Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • การค้า-การเมือง ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย เชื่อปรับดีขึ้นครึ่งปีหลัง | เดลินิวส์

    การค้า-การเมือง ปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย เชื่อปรับดีขึ้นครึ่งปีหลัง | เดลินิวส์

    นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ประจำประเทศไทยและเวียดนาม ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เปิดเผยว่า มองเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงมุมมองเฝ้าระวัง โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะเริ่มดีขึ้น จากแรงสนับสนุนของนโยบายภาครัฐ ภาวะการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น และเสถียรภาพของภาคต่างประเทศที่เริ่มฟื้นตัว ซึ่งน่าจะเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

    ธนาคารฯ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2% ในปี 2568 และ 2569 โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 

    ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนด้านการค้าและการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวในระยะสั้น ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดคาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง

    อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ลดลง ซึ่งเปิดโอกาสให้การดำเนินนโยบายยังคงอยู่ในทิศทางผ่อนคลาย โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ

    ภาคการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 อยู่ที่ 26.9 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 82% ของระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังอยู่ต่ำกว่าระดับในอดีต แต่คาดว่าการฟื้นตัวตามฤดูกาลในช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ควบคู่กับอุปสงค์ที่ปรับดีขึ้นจากตลาดสำคัญอื่นๆ อย่างไรก็ดี การเร่งตัวของการเติบโตอย่างยั่งยืนยังจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

    ด้านการคลัง คาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2569 จะปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ของ GDP แม้ว่าการปรับฐานะการคลังจะต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และคาดว่าประเทศไทยจะยังคงรักษาอันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (investment grade) ไว้ได้

    “เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคยังคงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะช่วยพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการกระจายตลาดส่งออกจะเป็นแรงหนุนในระยะยาว”

    ในระยะถัดไป แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะกลางจะได้รับแรงสนับสนุนจากความพยายามในการยกระดับอุตสาหกรรมหลัก การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่มีความหลากหลายมากขึ้น และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5538505/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04AtJp-X8zPbMX1ymY6bhB

  • โลกผันผวนยาว ไทยโตต่ำ! LGT เปิด 7 เข็มทิศลงทุนปี 2026 ปรับพอร์ตใหม่ก่อนเกมเปลี่ยน

    โลกผันผวนยาว ไทยโตต่ำ! LGT เปิด 7 เข็มทิศลงทุนปี 2026 ปรับพอร์ตใหม่ก่อนเกมเปลี่ยน

    ท่ามกลางโลกการลงทุนที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นความปกติใหม่ ปี 2026 ถูกมองว่าไม่ใช่ปีของการไล่ผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นปีของการรักษาเสถียรภาพพอร์ตและบริหารความเสี่ยงอย่างจริงจัง 

    ล่าสุด LGT Private Banking Asia Pacific กลุ่มบริษัทด้านการบริการไพรเวตแบงกิ้งและการจัดการสินทรัพย์ในระดับนานาชาติ ยาวนานกว่า 90 ปี ซึ่งบริหารงานโดยราชวงศ์แห่งลิกเตนสไตน์ ในทวีปยุโรป มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ ณ เดือน มิ.ย.2568 ประมาณ 451,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากลูกค้าบุคคลที่มีความมั่งคั่งและลูกค้าสถาบัน มีสำนักงานกว่า 40 แห่งทั่วโลก

    ขณะที่ LGT Private Banking ดำเนินธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2562 ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ แอลจีที (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่งแก่ลูกค้าชาวไทย ควบคู่ไปกับการให้บริการไพรเวตแบงกิ้งของ LGT ผ่านศูนย์กลางการดำเนินงานในฮ่องกงและสิงคโปร์

    โลกผันผวนยาว ไทยโตต่ำ! LGT เปิด 7 เข็มทิศลงทุนปี 2026 ปรับพอร์ตใหม่ก่อนเกมเปลี่ยน

    LGT Private Banking เปิดมุมมองพิเศษกับ “โพสต์ทูเดย์” ชี้ชัดว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองมหาอำนาจจะทำให้ตลาดทุนโลกผันผวนยาว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ส่งสัญญาณให้นักลงทุนต้องคิดระดับโลกและจัดพอร์ตใหม่ให้รอดในทุกวัฏจักรตลาด

    7 มุมมองการลงทุนที่นักลงทุนไทยต้องรู้ ดังนี้

    1. ภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่แค่ผันผวนระยะสั้น แต่คือโจทย์โครงสร้างใหม่

    LGT มองว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีแนวโน้มเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดทุนโลกอย่างต่อเนื่อง และนักลงทุนควรเตรียมพร้อมรับมือกับระดับความผันผวนที่มีโอกาสปรับสูงขึ้น แม้ในมุมของปัจจัยพื้นฐาน คาดว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะเร่งตัวขึ้นในปี 2026 

    อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ประกอบกับระดับมูลค่าหลักทรัพย์ (Valuations) ที่อยู่ในระดับสูง มีแนวโน้มกระตุ้นให้เกิดแรงขายทำกำไรเป็นระยะ ซึ่งแตกต่างจากปี 2025 ที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างต่ำหลังช่วง “Liberation Day” 

    สำหรับนักลงทุนไทย การรับมือกับสภาวะตลาดที่มีความผันผวนเพิ่มขึ้นสามารถทำได้ผ่านการจัดพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดต่ำ หรือไม่สัมพันธ์กับตลาดเลย (Uncorrelated Assets) อาทิ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดโดยรวมได้

    2. เศรษฐกิจไทยปี 2026 โตต่ำ ติดกลุ่มท้ายเอเชีย

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2026 ยังคงอยู่ในภาวะซบเซาท่ามกลางอัตราการเติบโตที่ชะลอตัว โดยประมาณการ GDP จากหลายสำนักอยู่ที่ราว 1.5–1.7% ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจสะท้อนภาพเดียวกัน

    โดยคาดว่าการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนจะอยู่ที่ประมาณ 5% ใกล้เคียงระดับต่ำสุดของภูมิภาค สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ท้าทาย เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดอื่นในเอเชีย

    ปัจจัยความกังวลหลักของประเทศไทยประกอบด้วย การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกที่ปรับลดลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อบรรยากาศการลงทุนและศักยภาพการเติบโตในระยะยาวของประเทศ

    3. มุมมองต่างชาติ ระวังไทยมากขึ้น แต่ยังไม่ทิ้ง!

    นักลงทุนต่างชาติมีท่าทีระมัดระวังต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น สะท้อนผ่านกระแสเงินทุนที่ไหลออกอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดลงของระดับมูลค่าหลักทรัพย์ (Valuation de-rating) ปัจจัยกดดันหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

    ความไม่แน่นอนทางการเมือง และข้อจำกัดในการเข้าถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีอัตราการเติบโตสูง ทำให้ประเทศไทยมีความโดดเด่นน้อยกว่าบางตลาดในเอเชียเหนือซึ่งมีธีมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลกที่แข็งแกร่งกว่า 

    ด้วยเหตุนี้ ตลาดหุ้นในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประเทศไทย จึงยังคงฟื้นตัวได้ช้ากว่าตลาดหุ้นโลกโดยรวม อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเริ่มถูกมองว่าเป็นตลาดที่มีความยืดหยุ่น (Resilient Market)

    โดยหุ้นที่มีรายได้สม่ำเสมอและกระแสเงินสดมั่นคงยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้ค่อนข้างดีและยังคงเป็นจุดดึงดูดสำคัญสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนจากเงินปันผล (Yield) และการลงทุนในหุ้นเชิงรับ (Defensive)

    4. กลยุทธ์ปีผันผวน กระจายให้ลึกและกว้าง!

    LGT เผยธีมการลงทุนหลักของเราในปี 2569 คือ “การกระจายความเสี่ยง” ทั้งในมิติของภูมิภาคและประเภทสินทรัพย์ โดยแม้สหรัฐฯ จะยังคงเป็นตลาดที่เรามีมุมมองเชิงบวก แต่เราแนะนำให้นักลงทุนมองหาโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในส่วนอื่นๆ 

    ขณะเดียวกัน เรายังให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์และกลยุทธ์ที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นและพันธบัตรแบบดั้งเดิมในระดับต่ำ หรือไม่สัมพันธ์กันเลย อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนอกตลาด (Private Infrastructure) กลยุทธ์ Equity Long-Short และกลยุทธ์ Market Neutral ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนโดยรวม

    5. หุ้นไทยที่ยังขายได้ ปันผลสูง = หลุมหลบภัย ?

    หุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง (High Dividend Yield Stocks) ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างชาติ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่โอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศมีข้อจำกัด บริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่งจึงเลือกปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผล (Dividend Payout Ratios) เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ให้แก่นักลงทุน 

    ด้วยเหตุนี้ หุ้นกลุ่มปันผลสูงจึงถูกนำมาใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดสรรสินทรัพย์เชิงรับ (Defensive Allocation) และทำหน้าที่เสมือน “หลุมหลบภัย” ในช่วงที่ตลาดเผชิญกับความผันผวนสูงหรืออยู่ในภาวะปรับฐาน

    6. ตลาดหุ้นใดในเอเชียที่มีความน่าสนใจลงทุนมากที่สุด ?

