Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ทำความรู้จัก“เช็คช่วยชาติ”แจกเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจยุครัฐบาล“ประชาธิปัตย์”

    ทำความรู้จัก“เช็คช่วยชาติ”แจกเงินกู้วิกฤตเศรษฐกิจยุครัฐบาล“ประชาธิปัตย์”

    ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ เชื่อว่าประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ต่างรอนโยบายที่ตรงใจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจค่อนข้างซบเซา นโยบายการเพิ่มเงินในกระเป๋าถือเป็นอีกนโยบายที่หลายคนจับตามอง ว่าพรรคไหนจะกำหนดนโยบายแบบใด

    ล่าสุด เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ภายหลังพรรคเพื่อไทย ปล่อยนโนบาย “เศรษฐีเงินล้าน” ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 2569 เพื่อหวังดึงคนเข้าระบบฐานข้อมูล เพิ่มรายได้ให้รัฐ

    แม้จะสร้างเสียงฮือฮาให้กับประชาชน แต่อีกมุมหนึ่งก็มีคนไม่เห็นด้วย หนึ่งในนั้นคือ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  โดยนายกรณ์ ได้โพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ ระบุว่า “หลายวันที่ผ่านมาผมเจอคุณจุลพันธุ์อยู่หลายเวที  น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน  ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

    รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด  ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาทนี่น่าผิดหวังจริงๆ  นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธิการ ‘สุ่มเลือก’ จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยอาจจะเปลี่ยนจริง  แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม”

    อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นของนายกรณ์ ถูกย้อนถามทันทีถึงช่วงที่เป็นเป็นรัฐบาล ก็มีการแจกเงินผ่านนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” เช่นเดียวกัน

    “เช็คช่วยชาติ” คืออะไร เรามาหาคำตอบที่นี่

    “เช็คช่วยชาติ” คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ดำเนินการใน ปี2552 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนั้น  ซึ่งรูปแบบในการจ่าย จะเป็นเช็คเงินสดมูลค่า 2,000 บาท ต่อคน สามารถนำไปขึ้นเงินสดได้ที่ธนาคารหรือใช้จ่ายตามร้านค้าที่ร่วมโครงการ  โดยเช็คมีอายุการใช้งาน 6 เดือนนับจากวันที่ระบุบนเช็ค และมีสภาพเทียบเท่าเงินสดทำให้ไม่สามารถอายัดได้หากสูญหาย  โดยคนที่ได้รับเช็ค จะเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมและบุคลากรภาครัฐที่มีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท

    เมื่อถามว่า ทำไมถึงต้องมีนโยบาย “เช็คช่วยชาติ” ในตอนนั้น

    คำตอบก็คือ “เช็คช่วยชาติ” มูลค่า 2,000 บาท ภายใต้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มต้นมาจากความจำเป็นเร่งด่วนในการกู้หน้าเศรษฐกิจประเทศ ในช่วงปี2552 เพราะประเทศไทย เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจโลกและได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” (Hamburger Crisis) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งลุกลามไปทั่วโลก ส่งผลให้ภาคการส่งออกของไทยหดตัวลงอย่างหนัก และเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย

    การสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการบริโภคจำเป็นต้องเกิดขึ้น

    หลังจากนายอภิสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในช่วงปลายปี2551 ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นและระมัดระวังการใช้จ่าย รัฐบาลจึงเปิดตัวมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน หรือ “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 1” (SP1) โดยมุ่งเน้นการอัดฉีดเงินสดเข้าสู่กระเป๋าประชาชนโดยตรงเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที  โดยมองกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง เลือกแจกเงินให้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมีรายได้ต่อเดือนไม่เกิน 15,000 บาท โดยเน้นกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐ รวมประมาณ 10 ล้านคน เนื่องจากรัฐบาลประเมินว่าคนกลุ่มนี้มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายสูง เมื่อได้รับเงินจะนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคทันที ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีกว่ากลุ่มที่มีรายได้สูง ซึ่งรูปแบบการจ่ายเป็น “เช็ค” แทนที่จะโอนเงินเข้าบัญชี ซึ่งรัฐบาลหวังผลทางจิตวิทยา ให้ประชาชนรู้สึกถึงการได้รับความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม และเป็นการสนับสนุนให้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างร้านหรือตลาด เพื่อให้เงินกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อย

    ผลลัพธ์ในขณะนั้น ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ และส่งผลให้ นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ได้รับรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” จากนิตยสาร The Banker

