Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ซาอุฯ ประกาศกร้าว ‘การท่องเที่ยว’ คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่จะกู้โลกจากวิกฤต

    ในวันที่โลกกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายคนอาจมองหาทางออกผ่านนโยบายการทหารหรือข้อตกลงทางการค้าที่เคร่งเครียด แต่บนเวที World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย เดินขึ้นเวทีพร้อมส่งสาส์นที่สั่นสะเทือนวิธีคิดเดิมๆ ว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องพักผ่อน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก (Economic Infrastructure) ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้!


    อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย

    การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์แห่งความมั่งคั่ง

    อัล-คาทีบ ได้กระตุกต่อมคิดผู้นำโลกกลางที่ประชุมว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกมองการท่องเที่ยวเป็นเพียงอุตสาหกรรมทางเลือก (Discretionary Sector) ที่จะดูแลเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องมองเป็นระบบยุทธศาสตร์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว
    ด้วยตัวเลขคาดการณ์นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะพุ่งสูงถึง 2,000 ล้านคนในปี 2030 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การปั๊มตัวเลขให้โต แต่คือการ Scale Up อย่างมีกึ๋นและมีความรับผิดชอบ เพื่อให้การข้ามพรมแดนแต่ละครั้ง กลายเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

    เปิดสูตรลับ Saudi Vision 2030 เมื่อซาอุฯ กลายเป็นนักลงทุนเบอร์ 1 ของโลก

    ซาอุดีอาระเบียไม่ได้พูดโม้ไปวันๆ แต่เปย์หนักที่สุดในโลก! เพื่อเปลี่ยนภาพจำจากประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมัน สู่สวรรค์ของการท่องเที่ยว ปี 2025 ซาอุฯกวาดนักท่องเที่ยวไปแล้ว 30 ล้านคน เป้าหมายถัดไปคือ 150 ล้านคนภายในปี 2030! ด้วยการลงทุนในทุกมิติ ตั้งแต่สายการบิน แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนาคน
    โครงการระดับเมกะโปรเจกต์อย่าง AlUla (เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีร่องรอยอารยธรรมโบราณกว่า 2,000 ปี โดดเด่นด้วยสุสานหินแกะสลักขนาดมหึมากลางทะเลทราย) และ Diriyah (เมืองอิฐดินดิบเก่าแก่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของราชวงศ์ซาอุฯ ที่ถูกเนรมิตใหม่ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมระดับโลก) คือบทพิสูจน์ของการผสมผสานประวัติศาสตร์พันปีเข้ากับความหรูหราที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นที่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่และการอนุรักษ์วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การสร้างโรงแรมแล้วจบไป

    1. TOURISE แพลตฟอร์มแสนล้านที่เปลี่ยน ‘คำพูด’ ให้เป็น ‘เงินลงทุน’
    หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการเปิดตัว TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกที่ซาอุฯ ใช้เป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐบาล-นักลงทุน-ผู้นำอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่แค่เวทีนั่งคุยกันสวยๆ แต่ผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงไปแล้วกว่า 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ! (ราว 4 ล้านล้านบาท) พร้อมนัดรวมพลยักษ์ใหญ่ครั้งถัดไปในเดือนมีนาคม 2027

    การสร้างแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมยักษ์ใหญ่จากทุกองคาพยพมาวางโรดแมปร่วมกันในอีก 5 ทศวรรษข้างหน้า คือสิ่งที่เรียกว่า Game Changer และนี่คือสิ่งที่ TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบีย กำลังประกาศก้องต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก

    ด้วยคณะที่ปรึกษาที่เป็นระดับซีอีโอจากองค์กรชั้นนำอย่าง Heathrow Airport, Cirque du Soleil, Amadeus และ WTTC ทำให้ TOURISE มีอำนาจในการตัดสินใจและขับเคลื่อนนโยบายในระดับโครงสร้าง นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของ TOURISE คือการไม่กักตัวเองอยู่แค่ในกรอบของการท่องเที่ยว แต่ดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (AI), การลงทุน และความยั่งยืนเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยแก้ปัญหาไซโล (Silo) หรือการทำงานแบบแยกส่วนที่เคยฉุดรั้งอุตสาหกรรมนี้มานาน

    นอกจากนี้ TOURISE ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเวทีเสวนา แต่ยังรุกคืบสู่การเป็นคลังสมองของโลกด้วยการจัดทำสมุดปกขาว (White Papers) และดัชนีชี้วัดระดับสากล (Global Indices) ร่วมกับบรรดาองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการวัดผลความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการนับจำนวนนักท่องเที่ยวแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่จะพิจารณาอย่างลุ่มลึกถึงความยั่งยืนในทุกมิติ และการปันผลกำไรคืนสู่สังคมอย่างเป็นธรรม

    นี่คือการขยับตัวอันชาญฉลาดของซาอุฯ ในการเป็นดีลเมกเกอร์ เพื่อล้างไพ่การท่องเที่ยวโลก


    ตัวเลขในปี 2024 เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าแผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบียไม่ใช่เพียงความทะเยอทะยานบนหน้ากระดาษ แต่คือแผนปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจริง หลังจากสามารถผลักดันตัวเลขนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 100 ล้านคนต่อปีได้สำเร็จก่อนกำหนดการที่ตั้งไว้ถึง 7 ปี ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวขยับขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักทางเศรษฐกิจที่ทำเงินให้ GDP เกือบ 5% กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้สำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    นี่คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่ตอกย้ำว่าซาอุดีอาระเบียกำลังแผ่อิทธิพลในเชิงยุทธศาสตร์และมีพันธสัญญาในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวอย่างจริงจัง การเปิดตัว TOURISE ร่วมกับภาคีระดับโลก ตั้งแต่องค์กรพหุภาคีไปจนถึงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานอีเวนต์ แต่คือการวางโครงสร้างอำนาจนำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก เพื่อส่งต่อผลลัพธ์และรูปแบบการพัฒนาที่พวกเขาทดลองใช้จนประสบความสำเร็จ ให้ขยายวงกว้างออกไปในระดับสากล


    การท่องเที่ยวในฐานะ ‘Soft Power’ เชื่อมรอยร้าวและปลุกยักษ์หลับในดินแดน Under-visited

    อัล-คาทีบ ยังให้มุมมองที่ลึกซึ้งว่าในยามที่การทูตแบบเป็นทางการเข้าถึงยาก ‘การท่องเที่ยว’ นี่แหละคือสะพานเชื่อมรอยร้าวที่นุ่มนวลที่สุด
    “ในพื้นที่ที่ช่องทางการทูตตึงเครียด การท่องเที่ยวช่วยรักษาการสนทนา สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่สันติภาพโลก”
    นอกจากนี้เขายังสะกิดให้โลกหันไปมองกลุ่มประเทศที่ ‘Under-visited’ กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูงแต่ยังมีจำนวนผู้มาเยือนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเหล่าอัญมณีที่รอการค้นพบ โดยเฉพาะในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งซาอุฯ พร้อมจะเป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยสนับสนุน พร้อมส่งต่อทั้งองค์ความรู้และทุนทรัพย์ เพื่อปลุกยักษ์หลับเหล่านี้ให้ตื่นขึ้นมาเป็นฟันเฟืองใหม่ของเศรษฐกิจโลก สร้างการเติบโตแบบ Inclusive ที่จะกระชากวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังให้เดียวดาย

    การที่ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ใช่เพียงเพราะเม็ดเงินมหาศาล แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านการวางแม่บท (Masterplan) ที่เห็นผลจริงในโครงการอย่าง AlUla และ The Red Sea (อภิมหาโปรเจกต์ท่องเที่ยวระดับลักชัวรีบนหมู่เกาะธรรมชาติกว่า 90 แห่ง ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนขั้นสูงสุดด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และตั้งเป้าฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้สมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม) ซึ่งเป็นต้นแบบที่พร้อมจะส่งต่อให้แก่โลก โดยเฉพาะการใช้ ‘Data-Driven Frameworks’ ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับรากเหง้าทางอารยธรรม เพื่อวางกลยุทธ์การท่องเที่ยวอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าแค่การสร้างโรงแรมแบบเดิมๆ ควบคู่ไปกับการทำ ‘Digital Transformation’ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ประเทศในกลุ่ม Under-visited สามารถก้าวกระโดด ข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เข้าสู่โลกการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างทันท่วงที แต่เหนือสิ่งอื่นใด ซาอุดีอาระเบียเชื่อมั่นว่า ‘คน’ คือโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริง จึงมุ่งเน้นการพัฒนา Human Capital หรือบุคลากรระดับโลกที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Beyond Tourism’ ซาอุดีอาระเบียยังมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ” โดยพร้อมจะเข้าไปช่วยประเทศพันธมิตรทั้งในแอฟริกาและอเมริกาใต้ในการทำ ‘Policy Alignment’ เพื่อปรับจูนนโยบายตั้งแต่วีซ่า การบิน ไปจนถึงกฎหมายการลงทุนให้เกิดแรงประสาน (Synergy) ที่ทรงพลัง พร้อมทั้งสร้าง ‘Resilience Building’ หรือภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อให้แน่ใจว่าการท่องเที่ยวในดินแดนเหล่านี้จะสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ไม่ล้มครืนแม้ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์หรือความผันผวนในอนาคต