    LGT มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดจีนและญี่ปุ่น แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของจีนจะยังคงอยู่ในภาวะซบเซา แต่ยังมีอุตสาหกรรมด้านนวัตกรรมที่น่าสนใจและเปิดโอกาสในการลงทุนอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ (Robotics) ทั้งนี้ เราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ และเลือกลงทุนแบบคัดเลือกเป็นรายตัวในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค 

    สำหรับตลาดญี่ปุ่น การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่งนับตั้งแต่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้ออีกครั้ง (Reflation) การกลับมาของเงินเฟ้อในรอบกว่าสามทศวรรษช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นจากการออมไปสู่การใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตของกำไรภาคธุรกิจ

    7. Mindset ที่นักลงทุนไทยควรยึดถือในปี 2026 คืออะไร ?

    นักลงทุนไทยควรเปิดรับโอกาสการลงทุนในระดับโลก แสวงหาสินทรัพย์และกลยุทธ์การลงทุนรูปแบบใหม่ และสร้างพอร์ตการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างแท้จริงในระดับสากล

    โลกผันผวนยาว ไทยโตต่ำ! LGT เปิด 7 เข็มทิศลงทุนปี 2026 ปรับพอร์ตใหม่ก่อนเกมเปลี่ยน

    สินทรัพย์เสี่ยงได้ไปต่อ-หุ้นไทยผลตอบแทนต่ำ

    ก่อนหน้านี้ นายสเตฟาน โฮเฟอร์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้านักยุทธศาสตร์การลงทุน ในทีมบริการด้านการลงทุนของ LGT Private Banking ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวถึงมุมมองการลงทุนปี 2569 ว่า สินทรัพย์เสี่ยงยังคงได้รับแรงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนที่เพิ่มสูงขึ้น คาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่สินทรัพย์เสี่ยงยังคงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ 

    ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของตลาดการลงทุนในปีนี้ คือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการขึ้นภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาแล้วถึง 3 ปี ส่งผลให้ในปี 2569 ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นสหรัฐไม่ได้อยู่ในระดับที่ถูกอีกต่อไป

    หากพิจารณาในเชิงลึก ตลาดอาจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ที่การเติบโตของกำไรบริษัทมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยในอดีตอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ยระยะยาวอยู่ที่ราว 14% ขณะที่ช่วงปี 2563–2568 การเติบโตของกำไรเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 16%

    สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงมีแนวโน้มที่ดี แต่แนะนำให้นักลงทุนทยอยขายทำกำไรบางส่วน เพื่อกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นมากขึ้น เนื่องจากมองว่าตลาดในปีนี้จะมีความผันผวนสูงขึ้น แม้หุ้นเทคโนโลยียังคงเป็นผู้นำด้านการเติบโตของกำไร แต่เริ่มเห็นการขยายตัวของกำไรไปยังหุ้นนอกกลุ่ม 7 นางฟ้า มากขึ้น

    กลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนถือครองทองคำ โดยมองว่าราคาทองคำในปีนี้อาจขึ้นไปแตะระดับ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ พร้อมแนะนำให้ขายทำกำไรหุ้นกลุ่ม AI บางส่วน และหันไปลงทุนหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และทองคำ

    สเตฟาน โฮเฟอร์

    ขณะที่มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นลบ โดยมองว่าตลาดอยู่ในภาวะ Underperform  สะท้อนจากดัชนี SET ที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบเดิมมากว่า 10 ปี สาเหตุหลักมาจากศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนไทยที่ยังขาดการสร้างนวัตกรรม เมื่อเทียบกับตลาดอย่างเกาหลีใต้ที่มีหุ้นขนาดใหญ่ด้านนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยขาดการเติบโตในระยะยาวอย่างชัดเจน

    อีกทั้ง ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงอยู่ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่นโยบายการคลังสำหรับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    ในด้านบวก ตลาดอาจได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ตลอดจนการบริหารจัดการเงินทุนของภาคธุรกิจที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านระดับการจ่ายเงินปันผลที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจำนวนการซื้อหุ้นคืนที่เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ได้คัดหุ้นไทยออกจากพอร์ตการลงทุนตั้งแต่กลางปี 2568 และปัจจุบันไม่มีการลงทุนในหุ้นไทยเลย โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.5–1.7% ซึ่งถือว่าอ่อนแอเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย

    ขณะที่การเติบโตของกำไรบริษัท (Earnings Growth) คาดว่าจะอยู่ที่ 4% อย่างไรก็ตาม แม้มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยจะยังไม่เป็นบวก แต่ดัชนีปรับตัวลงมามาก อาจมีโอกาสเกิดการรีบาวด์ในระยะสั้นได้บ้าง แต่คาดว่าจะเป็นการฟื้นตัวในกรอบที่จำกัด.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737018&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw04j__2fwbhcA96cqi-ciJD

  • “ซิดนีย์-อภินันท์” ลุยหาเสียงย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ หนุนลดต้นทุน เร่งฟื้นท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม

    “ซิดนีย์-อภินันท์ พัฒนศิริ” หาเสียงย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 คุยผู้ประกอบการท่องเที่ยว-สตรีทฟู้ด-ธุรกิจรถสองแถว หนุนลดต้นทุน เร่งแก้ปัญหา ทลายข้อจำกัดอุปสรรคจากอุทกภัย」

    เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 25 มกราคม นายอภินันท์ พัฒนศิริ หรือซิดนีย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลงพื้นที่พบปะผู้ประกอบการย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 เพื่อรับฟังปัญหาการทำธุรกิจในย่านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการท่องเที่ยวที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง สืบเนื่องจากผลกระทบปัญหาอุทกภัยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา โดยได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับกลุ่มเจ้าของร้านอาหารสตรีทฟู้ด และเจ้าของธุรกิจรถสองแถวรับจ้างที่สะท้อนถึงอุปสรรคสำคัญของระบบเศรษฐกิจหาดใหญ่

