Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ธรรมนัส-นฤมล” นำทัพกล้าธรรมบุก อ.เถิน ลั่นขอโอกาส “พรรคใหม่” ล้างบางระบบเก่า กวาดยกจังหวัดลำปาง! | TOPNEWS

    “ธรรมนัส ควง นฤมล” นำทัพพรรคกล้าธรรมบุกอำเภอเถิน จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ชูนโยบายเด็ดแก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก ประกาศลั่นขอโอกาสให้ “พรรคคนเหนือ” เข้าไปทำงานแทนคนเก่าที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเย็นวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. พรรคกล้าธรรม นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมผู้สมัคร​ สส.​บัญชีรายชื่อ​ และ​แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม, ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรค ลงพื้นที่จัดเวทีปราศรัย ณ โรงเรียนเถินวิทยา อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต ในการหาเสียงเลือกตั้ง

    บรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่อำเภอเถินและใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยแกนนำพรรคได้พบปะทักทายพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังความคิดเห็นและปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ราคาพืชผลทางการเกษตร และโอกาสในการประกอบอาชีพ

    ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยย้ำถึงความตั้งใจของพรรคกล้าธรรมในการทำงานการเมืองที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ขณะที่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้นำเสนอนโยบายสำคัญของพรรค ซึ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันสวัสดิการที่เข้าถึงได้จริง โดยยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจริง และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับงานด้านสังคม การดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม

    ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมย้ำจุดยืนในการเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายของพรรค และขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวจังหวัดลำปาง ให้โอกาสผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต เข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชนในสภา พร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1468608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J5sBxuRMrREo4Nc1v-mDB

  • ททท.เผยไวรัสนิปาห์ ยังไม่กระทบท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทยพุ่ง 20%

    ททท.เผยไวรัสนิปาห์ ยังไม่กระทบท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทยพุ่ง 20%

    ททท.เผยไวรัสนิปาห์ ยังไม่กระทบท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทยพุ่ง 20%

    วันนี้ (วันที่ 28 มกราคม 2569) นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ททท.ได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของไวรัสนิปาห์ (NIPAH) ในรัฐเบงกอลตะวันตก ประเทศอินเดีย ซึ่งมีการประกาศล็อคดาวน์พื้นที่ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

    โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่าปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แต่อาจจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยากับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีความกังวลและตื่นตระหนกจากข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปในวงกว้าง

    ภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ : ยังไม่ส่งผลกระทบชัดเจน

    ทั้งนี้จากสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศ  พบว่าในภาพรวมยังไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย แม้อาจจะมีผลกระทบเชิงจิตวิทยาในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่วิตกกังวลบ้างก็ตาม

    จากข้อมูลสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรายวัน โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ระบบ TATIC) ณ วันที่ 26 มกราคม 2569 ระบุว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมตั้งแต่วันที่ 1-25 มกราคม 2569 มีจำนวน 2.62 ล้านคน หดตัวเฉลี่ย 10 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา
     

    อย่างไรก็ตาม การหดตัวดังกล่าวไม่ได้มีสาเหตุมาจากไวรัสนิปาห์ แต่เป็นผลต่อเนื่องมาจากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และวิกฤตน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ช่วงปลายปี 2568 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อตลาดมาเลเซียที่เดินทางผ่านด่านทางบกเป็นหลัก  กอปรกับพื้นที่ท่องเที่ยวในเมืองหาดใหญ่บางส่วนยังฟื้นตัวกลับมาได้ไม่เต็มที่

    สถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดอินเดียเข้าไทย : ยังไม่ได้รับผลกระทบ

    ตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียยังแกร่ง ยอดนักท่องเที่ยวพุ่งสวนกระแส เป็นที่น่าสนใจว่า นักท่องเที่ยวจากอินเดีย เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1-25 มกราคม 2569 มีจำนวนสะสมกว่า 1.89 แสนคน เพิ่มขึ้น 20 % เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่มีรายงานข่าวการระบาด (20-26 มกราคม 2569) จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียยังคงขยายตัวเฉลี่ยถึง 35 % เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปี 2568

    ทั้งนี้ เส้นทางการบินจากอินเดีย ยังคงมีทิศทางเป็นบวก โดยเฉพาะท่าอากาศยานหลักที่มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

