Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เตรียมพบกับ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัด  พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาทักษะและต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

    เตรียมพบกับ TCDC แห่งใหม่ 10 จังหวัด พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาทักษะและต่อยอดเศรษฐกิจท้องถิ่น

    พบกับ 10 พื้นที่ใหม่ที่ผ่านการคัดเลือกเพื่อจัดตั้ง New TCDC เพิ่มแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างในท้องถิ่น 

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ประกาศผลการคัดเลือกพื้นที่ตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบแห่งใหม่ (New TCDC) ในพื้นที่ 10 จังหวัด ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ดังนี้ 1) ชุมพร เทศบาลเมืองชุมพร 2) นครศรีธรรมราช เทศบาลนครศรีธรรมราช 3) ยะลา เทศกาลเมืองยะลา 4) ร้อยเอ็ด องค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด 5) สกลนคร เทศบาลเมืองสกลนคร 6) กระบี่ เทศบาลเมืองกระบี่ 7) ราชบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี 8) ลำปาง เทศบาลเมืองลำปาง 9) สุโขทัย เทศบาลเมืองสุโขทัย และ 10) หนองคาย เทศบาลเมืองหนองคาย  

    งนี้ ทาง CEA จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป คือการจัดการประกวดแบบและขอจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดตั้ง New TCDC โดยจะแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ คือระยะแรก ปีงบประมาณ 2569 – 2570 จะดำเนินการใน 5 จังหวัด คือ ชุมพร นครศรีธรรมราช ยะลา ร้อยเอ็ด และสกลนคร ระยะที่สอง ปีงบประมาณ 2570 – 2571 ดำเนินการอีก 5 จังหวัด คือ กระบี่ ราชบุรี ลำปาง สุโขทัย และหนองคาย  

    เมื่อรวม TCDC ทุกรูปแบบที่จัดตั้งในภูมิภาคทั้งหมดจะประกอบด้วย 1) 4 TCDC ศูนย์ภูมิภาค คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา 2) 73 จุดบริการ miniTCDC ที่เป็นความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา  49 แห่งใน 39 จังหวัด 3) 20 New TCDC ที่รวม New TCDC ใน 10 จังหวัดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2569 คือ เชียงราย นครราชสีมา ปัตตานี พิษณุโลก แพร่ ภูเก็ต ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุตรดิตถ์ และอุบลราชธานี  

    สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.cea.or.th, www.tcdc.or.th และเฟซบุ๊ก www.facebook.com/CreativeEconomyAgency และ www.facebook.com/tcdc.thailand
     

    Posted in news on ม.ค. 28, 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/news-updates/new-tcdc-2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dfv3rM2VoFW4sqyWCywpr

  • ช็อก! “ผู้ว่า ธปท.” ชี้เศรษฐกิจไทยทรุดสุด รอบ 10 ปี เร่งผ่าโครงสร้าง ลุ้น GDP ปี 70 ฟื้น 2.2-2.3%

    ช็อก! “ผู้ว่า ธปท.” ชี้เศรษฐกิจไทยทรุดสุด รอบ 10 ปี เร่งผ่าโครงสร้าง ลุ้น GDP ปี 70 ฟื้น 2.2-2.3%

    ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ห่วงเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 10 ปี ท่ามกลางปัญหารอบด้านทั้งในและต่างประเทศ เร่งเดินหน้าผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ หวังฟื้นการเติบโตในปีหน้า พร้อมคาด GDP ปี 70 กลับมาโต 2.2-2.3% ขณะเริ่มตรวจธุรกรรมถอนเงินสดผิดปกติ พบเบิกรายใหญ่หลักร้อยล้านบาท เตรียมส่งข้อมูลให้ ปปง. และ กกต.

    เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2569 นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย” ว่า ปีนี้ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะไม่ดีนัก หากไม่นับช่วงโควิด-19 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวเพียง 1.5-1.6% ซึ่งนับเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ทั้งปัญหาภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้นโยบายของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระเบียบโลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงสงครามการค้าระหว่างประเทศ

    นายวิทัย ระบุว่า ประเทศไทยยังไปต่อได้ แต่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง หากพิจารณาปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ จะพบทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน สินเชื่อหดตัว ทุนเทาและเงินเทา ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา ขาดนวัตกรรม เสถียรภาพทางการเมือง คอร์รัปชั่น ระบบบังคับใช้กฎหมาย และภัยด้านการเงิน ซึ่งล้วนเป็นปัญหาใหญ่และเชื่อมโยงกัน

    “ปัญหาเชิงโครงสร้างแก้ไม่หมดในวันเดียว แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่แก้ได้และบรรเทาได้ หากช่วยกันลงมือทำ จีดีพีไทยปีนี้น่าจะโต 1.5-1.6% ปีที่แล้วโตประมาณ 2.1-2.2% หากการส่งออกดีกว่าที่คาด อาจเห็นตัวเลข 1.6-1.7% ต้องติดตามครึ่งหลังของปี” นายวิทัย กล่าว

    นายวิทัย กล่าวว่า หากไม่เร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สุดท้ายจะกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวม แม้ธปท.จะดูแลเสถียรภาพด้วยนโยบายการเงิน แต่การใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลให้ธปท.ต้องขยายบทบาทและปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป

    “การลดดอกเบี้ยนโยบายช่วยบรรเทาหนี้ครัวเรือนได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ทุนเทา หรือคอร์รัปชั่นได้ โจทย์เปลี่ยน แบงก์ชาติก็ต้องเปลี่ยน” นายวิทัย กล่าว

    ผู้ว่าธปท.ประเมินว่า หากเศรษฐกิจไทยเติบโตเต็มศักยภาพ GDP ปีนี้ควรอยู่ที่ประมาณ 2.7% ดังนั้นจึงยังจำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อประคองให้ GDP อยู่ใกล้ระดับ 2.2% และหากต้องการเข้าใกล้ 2.7% มากที่สุด ต้องอาศัยการลงทุนเป็นปัจจัยหลัก

    นายวิทัย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ได้ออกมาตรการเฉพาะจุดเพื่อแก้ปัญหาสำคัญ ได้แก่ การแก้หนี้ครัวเรือนด้วยการโอนหนี้รายย่อยที่เป็น NPL วงเงินประมาณ 1 แสนบาท จำนวนราว 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) โครงการเอสเอ็มอีเครดิตการันตี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มต้นได้ในต้นเดือนหน้า หวังปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ติดลบต่อเนื่องถึง 13 ไตรมาส หรือราว 39 เดือน รวมถึงการกำกับดูแลธุรกรรมทองคำเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท

    สำหรับการกำกับธุรกรรมทองคำ ธปท.จะใช้ พ.ร.บ.การแลกเปลี่ยนเงินตรา กำหนดวงเงินซื้อขายทองคำสกุลเงินบาทผ่านแพลตฟอร์มไม่เกินฝั่งละ 50 ล้านบาทต่อวันต่อแพลตฟอร์ม พร้อมยืนยันว่าธปท.จะดูแลค่าเงินบาทอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบกติกาที่กำหนดไว้

    ในประเด็นเงินเทาและการทุจริตคอร์รัปชั่น นายวิทัย ระบุว่า เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่เกิดขึ้นทั้งในภาคเอกชนและภาครัฐ ธปท.เริ่มจากการสกัดกั้นเงินไหลเข้าอย่างเสรี โดยธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไปต้องมีการตรวจเอกสาร และอยู่ระหว่างการออกเกณฑ์เพิ่มเติม ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จากนี้การเบิกถอนเงินสดจำนวนมาก เช่น เกิน 3-5 ล้านบาท จะต้องชี้แจงวัตถุประสงค์และให้ธนาคารพาณิชย์รับผิดชอบในการตรวจสอบ

    นายวิทัย กล่าวอีกว่า ช่วงกว่า 10 วันที่ผ่านมา ธปท.ได้ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้รายงานการเบิกถอนเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ แม้ธปท.ยังไม่มีอำนาจโดยตรง แต่ต้องการนำข้อมูลมาตรวจสอบเส้นทางเงิน พบว่าล็อตแรกมีผู้เบิกเงินสด 250 ล้านบาท และอีกรายเบิก 200 ล้านบาท ซึ่งจะส่งข้อมูลให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบต่อ

    นอกจากนี้ ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินสดในพื้นที่ชายแดนจะจำกัดไม่เกิน 2 แสนบาท และธุรกรรมรายใหญ่จะถูกตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างเข้มงวด โดยส่งต่อให้ ปปง.ตรวจสอบ พร้อมย้ำว่า หากทุกฝ่ายช่วยกันลงมือทำ ปัญหาต่าง ๆ จะค่อย ๆ คลี่คลาย และจะเกิดพัฒนาการเชิงบวกต่อประเทศในระยะยาว

    นายวิทัย กล่าวด้วยว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้งตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ใช้เวลาราว 5-6 เดือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลายโครงการอาจชะลอหรือหยุดชั่วคราว ทำให้งบประมาณปี 2570 มีแนวโน้มล่าช้า อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และหวังจะเห็นเศรษฐกิจไทยเติบโตที่ระดับ 2.2-2.3% โดยมีแรงหนุนจากการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวดีขึ้น

    #เศรษฐกิจไทย #ผู้ว่าธปท #GDPไทย #เศรษฐกิจปี69 #ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ #นโยบายการเงิน #หนี้ครัวเรือน #เอสเอ็มอี #ค่าเงินบาท #เงินเทา #ฟอกเงิน #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจฟื้นตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/125693&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UQy89jlwhyQEmDPlA0-O4

  • พล.อ.รังษี เชื่อประชาชนรู้เท่าทันนโยบายเพื่อไทย ‘สุ่มแจกเงินล้าน’ พาชาติจมกองหนี้

    พล.อ.รังษี เชื่อประชาชนรู้เท่าทันนโยบายเพื่อไทย ‘สุ่มแจกเงินล้าน’ พาชาติจมกองหนี้

    หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง อัดยับนโยบายประชานิยมสิ้นคิด พรรคเพื่อไทยสุ่มแจกเงินล้าน เป็นเพียงการย้ายเงินกระเป๋าซ้ายเข้ากระเป๋าขวาแต่หนี้พุ่ง ย้ำประเทศไทยกำลังโคม่าเหมือนผู้ป่วย ICU หนี้ท่วม 3 ภูเขา ทะลุ 55 ล้านล้านบาท ลั่นพรรคเศรษฐกิจไม่แจกเงินแต่เน้นสร้างเมกะโปรเจกต์ ดันรายได้คนไทยแตะ 6 แสนบาทต่อปี

    27 มกราคม 2569 – พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์พิเศษเจาะลึกสถานการณ์บ้านเมืองก่อนการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยแสดงความกังวลต่อนโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย และเตือนสติสังคมว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินการคลังขั้นรุนแรง

    พล.อ.รังษี กล่าวว่า การใช้นโยบายประชานิยมในขณะนี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยมีภาระหนี้มหาศาล ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และหนี้ภาคธุรกิจ รวมกันสูงถึง 55 ล้านล้านบาท สถานการณ์ประเทศเปรียบเสมือนคนป่วยหนักที่นอนอยู่ในห้อง ICU ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ หากถอดออกซิเจนเมื่อไหร่หัวใจก็พร้อมหยุดเต้นทันที

    “วันนี้หนี้ต่อครัวเรือนพุ่งจาก 680,000 บาท เป็น 750,000 บาท เพิ่มขึ้นถึง 70,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่หนี้สาธารณะ รัฐบาลต้องนำงบประมาณแผ่นดินมาจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงวันละ 620 ล้านบาท หรือปีละกว่า 210,000 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมเงินต้น หากปล่อยไว้เช่นนี้ สถานะการคลังของไทยจะเข้าสู่ภาวะล้มละลาย เพราะหนี้ต่อจีดีพีเข้าสู่โซนอันตรายเกิน 60% และหากจีดีพียังโตต่ำเตี้ยติดดินแบบนี้ หนี้จะพุ่งทะลุ 70% แน่นอน”

    หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ระบุว่า นโยบายแจกเงินที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ เป็นเพียงวิธีการที่ทำง่ายแต่ได้ผลยาก เป็นการกู้เงินมาแจกซึ่งเปรียบเสมือนการ “ย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายมาใส่กระเป๋าขวา” โดยที่หนี้สินของประเทศเพิ่มขึ้น

    “การแจกเงินไม่ได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจริง ที่ผ่านมาแจก 10,000 หรือ 2,000 บาท เงินก็หมุนไปแป๊บเดียวแล้วหายไปกับสายลม จีดีพียังต่ำเหมือนเดิม แตสิ่งที่เหลืออยู่คือประชาชนติดกับดักหนี้ ไม่สามารถโงหัวขึ้นได้ วันนี้เราแจกกันมา 20 ปีแล้ว ประเทศมีแต่ทรุดตัวลง ประชาชนถูกยึดบ้าน ยึดรถ ฟ้องบัตรเครดิต เพราะไม่มีกำลังซื้อที่แท้จริง”