    ถอดบทเรียนจากซาอุฯ ถึงไทย ถึงเวลาต้องเปลี่ยน ‘เส้นเลือดใหญ่’ ให้กลายเป็น ‘โครงสร้างอำนาจใหม่’ ที่ใครก็โค่นไม่ลง

    สำหรับประเทศไทยที่กินบุญเก่าจากการท่องเที่ยวมานาน จนเป็นกระดูกสันหลังของ GDP การจะมานั่งอธิบายว่าอุตสาหกรรมนี้สำคัญแค่ไหนคงเสียเวลาเปล่า เพราะโจทย์จริงๆ คือเราจะผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่เดิมนี้ให้กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่ล้ำกว่าเดิมได้อย่างไร

    ไทยต้องเลิกภูมิใจกับการเป็นแค่ครัวโลกหรือห้องรับแขก ที่คอยรับใช้การพักผ่อนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือต้องสลัดภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองสันทนาการราคาย่อมเยา ดึงดูดนักเดินทางด้อยคุณภาพ แล้วหันมาเล่นบทเจ้าของแพลตฟอร์มที่คุมต้นน้ำของการเดินทาง เหมือนที่ซาอุฯ พยายามจะใช้เม็ดเงินสร้างอำนาจนำผ่านดิจิทัลและข้อมูล ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือในขณะที่เรามีทรัพยากรล้นมือ แต่เรากลับไม่มีอาวุธในการคุมอำนาจต่อรองระดับโลกเลย เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้นักท่องเที่ยวเดินเข้ามาหา เป็นการสร้างกลไกที่ทำให้นักลงทุนระดับโลกต้องเดินเข้ามาหาเราเพื่อขอใช้โมเดลการจัดการท่องเที่ยวที่หาจากไหนไม่ได้
    การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงบริการ แต่คือการล้างไพ่โดยใช้ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม มาเป็นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและโยงใยกันแบบบูรณาการ เช่น พลังงานสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว หรือเทคโนโลยีการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนขั้นสูงสุด เพื่อให้ไทยกลายเป็นประเทศที่เป็นหัวเจาะในการกำหนดมาตรฐานใหม่ว่าการท่องเที่ยว นี่คือการเปลี่ยนจากเส้นเลือดใหญ่ที่แค่หล่อเลี้ยงร่างกาย ให้กลายเป็นสมองที่คอยสั่งการและสร้างมูลค่าเพิ่มแบบไร้ที่สิ้นสุด

    ที่มา :


    Post Views: 206

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/28/saudi-tourism-new-economic-infrastructure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38io0npKMCFYyiZ00LSK_n

  • ศุลกากรช่องจอม เร่งอำนวยความสะดวก MotoGP 2026 ดันเศรษฐกิจอีสานใต้

    ศุลกากรช่องจอม เร่งอำนวยความสะดวก MotoGP 2026 ดันเศรษฐกิจอีสานใต้

    “ศุลกากรช่องจอม” จับมือภาครัฐภาคเอกชนเตรียมพร้อม “MOTO GP 2026” .. คาดเงินสะพัดเกิน 5,000 ล้านบาท .. เน้น “อำนวยความสะดวกและกระตุ้นเศรษฐกิจ” ตามนโยบายรัฐบาล !!

    28 มกราคม 2569 – นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ นายด่านศุลกากรช่องจอม เปิดเผยว่าตามที่ประเทศไทย โดย จ.บุรีรัมย์ เป็นเจ้าภาพมหกรรมระดับโลก “MOTO GP 2026” ระหว่าง 27 ก.พ. – 1 มี.ค. 69 ซึ่งรัฐบาลคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามากว่า 200,000 คน และสร้างรายได้ในพื้นที่อีสานใต้เกินกว่า 5,000 ล้านบาท (โดยอ้างอิงจากการจัดงานเมื่อปีที่ผ่านมา)นั้น นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร น.ส.สุนทรียา ทวิชาประสิทธิ์ รองอธิบดีฯ น.ส.ลลิตา อรรถพิมล ผอ.ศุลกากรภาค 2 ได้เน้นย้ำสั่งการให้ด่านศุลกากรช่องจอม ซึ่งรับผิดชอบ การปฏิบัติพิธีการศุลกากร ณ ท่าอากาศยานนานาชาติบุรีรัมย์ เร่งเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างเต็มที่

    นายประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าจากเรื่องน่ายินดีและตื่นเต้นดังกล่าวทำให้ตนได้เร่งเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดประชุมพร้อมลงพื้นที่ท่าอากาศยานฯ โดยบูรณาการร่วมกันระหว่าง กระทรวงท่องเที่ยวฯ , กรมท่าอากาศยาน , ตม. , ควบคุมโรคฯ , กรมประชาสัมพันธ์ และสายการบินต่างๆ เพื่อแสวงหาความร่วมมือในด้านต่างๆเพื่อมุ่งเน้นอำนวยความสะดวกสูงสุดให้แก่นักท่องเที่ยวตลอดจนอุปกรณ์การแข่งขันต่างๆที่จะเข้ามาในช่วงเวลาดังกล่าวอันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมรายได้ให้กับคนในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดตามนโยบายรัฐบาล

    “วันนี้เราได้เห็น คุณเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงท่องเที่ยวฯ ลงพื้นที่มากำกับดูแลด้วยตนเองซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับงานใหญ่ในครั้งนี้เป็นอย่างมาก ซึ่งศุลกากรและหน่วยงานต่างๆพร้อมรับนโยบายไปปฏิบัติด้วยใจที่เกินร้อยเพื่อให้ผลประโยชน์เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่” นายประสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/938569/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qCF3B_27URM0ZxYt48c9u

  • SCC ปี 68 กระแสเงินสด 5.5 หมื่นล้านบาท ปันผลอีก 2.50 บาท รัดเข็มขัดสู้เศรษฐกิจผันผวน

    SCC ปี 68 กระแสเงินสด 5.5 หมื่นล้านบาท ปันผลอีก 2.50 บาท รัดเข็มขัดสู้เศรษฐกิจผันผวน

    บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC แจ้งผลประกอบการปี 2568 มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเร่งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยใช้ AI & Robotics ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างการเติบโตให้องค์กรในระยะยาว

    ขณะเดียวกันยังพัฒนาและขยายตลาดสินค้า – บริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) สินค้ากรีน อาทิ ปูนคาร์บอนต่ำ และสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (SVP) 

    สำหรับผลจากมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้แก่ 1.) บริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนลดลง 10,535 ล้านบาท 2.) ปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไร และประหยัดค่าใช้จ่าย ได้รวมกว่า 4,300 ล้านบาทต่อปี 

    3.) ควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) เน้นเฉพาะโครงการที่มีผลตอบแทนสูงและเร็วได้ตามแผน 30,737 ล้านบาท ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 14,845 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.5 เท่า จากเดิม 6.3 เท่า สถานะทางการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นปี 52,447 ล้านบาท 

    รายได้ 496,925 ล้านบาท EBITDA 51,249 ล้านบาท

    ปี 2568 เอสซีจียังสามารถสร้างการเติบโตของปริมาณการขายในทุกธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายของเศรษฐกิจโลกและไทย ส่งผลให้เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 496,925 ล้านบาท EBITDA 51,249 ล้านบาท และกำไรสำหรับปี 14,075 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างการดำเนินงานและธุรกิจและรายการพิเศษ และการขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือของเอสซีจีซี

    ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการดังกล่าว Adjusted EBITDA ของปีจะอยู่ที่ 55,012 ล้านบาท และกำไรสำหรับปีเมื่อไม่รวมรายการดังกล่าวจะอยู่ที่ 4,962 ล้านบาท

    เมื่อพิจารณากระแสเงินสดฯที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 5 บาท รวมเป็นเงิน 6,000 ล้านบาท คิดเป็น 43% ของกำไรสำหรับปี 2568 ซึ่งคณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่าเป็นอัตราเงินปันผลที่เหมาะสม เพื่อมุ่งดูแลผู้ถือหุ้นให้ได้รับผลตอบแทนการลงทุนอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม 2568 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 2.50 บาท เป็นเงิน 3,000 ล้านบาท โดยจ่ายจากกำไรที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ซึ่งผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาสามารถขอเครดิตภาษีคืนได้ 1 เท่ากับเงินปันผลคูณ 20/80

    การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันพฤหัสบดีที่2เมษายน 2569 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือ วันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผล ในวันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569) โดยกำหนดจ่ายเงินปันผล ในวันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี

    ปี 69 คงสถานะการเงินแกร่ง

    เอสซีจี มั่นใจว่าปี 2569 จะยังสามารถเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน ควบคู่การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในทุกธุรกิจได้ต่อเนื่อง แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจจะท้าทายยิ่งขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/737174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zhg0IjqJ42o2LvZPBrgTU

  • เลือกตั้ง’69: “วีรยุทธ-การดี” 2 แคนดิเดตนายกฯ ปชน.-ปชป. ประชันวิสัยทัศน์กู้เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    เลือกตั้ง’69: “วีรยุทธ-การดี” 2 แคนดิเดตนายกฯ ปชน.-ปชป. ประชันวิสัยทัศน์กู้เศรษฐกิจไทย : อินโฟเควสท์

