Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรุงเทพฯติดท็อปท่องเที่ยวตรุษจีน

    กรุงเทพฯติดท็อปท่องเที่ยวตรุษจีน

    โดยในปีนี้พัทยาได้รับความนิยมพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3 รองมาจากจุดหมายปลายทางยอดนิยมอย่างกรุงเทพฯ และภูเก็ต แซงหน้าแชมป์เก่าอันดับ 3 ของปีที่แล้วอย่างหาดใหญ่ นักเดินทางจำนวนมากต่างหลั่งไหลมายังกรุงเทพฯ เพื่อสัมผัสบรรยากาศการเฉลิมฉลองสุดยิ่งใหญ่

    ไม่ว่าจะเป็นถนนเยาวราชที่ประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงตระการตาตลอดแนว พร้อมชมการเชิดสิงโต เพลิดเพลินกับตลาดนัดกลางคืน และกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคลที่วัดมังกรกมลาวาส ส่วนภูเก็ตนั้นยังคงเปี่ยมเสน่ห์ด้วยการผสมผสานมรดกทางวัฒนธรรมสไตล์ชิโนโปรตุกีส นักเดินทางยังสามารถนั่งเรือไปตามเกาะต่างๆ เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตกได้อีกด้วย และความนิยมที่เพิ่มขึ้นของพัทยาก็สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการพักผ่อนริมชายฝั่ง ที่นักเดินทางสามารถทั้งสัมผัสความงดงามของขนบธรรมเนียมและความบันเทิงสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

    ในส่วนของการเดินทางภายในประเทศ ข้อมูลจากอโกด้าเผยให้เห็นว่า กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพัทยา คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเดินทางชาวไทยในปีนี้ โดยเชียงใหม่ได้ขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 สลับตำแหน่งกับพัทยาซึ่งครองอันดับ 2 ในปีที่ผ่านมา ความนิยมที่เพิ่มขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการสัมผัสอากาศหนาวทางภาคเหนือ ซึ่งมีศูนย์กลางการเฉลิมฉลองอยู่ที่ตลาดวโรรสและตรอกเล่าโจ๊ว นอกจากนี้ นักเดินทางยังสามารถสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมของเมืองผ่านขบวนพาเหรดมังกรที่เริ่มต้นจากประตูท่าแพ การประกวดนางงาม ตลอดจนการแสดงทางวัฒนธรรม ณ ศาลเจ้าปุงเถ่ากงได้อีกด้วย

    สำหรับนักเดินทางชาวไทยที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ โตเกียว โอซากา และไทเป คือ 3 จุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยไทเปเป็นเมืองที่ก้าวเข้ามาติดอันดับ 3 เป็นครั้งแรก การที่ไทเปได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นจนติด 3 อันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจที่เพิ่มสูงขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) เชิงวัฒนธรรม โดยนักเดินทางมักไปรวมตัวกันที่วัดหลงซานเพื่อกราบไหว้ขอพรเสริมสิริมงคล

    ปีมะเมียหรือปีม้านี้เป็นสัญลักษณ์ของพลังและการผจญภัย ซึ่งช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเดินทางออกไปสำรวจจุดหมายปลายทางที่หลากหลาย โดยเทศกาลตรุษจีนไม่เพียงแต่ถือเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสิ่งใหม่และการเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่ยังเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับการกลับมาพบคนที่รัก รวมไปถึงการเปิดรับสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการออกไปค้นหาตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปเยือนสถานที่ที่คุ้นเคย หรือการเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ในต่างแดน

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของอโกด้า เปิดเผยว่า “การเปลี่ยนเข้าสู่ปีม้าทำให้เทศกาลตรุษจีนเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวทั่วเอเชีย และเป็นเรื่องน่ายินดีที่เห็นนักเดินทางจำนวนมากขึ้นเลือกเดินทางมายังประเทศไทย โดยมีกรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของภูมิภาคนี้ ซึ่งกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เหมาะกับการเฉลิมฉลอง เป็นพื้นที่ที่ผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมมาใช้ชีวิตและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวด้วยการผสมผสานกลิ่นอายมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับการเฉลิมฉลองที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว ทำให้เทศกาลนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเลือกพักผ่อนในเมืองไทยหรืออยากเปลี่ยนบรรยากาศเดินทางไปต่างประเทศ อโกด้าพร้อมนำเสนอข้อเสนอสุดพิเศษ ทั้งเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมต่างๆ ไว้เพื่อให้การฉลองปีใหม่เป็นช่วงเวลาที่น่าจดจำตลอดไป”