    พล.อ.รังษี ยังมองว่า ข้ออ้างเรื่องการแจกเงินเพื่อดึงคนเข้าระบบภาษีนั้น “ไม่คุ้มค่า” และวิธีการที่ทำอยู่ก็ล่าช้า เปรียบเปรยว่ากว่าคนไทยจะได้ครบทุกคนคงใช้เวลาถึง 2,000 ปี จึงไม่เหมาะกับสถานะการเงินของประเทศในขณะนี้

    พล.อ.รังษี วิเคราะห์สาเหตุที่พรรคเพื่อไทยชูนโยบายนี้ว่า เนื่องจากในอดีตเคยประสบความสำเร็จจากประชานิยม แต่ในครั้งนี้เมื่อประเมินแล้วว่าคะแนนนิยมอาจไม่ได้มาเป็นอันดับหนึ่ง จึงต้องงัดนโยบายนี้มาใช้อีก อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าประชาชนเริ่มรู้เท่าทันแล้วว่าการกู้มาแจกเป็นการซ้ำเติมประเทศ ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องเรียนต่อ กกต. นั้น จากการฟังข่าวพบว่ามีกระแสต่อต้านสูงถึง 90% โดยนโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ก้าวพลาดแต่เป็นนโยบายที่ไม่ก้าวหน้า เป็นการกระทำแบบเดิมๆ

    พล.อ.รังษี ย้ำจุดยืนของพรรคเศรษฐกิจว่า จะไม่มีนโยบายแจกเงิน แต่จะมุ่งเน้นการ “หาเงิน” เข้าประเทศ รัฐบาลต้องมีหน้าที่หาตลาด นำนักท่องเที่ยวกลับมา และดึงภาคอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานผลิตให้กลับคืนมา โดยพรรคมีนโยบายลงทุนเมกะโปรเจกต์ เช่น รถไฟความเร็วสูง และโครงการเชื่อมมหาสมุทรอินเดีย

    “เราคำนวณแล้วว่าการลงทุนสร้างอาชีพที่มั่นคง จะทำให้รายได้ต่อหัวคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 600,000 บาทต่อปี และจีดีพีจะโตขึ้น 3 เท่า ขอฝากถึงพี่น้องประชาชนที่จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 1 ก.พ. และเลือกตั้งทั่วไป 8 ก.พ. นี้ ให้พิจารณาว่าพรรคไหนที่จะพาประเทศลุกขึ้นยืนได้จริง”พล.อ.รังษี กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/937839/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1M5MDcUZ1cfeE6xrtrFmcn

  • “ธรรมนัส-นฤมล” นำทัพกล้าธรรมบุก อ.เถิน ลั่นขอโอกาส “พรรคใหม่” ล้างบางระบบเก่า กวาดยกจังหวัดลำปาง! | TOPNEWS

    “ธรรมนัส ควง นฤมล” นำทัพพรรคกล้าธรรมบุกอำเภอเถิน จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ชูนโยบายเด็ดแก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก ประกาศลั่นขอโอกาสให้ “พรรคคนเหนือ” เข้าไปทำงานแทนคนเก่าที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเย็นวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. พรรคกล้าธรรม นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมผู้สมัคร​ สส.​บัญชีรายชื่อ​ และ​แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม, ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรค ลงพื้นที่จัดเวทีปราศรัย ณ โรงเรียนเถินวิทยา อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต ในการหาเสียงเลือกตั้ง

    บรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่อำเภอเถินและใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยแกนนำพรรคได้พบปะทักทายพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังความคิดเห็นและปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ราคาพืชผลทางการเกษตร และโอกาสในการประกอบอาชีพ

    ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยย้ำถึงความตั้งใจของพรรคกล้าธรรมในการทำงานการเมืองที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ขณะที่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้นำเสนอนโยบายสำคัญของพรรค ซึ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันสวัสดิการที่เข้าถึงได้จริง โดยยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจริง และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับงานด้านสังคม การดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม

    ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมย้ำจุดยืนในการเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายของพรรค และขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวจังหวัดลำปาง ให้โอกาสผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต เข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชนในสภา พร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1468608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J5sBxuRMrREo4Nc1v-mDB

  • “ธรรมนัส-นฤมล” นำทัพกล้าธรรมบุก อ.เถิน ลั่นขอโอกาส “พรรคใหม่” ล้างบางระบบเก่า กวาดยกจังหวัดลำปาง! | TOPNEWS

    “ธรรมนัส ควง นฤมล” นำทัพพรรคกล้าธรรมบุกอำเภอเถิน จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ชูนโยบายเด็ดแก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก ประกาศลั่นขอโอกาสให้ “พรรคคนเหนือ” เข้าไปทำงานแทนคนเก่าที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเย็นวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. พรรคกล้าธรรม นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมผู้สมัคร​ สส.​บัญชีรายชื่อ​ และ​แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม, ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรค ลงพื้นที่จัดเวทีปราศรัย ณ โรงเรียนเถินวิทยา อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต ในการหาเสียงเลือกตั้ง

    บรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่อำเภอเถินและใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยแกนนำพรรคได้พบปะทักทายพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังความคิดเห็นและปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ราคาพืชผลทางการเกษตร และโอกาสในการประกอบอาชีพ

    ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยย้ำถึงความตั้งใจของพรรคกล้าธรรมในการทำงานการเมืองที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ขณะที่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้นำเสนอนโยบายสำคัญของพรรค ซึ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันสวัสดิการที่เข้าถึงได้จริง โดยยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจริง และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับงานด้านสังคม การดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม

    ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมย้ำจุดยืนในการเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายของพรรค และขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวจังหวัดลำปาง ให้โอกาสผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต เข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชนในสภา พร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1468608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J5sBxuRMrREo4Nc1v-mDB

  • กลุ่มเซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน โหมตรุษจีน บูมเศรษฐกิจ รับแรงเลือกตั้งหนุนกำลังซื้อ

    กลุ่มเซ็นทรัลทุ่ม 600 ล้าน โหมตรุษจีน บูมเศรษฐกิจ รับแรงเลือกตั้งหนุนกำลังซื้อ

    ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด เซ็นทรัลพัฒนา เปิดเผยว่า กลุ่มเซ็นทรัล โดย เซ็นทรัลพัฒนา และ เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นร่วมกับพันธมิตรทั้งภาคเอกชนนำโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงวัฒนธรรมและภาคเอกชนหลายหน่วยงาน เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต้นปี รับเทศกาลตรุษจีนปีมะเมีย ทุ่มงบประมาณ 600 ล้านบาท เปิดแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” หวังเร่งกำลังซื้อและการท่องเที่ยวในไตรมาสแรก ผ่านการจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นครอบคลุมศูนย์การค้าและร้านค้าในเครือกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 มีนาคม 2569