    • ท่าอากาศยานภูเก็ต เพิ่มขึ้น 51%
    • ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพิ่มขึ้น 33%
    • ท่าอากาศยานดอนเมือง เพิ่มขึ้น 15%

    ทั้งนี้ แนวโน้มทั้งเดือนมกราคม 2569 คาดว่า จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดอินเดียเข้าไทยอยู่ที่ประมาณ 2.0 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 8 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา

    สถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดอื่น ๆ : ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

    แม้ในภาพรวมจะยังไม่ได้รับผลกระทบชัดเจน แต่การนำเสนอข่าว/ประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ไวรัสนิปาห์ ในสื่อหลักและโซเชียลมีเดียของต่างประเทศ อาจจะส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกลุ่มตลาดที่มีค่อนข้างอ่อนไหวสูงและวิตกกังวลต่อความปลอดภัย อาทิ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อาจชะลอการเดินทางเพื่อรอดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้

    อย่างไรก็ตาม การออกมาตรการเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดในพื้นที่ประเทศต้นทางอย่างทันท่วงที รวมทั้งการวางแนวทางคัดกรองนักท่องเที่ยวอินเดียจากพื้นที่ดังกล่าวมายังประเทศไทย โดยเฉพาะท่าอากาศยานหลัก (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ ภูเก็ต) อาจช่วยลดทอนความรุนแรงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังวางแผนเดินทางท่องเที่ยว

    ผลกระทบเชิงจิตวิทยาและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย : อยู่ในระดับที่ควบคุมได้

    จากการติดตามรายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดต่างประเทศโดย ททท. สำนักงาน พื้นที่อินเดีย (นิวเดลีและมุมไบ) และ Social Listening จากกองประชาสัมพันธ์ต่างประเทศ ททท. (ข้อมูล ณ วันที่ 26 มกราคม 2569) สรุปดังนี้

    • สถานการณ์การระบาดอยู่ในวงจำกัด โดยเฉพาะพื้นที่รัฐเวสต์เบงกอล อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์ ไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ และในพื้นที่เมืองโกลกาตา ไม่มีการสวมหนากากอนามัยในที่สาธารณะ และการเดินทางท่องเที่ยวยังดำเนินไปตามปกติ
    • ยังไม่มีการประกาศเตือนห้ามเดินทาง การยกเลิกการเดินทาง หรือการลดเที่ยวบินจากเหตุดังกล่าวที่ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางระหว่างประเทศ มีเพียงความกังวลจากข่าวและโซเชียลที่เผยแพร่ในวงกว้างเท่านั้น
    • เนื้อหาการนำเสนอข่าว/ Social Listening ส่วนใหญ่เป็นการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและยังไม่ส่งผลกระทบภาพรวม sentiment การเดินทางมายังประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/650044&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iZSj3m5sFf99nr7QPBdvk

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • ‘ศุภจี’ สรุปภาพรวมดาวอสโลกเปลี่ยน กติกาใหม่การค้าไทยต้องปรับตัว

    ‘ศุภจี’ สรุปภาพรวมดาวอสโลกเปลี่ยน กติกาใหม่การค้าไทยต้องปรับตัว

    “ศุภจี” สรุปภาพรวมดาวอส โลกเปลี่ยน กติกาใหม่การค้าไทยต้องปรับตัว วางยุทธศาสตร์คุยทุกฝ่าย สร้างพันธมิตร–เร่งยกระดับ FTA

    26 ม.ค. 2569 – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยสรุปผลการเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ครั้งที่ 56 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–23มกราคม 2569 ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า ภาพรวมของโลกในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ทั้งในมิติภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และโครงสร้างการค้าโลก 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า โลกไม่ได้อยู่ในระบบพหุขั้วอำนาจ (Multipolar World) แบบที่นักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้อีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่สภาวะที่รุนแรงกว่านั้น

    “ก่อนมาดาวอส ดิฉันยังใช้คำว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุค Multipolar แต่จากสิ่งที่เห็นและได้ฟังในเวทีปีนี้ ต้องยอมรับว่ามันเกินกว่าจุดนั้นไปแล้ว เรากำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Extreme Polarization หรือการแบ่งแยกอย่างสุดขั้ว”