    โดยรางวัล “รัฐมนตรีคลังโลก” ที่นายกรณ์ ได้รับมานั้น คือรางวัล Finance Minister of the Year 2010 (Global และ Asia-Pacific) ซึ่งมอบโดยนิตยสาร The Banker ในเครือ Financial Times ประเทศอังกฤษ เป็นรางวัลเกียรติยศประจำปี ที่มอบให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดในการบริหารจัดการเศรษฐกิจ โดยนายกรณ์ได้รับพร้อมกัน 2 ตำแหน่งคือ ระดับโลก (Global) และ ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific) ประจำปี2010

    โดย The Banker ให้เหตุผลที่นายกรณ์ได้รับรางวัล ว่า การบริหารวิกฤต นิตยสารยกย่องทักษะการบริหารจัดการการเงินท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักจากวิกฤตการเงินโลกได้  มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีผลงานจากการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (เช่น เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท และโครงการไทยเข้มแข็ง) ที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้รวดเร็ว  การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ มีการริเริ่มโครงการช่วยรีไฟแนนซ์หนี้นอกระบบให้กับประชาชนกว่า 5 แสนราย  และบทบาทในอาเซียน นายกรณ์การมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดัน “มาตรการริเริ่มเชียงใหม่ไปสู่พหุภาคี” (CMIM) เพื่อสร้างกองทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค

    โดยนายกรณ์ เป็นรัฐมนตรีคลังของไทยเพียงคนเดียวที่เคยได้รับรางวัลนี้ในระดับโลก (Global)  ที่ปัจจุบัน รางวัลนี้ยังคงถูกอ้างถึงในฐานะเครื่องยืนยันความสำเร็จของการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยในอดีต เมื่อมีการเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน  และยังคงถูกนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบกับมาตรการแจกเงินของรัฐบาลในรุ่นต่อๆมา และเป็นวิวะทะระหว่างพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียง เรียกคะแนนนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปรียบเทียบเชิงนโยบายเศรษฐกิจ โดยมีการนำไปเปรียบเทียบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ๆ ของพรรคการเมืองในปัจจุบันเพื่อแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่เคยทำได้จริงในอดีต

    “เช็คช่วยชาติ” กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่

    ในปี2551 ก่อนมีโครงการ เศรษฐกิจของประเทศไทย ขยายตัวที่ 1.7-2.6% และเริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และปัญหาการเมืองในประเทศ  และในปี2552 ระหว่าง/เริ่มโครงการ เศรษฐกิจของประเทศไทยเริ่มถดถอยลงเป็นติดลบ0.7%ถึงลบ1.1% และยังมีแนวโน้มที่จะลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการหดตัวต่ำสุดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อหลังสิ้นสุดโครงการ ในปี2553 เศรษฐกิจของประเทศไทย กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งแบบก้าวกระโดด (V-Shape Recovery) ที่ 7.5-7.8%

    และเมื่อสิ้นสุดโครงการ ด้านที่มองว่าโครงการดังกล่าวได้ผล เห็นว่าเงินงบประมาณกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท ถูกอัดฉีดถึงมือผู้ประกันตนและข้าราชการกว่า 9 ล้านคนทันที ช่วยประคองการบริโภคภาคครัวเรือน ไม่ให้ทรุดตัวไปมากกว่าเดิมในช่วงวิกฤตหนักที่สุดในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2552 และมีผลต่อการหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับจังหวัดประมาณ 1.04%

    และมีด้านที่มองว่าโครงการดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยเสริม ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนมองว่า เศรษฐกิจ หรือ GDP ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 7.5% ในปี2553 เกิดจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออกตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มดีขึ้น ประกอบกับแรงส่งจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ “ไทยเข้มแข็ง” (SP2) ที่ตามมาภายหลัง มากกว่าผลของเงิน 2,000 บาทเพียงอย่างเดียว

    เวลานี้ เราอาจพูดได้ว่า “เช็คช่วยชาติ” มีส่วนช่วย “หยุดการไหลลง” ของเศรษฐกิจในระยะสั้นและกระตุ้นการบริโภคได้รวดเร็วเนื่องจากเงินสดถึงมือประชาชนโดยตรง แต่การเติบโตของ GDP ที่เป็นบวกอย่างมากในปีถัดมา เป็นผลรวมจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการลงทุนระยะยาวอื่นๆ ของรัฐบาลประกอบกัน “เช็คช่วยชาติ” คงไม่ได้เป็นพระเอกเพียงคนเดียวของเศรษฐกิจไทยเวลานั้น