    อย่างไรก็ดี หากมองถึงเทรนด์ความนิยมของนักเดินทางทั่วเอเชีย จะพบว่าเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่นยังคงครองใจผู้คนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยมี โตเกียว ครองอันดับ 1 ตามมาด้วย กรุงเทพฯ, ไทเป, โอซากา และโซล เป็น 5 อันดับแรก ตามมาด้วย ฟุกุโอกะ, กัวลาลัมเปอร์, ซัปโปโร, สิงคโปร์ และฮ่องกง เป็น 10 อันดับยอดนิยม.

    รุ่งนภา สารพิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/937444/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13DCI0i8fuF3Zdx4NNHwM0

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ชงรื้อระบบเรียน 4 ปีจบ นักวิชาการ ชี้การศึกษาไทยไม่ทันโลก-ปริญญาสำคัญลดลง

    ชงรื้อระบบเรียน 4 ปีจบ นักวิชาการ ชี้การศึกษาไทยไม่ทันโลก-ปริญญาสำคัญลดลง

    ในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าหลักสูตรการศึกษา ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาสะท้อนภาพวิกฤตของระบบการศึกษาไทยที่ยังคงยึดติดกับรูปแบบเดิมที่สืบทอดมานานกว่า 100-200 ปี พร้อมเสนอแนวทาง “ปรับใหญ่” ทั้งในเชิงโครงสร้างและวิธีคิดเพื่อความอยู่รอดของทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต

    า ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ใบปริญญาด้อยค่า – วิกฤตเกษียณก่อนวัยในอายุ 45

    ผศ.ดร.อดิศร ระบุชัดเจนว่าในปัจจุบัน “ใบปริญญาเริ่มมีค่าน้อยกว่าความสามารถ ทักษะ และการปรับตัว” โลกของการทำงานเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีงานวิจัยชี้ว่าคนรุ่นใหม่จะต้องเปลี่ยนอาชีพอย่างน้อย 3-4 ครั้งในชีวิต ขณะที่ภาคธุรกิจและองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร เริ่มมีระบบที่ผลักให้คนทำงานต้องเกษียณหรือออกจากงานตั้งแต่อายุ 45-50 ปี หากระบบการศึกษาไม่สามารถเตรียมคนให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังคมไทยจะเผชิญกับปัญหาใหญ่ในการจัดการกับประชากรที่หลุดออกจากระบบแรงงานก่อนวัยอันควร

    ติดกับดัก “ระบบเพื่อคนจัดการ” แต่ไม่ใช่ “เพื่อผู้เรียน”

    หนึ่งในปัญหาโครงสร้างที่สำคัญคือ ระบบการศึกษาถูกออกแบบมาเพื่อความสะดวกของ “ผู้จัด” มากกว่า “ผู้เรียน” คณบดีฯ มธ. ชี้ให้เห็นว่า การยึดติดกับโมเดลที่ต้องเรียนจบปริญญาตรีใน 4 ปี คือฐานคิดที่ผิดพลาดในปัจจุบัน

    • ความล่าช้าของหลักสูตร: กระบวนการพัฒนาและอนุมัติหลักสูตรใช้เวลาร่วม 2 ปี เมื่อรวมกับเวลาเรียนอีก 4 ปี เท่ากับต้องใช้เวลาถึง 6 ปี กว่าจะผลิตบัณฑิตออกมา ซึ่งถึงเวลานั้นโลกก็เปลี่ยนไปเรียบร้อยแล้ว
    • ขาดความยืดหยุ่น: บางอาชีพอาจใช้เวลาฝึกฝนเพียง 6 เดือน ขณะที่บางอาชีพอาจต้องการมากกว่า 4 ปี แต่ระบบปัจจุบันกลับพยายามยัดทุกอย่างลงในโมเดลเดียวกันเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ

    ข้อเสนอ 4 เสาหลักสู่การปรับระบบนิเวศการเรียนรู้ เพื่อให้การปรับตัวเกิดขึ้นได้จริง ผศ.ดร.อดิศร ได้เสนอประเด็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ดังนี้:

    1. การกระจายอำนาจ (Decentralization): รัฐต้องให้อำนาจแก่พื้นที่และท้องถิ่นในการจัดการศึกษาด้วยตนเอง ทั้งในแง่งบประมาณและการออกแบบหลักสูตรที่เฉพาะเจาะจงกับความต้องการของพื้นที่

    2. การบูรณาการข้ามกระทรวง: การพัฒนาคนไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการหรือ อว. เท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทย สาธารณสุข และ พม. เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศการเรียนรู้” (Ecosystem) ที่ครอบคลุมทั้งสุขภาวะทางจิตและการพัฒนาศักยภาพรอบด้าน

    า ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    3. ยกระดับสายอาชีวะเทียบเท่าวิชาชีพชั้นสูง: เสนอให้ดูแบบอย่างจากประเทศฟินแลนด์ ที่ให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการแก่สายอาชีวะทัดเทียมกับแพทย์หรือวิศวกร เพื่อลบภาพจำการเป็นแรงงานไร้ทักษะ และสนับสนุนให้คนค้นพบตนเองได้เร็วขึ้น

    4. ปฏิรูปการรับครู: ต้องเปลี่ยนจากระบบที่คนอยากเป็นครูเพียงเพราะต้องการสวัสดิการหรือความมั่นคง (เช่น การกู้เงินสหกรณ์) ไปสู่การคัดกรองคนที่มี “Passion” ในการสอนอย่างแท้จริงตั้งแต่ต้นทาง

    นโยบายต้อง “ทำจริง” ไม่ใช่แค่ “ขายฝัน”

    ผศ.ดร.อดิศร ทิ้งท้ายถึงรัฐบาลว่า นโยบายการศึกษาที่ผ่านมามักมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “นโยบาย” กับ “การปฏิบัติจริง” หลายครั้งเป็นการหยิบนโยบายจากต่างประเทศมาใช้โดยที่คนหน้างานไม่เข้าใจ รัฐบาลจึงควรหยุดชูนโยบายที่สวยหรูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหันมาทำความเข้าใจความซับซ้อนของระบบ สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ไร้รอยต่อ และสามารถตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ได้จริง เพื่อไม่ให้มหาวิทยาลัยเป็นเพียงโรงงานผลิตบัณฑิตที่โลกไม่ต้องการอีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/649900&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y983lyjNKNGzqOI326BVP

  • “ตรีนุช” สั่งเร่งปฏิรูปประกันสังคม ศึกษาออกนอกระบบราชการ เพิ่มคล่องตัว-โปร่งใส

    “ตรีนุช” สั่งเร่งปฏิรูปประกันสังคม ศึกษาออกนอกระบบราชการ เพิ่มคล่องตัว-โปร่งใส

    “ตรีนุช” สั่งเร่งปฏิรูปประกันสังคม ศึกษาออกนอกระบบราชการ เพิ่มคล่องตัว-โปร่งใส

    ที่กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 26 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เรียกประชุมด่วนปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อศึกษาแนวทางการปฏิรูปองค์กรครั้งใหญ่ เพิ่มความคล่องตัว โปร่งใส สร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ประกันตน โดยให้มีการศึกษาแนวทางรายละเอียดการออกนอกระบบราชการของสำนักงานประกันสังคม ว่าจะมีผลดี ผลเสียอย่างไรในการยกระดับการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตน

    ทั้งนี้ นางสาวตรีนุช  กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมก็เหมือนบ้าน อายุ 35 ปีแล้ว ก็น่าจะถึงเวลาที่ต้องซ่อม ต้องปรับโครงสร้างใหม่ สอดคล้องกับบริบท สังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง การปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมครั้งนี้ ก็เพื่อทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบโจทย์โลกสมัยใหม่มากขึ้น ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการทำให้องค์กรแข็งแรงขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตนมากขึ้นด้วย