    แคมเปญดังกล่าวถูกวางบทบาทให้ศูนย์การค้าเป็นจุดหมายครบวงจร ทั้งการจับจ่าย ไหว้ขอพร รับประทานอาหาร และท่องเที่ยว สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองตรุษจีนไม่เพียงเป็นประเพณี แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญของการใช้จ่ายและทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัว

    ทั้งนี้ตรุษจีนเป็นหนึ่งในเทศกาลที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจโลก และสอดคล้องกับเทรนด์ “Next Asian Wave” ซึ่งวัฒนธรรมจีนมีบทบาทสูงในไลฟ์สไตล์ การบริโภค และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเทศกาลตรุษจีนปีนี้จะมีการเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะในเดือนหน้าจะมีการเลือกตั้งคาดว่าจะส่งผลให้มีความคึกคัก พร้อมคาดว่าทราฟฟิกในศูนย์การค้าจะเพิ่มขึ้นราว 25–30%

    ด้านโครงสร้างผู้บริโภคพบว่า แต่ละช่วงวัยมีพฤติกรรมแตกต่างกัน ตั้งแต่กลุ่ม Gen Z ที่มองความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของแฟชั่นและคอนเทนต์ กลุ่มวัยทำงานและครอบครัวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าและการใช้จ่ายเพื่อครอบครัว ไปจนถึงกลุ่มผู้สูงวัยซึ่งยังเป็นกำลังซื้อหลักของเทศกาลและยึดโยงกับประเพณีดั้งเดิม

    ขณะที่ ปิยวรรณ ลีละสมภพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการตลาด เซ็นทรัล รีเทล ระบุว่า ตรุษจีนเป็นกลไกสำคัญต่อ GDP ไตรมาสแรก จากสถิติปีที่ผ่านมา เม็ดเงินสะพัดสูงกว่า 5.1 หมื่นล้านบาท เติบโตสูงสุดในรอบ 5 ปี การผนึกกำลังครั้งนี้จึงมุ่งใช้พลังของเครือข่ายค้าปลีกและศูนย์การค้าทั่วประเทศ เชื่อมออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเร่งยอดขายและทราฟฟิกในทุกภูมิภาค

    ภาพรวมแคมเปญ “The Great Chinese New Year 2026” จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิจกรรมเฉลิมฉลอง แต่ถูกวางให้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของผู้บริโภคไทยและต่างชาติ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของปีเศรษฐกิจ 2569.

    รวิศรา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการบริหารกลุ่มการตลาด กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ห้างเซ็นทรัลและโรบินสันยังคงเป็นจุดหมายหลักของการช้อปปิ้งในทุกเทศกาลสำคัญ โดยเฉพาะตรุษจีนซึ่งมีบทบาททั้งด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ปีนี้จึงออกแบบประสบการณ์และกิจกรรมเสริมมงคลภายใต้สัญลักษณ์ปีม้าไฟ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความมั่นใจในการเริ่มต้นปีใหม่ พร้อมไฮไลต์แลนด์มาร์กเช็คอินและกิจกรรมลุ้นรางวัล กระตุ้นบรรยากาศการใช้จ่ายในทุกสาขาทั่วประเทศ

    ด้าน อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลตรุษจีนยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไตรมาสแรก ท่ามกลางความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และจังหวัดท่องเที่ยวทั่วประเทศ ในการใช้ “เทศกาลวัฒนธรรม” เป็นแม่เหล็กดึงนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ในช่วงตรุษจีนปีนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 1.256 ล้านคน สร้างรายได้ประมาณ 35,500 ล้านบาท ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยคาดว่าจะมีประมาณ 2.3 ล้านคน สร้างรายได้อีกกว่า 6,700 ล้านบาท

    พื้นที่จัดงานหลักกระจายตัวทั่วประเทศ ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ แต่ครอบคลุมเมืองเศรษฐกิจและเมืองวัฒนธรรม อาทิ เยาวราช หาดใหญ่ สุพรรณบุรี นครสวรรค์ รวมถึงอีกกว่า 40 จังหวัด ซึ่งช่วยกระจายรายได้สู่ภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

    เป้าหมายการท่องเที่ยวภาพรวม ปี 2569 รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวรวม 3.5 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 36.7 ล้านคน และนักท่องเที่ยวชาวไทย 210 ล้านคน-ครั้ง

    ทั้งนี้ ททท. ได้ผนึกกำลังกับจังหวัดท่องเที่ยวและภาคเอกชนรายใหญ่ อาทิ กลุ่มเซ็นทรัล เพื่อจัดกิจกรรมและแคมเปญกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญอย่างตรุษจีน

    อีกแรงส่งสำคัญคือพลังของ Soft Power ไทย โดยการที่ ลิซ่า (BLACKPINK) ร่วมโปรโมตประเทศไทยกับ ททท. สร้างกระแสไวรัลในระดับโลก ช่วยเพิ่มการรับรู้และความสนใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมีนัยสำคัญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2910449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P54Tt_dkUaU_TeuDeBp9l

  • เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569

    เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569

    เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนอย่างขีดสุด ตั้งแต่ระเบียบโลกที่ไร้ทิศทาง สภาวะภูมิอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรง รวมถึงปมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ลุกลามสู่สงครามเศรษฐกิจที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ท่ามกลางวิกฤตที่รุมเร้าจากทุกทิศทาง คำถามสำคัญที่พวกเราต้องเผชิญร่วมกันคือ “เราจะปรับตัวและอยู่รอดในโลกใบใหม่นี้ได้อย่างไร?”

