเหง้า และเติบโตไปพร้อมกับชุมชน โดยในช่วงเย็นคณะผู้บริหารพรรค ผู้สมัคร และทีมงาน ได้ร่วมกันเดินกาดกองต้า พบปะทักทายพ่อแม่พี่น้องอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ชูนโยบายสำคัญของพรรคด้านการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้คนตัวเล็ก และการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้คนลำปางสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี

    นายก้องเกียรติ กล่าวในช่วงหนึ่งว่า การลงพื้นที่ลำปางครั้งนี้ ทำให้เห็นพลัง ความตั้งใจ และความหวังของประชาชนที่อยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นธรรม พรรคไทยก้าวใหม่เชื่อมั่นว่า หากเริ่มต้นจากการลงทุนในคน สร้างการศึกษาที่เข้าถึงได้จริง และสร้างเศรษฐกิจที่คนธรรมดาอยู่ได้ ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ พรรคไทยก้าวใหม่ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องชาวลำปาง และประชาชนทั่วประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเลือกพรรคไทยก้าวใหม่ เบอร์ 49 เพื่อก้าวใหม่ของประเทศไทย ที่เดินไปพร้อมกับประชาชนทุกคน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2909971&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37XIYzdVX8_MnN9XmyHWf3