    และเวลานี้ เมื่อช่วงการเลือตั้งใกล้เข้ามาอีกครั้ง นโยบายในการแจกเงินหลากหลายรูปแบบของแต่ละพรรคการเมืองกำลังเล่นกับใจของประชาชน “แต่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งก็มีสิทธิ์เลือก”  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xX3MCFpzo7_uNX9dwPih7

  • สศค.หั่น GDP ปี 68 เหลือโต 2.2% จากเดิม 2.4% หลังศก.ไทย Q3 วูบต่ำกว่าคาด ส่วนปี 69 คงคาดโต 2.0% : อินโฟเควสท์

    สศค.หั่น GDP ปี 68 เหลือโต 2.2% จากเดิม 2.4% หลังศก.ไทย Q3 วูบต่ำกว่าคาด ส่วนปี 69 คงคาดโต 2.0% : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 68 ลงเหลือโต 2.2% จากเดิมที่เคยประมาณการไว้เมื่อเดือนต.ค.68 ที่คาดโต 2.4% เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/68 อย่างเป็นทางการ ที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) แถลงนั้นอยู่ที่เพียง 1.2% ต่ำกว่าที่ สศค.ได้คาดไว้ ส่งผลทำให้ค่าเฉลี่ยปี 68 ลดลงจากเดิม

    ประกอบกับตัวเลขภาคการผลิตในเดือน ต.ค. และ พ.ย.68 ชะลอตัว อันเนื่องจากปัจจัยพิเศษ คือการปิดซ่อมโรงกลั่น แต่ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 4 สถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้น จากผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งปี 68 ขยายตัวที่ 2.2%

    ขณะที่ สศค.ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ไว้ที่ 2.0% เท่ากับประมาณการเดิม โดยเชื่อว่าสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจะฟื้นตัวดีขึ้นจากปีก่อน 7% คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยว 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ซึ่งอยู่ที่ 33 ล้านคน นอกจากนี้ ภาคส่งออกยังมีแรงส่งต่อเนื่อง อย่างน้อยในช่วงต้นปี ขณะที่ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอยังอยู่ในระดับที่สูง

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยในปี 69 นี้ มีปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์เศรษฐกิจโลก การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 70 ที่อาจล่าช้า และจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 69

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจไทย กำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัว และการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/68 จะมีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียง 1.2% โดยได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลัก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ อาทิ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ที่ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัว 3.3% ประกอบกับภาคการส่งออก ที่ขยายตัวได้ดีเกินคาดถึง 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดีย และจีน

    ขณะที่การบริโภคภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 0.5% ส่วนการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัว 6.9% จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) และการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าขยายตัว 2.9%

    นายวินิจ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี 68 ที่ผ่านมา จะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัว ตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3/68

    ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของปี 68 อยู่ที่ -0.1% เนื่องจากราคาพลังงานลดลง จากทั้งค่ากระแสไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP

    ศก.ไทยปี 69 คาดโต 2% ภาคท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า กระทรวงการคลัง คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 2.0% (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.5 -2.5%) แม้ภาคการส่งออก จะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้ โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ 1% ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลง ตามทิศทางปริมาณการค้าโลก และผลของฐานที่สูงในปี 2568

    อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศ และภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลัก โดยคาดว่าในปี 69 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูง ที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 2.5% และการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัว 3.2% จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้น หลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน

    ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัว 1.3% ขณะที่การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัว -1.7% เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด และอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป

    ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 69 จะพลิกกลับมาขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย อยู่ที่ 0.3% ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัด จะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.0% ของ GDP

    ทั้งนี้ ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 69 ดังกล่าว ขึ้นกับสมมติฐานสำคัญ ดังนี้ เศรษฐกิจโลก คาดขยายตัวได้ 3.1%, อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ เฉลี่ยทั้งปีที่ระดับ 32 บาท/ดอลลาร์, ราคาน้ำมันดิบดูไบ เฉลี่ยทั้งปีที่ 57.50 ดอลลาร์/บาร์เรล จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน และรายจ่ายภาคสาธารณะ อยู่ที่ 4.38 ล้านล้านบาท

    อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1. ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก 2. ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภค และการลงทุน 3. เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    นายวินิจ กล่าวด้วยว่า กระทรวงการคลัง จะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ เพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต

    ขณะเดียวกัน ยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากรูปแบบการผลิตเดิม อาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรม ให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564379&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qsca_JiptXFRyHmRO9ARH

  • คลัง หั่น GDP ปี 68 จาก 2.4% เหลือ 2.2% คงปี 69 โต 2.0% จากแรงหนุนท่องเที่ยว

    คลัง หั่น GDP ปี 68 จาก 2.4% เหลือ 2.2% คงปี 69 โต 2.0% จากแรงหนุนท่องเที่ยว

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับโครงสร้าง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.2% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 2.0-2.5%) ชะลอลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.5% โดยเศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าคาดเพียง 1.2% จากการชะลอตัวของภาคการผลิตและปัจจัยชั่วคราว เช่น การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าไตรมาส 4 จะฟื้นตัวเร่งขึ้น จากแรงหนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

    “สาเหตุสำคัญที่ต้องปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี 2568 มาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้ โดยขยายตัวเพียง 1.2% ต่ำกว่าสมมติฐานเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แรงส่งของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีอ่อนแรงลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า” นายวินิจ กล่าว

    มาตรการสำคัญ ได้แก่ โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท และมาตรการ “เที่ยวดีมีคืน” ส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนปี 2568 คาดว่าจะขยายตัว 3.3% ขณะที่ภาคการส่งออกขยายตัวโดดเด่น โดยมูลค่าส่งออกสินค้า (BOP) คาดว่าจะเติบโต 12.7% จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการขยายตัวของตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน

    ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -0.1% จากราคาพลังงานที่ลดลง ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปี 2568 มีแนวโน้มเกินดุล 1.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะประกาศตัวเลข GDP อย่างเป็นทางการในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569

    สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 2569 คาดว่าจะขยายตัว 2.0% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ 1.5-2.5%) โดยมีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนหน้า จากแรงส่งภาคการส่งออกที่อ่อนตัวตามเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก รวมถึงผลของฐานที่สูงในปี 2568 โดยมูลค่าการส่งออกคาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.0% ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 3.9% สะท้อนแรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการกีดกันทางการค้าและภาษีนำเข้า ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกไทยและห่วงโซ่อุปทานโลก และเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    “แม้ภาคการส่งออกจะชะลอตัวลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลก แต่เศรษฐกิจไทยยังมีแรงพยุงสำคัญจากภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะฟื้นตัวในระดับสูง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 35.5 ล้านคน ช่วยหนุนรายได้ภาคบริการ การจ้างงาน และอุปสงค์ภายในประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง” 

    ขณะเดียวกัน การบริโภคภาคเอกชนยังขยายตัวต่อเนื่องที่ 2.5% จากรายได้ภาคบริการและความเชื่อมั่นที่ทยอยฟื้นตัว ส่วนการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 3.2% จากการลงทุนจริงหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ขณะที่การบริโภคภาครัฐขยายตัว 1.3% แต่การลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มหดตัว -1.7% จากความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งกระทบการเบิกจ่ายและการลงทุนช่วงต้นปี

    อย่างไรก็ตามยังควรติดตามปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ
    1.ทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้าและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกดดันภาคการส่งออกไทย
    2.ความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 จากช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจกระทบการเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐในช่วงต้นปี
    3.ความเปราะบางด้านการเงินในประเทศ โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจจำกัดการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน
    4.ความต่อเนื่องและเสถียรภาพเชิงนโยบาย เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/737083&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J7Wjd45gT6enBd70IpsQR

  • คลังคาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตลดลงเหลือ 2% จากมาตรการภาษีตอบโต้ และงบล่าช้า | เดลินิวส์

    คลังคาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตลดลงเหลือ 2% จากมาตรการภาษีตอบโต้ และงบล่าช้า | เดลินิวส์

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่า “เศรษฐกิจไทย ปี 2568ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 2.5) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.1 ถึง 3.6) และภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์สถิติดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 12.5 ถึง 13.0) จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 13.6 ถึง 14.1) ขณะที่การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.8) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 6.7 ถึง 7.2) จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.2)

    แม้เศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ
    ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:30 น. ต่อไป

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1.5) ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 ถึง 4.4) อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน

    โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักโดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.7) จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.8 ถึง 1.8) ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.2 ถึง -1.2) เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5540653/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uAlNVwWy_hXnfeldkTPy7

  • เลือกตั้ง ชี้เศรษฐกิจ! 3พรรค 3ทางเลือก ไทยเดินทางไหน

    เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต

    การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    พรรคเพื่อไทย
    ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’

    กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

    พรรคภูมิใจไทย
    ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ

    จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 003.png

    พรรคประชาชน
    ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน

    ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 002.png

    แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 001.png

    การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election2569-economy-3parties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XEPn9lW7KIBDHl1OoRJKg

  • เลือกตั้ง ชี้เศรษฐกิจ! 3พรรค 3ทางเลือก ไทยเดินทางไหน

    เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต

    การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    พรรคเพื่อไทย
    ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’

    กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

    พรรคภูมิใจไทย
    ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ

    จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 003.png

    พรรคประชาชน
    ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน

    ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 002.png

    แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 001.png

    การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election2569-economy-3parties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XEPn9lW7KIBDHl1OoRJKg

  • เลือกตั้ง ชี้เศรษฐกิจ! 3พรรค 3ทางเลือก ไทยเดินทางไหน

    เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต

    การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    พรรคเพื่อไทย
    ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’

    กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

    พรรคภูมิใจไทย
    ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ

    จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 003.png

    พรรคประชาชน
    ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน

    ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 002.png

    แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 001.png

    การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election2569-economy-3parties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XEPn9lW7KIBDHl1OoRJKg

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ท่องเที่ยวไทยบนจุดเปลี่ยน คู่แข่งอาเซียนพุ่งแรง TTF 2026 แนะเร่งปรับกลยุทธ์

    ท่องเที่ยวไทยอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทรนด์การเดินทางเปลี่ยน และประเทศคู่แข่งในภูมิภาคเร่งลงทุน ไทยต้องเผชิญแรงกดดันในการเร่งปรับตัว ไม่เช่นนั้นอาจเสียความเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวเอเชีย–แปซิฟิก

    ตลอดหลายทศวรรษ ไทยคือหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก แต่ปี 2568 ยอดต่างชาติลดลง 7.2% ในขณะที่เวียดนามโตแรง 20.4% จากแรงหนุนของเทรนด์นักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น และการพัฒนาการเชื่อมต่อการเดินทางเชิงรุก

    ช่องว่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบิน 12 แห่ง เร่งรถไฟความเร็วสูง และปั้นโครงการโรงแรมจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคและระดับโลก

    บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks กล่าวว่า “อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า”

    นักลงทุนและผู้ประกอบการยังมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีเสน่ห์และมีศักยภาพทั้งท่องเที่ยวและอยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องมีพลังผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในการสร้างสินค้าและประสบการณ์ที่ดึงดูดตลาดโลก

    ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม และหัวหน้าฝ่าย Central Group Capital รวมถึงหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana กล่าวว่า “ในฐานะนักลงทุน ผมยังมองในเชิงบวกแต่ก็ต้องระมัดระวัง เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนระดับโลกยังมีอยู่ ทั้งประเด็นภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง ด้านภูมิภาคก็มีการแข่งขันมากขึ้น และเศรษฐกิจในประเทศก็ไม่เอื้อเท่าไร แต่ผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย ซึ่งมีความลึกเชิงวัฒนธรรมและความหลากหลายที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูงได้มหาศาล”

    สำหรับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ คุณภูมิเน้นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าจุดหมาย “บิ๊กไฟว์” อย่างภูเก็ต สมุย พัทยา เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ไปยังพื้นที่อย่างอีสาน ซึ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ของผู้คน อาหาร และวัฒนธรรม และนครศรีธรรมราชที่มีชายฝั่งธรรมชาติหลายร้อยกิโลเมตรซึ่งยังไม่ถูกพัฒนา

    งาน TTF 2026 ครั้งที่ 15 จัดขึ้นโดย C9 Hotelworks ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล โดยมีผู้บริหารระดับสูง ผู้ก่อตั้ง นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายกว่า 1,000 คนเข้าร่วม ภายใต้ธีม “A World of Change”

    จัดขึ้นด้วยความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรม ได้แก่ Marriott International, STR, CoStar, Horwath HTL, JLL Hotels & Hospitality, QUO, AMCHAM Thailand, Delivering Asia, Phuket Hotels Association และ Travel Daily Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1556623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18YHIDrwz0m3n9p3yrfMKE