    นางศุภจี อธิบายว่า โลกในวันนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันของหลายมหาอำนาจ แต่เป็นโลกที่ประเทศต่างๆ ถูกบีบให้ต้อง “เลือกข้าง” ในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทาน ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศก็ต้องเร่ง “หาทางรอด” ของตนเอง บางประเทศใช้แต้มต่อด้านอำนาจ เทคโนโลยี หรือทรัพยากรเป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการค้า ขณะที่อีกหลายประเทศพยายามแสวงหาตลาดใหม่ รูปแบบการค้าใหม่ และความร่วมมือใหม่ เพื่อลดความเปราะบางจากระเบียบโลกที่ไม่แน่นอน

    สำหรับกระทรวงพาณิชย์เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องปรับบทบาทเชิงรุก วางตำแหน่งประเทศให้เป็น “พันธมิตรกับทุกฝ่าย” และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วม มากกว่าการยึดติดกับการเลือกข้าง และการดำเนินนโยบายการค้าในยุคใหม่ไม่สามารถใช้สูตรเดียวกับทุกประเทศได้อีกต่อไป แต่ต้องเจรจาเป็นรายประเด็น เลือกความร่วมมือในเรื่องที่เกิดประโยชน์ร่วมกันจริง

    “หัวใจสำคัญคือรายละเอียด เราไม่จำเป็นต้องคุยทุกเรื่องกับทุกประเทศ แต่ต้องเลือกเรื่องที่เป็นประโยชน์ร่วม และสร้างคุณค่าให้ทั้งสองฝ่าย ซึ่งถือเป็น game changer ของเศรษฐกิจในยุคนี้”

    นอกจากนี้ นางศุภจียังชี้ว่า การเจรจาการค้าในอนาคตต้องมองทั้ง “การขาย” และ “การซื้อ” ควบคู่กัน ไม่ใช่มองเฉพาะการส่งออกเพียงด้านเดียว เพราะการนำเข้าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการต่อรองทางการค้า

    นอกจากนั้นกลไกทางการค้าทุกรูปแบบต้องนำมาใช้ให้เหมาะสม เช่น มาตรการภาษี มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี  มาตการปกป้อง การยกระดับสินค้าและบริการ การสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ SME และบุคลากร หรือแม้แต่การบริหารการนำเข้าที่สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เป็นต้น เพื่อรักษาสมดุลของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และดูแลอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหว

    และที่สำคัญ“ความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ (trust)” จะเป็นบริบทสำคัญและรากฐานของการค้าระหว่างประเทศ และเป็นทุนทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องรักษาไว้ในระยะยาว โดยเฉพาะในโลกที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

    สำหรับ “เครื่องยนต์ใหม่” ของการค้าโลกในยุคหลังดาวอส มีอย่างน้อย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่

    1.เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    2.เศรษฐกิจสีเขียวและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แม้บางประเทศจะมองเป็นภาระ แต่สำหรับไทยถือเป็นโอกาสในการสร้างแต้มต่อบนเวทีการค้าโลก

    3.ความมั่นคงจะเป็นส่วนสำคัญของการค้าและเศรษฐกิจโลก ไทยจึงมุ่งเน้นยกระดับการเกษตร และอุตสาหกรรมอาหารให้เป็น “สินค้าด้านความมั่นคง” ของภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน ไทยยังมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ของภูมิภาค

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยต้องสร้าง “จุดเด่นของตนเอง” ให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มภูมิภาค โดยเฉพาะอาเซียน (Regionalization) ตัวอย่างหนึ่งในความร่วมมือนี้คือ กรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) ที่ประเทศไทยเป็นประธานเจรจาผลักดันให้บรรลุข้อตกลงในการที่จะเป็นกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก กรอบ DEFA จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล และช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs เข้าถึงตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยประเทศสมาชิกตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 มูลค่าการค้าภายในภูมิภาคจะเพิ่มจากประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “เราต้องรักษาสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ของประเทศกับการเป็นพันธมิตรในภูมิภาค หากไม่มีจุดแข็งของตนเอง เมื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่ม เราอาจถูกกลืน แต่ถ้าแข็งแรงพอ เราจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น”