    ในการสัมมนา Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย หัวข้อ “การเมืองไทยกับความหวังประเทศ” นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน และนางการดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อทิศทางการเมือง เศรษฐกิจไทย

    นายวีรยุทธ กล่าวว่า ปัญหาของประเทศไทยยังวนลูปเดิมเหมือนปี 2530 ทั้งคอร์รัปชันและความเหลื่อมล้ำ เศรษฐกิจผูกขาด งานคุณภาพหายาก ราชการใหญ่ ห่างไกลประชาชน คุณภาพชีวิต ความยุติธรรมถดถอย รวมไปถึงมีปัญหาทุนเทาเพิ่มเข้ามาด้วย จึงทำให้พรรคประชาชนเห็นว่า ต้องมีแก้ปัญหา 12 ภารกิจไปพร้อม ๆ กัน

    สำหรับเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่ควรจัดการในอนาคต เพื่อทำให้ไทยยังมีความหวังนั้น นายวีรยุทธ กล่าวว่า ในด้านเศรษฐกิจ การตีโจทย์เศรษฐกิจให้ออกยังมีความสำคัญอยู่ และมองว่า เศรษฐกิจยังมีรูรั่วเยอะ ที่ผ่านมา 3-4 ปี เราพยายามใส่น้ำโดยไม่อุดรูรั่ว เช่น เงินที่ไหลออกไปกับอีคอมเมิร์ทแฟลตฟอร์ม จากต่างประเทศ

    “เรามองว่า 100 วันแรก ถ้าไม่เริ่มจากการอุดรูรั่ว เริ่มจากการใส่น้ำเข้าไป มันจะไหลออกไปเหมือนที่เราเจอ มันเป็นบทเรียนหนึ่งของการแจกเงินหมื่น ตัวเลขก็ออกมาแล้วว่า ทำแล้วไม่เกิดผล ดังนั้นถ้าถามในเชิงเร่งด่วน 100 วัน เรามองว่า ต้องอุดรูรั่วก่อน เพิ่มการตรวจจับ ขออุดรูรั่วเศรษฐกิจแล้วเงินจะหมุนมากขึ้น”นายวีรยุทธ กล่าว

    นายวีรยุทธ กล่าวถึง 3 สิ่งที่ประเทศไทยต้องทำเพื่อให้อยู่รอดในอนาคตว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์ของพรรคด้านต่างประเทศ คือ มุ่งไปสู่ 1.โปรไทยแลนด์ เพื่อต่อรองกับแต่ละชาติ ในเชิงประเด็นได้ ซึ่งแต่ละประเทศมีจุดร่วมกันได้ แต่ถ้าจุดไหนกระทบผลประโยชน์ของประเทศต้องกล้าเข้าไปพูดคุย ซึ่งต้องกล้าทำทั้งจีนและสหรัฐฯ

    2.ยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องมีชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์สำคัญที่โลกขาดไม่ได้ พรรคจึงเสนอว่า จากการที่ต้องผลิตรถอีวีทั้งคันในประเทศ ขอเลือกเก่งในซัพพลายเชนสักอย่าง แล้วโลกต้องง้อเรา และใช้เป็นตัวต่อรองในเวทีโลกในอนาคต

    3.เราควรมีส่วนร่วมกับพันธมิตร เอเชียตะวันออก ทั้งจากจีน ญีปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ในเชิงเทคโนโลยีให้มากขึ้น หาจุดที่ลงทุนในเทคโนโลยีร่วมกันและแบ่งปันสิทธิบัตรในอนาคต

    ขณะที่นางการดี กล่าวว่า หากสามารถสร้างโครงสร้างที่ดี แข็งแรง ประเทศไทยก็มีโอกาสกลับมาเป็นผู้นำในภูมิภาคได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรื่องการเมืองถือเป็นกระบวนเรียนรู้ของทุกคน แต่วันนี้เราจะเอาสิ่งที่เคยเรียนรู้มาแล้ว มาแก้ไขปัญหาเดิมได้อย่างไร ที่สำคัญตั้งเป้าปักโอกาสให้กับอนาคตประเทศได้อย่างไร ตรงนี้จึงเป็นโจทย์สำคัญที่อยากมาทำงานตอนนี้

    นางการดี กล่าวถึงการเมืองไทยกับความหวังของประเทศว่า การออกแบบนโยบายต้องทำให้รัฐเป็นผู้ชี้ทางว่าโอกาสข้างหน้าดีอย่างไร รัฐต้องเปิดทาง คือ รัฐไม่ควรทำธุรกิจมาแข่งกับเอกชน แต่ควรเปิดโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเปิดข้อมูล เพื่อให้ประชาชนและเอกชนนำไปใช้ประโยชน์ได้ หรือไปต่อยอดในด้านนวัตกรรม และรัฐต้องไม่ขวางทาง

    โดยมี 4 ความฝันที่ต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลง คือ 1.การเมืองต้องสุจริต ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาที่เกิดขึ้น 2.เศรษฐกิจต้องดี ต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ สร้างทุนมนุษย์ให้พร้อม 3.ต้องมีความยุติธรรม ทำให้คนตัวเล็ก สตาร์ทอัพ คนตัวเล็กมีโอกาสด้วย 4.ทำให้ไทยกลับไปบนเวทีโลกให้ได้

    ส่วนเรื่องที่เร่งด่วนที่สุดที่ควรจัดการในอนาคตนั้น นางการดี กล่าวว่า ต้องดำเนินการปฏิรูประบบราชการ จัดการสินทรัพย์ภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ปฏิรูปภาคการเกษตร ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียวและดิจิทัล สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยร่วมมือกับเอกชน เร่งรัดการเจรจาการค้าเสรี (FTA) และการเข้าเป็นสมาชิก OECD และการเมืองสุจริต สกัดทุนเทา

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ม.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/564815&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uz0TCfs81liOaH5RBjr9B

  • ส.อ.ท. หวังรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ ดันยอดผลิตรถปี 69 ทะลุ 1.5 ล้านคัน ฝ่า GDP โตต่ำ

    ส.อ.ท. หวังรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ ดันยอดผลิตรถปี 69 ทะลุ 1.5 ล้านคัน ฝ่า GDP โตต่ำ

    นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เดือนธ.ค.2568 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ 113,855 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 8.56% แม้จะลดลงจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากการเร่งปรับแผนการผลิตตามตลาดส่งออก โดยจำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ในปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,455,569 คัน ลดลงจากเดือนปี 2567 ที่ 0.91% แต่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน โดยมากกว่า 5,569 คัน หรือมากกว่า 0.38%

    ปัจจัยสำคัญมาจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ โดยเฉพาะรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ที่ผลิตได้ถึง 10,714 คัน เพิ่มขึ้นถึง 794.32% จากปีก่อน ขณะที่ รถกระบะไฟฟ้า เริ่มมีการผลิตเชิงพาณิชย์จำนวน 234 คัน

    ภาคส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    ในเดือนธ.ค.2568 การผลิตเพื่อส่งออกอยู่ที่ 86,194 คัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 75.71% ของการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 28.26% โดยเฉพาะการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มเห็นภาพชัดเจน ส่งออก รถยนต์นั่งไฟฟ้า 6,360 คัน และรถกระบะไฟฟ้า 76 คัน ซึ่งปีก่อนยังไม่มีการส่งออก

    อย่างไรก็ตาม ภาพรวมการผลิตเพื่อส่งออกตลอดปี 2568 อยู่ที่ 956,230 คัน ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย 5.24% แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากการนำการผลิต EV ไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่า

    ยอดขายในประเทศฟื้นชั่วคราวจาก EV

    ด้านยอดขายรถยนต์ภายในประเทศ เดือนธันวาคม 2568 มียอดขาย 75,121 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 47.17% และเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 39.07% ถือเป็นเดือนแรกในรอบ 33 เดือน ที่ยอดขายทะลุระดับ 75,000 คัน สอดคล้องกับยอดจองในงานมหกรรมยานยนต์ และเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ EV 3.0

    ขณะที่รถยนต์นั่ง และรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) มียอดขาย 19,748 คัน เพิ่มขึ้นถึง 273.38% สะท้อนความต้องการรถไฟฟ้าที่เร่งตัว ขณะที่รถกระบะยังคงขายได้ในระดับต่ำ เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

    “ตลอดปี 2568 รถยนต์มียอดขายรวม 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 8.47% โดยยอดขาย BEV สะสมอยู่ที่ 120,301 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 80%”

    ปี 2569 “ส.อ.ท.” ตั้งเป้าผลิต 1.5 ล้านคัน

    สำหรับปี 2569 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็น 1,500,000 คัน เติบโต 3.05% แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณ 950,000 คัน และเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเป้าหมายปีก่อนที่ตั้งไว้ 500,000 คัน หรือขยายตัวเพิ่มขึ้น 4% จากยอดผลิตจริง แม้ว่าหลายสำนักจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย (GDP) จะเติบโตเพียง 1.2-2.2% ก็ตาม

    นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อนยอดผลิตเพื่อขายในประเทศ มาจากการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเร็ว ซึ่งจะทำให้เกิดการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ตามวาระตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่ระบบผ่านการลงทุน และการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

    นอกจากนี้ ยังมีความหวังจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อรถยนต์ และสินค้าอื่นๆ มากขึ้น

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังมองเห็นสัญญาณบวกจากยอดคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งหากมีการลงทุนจริงเพียง 50-70% ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาวได้เป็นอย่างดี

    “ปัจจัยบวกมาจากการลดดอกเบี้ยของประเทศหลัก การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการขยายการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังคงเป็นภาวะเศรษฐกิจโลก ความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่”

    ส่งออกทรงตัวท่ามกลางความเสี่ยงโลก

    สำหรับเป้าหมายการผลิตเพื่อส่งออก ตั้งเป้าไว้ที่ 950,000 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับเป้าหมายในปีที่ผ่านมา เนื่องจากยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย รวมถึงการรุกตลาดของ EV ราคาถูกจากจีนที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในต่างประเทศ ซึ่งไทยต้องติดตามความนิยมของรถยนต์ที่ผลิตจากไทยในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด

    ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่ายอดผลิตจะใกล้เคียงกับปีก่อนที่ระดับประมาณ 100,000 คัน โดยในปีนี้ผู้ผลิตบางรายอาจต้องปรับขึ้นราคารถยนต์ EV เนื่องจากมาตรการอุดหนุน EV 3.0 สิ้นสุดลง ประกอบกับราคาแร่ลิเทียมที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อน อย่างไรก็ตาม ภายใต้โครงการ EV 3.5 ผู้ผลิตรายใหม่ต้องใช้เวลาเตรียมการวางสายการผลิตประมาณ 2 ปี ดังนั้น กำลังการผลิตในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในปี 2570

    สำหรับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากเป้าหมายการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถกระบะที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% ซึ่งหากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการซื้อรถกระบะ จะช่วยให้กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นจากปีก่อนที่อาจมีการลดวันทำงานลง

    รวมปีนี้อุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องพึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดวงจรการจ้างงาน และกระจายรายได้ไปสู่ท้องถิ่นผ่านตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาพรวมในที่สุด โดยปี 2568 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ประคองตัวได้ด้วย EV แม้ตลาดในประเทศยังเปราะบาง แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเห็นผลชัดเจน และจะเป็นตัวแปรสำคัญของอุตสาหกรรมในระยะต่อไป 

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1218644&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-bHYoCCBpqwvayT3xWFKX

  • พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนเติมความหวานรับวาเลนไทน์ ในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “หวานใจสายเกษตร”

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนเติมความหวานรับวาเลนไทน์ ในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “หวานใจสายเกษตร”

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี ชวนเติมความหวานต้อนรับวาเลนไทน์สัมผัสเสน่ห์ความรัก แบบวิถีเกษตร ในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “หวานใจสายเกษตร”

    พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เชิญประชาชน คู่รัก ครอบครัว และผู้ที่สนใจร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความรัก ความอบอุ่น และแรงบันดาลใจ ในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “หวานใจสายเกษตร” ระหว่างวันที่ 7–8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08:00–17:00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ จังหวัดปทุมธานี

    เรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของความรัก ความผูกพัน และการสร้างคุณค่าจากภาคการเกษตร ผ่านผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสู่ผู้บริโภค
    300247_0
    พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวว่า “ต้อนรับเดือนแห่งความรักกับงาน “หวานใจสายเกษตร” ตลาดเศรษฐกิจพอเพียงพื้นที่แห่งการเรียนรู้และเชื่อมโยงผู้คนกับวิถีเกษตรไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรและลงมือทำด้วยความรัก ต่อยอดเป็นอาหาร ขนมหวาน และสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรให้กับสินค้าเกษตรของไทย สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้คนในชุมชน ควบคู่การสร้างแรงบันดาลใจในการทำเกษตรอย่างยั่งยืน”

    ภายในงานอัดแน่นด้วยการอบรม วิชาของแผ่นดิน และเวิร์คช้อปฟรี 8 วิชา ครอบคลุมองค์ความรู้ตั้งแต่การปลูกพืชเศรษฐกิจ การเลือกพันธุ์พืช การเพิ่มมูลค่าพืชรสหวาน การแปรรูปผลผลิต ไปจนถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และอาชีพจริง อาทิ วิชาปั้นเงินแสนด้วยพืชรสหวาน เทคนิคการเลือกพันธุ์อะโวคาโด เกษตรรวยแบบเสร็จ 7 ชั่วโมง และศิลปะปั้นดินบนผืนผ้า เป็นต้น
    300251_0
    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ นิทรรศการ “เกษตรสายสวย เพิ่มความหวาน” ถ่ายทอดเรื่องราวของคู่รักคนรุ่นใหม่“พี่อิ๋มและพี่ต้อม” เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จังหวัดเลย ที่เลือกกลับบ้านเกิด สร้างผืนป่า สร้างอาชีพ และเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากธรรมชาติ ตั้งแต่การปลูกกาแฟอินทรีย์ การแปรรูปโกโก้ กล้วย เบอร์รี่ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ “ลองเลย (Longloei)” สะท้อนแนวคิด “การทำป่า คืออาชีพแห่งอนาคต” อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตลาดสินค้าเกษตรตามฤดูกาล ผลิตภัณฑ์แปรรูป ขนมหวานไทย พันธุ์ไม้ และสินค้าเกษตรคุณภาพจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กว่า 100 ร้านค้า ให้เลือกชม ชิม และช็อปตลอดทั้งวัน
    300253_0
    นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้เรียนรู้พระราชประวัติ และพระอัจฉริยภาพกษัตริย์เกษตร สนุกไปกับภาพยนตร์แอนิเมชัน 3 มิติ ในพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา และนิทรรศการขุมทรัพย์แห่งแผ่นดิน รับชมภาพยนตร์แอนิเมชัน 7 มิติ ฟรี พร้อมกิจกรรมพิเศษสำหรับคู่รักหรือคู่หวานที่ใส่เสื้อคู่มาเที่ยวงาน รับฟรี!! น้ำอ้อยอินทรีย์สดๆ จากแปลงของพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ
    300252_0
    ร่วมเติมความหวานจากธรรมชาติ พร้อมสัมผัสบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ และแรงบันดาลใจของการทำเกษตรยุคใหม่ ในงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง “หวานใจสายเกษตร” วันที่ 7–8 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08:00–17:00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ facebook / Instagram /Line ID : @wisdomkingmuseum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9870674/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QA9MFAz8lpARO-0bQFTQm

  • ครั้งแรกในรอบ 19 ปี! ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยหด 2.2% เซ่นพิษเศรษฐกิจ

    ครั้งแรกในรอบ 19 ปี! ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยหด 2.2% เซ่นพิษเศรษฐกิจ

    ภาพรวมของสมรภูมิร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่ ‘Turning Point’ ครั้งสำคัญ หลังจากครองใจนักชิมชาวไทยมาอย่างยาวนาน โดยล่าสุดสถิติจากปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าความหอมหวานของธุรกิจนี้อาจไม่ได้มาง่ายๆ เพียงแค่การติดป้ายว่าเป็นอาหารญี่ปุ่นอีกต่อไป

    องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ ได้เผยสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำปี 2568 ที่พบว่าในปี 2568 จำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 5,781 ร้าน ซึ่งปรับตัวลดลงจากปี 2567 ที่เคยมีอยู่ 5,916 ร้านอย่างมีนัยสำคัญ

    ตัวเลขที่หายไป 135 ร้าน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 2.2% นั้น ถือเป็นการติดลบครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเริ่มสำรวจอย่างเป็นทางการมาเกือบสองทศวรรษ โดยแรงเหวี่ยงนี้ครอบคลุมไปในทุกพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ ที่ลดลง 2.3% ปริมณฑลลดลง 3.1% และต่างจังหวัดที่ลดลงไป 1.9% ตามลำดับ

    สัญญาณการลดลงของจำนวนร้านในเขตเมืองและปริมณฑลที่มากกว่าพื้นที่อื่น สะท้อนให้เห็นว่าในทำเลที่มีความหนาแน่นของร้านอาหารสูง กำลังเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงเกินกว่าจุดสมดุลเดิม ข้อมูลจากเจโทรระบุว่าภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    พฤติกรรมนักชิมชาวไทยในยุคปัจจุบันไม่ได้มองเพียงแค่ความสวยงามของจานอาหารหรือรสชาติที่คุ้นเคยอีกต่อไป แต่ผู้บริโภคได้สั่งสมความรู้จากการเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงที่ประเทศญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ภาวะ ‘Maturity’ หรือการเติบโตเต็มที่ของตลาด ซึ่งส่งผลให้การเปิดร้านรูปแบบเดิมเริ่มทำได้ยากกว่าในอดีต

    จากประสบการณ์ตรงในแหล่งกำเนิดทำให้นักชิมชาวไทยมีความเข้าใจในเรื่องคุณภาพและวัตถุดิบที่มากขึ้นข้อมูลจากเจโทรระบุว่ารสนิยมที่เปลี่ยนไปนี้ทำให้ความเป็นอาหารญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้อีกต่อไป หากร้านไม่สามารถมอบมาตรฐานเดียวกับที่ผู้บริโภคเคยสัมผัสมาจากทริปการเดินทางที่ผ่านมา