    อย่างไรก็ตาม ในการประชุม นางสาวตรีนุช ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร โดยมีประเด็นหลัก คือ 1.การบริหารจัดการที่คล่องตัว ปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นองค์กรในกำกับของรัฐ (Public Organization) จะช่วยให้การตัดสินใจด้านการลงทุนและการบริหารทรัพยากรบุคคลทำได้รวดเร็วขึ้น ไม่ติดขัดระเบียบราชการที่ซับซ้อน สามารถนำความรู้ และเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 2. ให้เป็นองค์กรที่มีความโปร่งใสและธรรมาภิบาล โดยเร่งวางระบบตรวจสอบ (Audit) ที่เข้มข้นขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตนว่าเงินสมทบทุกบาทจะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน 3.การยกระดับสิทธิประโยชน์ เมื่อองค์กรมีความคล่องตัว จะสามารถออกแบบสิทธิประโยชน์และบริการรูปแบบใหม่ๆ ให้เท่าทันต่อสถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    “สำนักงานประกันสังคมถือเป็นหัวใจสำคัญของพี่น้องแรงงาน การปฏิรูปให้ออกนอกระบบราชการไม่ใช่การแปรรูปเป็นเอกชน ซึ่งก็มีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือ กบข. ที่ออกนอกระบบแต่ก็ยังอยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง เพียงแต่คล่องตัวขึ้น ทำให้องค์กรบริหารงานได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อความยั่งยืนของกองทุนในระยะยาว”

    รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงาน จัดตั้ง “คณะทำงานศึกษาโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม” เพื่อจัดทำแผนโรดแม็พ (Roadmap) และทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และนักวิชาการ อย่างรอบด้านเพื่อวางแนวทางในการดำเนินการในอนาคตต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/125325&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_MT7zOKpzKgTNR3918VWI

  • “หมอยง” ชี้ความเสี่ยงโรค “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย แนะวิธีการป้องกัน

    “หมอยง” ชี้ความเสี่ยงโรค “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย แนะวิธีการป้องกัน

    “หมอยง” เผยความเสี่ยงโรค “ไวรัสนิปาห์” ในประเทศไทย พร้อมแนะวิธีการป้องกัน-การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข

    วันที่ 26 มกราคม 2569 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความเรื่อง “ความเสี่ยงและการป้องกันในประเทศไทย” โดยระบุว่า

    “ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ไวรัสนิปาห์เป็นโรคที่รู้จักมานานแล้วเกือบ 30 ปี องค์ความรู้ มีการศึกษากันมากมาโดยตลอด และการวินิจฉัยก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อน ลักษณะอาการของโรค จะมีไข้สูง และถ้าเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิม เกิดในมาเลเซียส่วนใหญ่จะมีอาการสมองอักเสบ แต่ในระยะหลังนี้ที่เกิดในเอเชียใต้จากบางประเทศและอินเดีย ส่วนใหญ่จะมีอาการทางปอด ปอดอักเสบมากกว่าและไม่มีตัวกลาง เป็นการนำเชื้อโดยตรงจากค้างคาวเข้าสู่คน ไม่เหมือนในมาเลเซียที่มีหมูเป็นตัวกลางจากค้างคาว

    การแพร่ระบาดโรคนี้มีอำนาจการกระจายโรคค่อนข้างต่ำ อยู่ระหว่าง 0.2 ถึง 0.8 หมายความว่าผู้ป่วย 1 คน จะแพร่กระจายโรคไปยังผู้อื่นได้ 0.2 ถึง 0.8 คน ไม่เหมือนไข้หวัดใหญ่หรือโควิด จะอยู่ที่ 1.5 ถึง 2 ดังนั้นถ้าอำนาจการกระจายโรคน้อยกว่า 1 จะไม่เกิดการระบาดใหญ่อย่างแน่นอน จะเกิดการระบาดเฉพาะวงเล็ก เช่นในครอบครัว แพทย์พยาบาลผู้ดูแลผู้ป่วยเท่านั้น

