Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • ‘ศุภาลัย’ มอง เศรษฐกิจ ปี 69 มีทั้งสัญญาณบวก และความท้าทาย

    ‘ศุภาลัย’ มอง เศรษฐกิจ ปี 69 มีทั้งสัญญาณบวก และความท้าทาย

    บมจ.ศุภาลัย มอง ปี 2569 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายด้านหนึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้ชะลอลง อีกด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กระทบกำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง

    ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า ปี 2569 เป็นปีที่มีทั้งสัญญาณบวกและความท้าทายพร้อมกัน ด้านหนึ่งเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้ชะลอลง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำลง และดอกเบี้ยนโยบายเริ่มมีทิศทางผ่อนคลาย แต่อีกด้านหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำลังซื้อและความสามารถในการกู้ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง นี่คือบริบทที่ทำให้บริษัทฯ ‘ต้องแม่น’ กับการบริหารธุรกิจอย่างดีในทุกมิติ

    ทั้งด้านสินค้า ทำเล ราคา การดูแลหลังการขาย และฐานะทางการเงินของบริษัทฯ เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะยาว ควบคู่กับการเสริมโครงสร้างธุรกิจผ่านการบริหารพอร์ตสินค้า การพัฒนาโครงการในจังหวัดที่มีศักยภาพ รวมถึงการยกระดับสินค้าและบุคลากรในองค์กร เพื่อสนับสนุนการเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืน

    ขณะที่ศุภาลัยตั้งเป้ายอดขายรวมในปี 2569 ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่ 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเป้ายอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมทั้งสองประเทศที่ 37,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นตั้งเป้ารายได้ในประเทศไทย 27,000 ล้านบาท และเป้ารายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 10,500 ล้านบาท

    ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร และไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) แถลงแผนธุรกิจปี 2569 1

    แผนและเป้าหมายธุรกิจของ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ในปี 2569

    โดยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุล ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการพร้อมขาย เปิดตัวโครงการและขยายจังหวัดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจหลากมิติ ควบคู่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 98,000 ล้านบาท เครดิตเรตติ้งระดับ A ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อน พร้อมต้นทุนทางการเงินต่ำ สะท้อนความพร้อมในการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    สุดท้ายลูกค้าตัดสินใจจากความมั่นใจ ดร.ประทีป กล่าวพร้อมย้ำว่าบริษัทฯ จะยืนบน 3 เสาหลัก ได้แก่ คุณภาพสินค้า มาตรฐานก่อสร้าง และบริการหลังการขายที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสบายใจ ตั้งแต่ตัดสินใจซื้อ อีกทั้งมั่นใจ เมื่อเข้าอยู่ และบอกต่อได้จริง

    เดินหน้า เปิด 28 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 3.5 หมื่นล้านบาท

    ด้านไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI กล่าวว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายจากปัจจัยที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและการดำเนินงาน แต่บริษัทฯ ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งในศักยภาพขององค์กรและกระบวนการทำงาน รวมไปถึงความสามารถในการบริหารสถานการณ์ ทำให้ปี 2569 จะเป็น Year of Strength ที่ศุภาลัยจะเดินหน้าอย่างมั่นคงบนฐานที่พร้อมกว่าเดิม

    สำหรับปี 2569 ศุภาลัยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานผ่าน 3 ตัวชี้วัดหลัก ได้แก่ เป้าหมายยอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท มูลค่าโครงการเปิดใหม่ 35,000 ล้านบาท และงบซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความต่อเนื่องของพอร์ตโครงการ พร้อมวางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ–ปริมณฑลและภูมิภาค

    โดยบริหารพอร์ตให้สมดุลระหว่างโครงการแนวราบและคอนโดมิเนียม ด้านรายได้ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ประมาณ 27,000 ล้านบาท โดยมีโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมโอนกรรมสิทธิ์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ได้แก่ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ และ ศุภาลัย คราม เขาเต่า รวมมูลค่า 6,080 ล้านบาท

    โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีโครงการปิดการขายแล้ว (Sold out) ภายในปี รวม 21 โครงการ มูลค่าโครงการ 35,470 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 13 โครงการ และโครงการคอนโดมิเนียม 8 โครงการ และในปี 2569 นี้ บริษัทฯ ยังเตรียมเปิดตัวโครงการสำคัญ อาทิ ศุภาลัย ลอฟท์ ท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ และ ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3 พร้อมขยายการพัฒนาไปยังจังหวัดสุพรรณบุรีและเกาะ สมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วประเทศ

    ขณะเดียวกันบริษัทฯ ต่อยอดกรอบคิดเดียวกันสู่พาร์ท Global Driven โดยชูออสเตรเลียเป็นตลาดต่างประเทศที่เห็นศักยภาพชัดเจนจากตัวเลขผลงาน ปี 2568 ที่เติบโตกว่า 370% และปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายที่ 15,000 ล้านบาท โดยเน้นบริหารพอร์ตให้ สมดุล และเลือกโครงการที่ตอบโจทย์ดีมานด์จริง เพื่อให้รายได้ต่างประเทศเป็นฐานที่มีคุณภาพและช่วยเสริมเสถียรภาพบริษัทฯ ในระยะยาว

    ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)และไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

    ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)และไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)

    ในเชิงพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันศุภาลัยกระจายการลงทุนในออสเตรเลียหลายรัฐ และในปี 2569 เตรียมเปิดใหม่ 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 176,500 ล้านบาท (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย) ซึ่งสะท้อนความพร้อมในการขยายการลงทุนอย่างเหมาะสมตามสภาพตลาดในแต่ละพื้นที่

    เมื่อพูดถึงความยั่งยืน ศุภาลัยมองว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องต้องอาศัยระบบการทำงานที่สามารถติดตาม วัดผล และปรับตัวได้จริง เพื่อรองรับสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2569 บริษัทฯ จึงเดินหน้าพัฒนาการทำงานในรูปแบบ Data Driven ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ ‘The Data Frontier’ หรือศูนย์กลางข้อมูลขององค์กร (Central Brain) พร้อมวางกรอบ Data Governance ที่ชัดเจน เพื่อให้ข้อมูลจากทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

    ในเชิงปฏิบัติ ศุภาลัยดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แนวทางหลัก ได้แก่ การออกแบบโครงการให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศตั้งแต่ต้นทาง (Comprehensive Design), Waste Management, Smart Energy, การเลือกใช้วัสดุอย่างรับผิดชอบ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคู่แผนระยะยาวด้าน Green Operations และการใช้พลังงานสะอาด โดยวางโรดแมปสู่ปี 2030 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 (ขอบเขต 1 และ 2) เพื่อเสริมความแข็งแรงของธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/supalai-plans-new-projects-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c_Kv1ZbBtIaclBZ2mmHUW

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • เวียดนาม เศรษฐกิจโตสูงปี 69 ปัจจัยกระตุ้น เทียบไทย

    เวียดนาม เศรษฐกิจโตสูงปี 69 ปัจจัยกระตุ้น เทียบไทย

    ปี 2569 เศรษฐกิจเวียดนามถูกจับตามองอย่างมากในฐานะ “ดาวรุ่ง” ของอาเซียน โดยมีการคาดการณ์ว่าอาจมีขนาดเศรษฐกิจ (Nominal GDP) แซงหน้าไทย หรือก้าวขึ้นเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและไทย (ในเชิงมูลค่ารวม) โดยมีรายละเอียดปัจจัยขับเคลื่อนและข้อเปรียบเทียบกับไทยดังนี้

    1. ปัจจัยที่ทำให้เวียดนามเติบโตในปี 2569

    แรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เวียดนามตั้งเป้า GDP เติบโตสูงถึง 10% ในปี 2569 ประกอบด้วย:

    • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่: รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนสาธารณะเพิ่มขึ้นกว่า 26% ในปี 2569เช่น โครงการสนามบินนานาชาติลองถั่น (ใกล้โฮจิมินห์) ที่มีกำหนดเปิดใช้ และโครงการรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับจีน

    • โครงสร้างประชากร (Golden Population): เวียดนามมีแรงงานวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก (เกือบ 70% ของประชากรอยู่ในวัยทำงาน) และค่าแรงยังคงมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อเทียบกับไทยและจีน

    • ฐานการผลิตไฮเทค: การย้ายฐานการผลิตจากจีน (China+1) เข้าสู่เวียดนามในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์เริ่มเห็นผลชัดเจน โดยมีบริษัทข้ามชาติตั้งฐานการผลิตที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ใช่แค่การประกอบขั้นสุดท้าย

    • ข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs): การใช้ประโยชน์จาก EVFTA (กับยุโรป) และ CPTPP ทำให้สินค้าเวียดนามได้เปรียบด้านภาษีในตลาดโลก

    2. นักลงทุนชาติไหนมาลงทุนมากที่สุด?

    กลุ่มนักลงทุนหลัก (FDI) ในเวียดนามยังคงมาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเป็นหลัก โดยกลุ่มที่ครองแชมป์ได้แก่:

    1. สิงคโปร์: มักมาในรูปแบบกองทุนและการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์/นิคมอุตสาหกรรม

    2. ญี่ปุ่น: เน้นอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐาน

    3. ฮ่องกง และ จีน: เร่งขยายการลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานสะอาด

    4. เกาหลีใต้: นำโดย Samsung และ LG ที่ใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตหลักระดับโลก

    5. ไทย: ปัจจุบันไทยเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ในเวียดนามเช่นกัน โดยเน้นที่กลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Central Group), พลังงานทดแทน และอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป

    3. เปรียบเทียบสินค้าสำคัญ: เวียดนาม vs ไทย

    ในปี 2569 โครงสร้างสินค้าส่งออกของทั้งสองประเทศเริ่มมีความทับซ้อนและแข่งขันกันรุนแรงขึ้น

    หมวดสินค้า

    เวียดนาม (ดาวรุ่ง/ส่งออกสูง)

    ไทย (รักษาฐาน/เผชิญความท้าทาย)

    อิเล็กทรอนิกส์

    โทรศัพท์มือถือ, อุปกรณ์คอมพิวเตอร์, เซมิคอนดักเตอร์ (สัดส่วนสูงที่สุด)

    แผงวงจรไฟฟ้า, Hard Disk Drive (เริ่มชะลอตัว)

    เกษตร

    ทุเรียนสด (ส่วนแบ่งในจีนพุ่งเป็น 35%), กาแฟ, ข้าว(เน้นปริมาณ)

    ทุเรียนสด (ยังครองแชมป์แต่ส่วนแบ่งลดลงเหลือ64%), ยางพารา, ข้าวพรีเมียม

    อุตสาหกรรม

    สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย,รองเท้า (ยึดตลาดแมส)

    ยานยนต์และชิ้นส่วน(กำลังปรับตัวสู่ EV),เคมีภัณฑ์, เม็ดพลาสติก

    4. วิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศไทย

    • อัตราการเติบโต: ในขณะที่เวียดนามหวังโต 7-10% แต่ไทยถูกคาดการณ์โดย OECD และศูนย์วิจัยต่างๆ ว่าจะเติบโตเพียง 1.5% – 2.5% เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น สังคมสูงวัย และหนี้ครัวเรือนที่สูง

    • จุดแข็งที่ต่างกัน: ไทยยังมีจุดแข็งด้านระบบนิเวศอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งกว่า และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า แต่เวียดนามกำลังไล่ตามในด้าน “ความเร็ว” ของการปฏิรูปกฎหมายและแรงดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ (New FDI)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2910382&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hzEulw7WoFBhV4LsuOAe_