  • ข้อมูลรัฐเผยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดันภาระรัฐพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ

    ข้อมูลรัฐเผยไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ดันภาระรัฐพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ

    นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผลเบื้องต้นสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2568 พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครั้งสำคัญ โดยอัตราเพิ่มประชากรลดลงเหลือ 0.42% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดทำสำมะโนประชากรปี 2503 ซึ่งขณะนั้นมีอัตราเพิ่มปีละ 3.15% มีประชากรที่อาศัยอยู่ในประเทศ 70.3 ล้านคน 26.30 ล้านครัวเรือน จากปี 2503 ที่มี 4.62 ล้านครัวเรือน ขณะที่ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยลดลงเหลือ 2.5 คนต่อครัวเรือน จากประมาณ 6 คนต่อครัวเรือนเมื่อ 45 ปีก่อน โดยครัวเรือนส่วนใหญ่ในปัจจุบันอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวมากที่สุด รองลงมาเป็นคอนโดมีเนียมและทาวน์เฮ้าส์ ส่วนที่อาศัยอยู่ในตึกแถว ห้องแถวลดลงอย่างชัดเจน

    “ปี 2568 เป็นปีที่คนไทยเกิดน้อยกว่าตายติดต่อกันเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2564 โดยมีคนเกิดน้อยกว่าคนตายที่ 143,110 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มของประชากรลดลง ขณะที่คนมีอายุเกิน 60 ปีมีมากกว่า 20% โดยหญิงอายุเฉลี่ย 80 ปีและชาย 72 ปี ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์”

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า สังคมสูงวัยเป็นปัญหาท้าทายเชิงโครงสร้างที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้า สำหรับไทยมีความพิเศษคือยังไม่รวยแต่ข้ามไปแก่เสียแล้ว โดยภายในปี 2574 คนอายุเกิน 60 ปีในไทยจะมีสัดส่วน 28% ของประชากรทั้งหมด จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20%

    “เมื่อคนแก่เยอะและคนเกิดน้อย ทำให้เราต้องนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้สอท.กำลังศึกษาว่าคุ้มค่าไหม หากต้องรับความเสี่ยงด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งต้นทุนประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต การเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นเรื่องสำคัญ ช่วยสร้างประสิทธิภาพ และเอาระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยแทนแรงงานคน เปลี่ยนจากประเทศรับจ้างผลิต (OEM) เป็นประเทศที่ผลิตสินค้ามีดีไซน์ (ODM) หรือผลิตภายใต้แบรนด์ตัวเอง (OBM)”

    นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ครัวเรือนขนาดเล็กลงสะท้อนความสามารถทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะครอบครัวใหม่ที่นิยมอยู่บนตึกสูง มีความสามารถในการซื้อห้องได้จำกัด ขนาดไม่เกิน 30 ตรม. ซึ่งอยู่ได้ไม่เกิน 2 คนทำให้ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะจะมีภาระเพิ่ม ต้องหาที่นอนให้ลูก เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เมื่อค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาสูง การอยู่ไกลออกไปจะยิ่งมีค่าใช้จ่ายแพง ยอดซื้อคอนโดจึงกระจุกอยู่ในวงจำกัดไม่ไกลจากศูนย์กลางเมืองนัก ซึ่งหากทำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้ามีราคาลดลงเหลือ 20 บาท จะช่วยได้มาก

    นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ นายกสมาคมการบริหารสุขภาพผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า การมีคนสูงวัยในสังคมจำนวนมากขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องมีแผนรับมือโดยเฉพาะงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล และอาจเปลี่ยนชื่อจาก “สังคมสูงวัย” เป็น “สังคมอายุยืน” ให้ความรู้สึกเชิงบวก

    นอกจากนั้นยังอาจต้องมีการให้สิทธิพิเศษหรือคะแนนเพิ่ม สำหรับคนที่รักษาสุขภาพอย่างดี เพราะคนเหล่านี้ช่วยลดการใช้งบประมาณ รวมทั้งหาหน่วยงานเข้ามาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง เช่น บริษัทประกันส่วนบุคคล รวมทั้งอาจต้องรณรงค์เรื่องการป่วยให้สั้น ไป (ตาย) ให้ไวด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2910281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FSsMBtUeOZOA7IXsMjwfB