    ในด้านโครงสร้างนโยบาย ต้องคำนึงถึงความจำเป็นของ “ความต่อเนื่องและความร่วมสมัย (continuity and relevancy)” ของการทำงานภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการและประเทศคู่ค้า พร้อมชี้ว่า ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) หลายฉบับที่ไทยทำไว้เมื่อ 20–30 ปีก่อน อาจไม่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอีกต่อไป กระทรวงพาณิชย์จึงเตรียมเดินหน้ายกระดับ FTA เดิมกับประเทศสำคัญ ให้ทันต่อโครงสร้างการค้า เทคโนโลยี และมาตรฐานใหม่ของโลก รวมถึงเร่งขยายตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป พร้อมทั้งเปิดตลาดใหม่และเจรจา FTA ฉบับใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสให้ประเทศและผู้ประกอบการในจังหวะที่โลกกำลังหาพันธมิตรการค้าใหม่อย่าง FTA กับ EU แคนาดา เกาหลีใต้ และการปรับปรุงความตกลง อาเซียน-อินเดีย เป็นต้น

    “โลกไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว การค้าการขายก็ไม่เหมือนเดิม ไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อกติกาใหม่ของโลก เพื่อให้ผู้ประกอบการและประเทศสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคงในระยะยาว” นางศุภจี กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/937596/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1crs47t3EuZKBhJeI0c2cn

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 และปี 2569 ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่สำคัญของการฟื้นตัวและการปรับฐานโครงสร้างเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 

    โดยคาดว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2568 ขยายตัวที่ร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 2.5) เป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปี 2567 ที่ขยายตัวที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีการฟื้นตัวเร่งขึ้นจากไตรมาสที่ 3 ที่ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.2 ซึ่งได้รับปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบกว่า 8.4 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค 

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้คาดว่าการบริโภคภาคเอกชน จะขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.1 ถึง 3.6) และภาคการส่งออกที่ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐตามเกณฑ์สถิติดุลการชำระเงิน (Balance of Payments: BOP) คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 12.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 12.5 ถึง 13.0) จากการเร่งส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และการเติบโตในตลาดศักยภาพใหม่ เช่น อินเดียและจีน เป็นต้น 
     

    ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 13.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 13.6 ถึง 14.1) ขณะที่การบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.3 ถึง 0.8) การลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 6.7 ถึง 7.2) จากผลของการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2569 (ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีปฏิทิน 2568) การลงทุนภาคเอกชนคาดว่าขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.2) 

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง

    แม้เศรษฐกิจในช่วงปลายปีจะเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้และปัจจัยชั่วคราวในภาคอุตสาหกรรมที่ชะลอตัวตามการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน แต่นโยบายการคลังได้ช่วยพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตได้สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะแถลงตัวเลขอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:30 น. ต่อไป

    ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.1 เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงตามนโยบายของภาครัฐ และราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สำหรับเสถียรภาพภายนอกประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ GDP

    คลังหั่นจีดีพีปี 68 เหลือโต 2.2% มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วยพยุง  

    ด้านเศรษฐกิจไทยปี 2569 กระทรวงการคลังคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ร้อยละ 2.0 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5) แม้ภาคการส่งออกจะมีทิศทางชะลอความร้อนแรงลงจากปีก่อนหน้า แต่ยังคงสามารถประคองตัวได้โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเล็กน้อยที่ร้อยละ 1.0 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.5 ถึง 1.5) ซึ่งเป็นการเติบโตในอัตราที่ชะลอลงตามทิศทางปริมาณการค้าโลกและผลของฐานที่สูงในปี 2568 ด้านมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐจะขยายตัวที่ร้อยละ 3.9 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.4 ถึง 4.4) อย่างไรก็ตาม แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อุปสงค์ภายในประเทศและภาคบริการอย่างชัดเจน โดยภาคการท่องเที่ยวจะเป็นกลไกหลักโดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในระดับสูงที่จำนวน 35.5 ล้านคน สนับสนุนให้รายได้ภาคบริการฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง 

    นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ที่ยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 2.5 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0 ถึง 3.0) และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวที่ร้อยละ 3.2 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.7 ถึง 3.7) จากการลงทุนจริงที่เริ่มเกิดขึ้นหลังได้รับการส่งเสริมการลงทุน ด้านการบริโภคภาครัฐ ขยายตัวร้อยละ 1.3 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 0.8 ถึง 1.8) ทั้งนี้ การลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -1.7 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -2.2 ถึง -1.2) เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การเริ่มบังคับใช้พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ล่าช้าออกไปประมาณ 3 เดือน ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดและอาจออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวในระยะต่อไป

    ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -0.2 ถึง 0.8) ตามทิศทางอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัวดี ขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศ คาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 1.5 ถึง 2.5 ของ GDP) 

    โฆษกกระทรวงการคลังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงการคลังจะให้ความสำคัญกับการมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้ยั่งยืน ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับรองรับความเสี่ยงและความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และยังตระหนักถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ เนื่องจากรูปแบบการผลิตเดิมอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก

    อย่างไรก็ตาม ยังควรติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ 1) ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก 2) ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน 3) เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378972703&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OkWCJ3b9sp3dh2pbduZsa

  • ล่องเรือชมเมือง! เปิดเส้นทางเชื่อมบางลำพู-โอ่งอ่าง ปลุกย่านสร้างสรรค์

    ล่องเรือชมเมือง! เปิดเส้นทางเชื่อมบางลำพู-โอ่งอ่าง ปลุกย่านสร้างสรรค์

    ล่องเรือชมเมือง! เปิดเส้นทางเชื่อมบางลำพู-โอ่งอ่าง ปลุกย่านสร้างสรรค์

    ลัดเลาะ ล่องกรุง: สัมผัสเสน่ห์วิถีคลองเส้นทางใหม่ จากบางลำพูสู่โอ่งอ่าง

    เตรียมตัวให้พร้อมกับการเดินทางรูปแบบใหม่ที่จะทำให้คุณหลงรักกรุงเทพฯ มากกว่าเดิม! เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และภาคีเครือข่าย 

    เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวปฐมฤกษ์ “ลัดเลาะ ล่องกรุง” เชื่อมโยงคลองบางลำพูสู่คลองโอ่งอ่าง เพื่อยกระดับวิถีชีวิตริมน้ำสู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและย่านสร้างสรรค์ระดับโลก
     

    ล่องเรือชมเมือง! เปิดเส้นทางเชื่อมบางลำพู-โอ่งอ่าง ปลุกย่านสร้างสรรค์

    การเดินทางเริ่มต้นขึ้นอย่างมีสไตล์ที่ พิพิธบางลำพู แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ย่านการค้าเก่าแก่ ก่อนจะลง เรือแท็กซี่ไฟฟ้า ล่องชมทัศนียภาพสองฝั่งคลองที่เงียบสงบ มุ่งหน้าสู่ย่านบ้านพานถมเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนที่ยังคงกลิ่นอายอดีต

    ไฮไลต์ที่คุณไม่ควรพลาด

    • ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน: ศาลแห่งเดียวในฝั่งพระนครที่ชาวบางลำพูศรัทธา นิยมมาขอพรด้านความสำเร็จ

    • ตรอกบ้านพานถม: เดินชมชุมชนเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องงานช่างเครื่องเงินดุนลายอันประณีตมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

    • ย่านคลองโอ่งอ่าง – จักรวรรดิ: สัมผัสย่านพหุวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ ลัดเลาะชมสตรีทอาร์ตและแหล่งค้าส่งสมุนไพรไทย-จีน

    • ตรอกอาม่า และ AMA Hostel: แวะถ่ายภาพในโฮสเทลบ้านจีนโบราณอายุกว่า 200 ปี ท่ามกลางบรรยากาศโคมจีนและของกินพื้นถิ่น

    ล่องเรือชมเมือง! เปิดเส้นทางเชื่อมบางลำพู-โอ่งอ่าง ปลุกย่านสร้างสรรค์

    • วัดบพิตรพิมุขวรวิหาร: ชมพลับพลาไม้เรือนขนมปังขิง (Gingerbread Style) ที่เคยใช้รับเสด็จฯ รัชกาลที่ 5 ซึ่งปัจจุบันได้รับการบูรณะเป็นแหล่งเรียนรู้และคาเฟ่

    • หอมปรุง บาย ใบห่อ: ปิดท้ายด้วยคาเฟ่สมุนไพรในอาคารโบราณ ที่มีทั้งเมนูขนมหวานสูตรพิเศษและเวิร์กช็อปทำยาดมหรือชาสมุนไพรด้วยตัวเอง
     

    ล่องเรือชมเมือง! เปิดเส้นทางเชื่อมบางลำพู-โอ่งอ่าง ปลุกย่านสร้างสรรค์

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่าเส้นทางนี้ไม่เพียงแต่เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น แต่ยังมุ่งเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและภูมิสังคม โดยเส้นทางนี้จะเป็นหนึ่งในกิจกรรมไฮไลต์ของ เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 (Bangkok Design Week 2026) ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนริมน้ำอย่างแท้จริง