    ซิดนีย์-อภินันท์ พัฒนศิริ มองว่าย่านเศรษฐกิจหาดใหญ่ สาย 1-2-3 คือต้นแบบของความสำเร็จที่เกิดจากหยาดเหงื่อของภาคเอกชนหาดใหญ่โดยแท้จริง แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดรวมไปถึงความยากลำบากจากอุปสรรคการบริหารจัดการอุทกภัยน้ำท่วมของภาครัฐที่ล้มเหลว ไม่เอื้อต่อการดำเนินงานในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้เสียโอกาสในการขยายตัวและต้องแบกรับต้นทุนแฝงจากการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ส่วนการเน้นการบริหารจัดการน้ำท่วมเชิงรุก ต้องมีความเข้าใจตั้งแต่การป้องกัน กู้ภัย และเยียวยา โดยมีมาตรฐานรวมศูนย์กลางการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉิน หรือ Emergency Operation Center (EOC) และศูนย์กระจายข่าวสารและแจ้งเตือนแบบบูรณาการ หรือ Joint Information Center (JIC) และมีระบบการสั่งการจากผู้บังคับบัญชาเป็นระบบ หรือ Single Command

    ทั้งนี้ พรรคประชาชาติ นำโดย พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 มีนโยบาย การฟื้นฟูลูกหนี้ ด้วยการผลักดันกฎหมายฟื้นฟูลูกหนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ และมีนโยบายเศรษฐกิจ ที่มุ่งลดภาระค่าครองชีพหรือการแก้ปัญหาพลังงาน

    #ซิดนีย์อภินันท์ #พรรคประชาชาติ #หาเสียงหาดใหญ่ #เศรษฐกิจหาดใหญ่ #สตรีทฟู้ด #ผู้ประกอบการท่องเที่ยว #น้ำท่วมใต้ #ลดต้นทุน #ฟื้นเศรษฐกิจ #เลือกตั้ง2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/125149&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37nbAHCSWPPNN4hReq_TdO

  • C

    C

    บริการ Cross-Border QR Payment กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ที่ช่วยหนุนบรรยากาศการท่องเที่ยว ของประเทศไทย ในช่วงปลายปีให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังการขยายความร่วมมือด้านระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน ทำให้นักท่องเที่ยวจากหลายประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน สามารถใช้แอปพลิเคชันชำระเงิน จากประเทศต้นทาง ของตนเอง สแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการในประเทศไทยได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย จนขึ้นเป็นประเทศที่มีมูลค่าการใช้จ่ายผ่าน Thai QR สูงสุดเป็นอันดับ 1

    Cross-Border QR Payment หนุนท่องเที่ยวปลายปีนักท่องเที่ยวจีนครองอันดับ 1 ใช้จ่ายผ่าน Thai QR

    บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (NITMX) ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแห่งชาติ ในฐานะ Interbank Transaction Management and Exchange ของประเทศไทย เดินหน้าขยายความร่วมมือระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยจับมือกับ 3 ผู้ให้บริการชำระเงินรายใหญ่จากจีน ได้แก่ UnionPay International, Ant International (เชื่อมต่อกับ Alipay ผ่านแพลตฟอร์ม Alipay+) และ Tenpay Payment Technology (ผู้ให้บริการ WeChat Pay) เพื่อเชื่อมโยงระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทยและจีนอย่างเต็มรูปแบบ

    หลังจากมีการลงนามบันทึกความเข้าใจและพัฒนาการเชื่อมต่อระบบอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือไทย-จีน ด้านการชำระเงินข้ามพรมแดนเริ่มเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริการ Cross-Border QR Payment ภายใต้การบริหาร จัดการของ NITMX เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ข้อมูลล่าสุดประจำเดือนธันวาคม 2568 ของ NITMX ระบุว่า มูลค่าธุรกรรม Cross-Border QR Payment ขาเข้า (Inbound) มีมูลค่ารวมสูงถึง 809.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 143% สะท้อนการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิทัลของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ประเทศที่มีมูลค่าธุรกรรมสูงสุด 3 อันดับแรกในเดือนธันวาคม 2568 ได้แก่
    อันดับ 1 จีน มูลค่า 409.92 ล้านบาท
    อันดับ 2 มาเลเซีย มูลค่า 174.99 ล้านบาท
    อันดับ 3 ลาว มูลค่า 70.56 ล้านบาท