    “การออกแบบทำอะไรได้บ้าง?” ยังคงเป็นคำถามหลักใช้เปิดบทสนทนากับสังคมมาโดยตลอด แต่สำหรับปี 2569 นี้ โจทย์ดังกล่าวจะไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามเพื่อค้นหาคำตอบในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป แต่นี่คือสัญญาณเตือนว่าเราต้องลงมือทำทันที เพื่อเร่งหาแนวทางและทางรอดใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าที่เคย

    เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) จึงกลับมาอีกครั้งภายใต้แนวคิด “DESIGN S/O/S” ซึ่งไม่ใช่การส่งสัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เป็นการประกาศศักดาของ “การออกแบบ” ในฐานะเครื่องมือสำคัญและพลังขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้เรา “ทำ/ให้/รอด” พร้อมเปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน

    การกลับมาของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 ใน 4 ย่านหลัก
    เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และภาคีเครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ปีนี้เทศกาลฯ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “DESIGN S/O/S” โดยเป็นเทศกาลงานออกแบบระดับนานาชาติที่รวมพลังนักสร้างสรรค์ นักออกแบบ นักธุรกิจ นักพัฒนา และทุกคนในสังคม ให้มาร่วมขยายศักยภาพการออกแบบให้ไปไกลกว่ามิติความสวยงาม เพื่อให้ “การออกแบบ” มีบทบาทในฐานะ “เครื่องมือ” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต เทศกาลฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 รวมระยะเวลา 11 วันเต็ม ใน 4 ย่านหลัก ได้แก่ ย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, ย่านพระนคร, ย่านปากคลองตลาด, ย่านบางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ

    เปิดแนวคิด “DESIGN S/O/S” ของเทศกาลฯ กับ 3 กลยุทธ์สำคัญ 

    S – Secure Domestic: ผลักดันสู่มาตรฐานใหม่ ปลุกกระแสตลาดในประเทศ
    O – Outreach Opportunities: สร้างโอกาสใหม่ เชื่อมความร่วมมือ บุกเวทีโลก
    S – Sustainable Future: ค้นหาทางรอดใหม่ให้วันข้างหน้า พร้อมรับมือทุกความท้าทาย

    แนวคิด “DESIGN S/O/S” จึงเปรียบเสมือนการพลิกวิกฤตให้เป็นวิสัยทัศน์ โดยเปลี่ยนจากการตั้งรับมาเป็นการรุกด้วยความคิดสร้างสรรค์ เทศกาลฯ ปีนี้จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า “การออกแบบ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่คือทางรอดสำคัญที่จะเข้ามาช่วยให้ธุรกิจแข็งแกร่ง พลิกฟื้นระบบนิเวศของเมืองให้ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้มั่นคงยิ่งกว่าเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมให้กรุงเทพฯ สามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางทุกมรสุมความเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า

    6 รูปแบบโปรแกรมหลักของเทศกาลฯ รวมพลังการออกแบบเพื่อสร้างทางรอดให้กับวันนี้และอนาคต

    1. Exhibitor Program พื้นที่สําหรับนักออกแบบมืออาชีพจากหลากหลายสาขา นําเสนอวิสัยทัศน์และแนวคิดผ่านงานสร้างสรรค์ที่กลมกลืนไปกับบริบทเมือง
    2. Academic Program โปรแกรมส่งเสริมศักยภาพของนิสิตและนักศึกษา เปิดโอกาสให้ทดลองและต่อยอดการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่การลงมือทําจริง เพื่อเตรียมพร้อมสู่เส้นทางในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
    3. International Program โปรแกรมเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์ไทยและนานาชาติ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน
    4. Business Program โปรแกรมผลักดันให้เกิดเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างนักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมและผู้ประกอบการในย่าน
    5. Local Community Program โปรแกรมส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สู่ความเป็นย่านสร้างสรรค์ทั้งด้านธุรกิจและคุณภาพชีวิต โดยการมีส่วนร่วมของคนภายในชุมชนและนักสร้างสรรค์จากภายนอก
    6. Lively Program กิจกรรมสร้างสรรค์ที่เติมสีสันและบรรยากาศให้เทศกาลฯ มีชีวิตชีวา ชวนผู้คนทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมและสัมผัสความคิดสร้างสรรค์ในรูปแบบที่สนุกและเข้าถึงง่าย

    พบกับกว่า 350 กิจกรรม ปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ 

    พบกับกิจกรรมสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบกว่า 350 กิจกรรม ที่กระจายตัวตามย่านสร้างสรรค์ทั่วกรุงเทพฯ ตั้งแต่โชว์เคส นิทรรศการ เวทีเสวนา เวิร์กช็อป อีเวนต์สร้างสรรค์ ทัวร์ย่านโดยความร่วมมือของชุมชนและนักออกแบบ เพื่อกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่สู่ย่านสร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมด้วยโปรแกรมความร่วมมือระหว่างนักออกแบบไทยและต่างชาติกว่า 16 ประเทศ ตลาดงานดีไซน์ กิจกรรมสร้างบรรยากาศเมือง และสิทธิประโยชน์จากร้านค้าและร้านอาหารในพื้นที่ ทั้งหมดนี้คือการถ่ายทอดพลังของ “ดีไซน์แบบไทย” ที่ไม่เพียงนำเสนอไอเดีย แต่ลงมือทดลองจริงในบริบทของเมือง เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ที่นานาชาติจับตามอง

    กรุงเทพฯ กำลังจะเปลี่ยนไปด้วยพลังการออกแบบที่ “ทำ/ให้/รอด” ขอเชิญทุกคนมาร่วมพิสูจน์ทางรอดใหม่และผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปพร้อมกันในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) สัมผัสโปรแกรมสร้างสรรค์ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง ทั้งย่านเจริญกรุง – ตลาดน้อย, ย่านพระนคร, ย่านปากคลองตลาด, ย่านบางลำพู – ข้าวสาร และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ พบกัน 29 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

    ติดตามรายละเอียดและความเคลื่อนไหวได้ที่
    Website: www.bangkokdesignweek.com
    Facebook/Instagram: bangkokdesignweek
    X: @BKKDesignWeek
    Line: @bangkokdesignweek
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cea.or.th/single-project/BKKDW2026&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DMRo8u2b0fg4ykPWZt0ML

  • รัฐบาลจีนสั่งสอบสวนแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ หลังพบประเด็นการแข่งขันแบบ “อินโวลูชัน ” ที่ก่อให้เกิดสงครามราคา

    รัฐบาลจีนสั่งสอบสวนแพลตฟอร์มส่งอาหารยักษ์ใหญ่ หลังพบประเด็นการแข่งขันแบบ “อินโวลูชัน ” ที่ก่อให้เกิดสงครามราคา

    เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวซินหัว รายงานว่าทางการจีนได้มีการเริ่มดำเนินการตรวจสอบและประเมินสถานการณ์การแข่งขันทางการตลาดของบรรดาแพลตฟอร์มจัดส่งอาหาร (Food Delivery) ภายในจีน ซึ่งการตรวจสอบดังกล่าว ทางสำนักงานบริหารกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐ (State Administration for Market Regulation – SAMR) ของจีน ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการต่อต้านการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมแห่งชาติเป็นผู้ริเริ่ม (The office of the anti-monopoly and anti-unfair competition committee under the State Council) โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของประเทศ

    เจ้าหน้าที่คณะกรรมาธิการรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า แม้อุตสาหกรรมบริการส่งอาหารจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการบริโภค ขยายการจ้างงาน และส่งเสริมนวัตกรรม แต่ในช่วงที่ผ่านมากลับพบปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น การให้เงินอุดหนุนมากเกินไป การเกิดสงครามราคา ไปจนถึงการควบคุมและชี้นำ ทราฟฟิกบนแพลตฟอร์ม[2] ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อภาคเศรษฐกิจอย่างแท้จริง รวมถึงเป็นการแข่งขันที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่าใหม่ และไม่ก่อให้เกิดการเติบโตในภาคอุตสาหกรรม

    เมื่อพิจารณาอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าภายใต้บริบทที่ทางฝ่ายนโยบายระดับสูงของจีนได้ยกระดับ “การต่อต้านอินโวลูชั่น” ให้เป็นภารกิจสำคัญสูงสุดของการทำงานด้านเศรษฐกิจ มีส่วนในการสะท้อนท่าทีเชิงนโยบายของรัฐที่มุ่งจัดระเบียบการแข่งขันในอุตสาหกรรมหลังการเข้าสู่ภาวะอิ่มตัว ตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้ใช้งานเดลิเวอรี่ออนไลน์ของจีน ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 592 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 53.4 ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด โดยอัตราการเข้าถึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมประชากรออนไลน์มากกว่าครึ่งหนึ่ง ภายใต้ขนาดตลาดที่เข้าใกล้ 600 ล้านคน หากตัดปัจจัยด้านช่วงอายุและพฤติกรรมการบริโภคออกไป ย่อมหมายความว่าตลาดเดลิเวอรี่ของจีนได้เข้าสู่ภาวะใกล้อิ่มตัวอย่างชัดเจนแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ การแข่งขันย่อมกลายเป็นการแข่งขันในตลาดเดิม (Stock Competition) และไม่สามารถสร้างการเติบโตใหม่ให้กับตลาดโดยรวมได้

    ทั้งนี้ข้อมูลเชิงวิชาการและการตลาดสะท้อนว่า สงครามเงินอุดหนุนไม่ได้สร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ฝั่งร้านอาหารอาจเผชิญภาวะ “ยอดขายเพิ่ม แต่รายรับลด” โดยงานวิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ระบุว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ปี 2568 จำนวนคำสั่งซื้อเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น ร้อยละ แต่รายรับสุทธิเฉลี่ยกลับลดลงประมาณร้อยละ ซึ่งร้านอาหารอิสระมีอัตราการลดลงของรายได้สูงกว่าร้านในเครืออย่างชัดเจน

    ในฝั่งของไรเดอร์ (ผู้จัดส่งอาหาร) ก็ต้องเผชิญสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน ข้อมูลจาก QuestMobile ระบุว่า ณ เดือนกรกฎาคม  ปี 2568 จำนวนไรเดอร์ในจีนมีมากกว่า 14 ล้านคน เมื่อพ้นช่วงวันหยุดหรือช่วงอุดหนุนสูงในวันหยุดสุดสัปดาห์ ช่วงวันธรรมดากลับเผชิญปัญหา “ไรเดอร์มาก แต่คำสั่งซื้อน้อย” ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของไรเดอร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า

    ส่วนทางด้านผู้บริโภค แม้จะได้ประโยชน์ในระยะสั้นจากโปรโมชั่น “คำสั่งซื้อศูนย์หยวน” หรือ “การสั่งซื้อเพียงหนึ่งชุด” แต่เบื้องหลังกลับแฝงความเสี่ยงสูง หากการแข่งขันไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน เมื่อแพลตฟอร์มและร้านค้าไม่สามารถทำกำไรได้ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจนำไปสู่การลดคุณภาพบริการ การปรับขึ้นราคาอย่างรุนแรงหลังการยุติเงินอุดหนุน หรือแม้กระทั่งการแพร่กระจายของสินค้าราคาต่ำและคุณภาพต่ำ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารอาวุโสรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า หากไม่ลดคุณภาพ ร้านค้าจะไม่สามารถอยู่รอดได้ และนำไปสู่ภาวะ “สินค้าคุณภาพต่ำขับไล่สินค้าคุณภาพสูง” โดยหลังสงครามเงินอุดหนุน ร้านอาหารสำเร็จรูปต้นทุนต่ำในระดับหยวนต่อชุด ได้กลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ภาระต้นทุนได้ถ่ายโอนไปยังแพลตฟอร์มโดยตรง โดยค่าใช้จ่ายด้านการตลาดของผู้ให้บริการรายใหญ่เพิ่มขึ้นในอัตราสูง ได้แก่ JD.com เพิ่มขึ้นร้อยละ 110.5Alibaba เพิ่มขึ้นร้อยละ 99.2 และ Meituan เพิ่มขึ้นร้อยละ 90.9 เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลกระทบต่อผลกำไรอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลจีนจึงมองว่าการจัดระเบียบการแข่งขันในธุรกิจเดลิเวอรีไม่ใช่แค่การจำกัดการแข่งขัน แต่เป็นการป้องกันความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และนำการแข่งขันกลับสู่การพัฒนาคุณภาพและเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว

    ในความเป็นจริง ตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมา เสียงเรียกร้องให้ต่อต้านการแข่งขันแบบ “อินโวลูชั่น” ในธุรกิจเดลิเวอรี่ไม่เคยหยุดลง มีสื่อมวลชนรายงานว่า ในการประชุมชี้แจงผลประกอบการรายไตรมาสติดต่อกัน ไตรมาส และการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท MeiTuan ผู้บริหารได้แสดงจุดยืน “คัดค้านการแข่งขันแบบอินโวลูชั่นอย่างเด็ดขาด” ต่อสาธารณะมาโดยตลอด และตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทได้ออกแถลงการณ์หรือแสดงจุดยืนอย่างเป็นทางการในประเด็น “ต่อต้านอินโวลูชัน” รวมทั้งสิ้น ครั้ง

    อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทที่ทั้งอุตสาหกรรมตกอยู่ในภาวะ “กับดักนักโทษ” การเรียกร้องอย่างมีเหตุผลจากบริษัทใดบริษัทหนึ่งเพียงลำพัง ไม่อาจเปลี่ยนทิศทางการแข่งขันที่ไร้เหตุผลในระดับอุตสาหกรรมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าว ภาครัฐได้ดำเนินการ “การเรียกพบเพื่อหารือ” ถึง ครั้ง และมีการออกแถลงการณ์ร่วม ครั้ง แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์ในเชิงประจักษ์