    นอกจากนี้ จำนวนชาวญี่ปุ่นที่พำนักในประเทศไทยรวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลงในบางพื้นที่ ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ยอดขายในย่านเศรษฐกิจที่เคยคึกคักต้องซบเซาลง ข้อมูลจากเจโทรระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือโจทย์หินที่ผู้ประกอบการต้องตีให้แตกเพื่อความอยู่รอด

    ในด้านพื้นที่ จังหวัดที่มีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นหนาแน่นที่สุดยังคงเป็น กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี และนนทบุรี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือตัวเลขที่ลดลงไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเมืองหลวง แต่ยังรวมไปถึงเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่และภูเก็ตที่เคยเป็นขุมทรัพย์สำคัญของเหล่านักลงทุนจากต่างแดนและในไทย

    สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ผู้บริโภคทั่วประเทศมีพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน คือเริ่มมองหาความแตกต่างที่มากกว่าแค่รสชาติอาหาร ข้อมูลจากเจโทรระบุว่า ร้านอาหารที่จะสามารถดึงเงินจากกระเป๋าผู้บริโภคได้ในยุคนี้ ต้องมีความเป็นมืออาชีพและมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นพอที่จะสร้างกระแสในโลกออนไลน์ให้เกิดการตามรอยได้จริง

    เมื่อพิจารณาในแง่ของประเภทร้านอาหาร พบว่าลำดับความนิยมยังคงเป็นภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นทั่วไป, ซูชิ และราเมง แต่อินไซต์ที่น่าสนใจกลับอยู่ที่ร้านประเภทปิ้งย่างที่มียอดลดลงสูงถึง 9.0% ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการแข่งขันที่ไร้พรมแดนท่ามกลางสภาวะการขยายตัวที่ชะลอตัวลง

    สาเหตุสำคัญที่ทำให้ร้านปิ้งย่างดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัดมาจาก ‘Low Barrier to Entry’ หรืออุปสรรคในการเข้าสู่ธุรกิจที่ต่ำ ทำให้มีผู้เล่นรายใหม่ทั้งทุนไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลีที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดอย่างดุเดือด จนทำให้ร้านที่ไม่มีจุดเด่นชัดเจนพอต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปตามระเบียบ

    อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตยังมีโอกาสเสมอสำหรับผู้ที่หาช่องว่างเจอ ข้อมูลจากเจโทรระบุว่าร้านอาหารประเภทราเมงยังคงเติบโตได้ 2.6% และร้านคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นพุ่งทะยานขึ้นถึง 6.4% ซึ่งการเติบโตนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่มองหาความเป็นเอกลักษณ์และชื่นชอบร้านอาหารที่มีเมนูเฉพาะทางให้เลือกทาน

    โดยเฉพาะปรากฏการณ์มัตจะฟีเวอร์ที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ส่งผลให้ความต้องการมัตจะคุณภาพสูงเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนข้อมูลการนำเข้าวัตถุดิบเกษตรและอาหารจากญี่ปุ่นระบุว่าชาเขียวและกาแฟสำเร็จรูปกลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ติดอันดับท็อป 10 อย่างรวดเร็วในปีที่ผ่านมานี้เอง

    อีกหนึ่งตัวแปรที่น่าสนใจคือผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง จูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปสัมผัสรสชาติถึงแหล่งกำเนิด ข้อมูลจากเจโทรระบุว่าเริ่มเห็นแนวโน้มผู้บริโภคชะลอการทานอาหารพรีเมียมในไทย เช่น โอมากาเสะ หรือเนื้อวากิวราคาสูง เพื่อเก็บงบประมาณไปใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นแทนอย่างชัดเจน

    สิ่งนี้บีบให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับกลยุทธ์เข้าสู่ ‘Localization’ ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลจากเจโทรระบุว่าไม่ใช่การปรับรสชาติให้เพี้ยนไปจากเดิม แต่คือการปรับแผนบริหารจัดการโดยใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงที่มีภายในประเทศไทยมาทดแทนการนำเข้า เพื่อควบคุมต้นทุนให้สามารถทำราคาที่เข้าถึงได้ง่ายและยั่งยืน

    หากเจาะลึกด้านราคา พบว่ากลุ่มที่มีจำนวนร้านมากที่สุดคือช่วงราคา 101-250 บาท ต่อหัว โดยมีจำนวนถึง 2,116 ร้าน สะท้อนว่าตลาดระดับกลางคือฐานที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ยังคงครองแชมป์ระดับราคาเฉลี่ยที่สูงกว่าต่างจังหวัดอย่างเห็นได้ชัดตามกำลังซื้อและต้นทุนการดำเนินการที่สูงกว่าพื้นที่อื่น

    ในแง่ของสายป่านธุรกิจ ข้อมูลจากเจโทรระบุว่า เชนร้านอาหารขนาดใหญ่ที่มีมากกว่า 51 สาขาขึ้นไป ยังคงมีความแข็งแกร่งและรักษาสถานะไว้ได้ดี ผิดกับกลุ่มร้านแบรนด์เดี่ยวและเชนขนาดเล็กที่มีสาขาเพียง 2-5 แห่ง ที่มียอดปิดตัวสูงเนื่องจากความเปราะบางต่อต้นทุนและการแข่งขันที่รุนแรงกว่าในปัจจุบัน

    แม้จำนวนร้านจะลดลงแต่มูลค่าการส่งออกวัตถุดิบจากญี่ปุ่นมายังไทยในช่วงเดือนมกราคมถึงพฤศจิกายน 2567 ยังคงเติบโตถึง 16.1% มีมูลค่าสูงถึง 66,400 ล้านเยน โดยสินค้ากลุ่มเนื้อวัวยังคงรั้งอันดับ 4 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าความต้องการวัตถุดิบคุณภาพจากญี่ปุ่นในใจคนไทยยังคงไม่เสื่อมคลาย

    ทิศทางในอนาคตจะเห็นการหมุนเวียนของตลาดแบบ ‘Market Shuffle’ ที่ร้านเก่าที่ปรับตัวไม่ทันต้องปิดไปและร้านใหม่ที่มีคอนเซปต์ชัดเจนจะเปิดขึ้นมาแทน ข้อมูลจากเจโทรระบุว่าธุรกิจที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนและมีความเป็นมืออาชีพเฉพาะทางจะกลายเป็นผู้ชนะในเกมธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น

    ขณะเดียวกันแม้ตลาดจะมีการคัดกรองผู้เล่นออกไปบ้าง แต่ความสนใจในการเข้ามาลงทุนเปิดร้านใหม่ๆ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มร้านอาหารที่เป็นร้านเฉพาะด้าน เช่น ร้านหมูทอดทงคัตสึ หรือร้านแฮมเบิร์ก ที่เริ่มเห็นการเข้ามาปักหมุดในไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

    อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการลดลงของสัดส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ในร้านอาหาร ข้อมูลจากเจโทรระบุว่าเทรนด์รักสุขภาพและการประหยัดค่าใช้จ่ายทำให้คนไทยสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้ที่หลุดจากอันดับต้นๆ ไป โดยถูกแทนที่ด้วยชาเขียวและกาแฟที่เป็นมิตรต่อสุขภาพมากกว่า

    ภาพ: IbanezJem7v / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-japanese-restaurant-decline/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nPQwVkO7z1uEsW_Id67Nj

  • “เอกนิติ” เผยทางออกไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก “ดาวอส 2026” ไทยได้อะไร?

    “เอกนิติ” เผยทางออกไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก “ดาวอส 2026” ไทยได้อะไร?

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงประเด็นการประชุมดาวอส 2026 รวมถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk PPTV

    สำหรับการประชุมดาวอส เป็นการนำผู้นำโลกมาคุยกันถึงทิศทางเศรษฐกิจว่าปัจจุบันเป็นอย่างไรและจะเบนเข็มไปทิศทางไหน เพื่อมาแลกเปลี่ยนกัน ที่สำคัญเพราะมีผู้นำโลกและองค์กรการเงินระหว่างประเทศหลายรายเข้าร่วม

    รายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk
    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงประเด็นการประชุมดาวอส 2026 รวมถึงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ในรายการคุยข้ามช็อต Exclusive Talk PPTV

    โดยตนเป็นผู้นำทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและภาคเอกชนได้รับเชิญให้เข้าร่วม ซึ่งโจทย์ของการประชุมนี้อย่างง่ายคือ ทำให้โลกดีขึ้น ครั้งนี้พิเศษตรงที่ตนเชิญผู้ที่ได้รับเชิญทั้งหมดมาคุยกันก่อน และปักหมุดร่วมกันว่าต้องไปสร้างบทบาทไทยบนเวทีโลก

    สำหรับบทบาทหนึ่งที่เราสามารถไปแสดงได้ในการประชุมนี้คือ ไทยมีความเป็นกลาง คุยได้กับทุกฝ่าย ซึ่งในอาเซียนแม้ทุกคนจะไปในลักษณะเดียวกัน