    ความร่วมมือระหว่าง NITMX กับ UnionPay International, Ant International (Alipay+) และ Tenpay Payment Technology (WeChat Pay) ไม่เพียงเป็นการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระหว่างไทยและจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อระบบการเงินไทยเข้ากับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลก ช่วยยกระดับบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการชำระเงินดิจิทัลแห่งเอเชีย ภายใต้ระบบที่มีความปลอดภัย มั่นคง และได้มาตรฐานสากล นักท่องเที่ยวจีนขึ้นนำเป็นอันดับ 1 ด้านมูลค่าการใช้จ่ายผ่าน Thai QR จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนว่า ความร่วมมือไทย-จีนด้านการชำระเงินข้ามพรมแดนไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงเชิงนโยบาย แต่เป็นระบบที่ใช้งานได้จริง ช่วยลดอุปสรรคในการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว เพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และสนับสนุนการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    NITMX ยังคงมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และรองรับการขยายตัวของธุรกรรมทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่บทบาทศูนย์กลางการชำระเงินดิจิทัลของภูมิภาค และเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับเศรษฐกิจโลกอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=http://www.newswit.com/th/ievz8fjdppn5sz7nl3j9wuws6ll6xm5u&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NBZkkZV-IZeapHE2cq3FP

  • อโกด้าเผย กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชีย

    อโกด้าเผย กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชีย

    อโกด้าเผย กรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 ใน 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของเอเชีย สำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยลว่า กรุงเทพฯ ครองอันดับ 2 ของจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเอเชียสำหรับนักเดินทางต่างชาติในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนในด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ในใจนักเดินทางชาวไทย นอกจากนี้ข้อมูลของอโกด้ายังระบุอีกว่า โตเกียว เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีน เช่นเดียวกับที่ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ แซงหน้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนปีนี้

    การเดินทางขาเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน นำโดยนักเดินทางจากจีนตามมาด้วยมาเลเซียและเกาหลีใต้ โดยในปีนี้พัทยาได้รับความนิยมพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3 รองมาจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต แซงหน้าแชมป์เก่าอันดับ 3 ของปีที่แล้วอย่างหาดใหญ่ นักเดินทางจำนวนมากต่างหลั่งไหลมายังกรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นถนนเยาวราชที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงตระการตาตลอดแนว พร้อมชมการเชิดสิงโต เพลิดเพลินกับตลาดนัดกลางคืน และกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลที่วัดมังกรกมลาวาส ส่วนภูเก็ตนั้นยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส นักเดินทางยังสามารถนั่งเรือไปตามเกาะต่าง ๆ เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพัทยาก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพักผ่อนริมชายฝั่ง ที่นักเดินทางสามารถทั้งสัมผัสความงดงามของขนบธรรมเนียมและความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

    ในส่วนของการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากอโกด้าเผยให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยในปีนี้ โดยเชียงใหม่ได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 สลับตำแหน่งกับพัทยาซึ่งครองอันดับ 2 ในปีที่ผ่านมา ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสอากาศหนาวทางภาคเหนือ ซึ่งมีศูนย์กลางการเฉลิมฉลองอยู่ที่ตลาดวโรรสและตรอกเล่าโจ๊ว นอกจากนี้ นักเดินทางยังสามารถสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองผ่านขบวนพาเหรดมังกรที่เริ่มต้นจากประตูท่าแพ การประกวดนางงาม ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรม ณ ศาลเจ้าปุงเถ่ากงได้อีกด้วย

    สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โตเกียว โอซาก้า และไทเป คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยไทเปเป็นเมืองที่ก้าวเข้ามาติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก การที่ไทเปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนติด 3 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มสูงขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) เชิงวัฒนธรรม โดยนักเดินทางมักไปรวมตัวกันที่วัดหลงซานเพื่อกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคล

    ปีมะเมียหรือปีม้านี้เป็นสัญลักษณ์ของพลังและการผจญภัย ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปสำรวจจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย โดยเทศกาลตรุษจีนไม่เพียงแต่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่และการเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่ยังเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการกลับมาพบคนที่รักรวมไปถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการออกไปค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปเยือนสถานที่ที่คุ้นเคย หรือการเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในต่างแดนนางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนเข้าสู่ปีม้าทำให้เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทั่วเอเชีย และเป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นนักเดินทางจำนวนมากขึ้นเลือกเดินทางมายังประเทศไทย โดยมีกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาคนี้ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เหมาะกับการเฉลิมฉลอง เป็นพื้นที่ที่ผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยการผสมผสานกลิ่นอายมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการเฉลิมฉลองที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้เทศกาลนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเลือกพักผ่อนในเมืองไทยหรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศเดินทางไปต่างประเทศ อโกด้าพร้อมนำเสนอข้อเสนอสุดพิเศษ ทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้เพื่อให้การฉลองปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำตลอดไป”หากมองถึงเทรนด์ความนิยมของนักเดินทางทั่วเอเชีย จะพบว่าเมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้คนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี โตเกียว ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย กรุงเทพฯ, ไทเป, โอซาก้า และ โซล เป็น 5 อันดับแรก ตามมาด้วย ฟุกุโอกะ, กัวลาลัมเปอร์, ซัปโปโร, สิงคโปร์ และ ฮ่องกง เป็น 10 อันดับยอดนิยม