    ล่องเรือชมเมือง! เปิดเส้นทางเชื่อมบางลำพู-โอ่งอ่าง ปลุกย่านสร้างสรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/737088&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jg_RWEm6MZJWjr_qeA6u9

  • สทท. เผยดัชนีท่องเที่ยว Q4/68 กระเตื้อง คาด Q1/69 เพิ่มสูงรับไฮซีซั่น ปี 69 นทท.แตะ 34 ล้านคน : อินโฟเควสท์

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ไตรมาส 4/68 (ต.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ระดับ 72 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 66 ในไตรมาส 3/68 แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และยังไม่เท่าระดับปกติก่อนช่วงโควิด

    โดยสถานการณ์เศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย ไตรมาส 4/68 ฟื้นตัว แต่ยังเปราะบาง ได้รับแรงหนุนหลักจากฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ นอกจากนี้ ยังเผชิญกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยทางภาคใต้ และการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

    ปัจจัยสนับสนุนไตรมาส 4/68 (แรงส่งหลัก) ได้แก่

    • มาตรการยาแรงจากภาครัฐ อาทิ “คนละครึ่ง พลัส” เน้นกระตุ้นการใช้จ่ายรายวัน (Street Food/ ชุมชน) และส่งเสริมทริปใกล้กรุง
    • กิน-เที่ยวลดหย่อนภาษี กระตุ้นกลุ่มมีรายได้และเมืองรอง (ลดหย่อนสูงสุด 30,000 บาท)
    • เราเที่ยวด้วยกัน (ขยายผล) ช่วยลดภาระค่าที่พักลง 40-50%

    นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลและอีเวนต์ระดับโลก อาทิ งาน Vijit Chao Phraya 2025 ช่วยหนุนธุรกิจเรือสำราญ งาน Countdown 2026 (ICONSIAM, CentralWorld, One Bangkok) และงานทั่วประเทศ ช่วยดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติในช่วงโค้งสุดท้าย

    ปัจจัยเสี่ยง-อุปสรรค ไตรมาส 4/68 (ตัวฉุดรั้ง) ได้แก่

    • การแข่งขันและเศรษฐกิจโลก Regional War เวียดนาม (ราคาถูก) และญี่ปุ่น (เงินเยนอ่อน) จีน (จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและโปรโมชันต่าง ๆ เพื่อดึงดูดใจนักท่องเที่ยว) แย่งชิงส่วนแบ่งตลาด, จีนซบเซา เนื่องจากเผชิญภาวะเงินฝืด และเน้นเที่ยวในประเทศ ทำให้ไทยต้องหันไปพึ่งพาตลาดมาเลเซีย อินเดีย และรัสเซียแทน
    • วิกฤตค่าเงินและต้นทุน เงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 4.5 ปี (ประมาณ 31.20 บาท/ดอลลาร์) ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าไทย “แพง” และเงินเฟ้อ ค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมพุ่งสูงขึ้น
    • ภัยธรรมชาติและภูมิรัฐศาสตร์ มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่เสียหายหนักกว่า 4 หมื่นล้านบาท กระทบนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างรุนแรง และความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา การปะทะทางทหารทำให้มีการยกเลิกที่พักในโซนตะวันออก (ตราด/เกาะช้าง) สูงถึง 42%
    • เศรษฐกิจในประเทศ GDP โตต่ำ และหนี้ครัวเรือนสูง ทำให้คนไทยเน้นเที่ยวระยะสั้น หรือไปเช้า-เย็นกลับ เพื่อประหยัดงบ
    • ภาพลักษณ์และความปลอดภัย ถือเป็นอุปสรรคใหญ่กับตลาดจีนที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบ ความกังวลเรื่องการลักพาตัว ยังคงฝังรากลึก ทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวยังลังเลที่จะกลับมา

    ทั้งนี้ ในรายกลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 4/68 กลุ่มที่ฟื้นตัวดี คือ ร้านอาหาร, ที่พัก (ดัชนี 76-78) ส่วนบริษัทนำเที่ยวคาดการณ์โตแรงในไตรมาส 1/69 ส่วนกลุ่มที่ฟื้นตัวช้า คือ สปา และสวนสนุก สำหรับการจ้างงาน ในภาพรวมชะลอตัวลง แต่ธุรกิจส่วนใหญ่ยันว่าไม่ปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท/วัน ก็ตาม