          ทั้งระบุอีกว่า ทางสำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน ได้มีการร่วมกับกรมกิจการสังคมส่วนกลาง สำนักงานไซเบอร์แห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรมนุษย์และประกันสังคม และกระทรวงพาณิชย์ เรียกพบแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่รายใหญ่ ได้แก่ JD.com, MeiTuan และ ELe.Me เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ทว่าการแข่งขันกลับยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลที่ว่าแต่ละบริษัทได้ลงเงินทุนจำนวนมหาศาลไปแล้ว และไม่สามารถหยุดได้ โดยไม่ส่งผลกระทบงบการเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

          ซึ่งชนวนเหตุของการเรียกพบครั้งนี้ คือการที่ Taobao Flash Sale ประกาศแผนเงินอุดหนุนมูลค่าสูง ขณะที่ JD.com และ MeiTuan เข้าร่วมตอบโต้ ส่งผลให้ขนาดเงินอุดหนุนในตลาดเดลิเวอรี่ขยายตัวขึ้นถึง 5 เท่า นับตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่แต่ละรายได้ลงทุนไปแล้วในระดับหลายแสนล้านหยวน แม้ต้นทุนเหล่านี้จะถือเป็นต้นทุนจม แต่ไม่มีฝ่ายบริหารของบริษัทใดกล้าหยุดการอุดหนุนในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากการยุติเงินอุดหนุนจะส่งผลให้รายได้ลดลงทันที และทำให้รายงานผลประกอบการปลายปีสะท้อนภาพ “ต้นทุนเพิ่ม รายได้ลด” ซึ่งยากต่อการชี้แจงต่อนักลงทุน

          ขณะเดียวกัน ในหมวดการลงทุนระยะยาวที่สะท้อนมูลค่าในอนาคต เช่น รายจ่ายลงทุน (Capital Expenditure) บริษัทอินเทอร์เน็ตจีนกลับลงทุนเพียงเศษเสี้ยวเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในตลาด Nasdaq แม้จะไม่สามารถสรุปได้ว่าทั้งสองประเด็นมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลโดยตรง แต่มีฉันทามติทั่วไปว่า เมื่อบริษัทนำทรัพยากรไปใช้กับค่าใช้จ่ายด้านการตลาดมากกว่าการลงทุนระยะยาว ย่อมกระทบต่อมูลค่าระยะยาวและการประเมินมูลค่าของกิจการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

          ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายกำกับดูแลจีนจึงมีการชี้แจ้งว่า การเร่งสกัดการแข่งขันไร้ระเบียบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การรักษาเสถียรภาพตลาดเดลิเวอรีเท่านั้น แต่ยังเพื่อป้องกันการเบี่ยงเบนการใช้ทรัพยากรของบริษัทอินเทอร์เน็ต จากการลงทุนระยะยาวด้านเทคโนโลยีไปสู่ค่าใช้จ่ายด้านการตลาด ซึ่งอาจกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในภาพรวม ท่ามกลางบริบทการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศที่ทวีความเข้มข้น

          ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า แม้ธุรกิจเดลิเวอรี่จะช่วยพยุงอัตราการเติบโตของงบการเงินในระยะสั้น แต่การเติบโตที่อาศัยเงินอุดหนุนโดยไร้นวัตกรรม มักแลกมาด้วยกำไรที่หดตัวและการเบี่ยงเบนทรัพยากรจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง รัฐบาลจีนจึงมุ่งใช้การต่อต้านอินโวลูชันเป็นกลไกนำการแข่งขันกลับสู่การสร้างคุณค่า ผ่านนวัตกรรม คุณภาพบริการ และการยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภค พร้อมส่งสัญญาณว่าการสอบสวนครั้งนี้ไม่ใช่การยุติการแข่งขัน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันที่มีคุณภาพและยั่งยืนมากขึ้น

             ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู     

          จากกรณีที่รัฐบาลจีนเริ่มดำเนินมาตรการอย่างจริงจังเพื่อต่อต้านการแข่งขันแบบ “อินโวลูชั่น” ในธุรกิจแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ สะท้อนให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของการกำกับดูแลเศรษฐกิจดิจิทัล จากเดิมที่ปล่อยให้ตลาดแข่งขันกันอย่างเสรี ไปสู่การจัดระเบียบการแข่งขันเพื่อรักษาเสถียรภาพของทั้งระบบเศรษฐกิจ บทเรียนดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญการแข่งขันเชิงราคารุนแรงในหลายอุตสาหกรรมแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นเดลิเวอรี อีคอมเมิร์ซ หรือบริการเรียกรถ ซึ่งสามารถสรุปบทเรียน ได้ดังนี้

           ประการแรก ไทยควรมองการแข่งขันทุ่มเงินเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ไม่ใช่เพียงกลไกตลาด การแข่งขันด้วยเงินอุดหนุนในตลาดที่เริ่มอิ่มตัว อาจสร้างภาพการเติบโตในระยะสั้น แต่ในระยะยาวกลับบั่นทอนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ร้านค้าแบกรับต้นทุน ไรเดอร์ทำงานหนักขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่ม ผู้บริโภคเผชิญความเสี่ยงด้านคุณภาพบริการ ขณะที่แพลตฟอร์มสูญเสียศักยภาพในการลงทุนด้านนวัตกรรม ประสบการณ์ของจีนชี้ว่า หากปล่อยให้การแข่งขันลักษณะนี้ดำเนินต่อไปโดยไร้กรอบกำกับ ผลลัพธ์สุดท้ายอาจกระทบ     อุปสงค์ภายในและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

                ประการที่สอง การที่จีนเลือกใช้การตรวจสอบสถานการณ์การแข่งขันทั้งอุตสาหกรรม แทนการจัดการเป็นรายกรณี ช่วยให้เห็นปัญหาและสามารถออกมาตรการได้ตรงจุด ทั้งนี้ไทยสามารถนำแนวทางการพิจารณาในนลักษณะนี้ มาประยุกต์ใช้ในการกำหนดบรรทัดฐานที่ชัดเจน เช่น การควบคุมพฤติกรรมการอุดหนุนที่บิดเบือนตลาด การคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม และการป้องกันการถ่ายโอนต้นทุนไปยังร้านค้ารายย่อยอย่างไม่เป็นธรรม