    สำหรับนักเดินทางที่กำลังวางแผนทริปตรุษจีนสามารถเลือกข้อเสนอที่หลากหลายของอโกด้า ซึ่งครอบคลุมทั้งที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง เส้นทางบินมากกว่า 130,000 เส้นทาง และกิจกรรมต่าง ๆ อีกกว่า 300,000 รายการ นอกจากนี้ อโกด้ายังจัดโปรโมชัน Mega Sale ระหว่างวันที่ 14-28 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อมอบส่วนลดที่พักสูงสุดถึง 60% พร้อมดีลพิเศษ Flash Sale ลดสูงสุดถึง 70% เฉพาะวันที่ 17 กุมภาพันธ์ รวมถึงข้อเสนอสำหรับเที่ยวบินและกิจกรรมต่าง ๆ สำหรับสมาชิก Agoda VIP จะได้รับข้อเสนอพิเศษก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 10-13 กุมภาพันธ์ โดยสามารถติดตามข้อเสนอล่าสุดได้ทางแอปพลิเคชัน Agoda หรือที่เว็บไซต์ agoda.com/deals


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12783845&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NH_rPhhs4sKO0-3Incru-

  • ตรุษจีนปีม้าคึกคัก! “กรุงเทพฯ” มาแรงครองอันดับ 2 จุดหมายยอดฮิตในเอเชียบนอโกด้า

    ตรุษจีนปีม้าคึกคัก! “กรุงเทพฯ” มาแรงครองอันดับ 2 จุดหมายยอดฮิตในเอเชียบนอโกด้า

    ตรุษจีนปีม้าคึกคัก!

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า กรุงเทพฯ ครองอันดับ 2 ของจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเอเชียสำหรับนักเดินทางต่างชาติในช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่วนในด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ในใจนักเดินทางชาวไทย

    นอกจากนี้ข้อมูลของอโกด้ายังระบุอีกว่า โตเกียว เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีน

    เช่นเดียวกับที่ ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับนักเดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่ แซงหน้าประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีนปีนี้

    ตรุษจีนปีม้าคึกคัก!

    การเดินทางขาเข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีน นำโดยนักเดินทางจากจีนตามมาด้วยมาเลเซียและเกาหลีใต้ โดยในปีนี้พัทยาได้รับความนิยมพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3 รองมาจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต แซงหน้าแชมป์เก่าอันดับ 3 ของปีที่แล้วอย่างหาดใหญ่ นักเดินทางจำนวนมากต่างหลั่งไหลมายังกรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นถนนเยาวราชที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงตระการตาตลอดแนว พร้อมชมการเชิดสิงโต เพลิดเพลินกับตลาดนัดกลางคืน และกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลที่วัดมังกรกมลาวาส ส่วนภูเก็ตนั้นยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส นักเดินทางยังสามารถนั่งเรือไปตามเกาะต่าง ๆ เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพัทยาก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพักผ่อนริมชายฝั่ง ที่นักเดินทางสามารถทั้งสัมผัสความงดงามของขนบธรรมเนียมและความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

    ในส่วนของการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากอโกด้าเผยให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยในปีนี้ โดยเชียงใหม่ได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 สลับตำแหน่งกับพัทยาซึ่งครองอันดับ 2 ในปีที่ผ่านมา ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสอากาศหนาวทางภาคเหนือ ซึ่งมีศูนย์กลางการเฉลิมฉลองอยู่ที่ตลาดวโรรสและตรอกเล่าโจ๊ว นอกจากนี้ นักเดินทางยังสามารถสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองผ่านขบวนพาเหรดมังกรที่เริ่มต้นจากประตูท่าแพ การประกวดนางงาม ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรม ณ ศาลเจ้าปุงเถ่ากงได้อีกด้วย

    ส่วนนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โตเกียว โอซาก้า และไทเป คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยไทเปเป็นเมืองที่ก้าวเข้ามาติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก การที่ไทเปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนติด 3 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มสูงขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) เชิงวัฒนธรรม โดยนักเดินทางมักไปรวมตัวกันที่วัดหลงซานเพื่อกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคล

    สำหรับปีมะเมียหรือปีม้านี้เป็นสัญลักษณ์ของพลังและการผจญภัย ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปสำรวจจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย โดยเทศกาลตรุษจีนไม่เพียงแต่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่และการเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่ยังเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการกลับมาพบคนที่รักรวมไปถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการออกไปค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปเยือนสถานที่ที่คุ้นเคย หรือการเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในต่างแดน

    น.ส.อรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า การเปลี่ยนเข้าสู่ปีม้าทำให้เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทั่วเอเชีย และเป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นนักเดินทางจำนวนมากขึ้นเลือกเดินทางมายังประเทศไทย โดยมีกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาคนี้ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เหมาะกับการเฉลิมฉลอง เป็นพื้นที่ที่ผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยการผสมผสานกลิ่นอายมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการเฉลิมฉลองที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้เทศกาลนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเลือกพักผ่อนในเมืองไทยหรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศเดินทางไปต่างประเทศ อโกด้าพร้อมนำเสนอข้อเสนอสุดพิเศษ ทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมต่าง ๆ ไว้เพื่อให้การฉลองปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำตลอดไป

    ทั้งนี้ หากมองถึงเทรนด์ความนิยมของนักเดินทางทั่วเอเชีย จะพบว่าเมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้คนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี โตเกียว ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย กรุงเทพฯ, ไทเป, โอซาก้า และโซล เป็น 5 อันดับแรก ตามมาด้วย ฟุกุโอกะ, กัวลาลัมเปอร์, ซัปโปโร, สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็น 10 อันดับยอดนิยม


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12783881&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eeY9OienYes1NB0DLrSTg

  • รองผู้ว่าฯ เลย พอใจ เชียงคานขยับรับนโยบาย “ไร้ขยะ” หลังสั่งเข้มแก้ปัญหาเมืองท่องเที่ยว

    รองผู้ว่าฯ เลย พอใจ เชียงคานขยับรับนโยบาย “ไร้ขยะ” หลังสั่งเข้มแก้ปัญหาเมืองท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    รองผู้ว่าฯ เลย พอใจ เชียงคานขยับรับนโยบาย “ไร้ขยะ” หลังสั่งเข้มแก้ปัญหาเมืองท่องเที่ยว

    วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.04 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เลย – ความคืบหน้ากรณีก่อนหน้านี้ที่ นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอำเภอเชียงคาน และพบปัญหาขยะกระจัดกระจายตามถนน ริมแม่น้ำโขง โดยเฉพาะบริเวณลานวัฒนธรรม ถนนชายโขง และระเบียงริมโขง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัด จนต้องลงมือเก็บขยะด้วยตนเอง สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง

    ล่าสุด นายประยูร เปิดเผยว่า ภายหลังได้กำชับให้เทศบาลตำบลเชียงคานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พบว่าพื้นที่มีการปรับปรุงดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบาย “เชียงคานไร้ขยะ”

    ทั้งนี้ มาตรการที่มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การเพิ่มจุดทิ้งขยะและถังขยะให้เพียงพอ ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ให้เห็นชัดเจน ไม่ปล่อยให้เป็นจุดอับสายตา การเพิ่มความถี่ในการจัดเก็บขยะ เพื่อลดปัญหาขยะล้นถัง รวมถึงการรณรงค์ขอความร่วมมือนักท่องเที่ยวและประชาชนช่วยกันรักษาความสะอาด เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของเมืองท่องเที่ยว

    รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ระบุว่า อำเภอเชียงคานถือเป็นหน้าตาของจังหวัด และลานวัฒนธรรมเป็นจุดหมายสำคัญที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมา จึงไม่สามารถปล่อยให้ขยะกระทบภาพลักษณ์ได้ พร้อมแสดงความพึงพอใจและชื่นชมเทศบาลและทุกหน่วยงานที่ร่วมกันปรับปรุงพื้นที่ให้สะอาดเป็นระเบียบมากขึ้น

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/463528&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02w8QRGqwzGJiyeYAuQ4UB

  • GMM SHOW ปั้นเทศกาลดนตรี ‘นั่งเล่นกาญ’ หนุนเศรษฐกิจฐานราก คาดสร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวทะลุ 100 ล้านบาท

    GMM SHOW ปั้นเทศกาลดนตรี ‘นั่งเล่นกาญ’ หนุนเศรษฐกิจฐานราก คาดสร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวทะลุ 100 ล้านบาท

    ท่ามกลางความพยายามของหลายจังหวัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและดึงเม็ดเงินท่องเที่ยวจากเมืองใหญ่ การจัดอีเวนต์ระดับประเทศกำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับพื้นที่

    ล่าสุด จังหวัดกาญจนบุรีก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในหมุดหมายใหม่ของอุตสาหกรรมดนตรี เตรียมจัดงานเฟสติวัล ‘นั่งเล่นกาญ’ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพทั้งชาวไทยและต่างชาติ และสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

    วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า ผู้จัดงานคอนเสิร์ตรายใหญ่อย่าง GMM SHOW เลือกกาญจนบุรีเป็นสถานที่จัดเทศกาลดนตรี ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความพร้อมของจังหวัดในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นทำเลที่ตั้งซึ่งเดินทางสะดวก ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งประวัติศาสตร์และทัศนียภาพที่โดดเด่น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน ที่พัก และศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    ทั้งนี้ งานนั่งเล่นกาญยังถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยการถ่ายทอดบรรยากาศงานผ่านโซเชียลมีเดียของนักท่องเที่ยว จะช่วยทำหน้าที่เป็นสื่อประชาสัมพันธ์จังหวัดในวงกว้าง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณภาครัฐ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของกาญจนบุรีถูกยกระดับให้ทันสมัย และมีอัตลักษณ์ชัดเจน ที่สามารถจัดกิจกรรมได้ตลอดทั้งปี