    ในส่วนของข้อมูลเชิงลึกนักท่องเที่ยว (Persona) ได้แก่

    • สายเปย์ : ชาวออสเตรเลียใช้จ่ายต่อทริปสูงสุด
    • กลุ่ม Luxury : แม้มีเพียง 10% แต่จ่ายหนักถึงแสนกว่าบาทต่อทริป
    • สายอยู่นาน : กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป พักเฉลี่ยถึง 18.4 คืน
    • ความกังวล : นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องการสื่อสาร และการถูกหลอกลวงมากที่สุด ส่วนเรื่องความปลอดภัยทางร่างกาย (ลักพาตัว) อยู่ในระดับปานกลาง

    ข้อเสนอแนะและโอกาส

    • คมนาคม: นักท่องเที่ยวบ่นค่ารถไฟฟ้าแพง/ซ้ำซ้อน และอยากได้ Tourist Pass
    • เมืองรอง: คนรู้จักเยอะ แต่ยังลังเลที่จะไป (51%) โดยเหตุผลหลักที่ไป คือ อยากเลี่ยงความแออัด และสัมผัสเอกลักษณ์ท้องถิ่น
    • ปัจจัยกระตุ้น: กิจกรรมพิเศษ (Events) ช่วงปลายปี มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางสูงถึง 78%

    ไฮซีซั่นหนุนท่องเที่ยว Q1/69

    สำหรับคาดการณ์ไตรมาส 1/69 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว เพิ่มสูงขึ้นไปที่ระดับ 80 เป็นการคาดการณ์สถานการณ์ท่องเที่ยวดีขึ้นปัจจัยเนื่องจากช่วงไฮซีซั่น และรัฐบาลจีน ห้ามชาวจีนเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีการยกเลิกที่นั่งสายการบินกว่า 5 แสนที่นั่ง ส่งผลดีต่อไทย โดยคาดการณ์มีนักท่องเที่ยวไตรมาส 1/69 จะอยู่ที่ 9.3 ล้านคน

    ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 69 แตะ 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านลบ.

    คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวรวมในปี 69 ที่ราว 34 ล้านคน สร้างรายได้ 1.64 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.1% จากในปี 68 ต่างชาติมาไทยประมาณ 33 ล้านคน (ลดลง 7.2% จากปี 67) รายได้ประมาณ 1.59 ล้านล้านบาท ลดลง 4.5% สำหรับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปี 68 พบว่า คนไทยจ่ายน้อยลง (3,906 บาท/ทริป) ส่วนต่างชาติจ่ายเพิ่มขึ้น (48,363 บาท/ทริป)

    สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของไทยในปี 69 คาดการณ์ว่า ตลาดต่างชาติจะกลับมาขยายตัว ทั้งในด้านจำนวนคนและรายได้รวมที่เพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวชาวไทย กลับส่งสัญญาณชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากกำลังซื้อภายในประเทศลดน้อยลง ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างประเทศ กำลังอยู่ในช่วงปรับตัวสู่การแข่งขันอย่างสมบูรณ์ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GJgjyrgnliu5eBJwhLiX2

  • แม่ค้าขายชุดชั้นในเครียดพิษเศรษฐกิจ หนี้สินรุมเร้าผูกคอจบชีวิตคาแผง | เดลินิวส์

    แม่ค้าขายชุดชั้นในเครียดพิษเศรษฐกิจ หนี้สินรุมเร้าผูกคอจบชีวิตคาแผง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 27 ม.ค. พ.ต.ต.ทวีศักดิ์ รอดรักษ์ สว.(สอบสวน) สภ.เมืองตรัง ได้รับแจ้งเหตุมีแม่ค้าผูกคอเสียชีวิต ภายในตลาดสดเทศบาลนครตรัง ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ภายหลังรับแจ้งเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วย กำลังตำรวจสายตรวจอินทรี แพทย์เวร รพ.ตรัง และเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิกุศลสถานตรัง (บ้วนเต็กเซี่ยงตึ๊ง)

    ที่เกิดเหตุพบบรรดาพ่อค้าแม่ค้า และผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของ ต่างมุงดูเหตุการณ์อยู่บริเวณแผงขายชุดชั้นในสตรีและเสื้อผ้าภายในตลาดสดดังกล่าว ซึ่งภายในแผงพบร่างของ น.ส.นัสจรีย์ เดชประกาย อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของแผง ใช้เศษผ้าผูกคอเสียชีวิตในสภาพนั่งติดกับพื้นร้าน ติดกับร่างพบขวดสุราถูกดื่มไปแล้วเกือบหมดแบนตั้งอยู่ เจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน เบื้องต้นแพทย์ลงความเห็นคาดว่าน่าจะเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง

    ต่อมานายวิเชียร วัฒนพงษ์ อายุ 69 ปี สามีผู้เสียชีวิตได้เดินทางมาที่แผงดังกล่าว ก่อนจะเล่าว่า ตนอยู่กินกับผู้ตายได้ประมาณ 3 ปี ที่ผ่านมาพร่ำบนตลอดว่าเครียดเรื่องการทำมาหากิน ขายของไม่ดี ไม่มีเงิน และมีป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งกินยาอยู่ และมักจะชอบพูดอยู่เสมอว่าจะฆ่าตัวตาย จะได้หมดหนี้หมดสิน ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าหนี้สินมีอยู่กี่บาท ส่วนที่มาขายของก็หลายปีแล้ว ตอนนี้บางวันขายได้ 200-300 บาท บางวันขายไม่ได้เลยก็มี

    ขณะที่ น.ส.ธัญญา รัตนา อายุ 55 ปี เพื่อนสนิทผู้เสียชีวิต เล่าว่า มีลูกค้าซึ่งเป็นชาวต่างชาติเดินผ่านมา เห็นว่าเพื่อนผูกคอเสียชีวิตอยู่ภายในร้าน จึงได้ไปบอกร้านที่อยู่ใกล้ๆ กันให้ทราบและแจ้งตำรวจ ต่อมาตนก็ทราบข่าวจึงได้รีบมาดู โดยตนคุยกับผู้ตายทุกวันเพราะเป็นเพื่อนรักกัน และก่อนเกิดเหตุช่วงประมาณ 10 โมงเช้า ก็ขับรถมาหาผู้ตายที่ร้าน และมารับไปหาของกินกัน ซึ่งส่วนตัวผู้ตายมีปัญหาเรื่องหนี้สิน และก่อนจะเกิดเหตุ ผู้ตายก็กลับบ้านไปคุยกับสามีในเรื่องหนี้สินว่าจัดการกันอย่างไร ซึ่งสามีก็บอกว่าค่อยกลับมาคุยกัน โดยที่ผู้ตายก็เป็นหนี้ตนอยู่ด้วย ส่วนหนี้ที่อื่นๆ ก็มี ทั้งหนี้ธนาคาร หนี้บัตรเครดิต จำนวนหนึ่ง รวมๆ แล้วประมาณหลักแสนบาท

    ที่ผ่านมาบ่นเรื่องหนี้สินกับตนตลอด ว่าไม่ไหวแล้วทำยังไงดี และเรื่องที่จะฆ่าตัวตายก็พูดบ่อยมาก จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ตนก็เตือนอยู่เสมอว่าห้ามทำ มีอะไรก็มาพูดคุยกันและให้กำลังใจมาตลอด อีกหนึ่งอย่างคือเศรษฐกิจย่ำแย่มาก ผู้ตายบ่นตลอดว่าขายของไม่ได้ ไม่มีลูกค้า และมักจะบ่นเรื่องนี้ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวตลอด ช่วงเช้าก่อนเกิดเหตุก็ยังบ่นกับตนว่าขายของไม่ได้ ตนก็ยังช่วยซื้อชุดชั้นในไป 1 ตัว ซึ่งทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาเศรษฐกิจ และอาการป่วยของซึมเศร้าและแพนิค จึงอาจะเป็นสาเหตุให้จบชีวิต

    อย่างไรก็ตามบรรดาเพื่อนสนิทได้จุดธูปเทียน เพื่อเรียกดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตให้ติดตามร่างไปในขณะที่เคลื่อนร่างขึ้นรถหน่วยกู้ภัย เบื้องต้นทางญาติไม่ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต ก่อนนำร่างส่งชันสูตรที่ รพ.ศูนย์ตรัง ก่อนจะมอบญาตินำไปประกอบพิธีตามศาสนาต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5541813/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KEEB5sUL_7uxno0ZpxYsa

  • “ภูมิใจไทย” ล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจที่สีลม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    “ภูมิใจไทย” ล้อมวงคุยนโยบายเศรษฐกิจที่สีลม – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bhumjaithai.com/news/112873&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h8-NRJlvAVexkeJX1a7fA