    การระบาดของโรคนี้ จะพบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงเอเชียใต้ เพราะมีตัวกลางเป็นค้างคาวกินผลไม้ ที่พบเชื้อได้ สายพันธุ์ที่พบที่เคยระบาดที่มาเลเซีย และสายพันธุ์ที่พบในเอเชียใต้ มีความแตกต่าง จึงทำให้มีลักษณะแตกต่างกัน ที่ระบาดที่อินเดียขณะนี้เป็นสายพันธุ์ของเอเชียใต้ ส่วนใหญ่จะติดต่อโดยตรงจากค้างคาว โดยการสัมผัส หรือรับประทาน น้ำตาลจากอินทผาลัมที่ไม่ได้ต้ม ที่จริงก็คงคล้ายกับน้ำตาลสดที่เราได้จากต้นตาล หรือต้นมะพร้าว ก็เป็นข้อเตือนใจสำหรับคนไทย ที่จะรับประทานน้ำตาลสด ควรผ่านการต้มเสียก่อน ลักษณะสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน

    มาตรการในการป้องกันที่สำคัญในประเทศไทย ป้องกันการติดเชื้อจากค้างคาว หลีกเลี่ยงการบริโภค ผลไม้ดิบ/ผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ ล้างและปอกเปลือกผลไม้ก่อนรับประทาน ไม่ดื่มน้ำหวาน/น้ำผลไม้ดิบ ที่อาจปนเปื้อนค้างคาว ควบคุมแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของค้างคาวไม่ให้ใกล้ชุมชนมากเกินไป (โดยไม่ทำลายระบบนิเวศ)

    การเฝ้าระวังในคน (Surveillance) เฝ้าระวังผู้ป่วย ไข้เฉียบพลันร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรือทางเดินหายใจรุนแรง เน้นผู้ที่ มีประวัติสัมผัสสัตว์ป่า เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยง (เอเชียใต้) และระบบรายงานโรคที่รวดเร็ว (Event-based surveillance)

    ป้องกันการแพร่เชื้อคน-สู่-คน แยกผู้ป่วยต้องสงสัยทันที มาตรการ Infection Prevention and Control (IPC) ในโรงพยาบาล Standard + Contact + Droplet precautions บุคลากรทางการแพทย์ใช้ PPE อย่างเหมาะสม

    การเตรียมความพร้อมของระบบสาธารณสุข ห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจยืนยันได้ (BSL ตามความเหมาะสม) แนวทางสอบสวนโรคและควบคุมการระบาดที่ชัดเจน การฝึกซ้อมแผนรับมือโรคอุบัติใหม่ (Public health emergency preparedness)

    การสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน ให้ความรู้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ลดความตื่นตระหนก แต่เน้นพฤติกรรมป้องกันที่ถูกต้อง ทำงานร่วมกับชุมชน (community engagement) โดยให้ความรู้ที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว”.

    ขอบคุณเฟซบุ๊ก Yong Poovorawan

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2910078&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1CvlfLm_l5Gq95WBvtSIBG

  • น่านเฉิดฉาย! ดึงอาสาจีน-อเมริกา ลุยเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพสูง สัมผัสวิถีไทลื้อ-งานคราฟต์ | TOPNEWS

    จังหวัดน่านโชว์ศักยภาพ Soft Power จัดกิจกรรมทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 4 วัน 3 คืน ดึงนักท่องเที่ยวอาสาจากจีน และสหรัฐฯ สัมผัสวิถีชีวิตไทลื้อ-ภูมิปัญญาล้านนา หวังกวักมือเรียกนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงสร้างรายได้ยั่งยืนสู่ชุมชน

    จังหวัดน่านจัดกิจกรรมทดสอบเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านทุนทางวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 22 – 25 มกราคม 2569 (3 คืน 4 วัน) ภายใต้โครงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันและยกระดับการท่องเที่ยวน่านสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และโครงการสืบสานรักษาศิลปวัฒนธรรมวิถีบ้านและต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์

    กิจกรรมดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ที่ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน และวิถีชีวิตชุมชน เข้ากับการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว โดยเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวสู่คุณภาพสูงและยั่งยืน

    วันที่ 22 มกราคม 2569 คณะเดินทางประกอบด้วย นายเสริฐ ไชยนันตา ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดน่าน พันเอกวัฒนา จันทร์ไพจิตต์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ผู้แทนหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยว ผู้แทนสถาบันการศึกษา (มหาวิทยาลัยพะเยา) นักท่องเที่ยวอาสา (ประเทศจีน 3 คน และประเทศสหรัฐอเมริกา 1 คน) รวมทั้งสื่อมวลชน

    คณะได้ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนแปรรูปสาหร่ายน้ำจืดบ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา ชมจิตรกรรมฝาผนังฝีมือหนานบัวผัน ภาพ “กระซิบรัก ปู่ม่านย่าม่าน” และวิหารไทลื้ออันทรงคุณค่า พร้อมร่วมกิจกรรมท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนริมแม่น้ำน่าน ก่อนเดินทางต่อไปยังชุมชนบ้านร้องแง อำเภอปัว เยี่ยมชมวัดร้องแง และร่วมกิจกรรม “ดอกไม้พันดวง” หรือ “ดอกไม้ปันโดง” ประเพณีสำคัญของชาวไทลื้อ จากนั้นเดินทางไปดอยซิลเวอร์ ชมพิพิธภัณฑ์เครื่องเงินและกระบวนการผลิตเครื่องเงินซึ่งเป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน และเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ

    วันที่ 23 มกราคม 2569 เดินทางสู่วิสาหกิจชุมชนเดินป่าขุนน้ำปัว ตำบลภูคา อำเภอปัว ทำกิจกรรมเดินศึกษาธรรมชาติบริเวณดอยภูคาลานหินล้านปี และรับประทานอาหารพื้นถิ่น ก่อนมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือ ร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์กับวิสาหกิจชุมชนเสน่ห์เมืองน่าน สัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางขุนเขาและสายหมอก พร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การท่องเที่ยวโดยชุมชน

    วันที่ 24 มกราคม 2569 ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนเส้นสายลายตอก อำเภอปัว เรียนรู้ภูมิปัญญาการจักสานแบบไทลื้อ และร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์ผลงานจากวัสดุธรรมชาติ จากนั้นเดินทางไปยังวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรชุมชนบ่อว้า อำเภอแม่จริม สักการะพระธาตุดอยหงษ์อายุกว่า 855 ปี ศึกษาวิถีเกษตรอินทรีย์ การผลิตกาแฟโรบัสต้าคุณภาพ และร่วมทำอาหารพื้นเมืองของจังหวัดน่าน

    วันที่ 25 มกราคม 2569 คณะเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนบ้านโคมคำ อำเภอภูพียง เรียนรู้การทำ “โคมมะเต้า” หรือโคมเมืองน่าน พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปประดิษฐ์โคมล้านนา ก่อนเดินทางไปชุมชนบ้านซาวหลวง เรียนรู้การทอผ้าฝ้ายและการมัดย้อมสีธรรมชาติ ต่อด้วยการลงพื้นที่ตำบลบ่อสวก สักการะศาลดงปู่ฮ่อ เยี่ยมชมกลุ่มเครื่องปั้นดินเผา กลุ่มสมุนไพรบ่อสวกเฮิร์บ และร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพด้วยการแช่สปาเท้า

    ช่วงท้ายกิจกรรม คณะได้สัมผัสวิถีเกษตรพอเพียง ณ ต้งชมจันทร์ เรียนรู้การจักสาน เก็บผัก ตกปลา และร่วมกันประกอบอาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล ก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

    การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของจังหวัดน่านในการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ผ่านทุนวัฒนธรรม สร้างรายได้ให้กับชุมชน กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1467352&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02KdifmAviqb8koOUnGfhV

  • ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    Thairath Sport

    • facebook
    • twitter
    • youtube
    • instagram
    • tiktok

    ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ไทยรัฐออนไลน์

    26 ม.ค. 2569 23:23 น.