    อีกทั้งยังช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นวงกว้าง ตั้งแต่โรงแรม รีสอร์ต โฮมสเตย์ ร้านอาหาร คาเฟ่ ระบบขนส่ง ไปจนถึงร้านค้าของฝาก ทั้งหมดนับเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยคาดว่าในช่วงสุดสัปดาห์ของการจัดงาน จะเกิดการใช้จ่ายรวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

    ด้าน สรียา บุญมาก ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานกาญจนบุรี ย้ำว่า งานดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการพักค้างคืนของนักท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกลุ่มผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และมีแนวโน้มใช้จ่ายทั้งในพื้นที่จัดงานและแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง สอดคล้องกับกลยุทธ์ของ ททท. กาญจนบุรี ที่มุ่งขยายฐานนักท่องเที่ยวคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อทริป

    โดยนักท่องเที่ยวยังสามารถเชื่อมโยงการเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ สกายวอล์กกาญจนบุรี สะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ ถ้ำกระแซ เมืองมัลลิกา ร.ศ. 124 รวมถึงร้านอาหารและคาเฟ่หลากหลายสไตล์

    อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของการจัดงานไม่ได้จำกัดเพียงระยะสั้น แต่ยังส่งผลเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะด้าน City Branding ที่จะทำให้กาญจนบุรีถูกจดจำในฐานะเมืองสร้างสรรค์ ที่สามารถรองรับงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ระดับสากลได้ และคนในพื้นที่ยังจะได้รับการพัฒนาทักษะจากการมีส่วนร่วมในกระบวนการจัดงาน ทั้งด้านบริการ การขนส่ง และการบริหารจัดการ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานแรงงานในพื้นที่ และเปิดโอกาสใหม่ทางอาชีพให้กับเยาวชนในจังหวัดในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/gmm-show-music-festival-kanchanaburi-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YEx7wKx9h76GLUJIkuKgu

  • “เซ็นทารา” เตรียมเปิดโรงแรมแห่งที่สองในญี่ปุ่น เปิดตัว “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/business/125194&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zg1rnj2u-NByo47p1xNfC

  • NT ร่วมกับ นยปส รุ่น 13 มอบบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง  ร่วมเติมฝัน…สร้างอนาคตชุมชนบ้านน้ำแจ้งพัฒนา

    NT ร่วมกับ นยปส รุ่น 13 มอบบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ร่วมเติมฝัน…สร้างอนาคตชุมชนบ้านน้ำแจ้งพัฒนา

    ไอที

    NT ร่วมกับ นยปส รุ่น 13 มอบบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ร่วมเติมฝัน…สร้างอนาคตชุมชนบ้านน้ำแจ้งพัฒนา

    วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.09 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    NT ร่วมกับ นยปส รุ่น 13 มอบบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

    ร่วมเติมฝัน…สร้างอนาคตชุมชนบ้านน้ำแจ้งพัฒนา

    พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ให้การต้อนรับคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.) รุ่นที่ 13 มอบระบบสื่อสารโทรคมนาคมบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านดาวเทียม เพื่อสร้างโอกาสให้ชุมชนเน้นการสร้างความเท่าเทียมและการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยภารกิจครั้งนี้ NT ได้เข้าติดตั้งบริการ NT NexConect ซึ่งเป็นบริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Oneweb พร้อมติดตั้ง access point WiFi  จำนวน 3 จุดในพื้นที่โดยรอบหมู่บ้านน้ำแจ้งพัฒนา ตำบลนาบัว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

     โดยเจตนารมณ์ของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการส่งมอบบริการสื่อสารเพื่อช่วยเหลือชุมชน ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและสังคม ร่วมถึงสนับสนุนให้เกิดการสร้างโอกาสเข้าถึงเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาชุมชนทั้งในด้านเพิ่มคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ในรูปแบบใหม่ที่ยั่งยืนในอนาคต

     สำหรับชุมชนบ้านน้ำแจ้งพัฒนา เป็นหมู่บ้านเล็กท่ามกลางหุบเขาของ ตำบลนาบัว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ประชากรในหมู่บ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง โดยในพื้นที่ของหมู่บ้านได้เปิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวให้สามารถเข้าไปเที่ยวชม สัมผัสธรรมชาติ วิถีชีวิตและวัฒนธรรมพื้นถิ่นทั้งในด้านการแต่งกาย อาหาร อาชีพของชาเผ่าม้งที่น่าสนใจ นอกจากนี้ภายในหมู่บ้านยังมีจุดชมวิว 360 องศา ที่สวยงามสามารถชมหมอกยามเช้าที่อุณหภูมิประมาณ 15 องศาเซลเซียล

    ทั้งนี้ NT มีความมุ่งมั่นในการดำเนินบทบาทในฐานะองค์กรโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ ที่ไม่เพียงให้บริการด้านการสื่อสารโทรคมนาคมอย่างมีประสิทธิภาพ หากแต่ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/463606&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iOHsOriF0wJZGhkkXWKyl