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากการไปคุยกับนักธุรกิจพบว่าหลายรายสนใจอยากเข้ามาลงทุนในประเทศไทยในหลากหลายสาขา เช่น สาขาอาหาร อาหารแปรรูป อาหารสัตว์ ศูนย์ข้อมูล สุขภาพ ซึ่งไทยทำได้ดี เป็นโอกาสที่จะสร้างไทยให้เป็นจุดสำคัญบนเวทีโลก

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สิ่งที่ไทยได้แน่ ๆ คือ ได้การลงทุนที่พบว่ามีนักลงทุนหลายรายอยากขยายการลงทุนในไทย มูลค่าโดยรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท และโดยส่วนตัวมองว่าจะมีการลงทุนหลายอย่างที่ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสู่ประเทศไทย

    ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนในไทยมีเงื่อนไข 2 อย่าง คือ ช่วยลงทุนในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มีคำกล่าวที่ว่าใครใช้ AI จะมีโอกาสเติบโต โอกาสรวยมากกว่าคนอื่นเยอะ ส่วนใครไม่ใช้จะตกขอบ ซึ่งถือเป็นบทเรียนเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ดังนั้นจึงต้องเข้ามาช่วยสอนทักษะเหล่านี้ให้คนไทยด้วย

    สิ่งที่ 2 คือ ช่วยพัฒนาทักษะเรื่อง AI ทักษะดิจิทัล ทำให้คนไทยเก่งขึ้น สอนให้คนไทยเก่งขึ้น สอนให้ชุมชน SMEs คนตัวเล็กตัวน้อยเก่งขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า การประชุมครั้งนี้เราอยากคว้าโอกาสมาให้คนไทย ไม่ใช่แค่เงินลงทุนที่มาทำให้เศรษฐกิจโต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยมีหนึ่งในโครงการที่ขอให้นักลงทุนต่างชาติช่วย ซึ่งไทยเตรียมพร้อมไว้ให้แล้ว คือ โครงการ “Skill Bridge” สะพานเชื่อมทักษะกับการมีงานทำ โดยจะให้บริษัทที่มาลงทุนช่วยมาเป็นหน่วยในการสอนฟรี เพิ่มทักษะ

    “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่แค่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังมีการ “เพิ่มทักษะ”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส “คนละครึ่ง” เป็นการลดรายจ่าย ส่วนคำว่า “พลัส” ตนเป็นคนขอนายกฯ เติมเข้าไป ไม่ใช่แค่ช่วยลดรายจ่ายแต่เป็นการสอนทักษะ

    โดยรัฐมีโครงการสอนทักษะให้ด้วยระหว่าง 19 พ.ย. – 19 ธ.ค. 68 เป็นการ Reskill-Upskill ปรากฏว่าพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่เข้าร่วมกว่า 100,000 ราย ขายของได้มากขึ้น

    สำหรับสิ่งที่สอนนั้นมีทั้งการขายของออนไลน์ ผ่านการจับมือกับแพลตฟอร์มขายของออนไลน์ โดยนายเอกนิติยกตัวอย่างว่ามีอยู่เจ้าหนึ่งที่ก่อนหน้านี้ขายได้เดือนละ 10,000 บาท แต่หลังจากเข้าโครงการสามารถขายได้ถึงเดือนละ 50,000 บาท เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

    นอกจากนี้ยังมีโครงการผู้สูงวัยพลัส ที่ช่วยเพิ่มทักษะให้กับผู้สูงอายุด้วย

    “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” แผนแก้หนี้คนไทยระยะยาว

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ปัญหาที่พบเป็นอันดับ 1 ของประชาชน คือ รายได้ ทำอย่างไรให้รายได้ประชาชนพอกับรายจ่าย สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือ การให้โอกาส ต้องทำให้ประชาชนเก่งขึ้น มีทักษะเพิ่มขึ้น

    อันดับ 2 คือ หนี้ ซึ่งตีคู่มากับอันดับ 1 โดยรัฐมีโครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” โดยร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและแบงก์ชาติ เพื่อช่วยให้คนที่เป็นหนี้ NPL หรือหนี้ที้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเรียกว่าไม่มีเงินจ่าย และรายเล็กรายน้อย

    สำหรับคนที่เป็นหนี้ NPL ไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท จะใช้เงินที่ธนาคารต้องส่งกองทุนฟื้นฟูแบงก์ชาติ ไปซื้อหนี้มาอยู่ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ทำหน้าที่บริหาร

    นายเอกนิติ ยกตัวอย่าง กรณีผู้ที่เป็นหนี้อยู่ 1 แสนบาท สามารถผ่อนไหวแค่ 3 หมื่นบาท ก็สามารถปิดจบหนี้ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน จากนั้นก็มีการสอนให้ความรู้ทางการเงินเพื่อไม่ให้เป็นหนี้อีก จากนั้นไปคุยกับเครดิตบูโร และทำให้สามารถกู้ใหม่ได้

    หรืออีกกรณีที่ไม่สามารถปิดหนี้ไหว จะยืดหนี้ให้ 3 ปี หรือถ้าผ่อนเดือนละ 3 หมื่นบาทไม่ไหว อาจลดเหลือเดือนละ 5 พันบาท ลดดอกเบี้ย จะได้มีเงินเก็บเยอะขึ้น แต่ต้องจ่ายตรงตามกำหนด จะได้เดินหน้าต่อได้ ทั้งหมดนี้เป็นการแก้หนี้ประชาชนในระยะยาว ไม่ใช่แก้หนี้แล้วกลับไปเป็นหนี้แบบเดิม

    ไทยต้องมี “พันธมิตร” ถึงอยู่รอดบนเวทีเศรษฐกิจโลก

    นายเอกนิติ กล่าวว่า วันนี้ชัดเจนว่าไทยต้องเข้าไปอยู่บนเวทีสงครามภูมิรัฐศาสตร์ จะปล่อยให้คุยกันแล้วค่อยมาบีบเราไม่ได้ ต้องมาอยู่บนโต๊ะเจรจาให้ได้ เพราะฉะนั้นต้องจับมือกันอาจจะจับมือกับชาติอาเซียนแล้วไปเจรจาต่อรอง แล้วคว้าโอกาสมาให้ได้ จะเห็นได้จากการพูดคุยในดาวอสว่า ทุกคนรู้สึกเหมือนกันที่ต้องการมาลงทุน

    ส่วนท่าทีชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ นายเอกนิติ กล่าวว่า เราต้องมีศักดิ์ศรี แม้จะตัวเล็กแต่ใจต้องใหญ่ ต้องสามารถสู้ได้ ดังนั้นต้องไปจับมือกับเพื่อน ในเชิงเศรษฐกิจต้องมีพันธมิตร

    หากย้อนไปดูในอดีต เพราะการวางตำแหน่งให้กับประเทศไทยของพระมหากษัตริย์ ทำให้ไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร ทุกคนเกรงใจ เราก็ควรวางตำแหน่ง วางยุทธศาสตร์เช่นนี้ต่อไป

    เจาะจุดแข็ง – จุดอ่อนเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จุดแข็งของประเทศไทย คือ มีความเป็นกลางสูง ซึ่งที่นักลงทุนหลายรายเป็นผู้เอ่ยปากบอกเองว่าอยากเข้ามาลงทุนในไทย เพราะไทยมีความเป็นกลาง ค้าขายกับใครก็ได้

    นอกจากนี้ เรามีโครงสร้างด้านศักยภาพการเงิน-การคลังที่ค่อนข้างดี วันนี้ ทุนสำรองระหว่างประเทศไทยมีอยู่กว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อให้เราไม่มีรายได้จากต่างประเทศสักบาท ก็สามารถนำเข้างบได้ 10 เดือน รวมถึงเรื่องโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยังดีอยู่

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แต่จุดอ่อนคือ ไทยต้องลงทุนใหม่ เพราะโลกเปลี่ยนไป ต้องลงทุนในพลังงานสะอาด เพราะนักลงทุนต่างประเทศที่สนใจเพราะสนใจในพลังงานสะอาด และต้องลงทุนในทักษะของคนไทย ต้องทำให้คนไทยเก่งขึ้นให้ได้

    ทั้งนี้ คนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก แต่เราต้องพัฒนาคนเหล่านี้ให้เก่งขึ้น ถ้าเราไม่ Upskill ไม่พัฒนาคนมห้ก้าวไปสู่การค้าขายกับต่างประเทศ เราก็ขายได้แค่ของในชุมชน

    ถ้าสามารถทำได้ จะทำให้เมืองไทยพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ ท่ามกลางมหาอำนาจที่กำลังตีกันอยู่

    3 ประเด็นเศรษฐกิจท้าทายรัฐบาลชุดใหม่ “เอกนิติ” พร้อมนั่ง รมว.คลังต่อ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับความท้าทายด้านเศรษฐกิจที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่นั้นมีเยอะมาก อย่างแรกคือ ทำอย่างไรให้คนไทยมีความเป็นอยู่ อยู่ดีกินดีมากขึ้น ตั้งแต่ชาวบ้าน ผู้สูงวัย SMEs ที่ขาดสภาพคล่อง รวมถึงคนในชุมชน ทำอย่างไรให้คนทุกกลุ่มมีรายได้ดีขึ้น ให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถการแข่งขันที่ดีขึ้นในระยะยาว

    วันนี้ งบประมาณไทยมีจำกัด แต่เราต้องใช้ในการลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจสีเขียว รวมถึงลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ต้องทำให้คนไทยมีการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ทุกคนสามารถเรียนได้

    นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการปลดล็อกกติกามารยาท วันนี้กฎหมายไทยซับซ้อนมาก มีนักลงทุนมาถามตนขอให้ช่วยหลายเรื่อง เช่น เรื่องไฟสะอาด ที่จะลงทุนอยู่แล้วแต่ติดเรื่องการขอไฟ ซึ่งจะต้องทำให้กฎกติกานั้นง่ายขึ้น ยกเลิกกฎกติกาที่วุ่นวาย ทำให้การลงทุนสะดุด

    ส่วนพร้อมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต่อหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า “เราอาสามาแล้ว ก็ต้องพร้อมครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/267146&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hge1dBUR-9VRvWWXcb2N4

  • BKKDW2026 กลับมาอีกครั้ง พร้อมการออกแบบที่ขับเคลื่อนอนาคต ภายใต้แนวคิด ‘DESIGN S/O/S’

    BKKDW2026 กลับมาอีกครั้ง พร้อมการออกแบบที่ขับเคลื่อนอนาคต ภายใต้แนวคิด ‘DESIGN S/O/S’

    เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2569 หรือ Bangkok Design Week 2026 (BKKDW2026) กลับมาจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ระหว่างวันที่ 29 มกราคม-8 กุมภาพันธ์ 2569 พร้อมยกระดับบทบาทจากเทศกาลงานออกแบบประจำปี สู่การเป็น Urban & Economic Platform ที่ใช้ ‘การออกแบบ’ เป็นกลไกขับเคลื่อนเมือง เศรษฐกิจ และธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

    ปีนี้มาในธีม DESIGN S/O/S ที่ก้าวข้ามคำถามว่า ‘การออกแบบทำอะไรได้บ้าง’ ไปสู่การประกาศจุดยืนว่า การออกแบบต้องถูกนำมาใช้จริง เพื่อยกระดับมาตรฐาน สร้างโอกาสใหม่ เป็นเครื่องมือและพลังที่จะช่วย ‘ทำ/ให้/รอด’ และช่วยให้เมืองเติบโต ขับเคลื่อนกรุงเทพฯ ให้เศรษฐกิจดีขึ้นอย่างยั่งยืน 

    เทศกาลกระจายการจัดงานทั่วกรุงเทพฯ ครอบคลุมย่านสำคัญ เช่น เจริญกรุง-ตลาดน้อย, พระนคร, ปากคลองตลาด, บางลำพู-ข้าวสาร รวมถึงพื้นที่อื่นๆ อย่างหัวลำโพง ทรงวาด ปทุมวัน สุขุมวิท คลองสาน และบางโพ โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงคน ธุรกิจ และเมือง ผ่านความร่วมมือของนักสร้างสรรค์ ภาคธุรกิจ ภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ

    Bangkok Design Week 2026 ออกแบบโครงสร้างประสบการณ์หลักใน 3 มิติ

    1. Creative Talent พื้นที่แสดงศักยภาพของนักออกแบบและนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ ตั้งแต่งานคราฟต์ เทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงงานออกแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตเมือง

    2. Design Business เปิดพื้นที่เชื่อมโยงงานออกแบบกับธุรกิจ ในบรรยากาศการจัดงานที่เอื้อต่อการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ ทั้ง CEA, Fascinating Bangkok, LAHI (Heritage), Design PLANT, Projecting Future Heritage, D/Objects และ OUTTAKES

    3. The District การใช้การออกแบบฟื้นฟูย่าน (Urban Regeneration) ให้กลับมามีชีวิตชีวาและสร้างมูลค่าใหม่ให้ชุมชน

    ตลอดช่วงเทศกาลนำเสนอกว่า 350 โปรแกรม ทั้งนิทรรศการ งานแสดงสินค้า เวทีเสวนา และโปรเจกต์ฟื้นฟูเมือง ที่สะท้อนว่าการออกแบบไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือเครื่องมือเชิงนโยบายและเศรษฐกิจที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง พร้อมกับโปรแกรมส่งเสริมศักยภาพคนรุ่นใหม่ จาก 10 สถาบันการศึกษา เพื่อเตรียมเข้าสู่การทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 

    ดังนั้น Bangkok Design Week 2026 จึงไม่เพียงชวนทุกคนมาทำให้กรุงเทพฯ สวยขึ้น แต่กำลังร่วมกันออกแบบให้เมืองแข็งแรงขึ้น พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง สร้างทางรอดและทางรุ่งใหม่ให้กับเศรษฐกิจ เมือง และผู้คน

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/prnews-bkkdw-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yNqkObGSRk3dshNTnL34p

  • ซาอุฯ ประกาศกร้าว ‘การท่องเที่ยว’ คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่จะกู้โลกจากวิกฤต

    ในวันที่โลกกำลังแตกเป็นเสี่ยงๆ จากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หลายคนอาจมองหาทางออกผ่านนโยบายการทหารหรือข้อตกลงทางการค้าที่เคร่งเครียด แต่บนเวที World Economic Forum 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย เดินขึ้นเวทีพร้อมส่งสาส์นที่สั่นสะเทือนวิธีคิดเดิมๆ ว่า “การท่องเที่ยวไม่ใช่แค่เรื่องพักผ่อน แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก (Economic Infrastructure) ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้!


    อาเหม็ด อัล-คาทีบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งซาอุดีอาระเบีย

    การท่องเที่ยวไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่คือยุทธศาสตร์แห่งความมั่งคั่ง

    อัล-คาทีบ ได้กระตุกต่อมคิดผู้นำโลกกลางที่ประชุมว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องเลิกมองการท่องเที่ยวเป็นเพียงอุตสาหกรรมทางเลือก (Discretionary Sector) ที่จะดูแลเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ต้องมองเป็นระบบยุทธศาสตร์ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว
    ด้วยตัวเลขคาดการณ์นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะพุ่งสูงถึง 2,000 ล้านคนในปี 2030 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่การปั๊มตัวเลขให้โต แต่คือการ Scale Up อย่างมีกึ๋นและมีความรับผิดชอบ เพื่อให้การข้ามพรมแดนแต่ละครั้ง กลายเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง

    เปิดสูตรลับ Saudi Vision 2030 เมื่อซาอุฯ กลายเป็นนักลงทุนเบอร์ 1 ของโลก

    ซาอุดีอาระเบียไม่ได้พูดโม้ไปวันๆ แต่เปย์หนักที่สุดในโลก! เพื่อเปลี่ยนภาพจำจากประเทศที่อุดมไปด้วยน้ำมัน สู่สวรรค์ของการท่องเที่ยว ปี 2025 ซาอุฯกวาดนักท่องเที่ยวไปแล้ว 30 ล้านคน เป้าหมายถัดไปคือ 150 ล้านคนภายในปี 2030! ด้วยการลงทุนในทุกมิติ ตั้งแต่สายการบิน แพลตฟอร์มดิจิทัล ไปจนถึงการพัฒนาคน
    โครงการระดับเมกะโปรเจกต์อย่าง AlUla (เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่มีร่องรอยอารยธรรมโบราณกว่า 2,000 ปี โดดเด่นด้วยสุสานหินแกะสลักขนาดมหึมากลางทะเลทราย) และ Diriyah (เมืองอิฐดินดิบเก่าแก่ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของราชวงศ์ซาอุฯ ที่ถูกเนรมิตใหม่ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมระดับโลก) คือบทพิสูจน์ของการผสมผสานประวัติศาสตร์พันปีเข้ากับความหรูหราที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นที่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่และการอนุรักษ์วัฒนธรรม ไม่ใช่แค่การสร้างโรงแรมแล้วจบไป

    1. TOURISE แพลตฟอร์มแสนล้านที่เปลี่ยน ‘คำพูด’ ให้เป็น ‘เงินลงทุน’
    หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจคือการเปิดตัว TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกที่ซาอุฯ ใช้เป็นตัวเชื่อมระหว่างรัฐบาล-นักลงทุน-ผู้นำอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช่แค่เวทีนั่งคุยกันสวยๆ แต่ผลักดันให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงไปแล้วกว่า 1.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ! (ราว 4 ล้านล้านบาท) พร้อมนัดรวมพลยักษ์ใหญ่ครั้งถัดไปในเดือนมีนาคม 2027

    การสร้างแพลตฟอร์มเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมยักษ์ใหญ่จากทุกองคาพยพมาวางโรดแมปร่วมกันในอีก 5 ทศวรรษข้างหน้า คือสิ่งที่เรียกว่า Game Changer และนี่คือสิ่งที่ TOURISE แพลตฟอร์มระดับโลกภายใต้การนำของซาอุดีอาระเบีย กำลังประกาศก้องต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก

    ด้วยคณะที่ปรึกษาที่เป็นระดับซีอีโอจากองค์กรชั้นนำอย่าง Heathrow Airport, Cirque du Soleil, Amadeus และ WTTC ทำให้ TOURISE มีอำนาจในการตัดสินใจและขับเคลื่อนนโยบายในระดับโครงสร้าง นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดแข็งที่โดดเด่นที่สุดของ TOURISE คือการไม่กักตัวเองอยู่แค่ในกรอบของการท่องเที่ยว แต่ดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (AI), การลงทุน และความยั่งยืนเข้ามาร่วมโต๊ะเจรจา ซึ่งช่วยแก้ปัญหาไซโล (Silo) หรือการทำงานแบบแยกส่วนที่เคยฉุดรั้งอุตสาหกรรมนี้มานาน

    นอกจากนี้ TOURISE ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเวทีเสวนา แต่ยังรุกคืบสู่การเป็นคลังสมองของโลกด้วยการจัดทำสมุดปกขาว (White Papers) และดัชนีชี้วัดระดับสากล (Global Indices) ร่วมกับบรรดาองค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการวัดผลความสำเร็จของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งจะไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่เพียงการนับจำนวนนักท่องเที่ยวแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่จะพิจารณาอย่างลุ่มลึกถึงความยั่งยืนในทุกมิติ และการปันผลกำไรคืนสู่สังคมอย่างเป็นธรรม

    นี่คือการขยับตัวอันชาญฉลาดของซาอุฯ ในการเป็นดีลเมกเกอร์ เพื่อล้างไพ่การท่องเที่ยวโลก


    ตัวเลขในปี 2024 เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าแผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบียไม่ใช่เพียงความทะเยอทะยานบนหน้ากระดาษ แต่คือแผนปฏิบัติการที่เกิดขึ้นจริง หลังจากสามารถผลักดันตัวเลขนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึง 100 ล้านคนต่อปีได้สำเร็จก่อนกำหนดการที่ตั้งไว้ถึง 7 ปี ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวขยับขึ้นมาเป็นฟันเฟืองหลักทางเศรษฐกิจที่ทำเงินให้ GDP เกือบ 5% กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้สำคัญเป็นอันดับ 2 รองจากน้ำมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

    นี่คือดัชนีชี้วัดสำคัญที่ตอกย้ำว่าซาอุดีอาระเบียกำลังแผ่อิทธิพลในเชิงยุทธศาสตร์และมีพันธสัญญาในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาวอย่างจริงจัง การเปิดตัว TOURISE ร่วมกับภาคีระดับโลก ตั้งแต่องค์กรพหุภาคีไปจนถึงกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานอีเวนต์ แต่คือการวางโครงสร้างอำนาจนำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก เพื่อส่งต่อผลลัพธ์และรูปแบบการพัฒนาที่พวกเขาทดลองใช้จนประสบความสำเร็จ ให้ขยายวงกว้างออกไปในระดับสากล


    การท่องเที่ยวในฐานะ ‘Soft Power’ เชื่อมรอยร้าวและปลุกยักษ์หลับในดินแดน Under-visited

    อัล-คาทีบ ยังให้มุมมองที่ลึกซึ้งว่าในยามที่การทูตแบบเป็นทางการเข้าถึงยาก ‘การท่องเที่ยว’ นี่แหละคือสะพานเชื่อมรอยร้าวที่นุ่มนวลที่สุด
    “ในพื้นที่ที่ช่องทางการทูตตึงเครียด การท่องเที่ยวช่วยรักษาการสนทนา สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญสู่สันติภาพโลก”
    นอกจากนี้เขายังสะกิดให้โลกหันไปมองกลุ่มประเทศที่ ‘Under-visited’ กลุ่มประเทศที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูงแต่ยังมีจำนวนผู้มาเยือนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หรือเป็นเหล่าอัญมณีที่รอการค้นพบ โดยเฉพาะในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งซาอุฯ พร้อมจะเป็นพี่ใหญ่ที่ช่วยสนับสนุน พร้อมส่งต่อทั้งองค์ความรู้และทุนทรัพย์ เพื่อปลุกยักษ์หลับเหล่านี้ให้ตื่นขึ้นมาเป็นฟันเฟืองใหม่ของเศรษฐกิจโลก สร้างการเติบโตแบบ Inclusive ที่จะกระชากวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นมาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังให้เดียวดาย

    การที่ซาอุดีอาระเบียก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับโลก ไม่ใช่เพียงเพราะเม็ดเงินมหาศาล แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ผ่านการวางแม่บท (Masterplan) ที่เห็นผลจริงในโครงการอย่าง AlUla และ The Red Sea (อภิมหาโปรเจกต์ท่องเที่ยวระดับลักชัวรีบนหมู่เกาะธรรมชาติกว่า 90 แห่ง ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนขั้นสูงสุดด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% และตั้งเป้าฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลให้สมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม) ซึ่งเป็นต้นแบบที่พร้อมจะส่งต่อให้แก่โลก โดยเฉพาะการใช้ ‘Data-Driven Frameworks’ ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกับรากเหง้าทางอารยธรรม เพื่อวางกลยุทธ์การท่องเที่ยวอย่างมีชั้นเชิงมากกว่าแค่การสร้างโรงแรมแบบเดิมๆ ควบคู่ไปกับการทำ ‘Digital Transformation’ เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ประเทศในกลุ่ม Under-visited สามารถก้าวกระโดด ข้ามข้อจำกัดเดิมๆ เข้าสู่โลกการท่องเที่ยวสมัยใหม่ได้อย่างทันท่วงที แต่เหนือสิ่งอื่นใด ซาอุดีอาระเบียเชื่อมั่นว่า ‘คน’ คือโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริง จึงมุ่งเน้นการพัฒนา Human Capital หรือบุคลากรระดับโลกที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้อย่างยั่งยืน

    ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘Beyond Tourism’ ซาอุดีอาระเบียยังมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนการท่องเที่ยวให้กลายเป็นวาระแห่งชาติ” โดยพร้อมจะเข้าไปช่วยประเทศพันธมิตรทั้งในแอฟริกาและอเมริกาใต้ในการทำ ‘Policy Alignment’ เพื่อปรับจูนนโยบายตั้งแต่วีซ่า การบิน ไปจนถึงกฎหมายการลงทุนให้เกิดแรงประสาน (Synergy) ที่ทรงพลัง พร้อมทั้งสร้าง ‘Resilience Building’ หรือภูมิคุ้มกันให้แก่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อให้แน่ใจว่าการท่องเที่ยวในดินแดนเหล่านี้จะสามารถยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ไม่ล้มครืนแม้ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์หรือความผันผวนในอนาคต

    ถอดบทเรียนจากซาอุฯ ถึงไทย ถึงเวลาต้องเปลี่ยน ‘เส้นเลือดใหญ่’ ให้กลายเป็น ‘โครงสร้างอำนาจใหม่’ ที่ใครก็โค่นไม่ลง

    สำหรับประเทศไทยที่กินบุญเก่าจากการท่องเที่ยวมานาน จนเป็นกระดูกสันหลังของ GDP การจะมานั่งอธิบายว่าอุตสาหกรรมนี้สำคัญแค่ไหนคงเสียเวลาเปล่า เพราะโจทย์จริงๆ คือเราจะผ่าตัดเส้นเลือดใหญ่เดิมนี้ให้กลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่ล้ำกว่าเดิมได้อย่างไร

    ไทยต้องเลิกภูมิใจกับการเป็นแค่ครัวโลกหรือห้องรับแขก ที่คอยรับใช้การพักผ่อนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือต้องสลัดภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองสันทนาการราคาย่อมเยา ดึงดูดนักเดินทางด้อยคุณภาพ แล้วหันมาเล่นบทเจ้าของแพลตฟอร์มที่คุมต้นน้ำของการเดินทาง เหมือนที่ซาอุฯ พยายามจะใช้เม็ดเงินสร้างอำนาจนำผ่านดิจิทัลและข้อมูล ความจริงที่น่าเจ็บปวดคือในขณะที่เรามีทรัพยากรล้นมือ แต่เรากลับไม่มีอาวุธในการคุมอำนาจต่อรองระดับโลกเลย เราต้องเปลี่ยนจากการรอให้นักท่องเที่ยวเดินเข้ามาหา เป็นการสร้างกลไกที่ทำให้นักลงทุนระดับโลกต้องเดินเข้ามาหาเราเพื่อขอใช้โมเดลการจัดการท่องเที่ยวที่หาจากไหนไม่ได้
    การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับปรุงบริการ แต่คือการล้างไพ่โดยใช้ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม มาเป็นฐานในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและโยงใยกันแบบบูรณาการ เช่น พลังงานสะอาดในแหล่งท่องเที่ยว หรือเทคโนโลยีการบริหารจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืนขั้นสูงสุด เพื่อให้ไทยกลายเป็นประเทศที่เป็นหัวเจาะในการกำหนดมาตรฐานใหม่ว่าการท่องเที่ยว นี่คือการเปลี่ยนจากเส้นเลือดใหญ่ที่แค่หล่อเลี้ยงร่างกาย ให้กลายเป็นสมองที่คอยสั่งการและสร้างมูลค่าเพิ่มแบบไร้ที่สิ้นสุด

    ที่มา :


    Post Views: 182

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/01/28/saudi-tourism-new-economic-infrastructure/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38io0npKMCFYyiZ00LSK_n