    English version

    LightDark

    แชร์ข่าวนี้

    ปั่นท้าลมพิชิต “ช่องเย็น” กำแพงเพชร กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/sport/others/2910264&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0982UI6pW3CT8xGphWGjmx

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    ‘ธรรมนัส-นฤมล’ นำทัพ“กล้าธรรม“อ้อนชาวลำปางขอยกจังหวัด ประกาศดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นเมืองรองเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก กระจายงบสู่ภูมิภาค

    เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น.ที่โรงเรียนเถินวิทยา ต.แม่ปะ อ.เถิน จังหวัดลำปาง พรรคกล้าธรรม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม ขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.จังหวัดลำปาง ของพรรค ประกอบด้วย

    เขตเลือกตั้งที่ 1 หมายเลข 1 นายอริวัฒน์ ศรีไชยานุนท์,เขตเลือกตั้งที่ 2‘หมายเลข 5 นายดาชัย เอกปฐพี,เขตเลือกตั้งที่ 3 หมายเลข 1 นางระพีพรรณ โพธิ์ทอง และเขตเลือกตั้งที่ 4 หมายเลข 3 นางสาวเพ็ญภัค รัตนคำพู โดยบรรยากาศการเมืองที่จังหวัดลำปางเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    โดยนางปวีณา ขึ้นเวทีร่วมปราศรัยถึงปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรายได้ไม่พอ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้ง ที่ดินทำกิน หนี้สิน ความมั่นคงของครอบครัว โอกาสทางการศึกษา และสวัสดิการพื้นฐาน ซึ่งหากไม่แก้พร้อมกัน ก็จะทำให้คนรุ่นใหม่ต้องวนกลับเข้าสู่วงจรความยากจนซ้ำเดิม ซึ่งนโยบายพรรคกล้าธรรม หลายข้อที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนฐานรากและเกษตรกร อย่างเช่น เราจะผลักดันการปรับที่ดิน ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรมีสิทธิในที่ดินอย่างมั่นคง สามารถต่อยอดทางเศรษฐกิจ เข้าถึงแหล่งทุน และลดวงจรความยากจนซ้ำซาก 

    นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม จะเปลี่ยนเมืองรอง เป็นเมืองหลัก กระจายงบประมาณ โอกาส และการพัฒนาเข้าสู่ภูมิภาค ยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานในพื้นที่ ลดการย้ายถิ่น โดยเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่างเช่น จ.ลำปาง ถือเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวและเป็นจังหวัดรองที่น่าสนใจอย่างมากซึ่งพรรคกล้าทำมีแนวนโยบายชัดเจนที่จะพัฒนาลำปางให้เติบโตทางด้านการท่องเที่ยวเหมือนเช่นพะเยาที่ก่อนหน้านี้ก็เป็นเมืองทองแต่ตอนนี้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในแถบภาคเหนือแล้ว

    “การพัฒนาประเทศต้องมองทั้งมิติเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กัน โดยเฉพาะการสร้างหลักประกันให้ครอบครัวเข้มแข็ง ชุมชนอยู่ได้ และคนรุ่นใหม่มีโอกาสในบ้านเกิดของตนเอง”นางปวีณา กล่าว

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า มีคนถามว่าบางพรรคบอกจะไม่จับมือกับเรา อยู่ดีๆเปลี่ยนใจบอกจับกับเราก็ได้ ถามว่าตนอยากจะตอบโต้อะไรหรือไม่ เราบอกไม่ เพราะเราเคารพเสียงประชาชน ยังไม่เข้าคูหาเลยนอกจากผิดมารยาททางการเมืองที่มาประกาศว่าจับมือกับใครหรือไม่แล้ว ถือเป็นการดูถูกประชาชน ยังไม่ได้เลือกแต่มาถือวิสาสะประกาศว่าจะจับกับใคร จะได้ถึง 25 เสียงหรือไม่ยังไม่ทราบ กล้าดีมาประกาศว่าจะไม่จับกับใคร

    นอกจากนี้ยังทำการเมืองแบบโบราณป้ายสี ว่าพรรคนั้นเป็นสีนั้นสีนี้ ตอนนี้ไม่กล้าใช้เรื่องนี้แล้วเพราะเข้าตัวหมด สีส้มก็อมดำ สีฟ้าก็อมเทา เหลือแต่ของเราเขียวขจีอยู่สีเดียว แต่ละพรรคส่งแคนดิเดตหลายคนงงไปหมดว่าเลือกแล้วจะได้คนไหน แต่กล้าธรรมส่งเพียง ร.อ.ธรรมนัส แน่นอนว่าถ้าเลือกร.อ.ธรรมนัส ได้ ร.อ.ธรรมนัส เป็นนายกฯแน่นอน

    “พรรคกล้าธรรมขอแรงสนับสนุนจากชาวลำปางให้ผู้สมัครของพรรคทั้ง 4 เขต การตัดสินใจทางการเมืองหลังเลือกตั้งควรตั้งอยู่บนพื้นฐานเสียงของประชาชน ไม่ใช่การกำหนดล่วงหน้า การประกาศจับมือหรือไม่จับมือกับพรรคใดก่อนการเลือกตั้ง เป็นการไม่ให้เกียรติประชาชน แต่สำหรับพรรคกล้าธรรมจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง“

    ขณะนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมรับฟัง พร้อมระบุว่า ลำปางเป็นจังหวัดที่ตนเดินทางมาเยือนบ่อยครั้ง โดยเฉพาะช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำวัง อำเภอเถิน เป็นโครงการสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร เแนวคิดโครงการมีมานานตั้งแต่ปี 2560 แต่ยังไม่คืบหน้า

    จนกระทั่งตนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงสั่งการให้เร่งศึกษาความเหมาะสม ออกแบบ และผลักดันเข้าสู่แผนงบประมาณปี 2569 วงเงินประมาณ 700 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมจัดหาผู้รับจ้างก่อสร้าง พร้อมยืนยันว่า จะทำหน้าที่ในสภาเพื่อผลักดันและปกป้องงบประมาณโครงการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงเพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงภาพรวมการพัฒนาของจังหวัดลำปางว่า ในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญของภาคเหนือ มีความเจริญทัดเทียมจังหวัดใหญ่หลายแห่ง แต่ช่วงหลังการพัฒนากระจุกตัวในเมืองหลัก ทำให้หลายจังหวัดรวมถึงลำปางชะลอตัว กลายเป็นเพียงเมืองทางผ่าน เขามองว่าการพัฒนาขาดความต่อเนื่องด้านผู้นำและการผลักดันเชิงนโยบาย พร้อมเสนอว่าต้องมีโครงการพัฒนาและการเชื่อมโยงกับส่วนกลางอย่างจริงจัง เพื่อให้จังหวัดกลับมามีศักยภาพทางเศรษฐกิจอีกครั้ง

    กล้าธรรม ดันเมกะโปรเจกต์น้ำวัง แก้ท่วมแล้ง ปั้นลำปาง เมืองรองท่องเที่ยวหลัก

    “ไม่มีนักการเมืองคนใดเป็นผ้าขาวอย่างสมบูรณ์ สิ่งสำคัญคือผลงานและความสามารถในการแก้ปัญหาให้ประชาชน มากกว่าการโจมตีทางภาพลักษณ์ พร้อมชี้ว่าการเมืองควรตัดสินจากการทำงานที่เป็นรูปธรรม บทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ว่า ผู้แทนราษฎรต้องทำหน้าที่เป็นผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง ลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ และไม่หายไปหลังการเลือกตั้ง เลือกแล้วต้องใช้งานได้”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ช่วงท้าย ร.อ.ธรรมนัส ขอให้ประชาชนเปิดโอกาสให้ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นของใหม่ เข้ามาทำงานแทนของเก่าที่ประชาชนคุ้นเคยมานานแต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง พรรคกล้าธรรมก่อตั้งโดยคนภาคเหนือ และต้องการเป็นพรรคของคนในภูมิภาคเหนืออย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737052&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FSJJB5gluYsg4tztmzj7v

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE