Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ศึกเลือกตั้งกับโจทย์ใหญ่ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ยังวิกฤติ

    ศึกเลือกตั้งกับโจทย์ใหญ่ ‘เศรษฐกิจไทย’ ที่ยังวิกฤติ

    ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังดำเนินอยู่ เสียงหาเสียง คำสัญญา และการแข่งขันทางการเมืองดูคึกคัก มีสีสันตามระบอบของประชาธิปไตย ที่ถูกซ่อนไว้ด้วยปมใหญ่เศรษฐกิจไทยที่กำลังวิกฤติหนัก

        ประเทศไทยเผชิญปัญหามากมาย ล้วนแต่เป็นปัญหาหนักที่หากไม่ได้รับการแก้ไขจะยิ่งซ้ำเติม ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยให้ดิ่งเหวลงเรื่อยๆ ตั้งแต่การเติบโตที่ต่ำเรื้อรัง หนี้ครัวเรือนระดับสูง ความสามารถแข่งขันที่ถดถอย ไปจนถึงความเหลื่อมล้ำที่ฝังลึกและยังไร้คำตอบเชิงโครงสร้าง
        เศรษฐกิจไทยวันนี้ไม่ได้อยู่ในภาวะ “ชะลอชั่วคราว” หากแต่เป็นอาการสะสมของปัญหาระยะยาว โครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาท่องเที่ยวและการส่งออกแบบเดิม ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี และ AI อย่างรวดเร็ว ประเทศไทยยังเดินช้ากว่าจังหวะโลก ทั้งในแง่การลงทุน พัฒนาคน และการปฏิรูประบบรัฐ การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นการแข่งขันช่วงชิงอำนาจทางการเมือง แต่ต้องเป็นจุดตัดสินใจร่วมกันของสังคมว่า ประเทศไทยต้องการ ผู้นำและทีมบริหารประเทศที่ชัดเจนในการแก้ปัญหา และมีภาวะการเป็นผู้นำที่เข้าใจความซับซ้อนของวิกฤติเศรษฐกิจ กล้าตัดสินใจในเรื่องยาก และมีวิสัยทัศน์ระยะยาวเกินกว่าวาระทางการเมือง

        ผู้นำประเทศในห้วงเวลานี้ ต้องเป็นมากกว่านักการเมืองที่เก่งการสื่อสาร แต่ต้องเป็นนักบริหารประเทศที่อ่านเกมโลกออก กล้าเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ กล้าลงทุนใน “คน” และ “อนาคต” ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับทักษะแรงงาน การปฏิรูประบบการศึกษา การสร้างอีโคซิสเต็มเทคโนโลยี และการทำให้ภาคเอกชนไทยแข่งได้ในเวทีโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลชุดใหม่ต้องเผชิญความคาดหวังสูงของประชาชนที่แบกภาระค่าครองชีพ หนี้สิน และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจมานาน นโยบายระยะสั้นอาจช่วยประคองความรู้สึก แต่ไม่อาจทดแทนนโยบายเชิงโครงสร้างที่แก้ปัญหาได้จริง หากยังยึดติดกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประเทศไทยก็อาจวนกลับสู่กับดักเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        การเลือกตั้งจึงเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของความรับผิดชอบ ไม่ใช่เส้นชัยของอำนาจ ผู้นำและตัวแทนประชาชนที่กำลังก้าวเข้าไปทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ต้องตระหนักเสมอว่า เวลาของประเทศมีจำกัด และต้นทุนการตัดสินใจผิดพลาดสูงขึ้นทุกวัน เศรษฐกิจไทยจะฟื้นหรือถดถอย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำปราศรัยบนเวทีหาเสียง หากแต่อยู่ที่คุณภาพของผู้นำ ความจริงใจในการแก้ปัญหา และความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยในยามวิกฤติ ไม่ได้ต้องการเพียงรัฐบาลใหม่ แต่ต้องการผู้นำที่พร้อมแบกรับอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1218366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HENjDpNW4OFoTtJfhj1U7

  • อิหร่านไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

    อิหร่านไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวถึงการประเมินของอิหร่านต่อเอกสาร ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา ปี 2026 และแนวทางของเอกสารดังกล่าวต่อกรุงเตหะรานว่า เอกสารนี้ไม่ควรถูกพิจารณาแยกออกจากแนวคิดและนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อทั้งภูมิภาคและสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความคิดเดียวกันที่ดำเนินมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ ซึ่งมุ่งสร้าง “ความหวาดกลัวต่ออิหร่าน” และพยายามนำเสนออิหร่านในฐานะปัญหาของภูมิภาค โดยปราศจากพื้นฐานความเป็นจริงใด ๆ นอกเหนือจากจินตนาการและความหลงผิดที่ถูกปลูกฝังอยู่ในความคิดของพวกเขาตลอดเวลา และพยายามยัดเยียดมุมมองดังกล่าวให้แก่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ทั้งที่ภูมิภาครับรู้ดีว่าภัยคุกคามที่แท้จริงคือระบอบไซออนิสต์ ซึ่งเหตุการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็เป็นเครื่องยืนยันข้อเท็จจริงนี้

    บากาอีชี้ว่า เอกสารดังกล่าวเต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเอง พร้อมกล่าวว่า พวกเขาอาจอ้างความภาคภูมิใจว่าได้ขัดขวางไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งที่สิ่งดังกล่าวไม่เคยมีอยู่จริง และสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ทั้งตามรายงานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และตามหลักนิยมด้านการป้องกันประเทศของตน ไม่เคยแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ การทิ้งระเบิดโจมตีสถานที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่านจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างสิ้นเชิงและเป็นอาชญากรรม ซึ่งผู้กระทำต้องถูกนำมารับผิดชอบ

    เกี่ยวกับภาพรวมของเอกสารที่กล่าวถึงภูมิภาค ยังเห็นได้ชัดว่าประเด็นหลักคือการรับประกันความมั่นคงของระบอบไซออนิสต์ โดยแลกกับการสร้างความแตกแยกระหว่างประเทศในภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจากแนวโน้มที่เป็นอยู่ เป้าหมายดังกล่าวจะไม่บรรลุผล

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

    อนาคตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของเช็ก หลังจาก 250 ปีแห่งการทำเหมืองถ่านหิน

    เหมืองถ่านหินใต้ดินแห่งสุดท้ายของสาธารณรัฐเช็ก คือเหมือง ČSM ในเมือง Stonava ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ปิดตัวลงในเดือนมกราคม 2026 เป็นการยุติการทำเหมืองถ่านหินที่ยาวนานกว่า 250 ปี โดยเหมืองแห่งนี้ถือเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเป็นเสาหลักของภาคอุตสาหกรรมหนักและเศรษฐกิจในภูมิภาค Moravian-Silesian การปิดตัวลงของเหมืองนี้ถือเป็นการสิ้นสุดยุคสมัยที่ขับเคลื่อนการผลิตเหล็กและอุตสาหกรรมหนักในภูมิภาค ส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในด้านแรงงาน พลังงาน อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อม

    แต่เดิมการทำเหมืองในแอ่ง Ostrava-Karviná เริ่มต้นขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18 โดยบริษัท OKD ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐที่ดำเนินงานเหมือง มีจำนวนคนงานหลายหมื่นคนและขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเติบโตทางอุตสาหกรรม ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุดในทศวรรษ 1980 แอ่งนี้มีคนงานเหมืองมากกว่า 100,000 คน และผลิตถ่านหินได้มากถึง 25 ล้านตันต่อปี หลังจากการแปรรูปเป็นเอกชน อุตสาหกรรมก็เสื่อมถอยลง และจำนวนพนักงานของ OKD ลดลงเหลือเพียง 2,300 คน ภายในปี 2025 โดยปัจจัยหลักมาจาก “ราคาถ่านหินในตลาดโลกต่ำ ในขณะที่ต้นทุนการทำเหมืองของเราสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามความลึกที่มากขึ้นที่เราขุดลงไป” Mr. Roman Sikora ผู้อำนวยการของ OKD กล่าวกับสำนักข่าว Reuters การทำเหมืองลึกที่ ČSM ไม่สามารถแข่งขันได้ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป ในขณะที่การผลิตเหล็กในประเทศที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมของยุโรปส่งผลให้ความต้องการลดลงเช่นกัน ซึ่งการปิดเหมืองครั้งนี้ พนักงานเหมืองกว่า 900-1,500 คน จะถูกเลิกจ้าง โดยเงินชดเชยสำหรับพนักงานที่ออกจากเหมืองจะมีมูลค่ารวมกว่า 500,000 ล้านเช็กคราวน์ ซึ่งการจ่ายเงินจะขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่ทำงาน ในขณะที่ OKD มีแผนที่จะดำเนินกิจการต่อไป โดยภาคส่วนเหมืองกำลังถูกแทนที่ด้วยโครงการพลังงานรูปแบบใหม่ เช่น การพัฒนาโรงงานจัดเก็บแบตเตอรี่ ขนาด 40 เมกะวัตต์ชั่วโมง โรงไฟฟ้าพลังงานร่วมที่ใช้ก๊าซจากเหมือง และการพัฒนาที่ดินอุตสาหกรรมในเขต Karviná ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปลายปี 2026 ดั้งนั้น ชุมชนรอบๆ อุตสาหกรรมนี้จะต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจใหม่ ในขณะเดียวกันก็ต้องจัดการกับร่องรอยทางสิ่งแวดล้อม จากการขุดเจาะมานานหลายศตวรรษ ทั้งร่องรอยที่เห็นได้ชัดบนภูมิทัศน์ รวมถึงทะเลสาบที่ปนเปื้อน การทรุดตัวของพื้นดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทิ้งร้าง โดยกองทุนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมของสหภาพยุโรปจะให้เงินสนับสนุน 19 พันล้านเช็กคราวน์ หรือประมาณ 908 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาภูมิภาคและการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งการปิดตัวลงของ ČSM ถือเป็นบทสุดท้ายของการทำเหมืองถ่านหินใต้ดินในสาธารณรัฐเช็ก แต่ยังเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระดับภูมิภาคที่กว้างขึ้น หน่วยงานและบริษัทต่างๆ กำลังลงทุนในโครงการฝึกอบรมใหม่ โครงการพลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่เพื่อทดแทนการจ้างงานที่พึ่งพาถ่านหินและลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และเป็นที่น่าจับตามองว่าภูมิภาคนี้จะสร้างสมดุลระหว่างการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และความต้องการด้านพลังงานได้อย่างไร ซึ่งอาจกลายมาเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่เคยพึ่งพาถ่านหินในยุโรปกลางต่อไป