                ประการที่สาม การแข่งขันควรถูกนำกลับสู่แก่นของ “คุณค่า” ไม่ใช่ “ราคา” บทเรียนจากจีนสะท้อนว่า เมื่อรัฐส่งสัญญาณชัดเจน ตลาดจะเริ่มปรับตัวจากการดึงส่วนแบ่งด้วยราคา ไปสู่การแข่งขันด้านคุณภาพบริการ เทคโนโลยี และประสบการณ์ผู้ใช้ ซึ่งเป็นทิศทางที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ไทยสามารถใช้โอกาสนี้ผลักดันแพลตฟอร์มให้ลงทุนในระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ ความปลอดภัยอาหาร ระบบจัดการแรงงาน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แทนการทุ่มงบอุดหนุนเพียงอย่างเดียว

      ประการสุดท้าย การจัดระเบียบแพลตฟอร์มคือส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว จีนเชื่อมโยงการต่อต้านอินโวลูชันเข้ากับเป้าหมายการขยายอุปสงค์ภายในและการผลักดันนวัตกรรม (AI+) ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าทรัพยากรทางเศรษฐกิจควรถูกนำไปใช้ในภาคส่วนที่สร้างผลิตภาพในอนาคต สำหรับไทย การลดการแข่งขันที่สิ้นเปลืองในแพลตฟอร์มสามารถช่วยปลดล็อกทรัพยากรไปสู่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ อุตสาหกรรมดิจิทัลขั้นสูง และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเป็นฐานสำคัญของการเติบโตในระยะยาว

    กล่าวคือ จากกรณีจีนไม่ได้สะท้อนการ “ปิดตลาด” หรือการแทรกแซงเกินจำเป็น แต่เป็นความพยายามนำการแข่งขันกลับสู่ทิศทางที่สร้างคุณค่าจริง หากประเทศไทยสามารถเรียนรู้และปรับใช้แนวคิดนี้อย่างเหมาะสม ก็อาจช่วยให้เศรษฐกิจแพลตฟอร์มเติบโตอย่างสมดุล ลดความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง และสร้างฐานการเติบโตที่ยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

                              —————————————————-

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

    มกราคม 2569

    แหล่งข้อมูล : https://mp.weixin.qq.com/s/LRupEiITzEXNBkPYPXxtEA

    https://www.chinadaily.com.cn/a/202601/09/WS6960d0e7a310d6866eb32f68.html


    [1] อินโวลูชัน (involution) ภาวะวนลูปถดถอย เหมือนวิ่งอยู่กับที่ การแข่งที่มากขึ้น ใช้แรง เวลา ทรัพยากรมากขึ้น แต่ผลตอบแทนเท่าเดิมหรือลดลง 

    [2] ทราฟฟิกบนแพลตฟอร์ม (Platform Traffic) ปริมาณคนเข้าใช้งาน หรือการไหลของผู้ใช้บนแพลตฟอร์มนั้นๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/fv24j2bbdkbg56i6iqthlnqj&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XOJISw5Hz7BcNVIZOg0nT

  • “ธรรมนัส-นฤมล” นำทัพกล้าธรรมบุก อ.เถิน ลั่นขอโอกาส “พรรคใหม่” ล้างบางระบบเก่า กวาดยกจังหวัดลำปาง! | TOPNEWS

    “ธรรมนัส ควง นฤมล” นำทัพพรรคกล้าธรรมบุกอำเภอเถิน จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ชูนโยบายเด็ดแก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก ประกาศลั่นขอโอกาสให้ “พรรคคนเหนือ” เข้าไปทำงานแทนคนเก่าที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเย็นวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. พรรคกล้าธรรม นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมผู้สมัคร​ สส.​บัญชีรายชื่อ​ และ​แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม, ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรค ลงพื้นที่จัดเวทีปราศรัย ณ โรงเรียนเถินวิทยา อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต ในการหาเสียงเลือกตั้ง

    บรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่อำเภอเถินและใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยแกนนำพรรคได้พบปะทักทายพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังความคิดเห็นและปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ราคาพืชผลทางการเกษตร และโอกาสในการประกอบอาชีพ

    ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยย้ำถึงความตั้งใจของพรรคกล้าธรรมในการทำงานการเมืองที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ขณะที่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้นำเสนอนโยบายสำคัญของพรรค ซึ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันสวัสดิการที่เข้าถึงได้จริง โดยยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจริง และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับงานด้านสังคม การดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม

    ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมย้ำจุดยืนในการเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายของพรรค และขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวจังหวัดลำปาง ให้โอกาสผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต เข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชนในสภา พร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1468608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J5sBxuRMrREo4Nc1v-mDB

  • “ธรรมนัส-นฤมล” นำทัพกล้าธรรมบุก อ.เถิน ลั่นขอโอกาส “พรรคใหม่” ล้างบางระบบเก่า กวาดยกจังหวัดลำปาง! | TOPNEWS

    “ธรรมนัส ควง นฤมล” นำทัพพรรคกล้าธรรมบุกอำเภอเถิน จัดเวทีปราศรัยใหญ่ ชูนโยบายเด็ดแก้ปัญหาปากท้องเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก ประกาศลั่นขอโอกาสให้ “พรรคคนเหนือ” เข้าไปทำงานแทนคนเก่าที่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

    เมื่อเย็นวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น. พรรคกล้าธรรม นำโดย ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมผู้สมัคร​ สส.​บัญชีรายชื่อ​ และ​แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคกล้าธรรม, ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารพรรคและสมาชิกพรรค ลงพื้นที่จัดเวทีปราศรัย ณ โรงเรียนเถินวิทยา อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง เพื่อช่วยผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต ในการหาเสียงเลือกตั้ง

    บรรยากาศการปราศรัยเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่อำเภอเถินและใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยแกนนำพรรคได้พบปะทักทายพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังความคิดเห็นและปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ราคาพืชผลทางการเกษตร และโอกาสในการประกอบอาชีพ

    ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยย้ำถึงความตั้งใจของพรรคกล้าธรรมในการทำงานการเมืองที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการดูแลเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

    ขณะที่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้นำเสนอนโยบายสำคัญของพรรค ซึ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ และผลักดันสวัสดิการที่เข้าถึงได้จริง โดยยืนยันว่าพรรคกล้าธรรมพร้อมทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจริง และนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม กล่าวถึงการให้ความสำคัญกับงานด้านสังคม การดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียม

    ทั้งนี้ พรรคกล้าธรรมย้ำจุดยืนในการเดินหน้าลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจในนโยบายของพรรค และขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวจังหวัดลำปาง ให้โอกาสผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 เขต เข้าไปทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชนในสภา พร้อมผลักดันการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1468608&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J5sBxuRMrREo4Nc1v-mDB