  • ส.อ.ท. เปิดเวทีหารือพรรคประชาชน เร่งฟื้นเศรษฐกิจติดหล่ม


    ‘เท้ง’นำทีมพรรคประชาชนร่วมกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมไทย  ด้านส.อ.ท. ชี้เป้า 6 Sectors ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมโยง New S-Curve สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารพรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันว่า เปรียบเสมือน “รถที่ติดหล่ม” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยพลังและมาตรการที่เข้มข้นและจริงจังในการฟื้นตัว สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันนโยบายภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เพิ่มสภาพคล่อง และผลักดันภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของประเทศอีกครั้ง

    ทั้งนี้ได้นำเสนอความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิ์ส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

    ตลอดจนธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล คอร์รัปชัน และกฎหมายที่ล้าสมัย

    ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2568-2569 ว่า GDP ปี 2569 จะเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1.6% (ลดลงจาก 2.1% ในปี 2568) ซึ่งสอดคล้องกับคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

    ดังนั้น ส.อ.ท. ได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ครอบคลุมตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้เป็นนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่

    • Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง–ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม

    • Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ

    • Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่

    • Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์

    • Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

    • Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

    ทั้ง 6 Sectors นี้ จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่มีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศในอนาคต

    ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรคประชาชนว่า พรรคฯ ยึดมั่นในหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความมีประสิทธิภาพ และการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งถือเป็นแกนหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายทุกด้าน

    การสร้างอุตสาหกรรมใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความมุ่งมั่นในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบ พรรคประชาชนจึงมีความพร้อมในการ “สร้างประเทศ สร้างอุตสาหกรรมใหม่” ควบคู่ไปกับการอุดรูรั่วของระบบเศรษฐกิจ คืนความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มแต้มต่อในการแข่งขัน และเสริมความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับภารกิจในช่วง 100 วันแรก พรรคประชาชนตั้งเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งอุดรูรั่วของเงินทุนที่ไหลออกนอกระบบและปัญหาทุนสีเทา การปราบปรามสินค้าเถื่อนราคาถูกที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ พร้อมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ โครงการคนละครึ่ง หวยใบเสร็จ SMEs วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มยอดขายให้ผู้ประกอบการรายย่อย

    นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนภาคการผลิตในประเทศ ผ่านโครงการ “คนละครึ่ง Made in Thailand (MiT)” สำหรับการเปลี่ยนเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟื้นฟูเมืองน้ำท่วม วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยรัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งและประชาชนร่วมจ่ายอีกครึ่งหนึ่ง ควบคู่ไปกับการเร่งอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงินรวม 250,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ สินเชื่อบ้านหลังแรก วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัย และช่วยให้ภาคอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ สินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และสินเชื่อ Transformation วงเงิน 100,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับภาคการผลิตและการบริการให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลและ AI โดยสามารถต่อยอดกับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทันที เช่น โครงการ “aFTi ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ Go Digital & AI”

    ตลอดจนการเปิดประตูสู่การลงทุนยุคใหม่ ผ่านนโยบายเสรีพลังงานสะอาด ปลดล็อกเงื่อนไข Direct PPA เพื่อให้ทุกภาคธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าสะอาดได้ ไม่จำกัดเฉพาะบางประเภทกิจการ

    ในระยะ 1 ปีแรก พรรคประชาชนจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้หลักการ OPERATION 18 เพื่อปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน โดยใช้หลักการยกเลิกกฎระเบียบที่มีต้นทุนการบังคับใช้สูงกว่าประโยชน์สาธารณะ พร้อมเปิดให้กลไกเอกชนและผู้เชี่ยวชาญร่วมชี้เป้ากฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยคล่องตัวและแข่งขันได้จริง พร้อมพัฒนาระบบการขออนุญาตแบบระบบเดียว ให้ยื่นแล้วรู้ผล ลดดุลพินิจ ลดส่วย เพื่อลดภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ

    สำหรับภาค SMEs เกษตรกร และแรงงาน จะมีมาตรการคูปอง SMEs คืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด 50,000 บาทต่อราย คูปองเกษตรทันโลก เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างแม่นยำ การพักดินและบำรุงดิน รวมถึงคูปอง Reskill เพื่อยกระดับทักษะแรงงานและจับคู่การจ้างงานให้สอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ และเพิ่มผลิตภาพแรงงานในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีโครงการ ORANGE Mega Project ที่สร้างงาน สร้างตลาด และยกระดับบริการสาธารณะในหัวเมืองสำคัญ เช่น โครงการรถเมล์ไฟฟ้า 15 หัวเมือง โครงการน้ำประปาสะอาด วงเงิน 5,000 ล้านบาท การจัดการขยะและเศรษฐกิจหมุนเวียน รวมถึงการยกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่ระบบดิจิทัล และพัฒนาท่าเรือระนองเพื่อเชื่อมต่อการค้าไปยังอินเดีย วงเงิน 10,000 ล้านบาท

    สำหรับระยะ 4 ปี ภายใต้ภารกิจของ “รัฐบาลประชาชน” นายณัฐพงษ์ย้ำว่า การจัดซื้อจัดจ้างและการลงทุนภาครัฐจะต้องดำเนินไปอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนปัญหาของประเทศให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยแบ่งบทบาทออกเป็น 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ 1. ส่วนราชการ มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล และเทคโนโลยี AI

    2.ส่วนท้องถิ่น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต เช่น รถเมล์ไฟฟ้า ระบบน้ำประปาดื่มได้ การบำบัดน้ำเสีย และการจัดการขยะ 3.ส่วนรัฐวิสาหกิจ ขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ อาทิ Smart Grid และรถไฟทางคู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ

    ทั้งนี้ รัฐบาลประชาชนจะใช้ทุกแหล่งเงินเพื่อเดินหน้าแผนยุทธศาสตร์นี้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ การร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ทั้งในระดับส่วนกลางและท้องถิ่น รวมถึงการใช้เครื่องมืออย่าง Infrastructure Fund เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ สร้างงานใหม่ และยกระดับเศรษฐกิจไทยให้แข่งขันได้ในระยะยาว

    “พรรคประชาชนพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมและภาคเอกชน เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นกลไกปฏิบัติที่ชัดเจน และยืนยันว่ารัฐบาลประชาชนเป็นรัฐบาลที่มีเจตจำนงและความพร้อมที่จะลงมือทำทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมาสร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มความเป็นธรรมในการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตบนฐานที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายณัฐพงษ์ กล่าวเสริม

    ขณะที่นายเกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายว่า “ส.อ.ท. อยากเห็นประเทศไทยมีความเข้มแข็ง ประชาชนสามารถอยู่รอดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาอาจยังมีอุปสรรคและการดำเนินงานที่ขาดความเป็นระบบ ส.อ.ท. ขอขอบคุณพรรคประชาชนที่มารับฟังข้อเสนอแนะในวันนี้ ซึ่งนโยบายหลายประการของพรรคฯ สอดคล้องกับแนวทางที่ ส.อ.ท. กำลังขับเคลื่อนอยู่ และหวังว่าข้อเสนอที่สะท้อนกลับไปจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปพิจารณา พัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ และสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้ในอนาคต”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39757&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2o-mYmNMsNbNmecXCQFbC_

  • เลือกตั้ง ชี้เศรษฐกิจ! 3พรรค 3ทางเลือก ไทยเดินทางไหน

    เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง

    ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต

    การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

    พรรคเพื่อไทย
    ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที

    พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’

    กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง

    พรรคภูมิใจไทย
    ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่

    พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ

    จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 003.png

    พรรคประชาชน
    ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน

    ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 002.png

    แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

    INFO election2569-economy-3parties_Artboard 001.png

    การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/election2569-economy-3parties&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XEPn9lW7KIBDHl1OoRJKg