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    สาธารณรัฐเช็กมีนโยบายในการเลิกใช้ถ่านหินทั้งหมดเพื่อผลิตพลังงานภายในปี 2033 โดยการปิดเหมืองครั้งนี้จึงถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานหมุนเวียน และก๊าซธรรมชาติทดแทน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือการ “ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่” โดยสาธารณรัฐเช็กจะมีความต้องการเทคโนโลยีสะอาดเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage) และโซลูชันด้านประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency) อย่างเร่งด่วนเพื่อชดเชยพลังงานหลักที่หายไป นอกจากนี้ พื้นที่เหมืองเก่ากำลังถูกเปลี่ยนเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหม่เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เช่น โรงงานผลิตแบตเตอรี่ (Gigafactory) ซึ่งจะทำให้เช็กกลายเป็นศูนย์กลางการผลิต EV ในภูมิภาค ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายการส่งออกสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับแนวโน้มด้านพลังงานสะอาดและนโยบาย ESG (Environmental, Social, Governance) อาทิ 

    1.กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และแบตเตอรี่ (EV Supply Chain): เช็กกำลังเร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทดแทนอุตสาหกรรมเดิม ผู้ผลิตไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่มีโอกาสสูงในการเป็น Partner กับบริษัทในเช็ก

    2. สินค้าที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน (Green Products): มาตรฐานสิ่งแวดล้อมของเช็กจะเข้มงวดขึ้นตามนโยบาย EU Green Deal สินค้าไทยที่จะส่งออกต้องมี Carbon Footprint ต่ำ หรือใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อให้แข่งขันได้ในตลาดที่ผู้บริโภคและภาครัฐให้ความสำคัญกับ ESG

    3. นวัตกรรมประหยัดพลังงานในที่พักอาศัย: การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจทำให้ค่าไฟในระยะสั้นมีความผันผวน สินค้าไทยกลุ่ม Smart Home อุปกรณ์ประหยัดไฟ หรือระบบ Solar Rooftop สำหรับครัวเรือนและโรงงานขนาดเล็ก เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/svha9foy8rmz816im8fbu8bk&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-6Zx9LNCKqNXqRLLaTzo5

  • บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต

    บีโอไอเผยยอดลงทุนปี 68 ทะยาน 1.8 ล้านล้านบาท เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย สู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต


    26/01/2569 | 68 |

    บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนปี 2568 มูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีจำนวนโครงการกว่า 3,300 โครงการ สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค บีโอไอย้ำยุทธศาสตร์การส่งเสริมลงทุนเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ฐานนวัตกรรมแห่งอนาคต มุ่งเติบโตตามเทรนด์โลกในด้านเทคโนโลยีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน 

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2568 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนโครงการและเงินลงทุน โดยมีจำนวน 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 และมีเงินลงทุน 1,876,653 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 67 นับเป็นยอดเงินลงทุนและจำนวนโครงการ ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมที่สูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมสีเขียวที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยนักลงทุนมองว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เหมาะสมกับการลงทุนระยะยาว และตอบโจทย์การลงทุนในโลกยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด บุคลากรที่มีคุณภาพ ซัพพลายเชนที่ครบวงจร นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่อง การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมทั้งจุดยืนของประเทศไทยในเวทีโลกที่พยายามรักษาความเป็นกลางและความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ ทำให้สามารถค้าขายกับตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/161062


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/469672&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3O3iw1HcL1HbvTZ-Tgfh0J

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE