Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก | TOPNEWS

    “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก

    • เผยแพร่ : 31/01/2026 20:40

    “สุดารัตน์” ลุยอุดรฯ ช่วยผู้สมัคร “ไทยสร้างไทย” หาเสียง ชูนโยบาย “บำนาญปชช.” 3,000 บาท ผู้สูงอายุทั่วประเทศ เชื่อเป็นเครื่องยนต์หลักกู้เศรษฐกิจฐานราก

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย หมายเลข 48 ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีเพื่อช่วยนายจักรพรรดิ ไชยสาส์น ผู้สมัคร สส. เขต 7 หมายเลข 3 หาเสียง โดยย้ำว่าวันนี้ตั้งใจจะมาทำงานให้สำเร็จเหมือนกับที่เคยนำโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคมาปฏิบัติจนสำเร็จมาแล้ว แม้ในขณะนั้นจะถูกมองว่าเป็นเรื่องยากและเป็นไปไม่ได้ แต่ในฐานะผู้นำที่มุ่งมั่นก็ได้นำโครงการดังกล่าวไปปฏิบัติและฝ่าฟันอุปสรรคจนประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ให้คนไทยมาอย่างยาวนาน

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการกลับมาขอแรงสนับสนุนจากประชาชนอีกครั้ง เพื่อร่วมกันผลักดันนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาทให้สำเร็จเป็นจริง เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต ซึ่งนโยบายนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลักในการพลิกฟื้นและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากฐานรากอย่างยั่งยืน พร้อมคืนศักดิ์ศรีให้ผู้สูงวัยกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านการใช้จ่ายที่หมุนเวียนในชุมชนทันที

    นโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาทไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการสร้างความมั่นคงด้านรายได้เพื่อลดภาระของลูกหลานเท่านั้น แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัยอย่างครบวงจร โดยพรรคไทยสร้างไทยตั้งเป้าให้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพผ่านโปรแกรมการดูแลที่ทันสมัย เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีร่างกายที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยและส่งผลโดยตรงต่อการลดงบประมาณการรักษาพยาบาลของภาครัฐในระยะยาว

    สำหรับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่มือประชาชนโดยตรงในครั้งนี้ จะทำหน้าที่เป็นตัวคูณทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าการอัดฉีดผ่านโครงการประชานิยมที่มุ่งหวังเพียงคะแนนเสียงในระยะสั้นเท่านั้น โดยเม็ดงานจากกำนันประชาชน 3,000 บาท จะถูกนำไปใช้จ่ายจริงในร้านค้ารายย่อยและตลาดสดทั่วทุกภูมิภาค ก่อให้เกิดกระแสเงินสดหมุนเวียนที่ช่วยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจฐานรากให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว พรรคไทยสร้างไทยเชื่อมั่นว่านโยบายบำนาญประชาชนจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นกลับมาคึกคักและสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับประเทศ

    zxczcw

    zxczcxw

    สมเด็จธงชัย นำทัพเกจิดัง30รูปปลุกเสกเหรียญปู่สั่งรวยอาศรมฤาษีเณรคอหวยแห่ส่องเลขอ่างน้ำมนต์

    ผู้ว่าฯ น่าน นำข้าราชการ-ประชาชน บำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน (สตมวาร) ถวายเป็นพระราชกุศล “พระพันปีหลวง”

    ถอดบทเรียนน้ำท่วมเชียงราย ชูโมเดล “ชุมชนจัดการตนเอง” รับมือภัยพิบัติ-สารพิษข้ามพรมแดน

    พลังศรัทธาลำพูน! ช่างฟ้อนกว่า 1,000 คน แห่พระรอดหลวง งานไหว้สาสักการะใส่ขันดอก วัดมหาวัน

    ททท.แพร่ รุกฆาตท่องเที่ยว! ปล่อยคาราวาน Amazing Phrae Gateway บุกอำเภอสอง

    สมาคมโรคหัวใจฯ เปิดตัวแคมเปญ ‘ผู้พิทักษ์หัวใจ’ หนุนวัคซีนผู้ใหญ่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dGpYsWG_FKRtXIDjd4J-w

  • “ปชป.” พร้อมเปลี่ยน “อีสาน”  ใช้การศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจ กินอิ่มนอนอุ่น รายได้เข้ากระเป๋า ไม่ต้องกู้เงินใคร

    “ปชป.” พร้อมเปลี่ยน “อีสาน” ใช้การศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจ กินอิ่มนอนอุ่น รายได้เข้ากระเป๋า ไม่ต้องกู้เงินใคร

    คำถามที่ว่าชายแดนยังร้อน ปากท้องคนจนจะแก้ยังไง 

    นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตั้งแต่เล็กจนโตจนเกษียณอายุราชการ แต่ก่อนเรามีความสุขมากที่เห็นคุณพ่อคุณแม่ กอดลูกกอดหลาน เรามีงานเห็นพี่เห็นน้องเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่กันอย่างมีความสุข แต่วันนี้เราทุกข์ เพราะเราเห็นเงินมีค่ามากกว่าชีวิตความเป็นอยู่คนอีสานก็เจอวิบากกรรมตรงนั้นต้องออกจากบ้านจากช่องไปทำมาหากินเพื่อเอาเงินกลับมาเลี้ยงชีพเลี้ยงคนแก่ที่อยู่ที่บ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานแต่พ่อแม่ไปอยู่กรุงเทพฯนี่คือสภาพปัญหาในปัจจุบัน

    ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่เล็งเห็นความสำคัญของคนอดีตที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนแปลง อาหารเสริมนมจัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาล เรียนฟรี 15 ปี และเงิน กยศ.ปัญหาเหล่านี้ตรงกับอีสานอย่างยิ่งถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าไปทำงานใหม่เราจะเปลี่ยนแปลง เพิ่มสวัสดิการแก้ปัญหาความยากจนระยะสั้นให้อิ่มท้องนอนอุ่น

    จากนั้นสร้างงานที่เกิดจากความสามารถโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการทำวิจัยและนวัตกรรมว่าจังหวัดอุดรธานีจังหวัดบึงกาฬจังหวัดนครพนมเขามีต้นทุนเศรษฐกิจอะไร มีพืชอะไร มีสิ่งใดที่จะทำได้และจากนั้นก็หานวัตกรรมเข้ามาพัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานใกล้บ้านลูกหลานก็อยู่ในครอบครัวการศึกษา ก็กระจายอำนาจลงสู่ชุมชนท้องถิ่นให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกันถ้าหากทำได้แบบนี้คนก็จะกินอิ่มนอนอุ่นรายได้เข้ากระเป๋า หนี้สินก็ไม่ต้องกู้ใครเราจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยโดยใช้อีสานเป็นหลัก

    คำถามจากเอกชน นายทอง กุลธัญวัฒน์ นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนาม แห่งประเทศไทย ในคำถามที่ว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเองท่านมีนโยบายผลักดันอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่

    นายอัมพร กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่ทุกจังหวัดต้องมีมหาลัยแต่มีมหาลัยไว้ทำไม นี่คือคำถามที่สำคัญกว่า วันนี้คนอีสาน ไม่ได้รับการศึกษาก็ส่วนหนึ่งแต่ส่วนหนึ่งเรียนแล้วกลับมาไม่มีงานทำเรียนแล้วไม่ได้งานตรงตามความต้องการที่จะพัฒนาตนเองได้ จนจึงอยากเห็นมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลาง แห่งการวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น สร้างนวัตกรรมอย่างไรให้คนในตำบลนั้นในอำเภอนั้นมีอาชีพมีงานทำมีความสุขและไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปไหนถ้าทำได้ทุกอำเภอทุกตำบลและทุกจังหวัดอีสานไม่ต้องไปพึ่งใครพึ่งตนเองได้โดยการศึกษามีมหาวิทยาลัยที่เป็นนักวิจัย และการพัฒนา

    นอกจากนี้ยังตอบคำถาม ของนายเสกสรรค์ สายสีสด สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ถามว่า

    หากท่านเป็นรัฐบาลท่านจะเปลี่ยน Soft Power แบบลิซ่าฟีเวอร์ให้เป็นรายได้และโอกาสของคนอุดรธานีและคนอีสานอย่างเป็นระบบได้อย่างไร

    นายอัมพร กล่าวว่า ตนเป็นคนอีสานได้ยินเสียงพิน เสียงแคนได้เห็นวัฒนธรรมอีสาน เป็นสิ่งที่งดงามและภาคภูมิใจทะเลบัวแดงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็น Soft Power เรามีทั้ง Soft Power ที่เป็นตัวบุคคลและ Soft Power ที่เป็นตัววัฒนธรรมและพื้นถิ่น 

    ดังนั้นเราจะต้องขายอย่างไร ถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็นแหล่งวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้องไม่ใช่ท่องเที่ยวและกลับไปมากินข้าวแล้วหนีไปนอนที่อื่นต้องทำให้การท่องเที่ยวอีสานอยากมาอยู่เป็นเดือนอยู่หลายสัปดาห์มีที่อยู่ให้เขามีที่กินให้เขาและเก็บรายได้จากนักท่องเที่ยวกลับไปให้นักท่องเที่ยวมีความภาคภูมิใจถ้าไม่ได้มาอีสานอีกครั้งคงใจจะขาดแต่มาอีสานทีไร ได้มีพี่ได้มีน้องได้จับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุขและองค์ความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเขาในขณะเดียวกันเราก็ได้ความรู้จากนักท่องเที่ยวที่มาบ้านเรา ถ้าเราเป็นอย่างนี้ได้สร้าง Soft Power ให้กับท้องถิ่นได้

    “วันนี้เลี้ยงจิ้งหรีดถ้าใครเลี้ยงได้เตรียมเป็น Soft Power ได้เลย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ แม้แต่อเมริกาก็ต้องเอาแมลงต่างๆไปทำอาหารกินเพราะมีโปรตีนสูง และถ้าหาก อีสานเปลี่ยนแปลงให้แหล่งท่องเที่ยวให้บุคคลเป็น Soft Power ได้แล้วขายตรงนี้ต่อสาธารณะทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร่วมกันสิ่งนั้นจะเกิดความยั่งยืนถาวรให้กับคนอีสานอย่างแน่นอน” นายอัมพร กล่าว

    คำถามจากพรรคการเมืองโดย นายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคไทรวมพลัง ถามว่าระบบงบประมาณที่จะช่วยเหลือพี่น้องชายแดนและระบบโครงสร้างทหารที่อยู่บริเวณชายแดน จะมีการบริหารเรื่องนี้อย่างไร 

    นายอัมพร กล่าวว่า ปัญหาชายแดนกับเรื่องทหารวันนี้คงมองจุดเดียวไม่ได้ต้องมองและถอดบทเรียนจากการสู้รบของกัมพูชาเราไม่เคยสู้รบกับประเทศไหนที่มีชายแดนติดต่อกับเราแต่เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นรัฐบาลเองต้องมีวิธีการในการแก้ไขปัญหา 1. ต้องดูว่าผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต้องอพยพออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ,ทหารที่ไปสู้รบก็เสียชีวิตใช้ยุทโธปกรณ์ สิ่งเหล่านี้ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล เราจะมีการ ประเมิน ว่า การสู้ครั้งนี้ จะต้องชนะกัมพูชาให้ได้และจะต้องชนะให้ราบคาบ 2. เรามีงบกลางของรัฐบาลอะไรจะสำคัญกว่าชีวิตของคนต้องเอางบกลางเหล่านี้ สนับสนุนทหารและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน

    “เรากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอื่นกระตุ้นได้ถ้าไม่กระตุ้นพี่น้องให้มีขวัญกำลังใจให้สู้รบกับเขมรครั้งนี้เราจะไปกระตุ้นตอนไหน ใช้งบกลางทำงาน แล้วใช้หัวใจคน ใครสูญเสียเราปูนบำเหน็จความชอบให้เขาและในอนาคตเราควรจะมีงานให้เขาทำ ดูแลการคัดเลือกทหารใหม่เข้าไปต้องมีเงินเดือนมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต อยากเป็นทหารสู้รบกับเขมรต่อไป” นายอัมพร กล่าว 

    นายอัมพร ยังกล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจดีว่าคนในโลกนี้ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทั้งสิ้นแต่มีปัญหาสแกมเมอร์มีปัญหาหลายอย่างจึงเกิดการสู้รบและขัดแย้งกัน แต่เราต้องทำข้อยุติตรงนี้ให้ได้เสียก่อน แล้วการจะอยู่ร่วมกันใหม่ต้องมาเจรจาทางการทูตให้เกิดความเชื่อมโยงกันว่าประโยชน์อย่างไรจะวินวิน นี่คือความรักชาติในความหมายนี้ของประชาธิปัตย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972923&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N01tcwwpKg55gO4LhZ_e6

  • “ปวีณา” ล่องเรือหาเสียง ชุมชนริมคลองพระโขนง-ประเวศ เผยพร้อมฟื้นท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้ให้คนพื้นที่

    “ปวีณา” ล่องเรือหาเสียง ชุมชนริมคลองพระโขนง-ประเวศ เผยพร้อมฟื้นท่องเที่ยววิถีชุมชน สร้างรายได้ให้คนพื้นที่

    กรุงเทพฯ, วันที่ 31 มกราคม – นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาฝ่ายสังคม และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม (กธ.) ล่องเรือช่วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 21 นางสาวมินทร์ชิสา มณีนนทเศรษฐ์ เบอร์ 9  และเขต 22 นายชณทัต รินน์นพคุณ เบอร์ 10 ตามชุมชนริมคลอง จากวัดมหาบุศย์ สู่มัสยิดอัลกุ๊บรอ และวัดกระทุ่มเสือปลา ก่อนจะเข้าพบปะประชาชนในตลาด Number One Market

    นางปวีณา กล่าวว่า วันนี้ ได้เยี่ยมชมว่าถีชีวิตริมสองฝั่งคลองพระโขนง ประเวศ ซึ่งในอดีตเป็นชุมชนแหล่งท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันนี้ชุมชนค่อนข้างเงียบเหงา จากการพูดคุยกับชาวบ้านเรียกร้องให้กลับมาพลิกฟื้นพัฒนาให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น “รายได้ของประเทศ มาจากการท่องเที่ยวและการส่งออก ดังนั้นพื้นที่เขตสวนหลวง ประเวศ เริ่มตั้งแต่วัดมหาบุศย์ มีตำนานของย่านาคซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงของย่านพระโขนง และยังมีคลองพระโขนงที่กว้างขวางมีแหล่งท่องเที่ยว จากวัดมหาบุศย์ผ่านมัสยิดอัลกุ๊บรอ สู่วัดกระทุ่มเสือปลา ในอดีตมีนักท่องเที่ยวเยอะมาก แต่ปัจจุบันกลับเงียบเหงา ประชาชนอยากให้พลิกฟื้นกลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง”

    ทั้งนี้ ตนเองเห็นว่า คลองแห่งนี้ น่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดี มีลำคลองกว้างขวาง มีวิถีชีวิตที่ดี ถ้าได้กลับมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว มาสร้างรายได้ให้ประชาชน ซึ่งตรงกับนโยบายพรรคกล้าธรรม แก้ไขความยากจน สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    สำหรับชุมชนมัสยิดอัลกุ๊บรอ ถือเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ดีในการดูแลเด็ก ๆ มีศูนย์เด็กเล็กคอยเลี้ยงดูเด็ก สอนให้มีการศึกษาที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคกล้าธรรม ที่กล้าดูแลทุกชีวิต โดยตั้งศูนย์เด็กเล็กเพื่อให้แม่สามารถนำลูกมาฝากเลี้ยงและออกไปทำงานได้อย่างมีความสุข ขณะที่เด็กเองก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี เติบโตอย่างมีคุณภาพ

    จากนั้น นางปวีณา เดินทางไปพื้นที่เขต 11 เพื่อขึ้นรถแห่หาเสียงช่วยนายธีระเดช นาซีก เบอร์ 8 ซึ่งได้รับความสนใจตอบรับนโยบายด้านสังคมของพรรคเป็นอย่างดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/274872&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1r3aIVe27-eF3BnaUnpf1J

  • ทอดผ้าสามัคคีเพื่อการศึกษา เปิดบ้านแห่งศรัทธา รร.รัชชประภาวิทยาคม | TOPNEWS

    ทอดผ้าสามัคคีเพื่อการศึกษา เปิดบ้านแห่งศรัทธา รร.รัชชประภาวิทยาคม | TOPNEWS

    ทอดผ้าสามัคคีเพื่อการศึกษา เปิดบ้านแห่งศรัทธา รร.รัชชประภาวิทยาคม

    • เผยแพร่ : 31/01/2026 21:18

    วันที่ 31 ม.ค. 2569 ณ โรงเรียนรัชชประภาวิทยาคม อ.บ้านตาขุน จ.สุราษฎร์ธานี นายสุบิน เนตรสว่าง ผู้อำนวยการเขื่อนรัชชประภา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม OPEN HOUSE “เปิดบ้านแห่งศรัทธา ทอดผ้าสามัคคี” เพื่อการศึกษา พร้อมร่วมเป็นประธานเจ้าภาพถวายเงินปัจจัยสมทบทุนสนับสนุนการจัดการศึกษา ส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้ และพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนของโรงเรียนรัชชประภาวิทยาคม โดยมี นางกัญจนา สมชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนรัชชประภาวิทยาคม นางสาวกริชนาฏ สมพงษ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน นายวีรยุทธ ขนุนนิล นายอำเภอบ้านตาขุน นายเชาวลิต ช่วยสงค์ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเชี่ยวหลาน สจ.อมรรัตน์ กล่อมเจริญ ดร.ดำหริ จันทชูโต รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี–ชุมพร และ ดร.วิชชุตา มาชู ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี พร้อมด้วยศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้นำชุมชน ศิษย์เก่า คณะกรรมการสถานศึกษา นักเรียน และผู้ปกครอง เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


    นายสุบิน เนตรสว่าง กล่าวว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เขื่อนรัชชประภา ร่วมกับผู้มีจิตศรัทธา ได้มอบเงินบริจาคจำนวน 586,638 บาท เพื่อสมทบทุนในการก่อสร้างรั้วโรงเรียน สนับสนุนการจ้างครูผู้สอน และพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมกันนี้ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางวิชาการ ซึ่งสะท้อนถึงพลังแห่งความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

    ปก web น่านบำเพ็ญกุศลสตมวาร

    ปก web ชุมชนจัดการตนเอง

    พลังศรัทธาลำพูน! ช่างฟ้อนกว่า 1,000 คน แห่พระรอดหลวง งานไหว้สาสักการะใส่ขันดอก วัดมหาวัน

    ททท.แพร่ รุกฆาตท่องเที่ยว! ปล่อยคาราวาน Amazing Phrae Gateway บุกอำเภอสอง

    สมาคมโรคหัวใจฯ เปิดตัวแคมเปญ ‘ผู้พิทักษ์หัวใจ’ หนุนวัคซีนผู้ใหญ่ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

    เมืองคอนพร้อมใจ ผวจ.นำพสกนิกรร่วมบำเพ็ญกุศลสตมวาร ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระพันปีหลวง

    พลเมืองดีประสาน จนท. รับ “ตัวนิ่ม” หลงป่า นำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

    เอกสิทธิ์“ปวงชนไทย” ประกาศกร้าว!! ชูโมเดลสมุทรปราการมหานคร ถึงเวลาปลดล็อกอำนาจ คืนสิทธิ์คนปากน้ำลุกขึ้นกำหนดอนาคตตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1473349&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FDJv1flqyxzwaRKhPRu33

  • กฟผ.พร้อมขับเคลื่อนอาเซียนสู่พลังงานสะอาด

    กฟผ.พร้อมขับเคลื่อนอาเซียนสู่พลังงานสะอาด


    กฟผ.ร่วมเวทีนานาชาติ MIT เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน  โชว์ศักยภาพดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทย

    นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้บริหาร และผู้แทนจาก กฟผ. ร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ “Powering Southeast Asia through 2050: Building a Sustainable and Energy-Resilient ASEAN” จัดโดยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology: MIT) โดยมีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญจาก MIT พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 400 คน ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองด้านพลังงาน สภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืน ต่อยอดสู่การกำหนดนโยบาย และการปฏิบัติเพื่อสร้างผลกระทบที่เป็นรูปธรรม พร้อมร่วมขับเคลื่อนอาเซียนสู่เป้าหมายพลังงานสะอาด

    ทั้งนี้ได้ร่วมเสวนา Energy and Climate Agenda and Priorities for Southeast Asia กับผู้แทนจากหน่วยงานชั้นนำระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและสภาพภูมิอากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมทั้งเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาว แนวโน้มระบบพลังงานในอนาคต และความท้าทายที่อาจส่งผลกระทบต่อภูมิภาค โดยนำเสนอทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. ในการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ผ่านการยกระดับความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า 

    การส่งเสริมเทคโนโลยีผลิตพลังงานสะอาดรูปแบบใหม่ การประยุกต์ใช้ระบบพยากรณ์พลังงานหมุนเวียน และระบบกักเก็บพลังงาน ควบคู่กับการศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานศักยภาพสูง เช่น ไฮโดรเจน (Hydrogen) และ Small Modular Reactor (SMR) เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยได้เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคอย่างยั่งยืนควรยึดหลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เนื่องจากการพัฒนาระบบพลังงานในภูมิภาคยังมีความเหลื่อมล้ำกัน โดยบางพื้นที่มีอัตราการเข้าถึงไฟฟ้าเพียงร้อยละ 60 การขับเคลื่อนนโยบายด้านพลังงานจึงต้องคำนึงถึงทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างทั่วถึงในทุกมิติ

    นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้จัดแสดงนิทรรศการผลงานนวัตกรรมด้านพลังงาน ภายใต้แนวคิด “Innovate Power Solutions for a Better Life” โดยนำเสนอแนวทางการพัฒนาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 4 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 : Grid Modernization การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัยและยืดหยุ่น เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียนและเสริมเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

     โซนที่ 2 : Floating Photovoltaic (FPV) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำของ กฟผ. ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โซนที่ 3 : Small Modular Reactor (SMR) การศึกษาเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำที่มีความปลอดภัยสูง และโซนที่ 4 : Decarbonization Solutions แนวทางการลดคาร์บอนแบบครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ไปจนถึงกลไกด้านพลังงานสีเขียว เช่น Renewable Energy Certificate (REC) และ Utility Green Tariff (UGT) เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/39865&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1v-Nhjz1hE2NvJKS1A5QDO

  • “ราศีมีน” ดวงเปิด! เพื่อนชวนงานใหม่ ความสำเร็จมา เงินต้องคุมให้ดี

    “ราศีมีน” ดวงเปิด! เพื่อนชวนงานใหม่ ความสำเร็จมา เงินต้องคุมให้ดี

    สัปดาห์พยากรณ์/ภิญโญ  พงศ์เจริญ

    พยากรณ์ระหว่างวันเสาร์ที่ 31 ม.ค. – วันศุกร์ที่ 6 ก.พ.2569

    ราศีเมษ 

    ท่านที่เกิดระหว่างวันที่ 13 เมษายน  ถึง 14 พฤษภาคม

    ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดี  อากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย   การมีภาระความรับผิดชอบมากทำให้เกิดความเครียด  ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกาย  จึงควรหาเวลาออกกำลังกายและพักผ่อนเสียบ้าง  มีโอกาสได้ศึกษาวิชาการที่แปลกใหม่  ได้ร่วมงานในองค์กรการกุศล  สวัสดิการและการสังคมสังเคราะห์  ได้พบปะสังสรรค์กับผู้คนมากมาย  งานที่ทำต้องใช้จินตนาการและการวิเคราะห์เป็นสำคัญ  ท่านจะมีความสุขเพลิดเพลินอยู่กับการทำงาน  ส่วนท่านที่ยังไม่ได้งานทำก็จะได้งานที่พึงพอใจ  ผลงานที่ทำไว้ทำให้มีเงินทองมากขึ้น  บัญชีการเงินเดินสะพัดดี  แต่ควรระมัดระวังการใช้จ่ายให้ดี  เพราะอาจจะเสียเงินโดยไม่จำเป็น  เสียรู้ทางการเงิน  ถึงแม้ท่านจะสามารถหาเงินได้มาก  แต่รายจ่ายก็มีมาก  ข่าวลือเรื่องรักวุ่นๆ จางหายไป  ความคลางแคลงใจถูกขจัดออกไปจนหมดสิ้น  ความรักสดชื่นแจ่มใสดี  เนื่องจากเป็นคนรักอิสระ  จึงไม่ค่อยจะหึงหวงหรือวิ่งตามตื้อใคร 

    ราศีพฤษภ 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 15  พฤษภาคม ถึง 15  มิถุนายน

    มีโอกาสเดินทางไกลไปพบปะคนต่างถิ่น  การงานแม้จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง  แต่ด้วยแผนงานที่ดีและมีบริวารให้การสนับสนุน  ประกอบกับความรู้ ความสามารถของท่านที่มีอยู่ ทำให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก  คนที่ยังไม่มีงานทำก็จะได้ทำงานที่ชอบและเหมาะสมกับวุฒิภาวะ  โชคดีมีรายได้เข้ามาหลายทาง  ทั้งรายได้ประจำและรายได้พิเศษ  มีโอกาสได้ลาภเป็นของเก่าซึ่งมีผลทางจิตใจจากญาติหรือเพื่อนสนิท   การที่ท่านมีความละเอียดถี่ถ้วนทำให้สามารถควบคุมการใช้จ่ายได้ดี    มีโอกาสได้ซื้อหรือจัดหาทรัพย์สิน  ได้พบคนรักที่ถูกใจ  เป็นคนดี  มีความรู้และความสามารถสูง  แต่ต้องอาศัยคนอื่นเป็นสื่อ   หากมีความรักแล้วก็จะเป็นรักจริง เป็นรักที่มีความมั่นคงจริงใจ  รักเดียวใจเดียว  สำหรับท่านที่มีคู่แล้วจะมีลาภสำคัญและจะถูกทวงสิทธิ์ตามกฎหมายบางข้อจากคู่ครอง

    ราศีเมถุน 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  16 มิถุนายน  ถึง 16  กรกฎาคม

    จะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน สามารถแก้ไขปัญหาให้คลี่คลายได้ ได้รับความนิยมชมชอบจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน    สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีจะมีหุ้นส่วน  จะมีงานใหม่ๆ เข้ามา การตกลงทำนิติกรรมต้องรอบคอบเป็นพิเศษ  มีบริวารเพิ่มขึ้น  มีการเดินทางไกลได้พบปะคนต่างถิ่นต่างแดนต่างภาษาต่างอาชีพ จะได้ทำงานที่ชอบและเหมาะสมกับวุฒิภาวะ  เป็นงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถพิเศษเฉพาะตัว  จะทุ่มเทให้เวลากับการทำงานมากขึ้น  จะสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี จะได้สิ่งของเก่าซึ่งมีผลทางจิตใจจากญาติหรือเพื่อนสนิท  ถึงแม้ท่านจะได้เงินมามากก็ใช้เงินมากเช่นกัน มีเรื่องต้องใช้เงินอยู่เสมอ ทั้งรายจ่ายที่จำเป็นและรายจ่ายที่จำใจ  เงินทองถูกใช้ไปในการให้บริการสังคมเพื่อนฝูง

    ราศีกรกฎ

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  กรกฎาคม   ถึง  16  สิงหาคม

    มีความกล้าแข็งขยันมากขึ้น มีงานประดังเข้ามาจำนวนมากทำให้อารมณ์หงุดหงิด สุขภาพไม่ดี  อยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ได้ ต้องหาเรื่องมาทำเรื่อยไป แต่ควรระวังเรื่องโทสะ ควรควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้  มิเช่นนั้น จะมีปากเสียงกับคนรอบข้าง  เกิดความวุ่นวายยุ่งยากรุ่มร้อนใจ        มีเรื่องใช้จ่ายเงินจำนวนมาก การเสี่ยงโชคไม่เป็นผล ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รายจ่ายส่วนมากจะเป็นค่าภาษีสังคมและกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ การบริหารเงินที่ถูกที่ถูกทางทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิต การลงทุนและการสำรองจ่ายควรจะพิจารณาให้รอบคอบ   มีรายได้พิเศษหรือได้เงินคืน  มีการคบหาสมาคมกับเพศตรงข้ามมากขึ้น แอบรักคนใกล้ตัวเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด ด้วยไมตรีจิตที่ดีงามทำให้คนใกล้ตัวหลงรักมีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ทำให้รู้ถึงคุณค่าของความรัก  ระวังผู้ใหญ่จะเจ็บป่วย

    ราศีสิงห์  

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  สิงหาคม   ถึง  16  กันยายน

    ควรใจเย็นๆ การลงทุนควรระมัดระวัง  จะได้พบอะไรดีๆ ได้ข่าวดี มีผลประโยชน์เพิ่มมากขึ้น  มีผู้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือด้านการงาน  การติดต่อทางธุรกิจจะประสบความสำเร็จ การงานที่ทำอยู่จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น จะเป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงาน  มีความพึงพอใจในผลงานของตน  จะมีการลงทุนเข้าหุ้นเพื่อหาผลประโยชน์   จะมีงานใหม่ๆเข้ามาให้ทำ  จะได้ใช้ความรู้ความสามารถมากขึ้น  จะได้ตำแหน่งการงานที่ดีและมีความก้าวหน้า  มีการวิ่งเต้นติดต่อเรื่องการเดินทาง ท่านสามารถจัดการทางการเงินได้ดีไปตามจังหวะที่เหมาะสม  ถึงแม้จะหาเงินได้เก่ง  แต่ก็สิ้นเปลืองมากเช่นกัน  มักจะใช้จ่ายเงินหมดไปในระยะเวลาอันรวดเร็วกับการสมาคมและการสังคมสงเคราะห์โดยไม่สนใจการออมเท่าใดนัก  จึงไม่ค่อยมีเงินเหลือเก็บ 

    ราศีกันย์

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  กันยายน  ถึง  17  ตุลาคม

    จะมีคนมีความรู้ความสามารถคอยให้คำปรึกษาที่ดี   มีรายได้และผลตอบแทนเป็นที่พึงพอใจ  ควรรักษาผลงานเก่าๆ และวิถีทางเก่าๆ เอาไว้ให้ดี  ไม่ควรเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามการยั่วยุของเพื่อนฝูงที่อยากให้ท่านเปลี่ยนแปลงโดยไม่รู้แนวทางอนาคต  จึงควรรักษามาตรฐานที่ดีเอาไว้   การมีความคิดริเริ่ม  กล้าบุกเบิกสร้างสรรค์ในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น ทำให้ประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน  จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ได้ทรัพย์สินเงินทอง  เงินทองจะถูกใช้จ่ายไปเป็นค่าภาษีสังคมและกิจกรรมสาธารณะประโยชน์มากขึ้น  อีกทั้งสามารถซื้อหาทรัพย์สินได้มากขึ้น  การบริหารเงินที่ถูกที่ถูกทางทำให้ท่านประสบความสำเร็จในชีวิตได้    ควรระวังเรื่องอาหารการกิน   มีคนใกล้ตัวหลงรักท่าน  ความรักควรเอาใจเขามาใส่ใจเราและยับยั้งชั่งใจให้ดี

    ราศีตุลย์ 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 18 ตุลาคม ถึง 16 พฤศจิกายน

    การงานได้รับการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น  มีผลงานดี  มีการต่อสู้ดิ้นรนแล้วจะประสบความสำเร็จ  สามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆได้  ผู้คนจะให้ความศรัทธาเชื่อถือยกย่อง  หากเจ็บป่วยก็จะพบยาดีหมอดี  รักษาไม่นานก็จะหาย สุขภาพอนามัยดีขึ้น  จะประสบความสำเร็จได้รับผลตอบแทนเป็นที่พึงพอใจทำให้มีหลักฐานมั่นคง  ระวังจะเกิดปัญหาเกิดความเดือดร้อนเสียหายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากบุตรบริวาร ผู้ใต้บังคับบัญชา บางกรณีบุตรบริวารอาจเจ็บป่วยหรือมีการเดินทางไกลพลัดพรากจากกัน ห่างไกลจากลูกหลานก็ได้  ลูกหลานย้ายบ้าน ย้ายสถานศึกษาก็ได้  จึงควรดูแลรักษาทรัพย์สินเงินทองและคอยตักเตือนบุตรบริวารคนใต้ปกครองให้ประพฤติดีอย่าไปมั่วสุมกับบรรดาคนพาล มิเช่นนั้นจะถูกหางเลขไปกับเขาด้วยทำให้เกิดมลทินด่างพร้อยได้

    ราศีพิจิก  

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  17  พฤศจิกายน   ถึง  15  ธันวาคม

    จะได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานด้วยดี  ควรอยู่อย่างสงบ  รู้จักวางเฉยเสียบ้างในสิ่งที่ควรวางเฉยก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร    เมื่ออุปสรรคผ่านไปการงานก็จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงดีขึ้น  จะโชคดีเรื่องทรัพย์สินเงินทองจากผลงานเก่าๆ ของเก่าๆ มรดก  พินัยกรรม  หากมีหนี้สินอยู่เมื่อมีเงินก็ควรชำระหนี้โดยเร็ว  หากลืมชำระหนี้จะมีปัญหาในภายหลัง  ทรัพย์สินที่คิดว่าสูญเสียไปแล้วก็จะได้คืน   การใช้จ่ายเงินช่วงนี้ไม่ควรฟุ่มเฟือย  ควรรู้จักเก็บออมและระวังในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น   มีโอกาสได้พบคนรักที่ดีสามารถพึ่งพาอาศัยกันได้    ทำให้มีความใกล้ชิดสนิทสนมและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน  จะโชคดีเกี่ยวกับเพศตรงข้ามอย่างคาดไม่ถึง คนโสดจะได้พบรัก  คนไม่โสดก็มีโชคเรื่องความรักเช่นกัน  ควรดูแลรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ 

    ราศีธนู 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  16  ธันวาคม  ถึง  14  มกราคม

    จะได้ทำงานชิ้นสำคัญ มีความพึงพอใจในผลงานของตน  ทำให้ได้ตำแหน่งที่ดีและมีความก้าวหน้า  เป็นที่ไว้วางใจของผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานให้เป็นตัวแทนในคณะทำงานชุดสำคัญ  มีความพึงพอใจในผลงานของตน  มีลาภผลเป็นทรัพย์สินเงินทอง  มีรายจ่ายมากขึ้น  สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ภายในเงื่อนเวลาที่เหมาะสม  หากมีปัญหาก็สามารถเอาตัวรอดได้ด้วยตนเองในทุกสถานการณ์   มีโอกาสได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน   ควรลดอาการจู้จี้ ขี้บ่นลงไปบ้างก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น จะได้พบรักที่ผูกพันอันลึกซึ้ง  แต่อย่าไปคาดหวังหรือยึดมั่นจริงจังให้มากนัก    อาจเกิดอาการรักซ้อน  ซ่อนรักเกิดขึ้นได้  

    ราศีมังกร 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  15  มกราคม   ถึง  12  กุมภาพันธ์

    มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการทำงานให้เข้าที่เข้าทางดีขึ้น  มีงานที่เสี่ยงเข้ามาให้ทำจึงไม่ควรประมาท   ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนด้วยดีและเมื่ออุปสรรคผ่านพ้นไปการงานจะดีขึ้น  มีการเดินทางและคบหาสมาคมกับคนต่างถิ่นต่างแดน  เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น  ควรดูแลสุขภาพให้ดี  จะมีน้ำหนักตังเพิ่มขึ้น  มีงานสำคัญให้ทำเป็นงานที่เร่งด่วน ผลงานเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชน  ผู้ใหญ่จะให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี  คนที่ยังไม่ได้งานทำก็จะได้งานที่พึงพอใจ    มีการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเรือนที่อยู่อาศัย หรือได้ช่วยงานคนที่เคารพนับถือ   ระวังจะเสียเงินได้โดยไม่จำเป็น  จะเสียรู้ทางการเงิน   มีรายจ่ายเกี่ยวกับการศึกษา  การรักษาสุขภาพและการพักผ่อน  พบรักที่มีความสัมพันธ์แบบเพื่อนฝูงคอยช่วยเหลือและเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน   ระวังอาการผื่นคันตามผิวหนัง  ควรทำความสะอาดรอบ ๆ เตียงนอน  และอาหารการกิน

    ราศีกุมภ์ 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  13  กุมภาพันธ์ ถึง 14 มีนาคม

    มีเงินผ่านมือเข้ามามากกว่าปกติ แต่ก็มีรายจ่ายมาก  เนื่องจากมีรายได้ประจำเพิ่มมากขึ้นประกอบกับมีรายได้พิเศษ ทำให้มีเงินเหลือเก็บ  ควรระมัดระวังการใช้จ่ายให้ดี  จะได้รับมอบหมายให้ทำงานชิ้นสำคัญ มีความพึงพอใจในผลงานของตน  การเอาใจใส่ในการงานที่รับผิดชอบทำให้ได้ตำแหน่งที่ดีและมีความก้าวหน้า  ไม่ควรลงทุนในห้วงเวลาที่มีการปั่นป่วนทางธุรกิจซึ่งไม่แน่นอน  ควรปรับปรุงการงานเดิมให้ดีขึ้นจะดีกว่านำเงินไปลงทุน  มักจะมีเรื่องวุ่นวายในเรื่องรักๆ ใคร่ๆ อยู่เสมอ  ได้พบกับความรักที่มีความอบอุ่น  ลุ่มหลงและตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา  การรับประทานอาหารที่แปลกๆ และอากาศที่เป็นพิษและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  จะทำให้มีอาการเจ็บไข้ไม่สบายได้

    ราศีมีน 

    ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่  15  มีนาคม ถึง  12 เมษายน

    เพื่อนฝูงแนะนำงานใหม่ๆ เข้ามาให้ทำ  ควรระมัดระวังเรื่องการคบเพื่อน หากมีปัญหาก็ควรปรับความเข้าใจกับเพื่อนร่วมงานโดยเร็ว  ด้วยเหตุที่เป็นคนมีสติปัญญา  มีความรู้ความสามารถ  จึงทำให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งหน้าที่การงาน  จะมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น   พี่น้องเพื่อนฝูงมีความผูกพันต่อกัน  จะส่งเสริมให้มีจิตใจปลอดโปร่งผ่องใสมีความสงบสุข จะได้สิ่งของมีค่าจากเพศตรงข้าม  มีการเหลือซึ่งกันและกัน  มีผลประโยชน์ร่วมกัน  มีหลักฐานมั่นคงและมีหน้ามีตาในสังคม  ควรยืนอยู่บนหลักการและเหตุผลที่ถูกต้องรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาวตามสภาพการณ์  เพื่อนฝูงแนะนำงานใหม่เข้ามาให้ทำ  การไม่ยับยั้งชั่งใจหรือเอาแต่อารมณ์หรือมีโทสะบ่อยครั้ง  ทำให้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงานได้ง่าย  เรื่องทรัพย์สินเงินทองควรรอบคอบ  มีเงินเหลือก็ควรเก็บออมไว้ใช้ในยามจำเป็นบ้าง ตนเองมักจะไม่ได้ใช้จ่ายของตน  แต่กลับถูกนำไปใช้เพื่อคนอื่น

    #ราศีมีน #ดูดวงวันนี้ #ดวงรายวัน #ดวงการงาน #ดวงการเงิน #สายมู #เช็กดวง #12ราศี #ภิญโญพงศ์เจริญ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/variety/horoscope/126063&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cAkBlHnl3A-Fzf_0-hJg7

  • “ปชป.” พร้อมเปลี่ยน “อีสาน”  ใช้การศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจ กินอิ่มนอนอุ่น รายได้เข้ากระเป๋า ไม่ต้องกู้เงินใคร

    “ปชป.” พร้อมเปลี่ยน “อีสาน” ใช้การศึกษาพัฒนาเศรษฐกิจ กินอิ่มนอนอุ่น รายได้เข้ากระเป๋า ไม่ต้องกู้เงินใคร

    คำถามที่ว่าชายแดนยังร้อน ปากท้องคนจนจะแก้ยังไง 

    นายอัมพร พินะสา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตั้งแต่เล็กจนโตจนเกษียณอายุราชการ แต่ก่อนเรามีความสุขมากที่เห็นคุณพ่อคุณแม่ กอดลูกกอดหลาน เรามีงานเห็นพี่เห็นน้องเข้ามาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่กันอย่างมีความสุข แต่วันนี้เราทุกข์ เพราะเราเห็นเงินมีค่ามากกว่าชีวิตความเป็นอยู่คนอีสานก็เจอวิบากกรรมตรงนั้นต้องออกจากบ้านจากช่องไปทำมาหากินเพื่อเอาเงินกลับมาเลี้ยงชีพเลี้ยงคนแก่ที่อยู่ที่บ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานแต่พ่อแม่ไปอยู่กรุงเทพฯนี่คือสภาพปัญหาในปัจจุบัน

    ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่เล็งเห็นความสำคัญของคนอดีตที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เปลี่ยนแปลง อาหารเสริมนมจัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาล เรียนฟรี 15 ปี และเงิน กยศ.ปัญหาเหล่านี้ตรงกับอีสานอย่างยิ่งถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าไปทำงานใหม่เราจะเปลี่ยนแปลง เพิ่มสวัสดิการแก้ปัญหาความยากจนระยะสั้นให้อิ่มท้องนอนอุ่น

    จากนั้นสร้างงานที่เกิดจากความสามารถโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการทำวิจัยและนวัตกรรมว่าจังหวัดอุดรธานีจังหวัดบึงกาฬจังหวัดนครพนมเขามีต้นทุนเศรษฐกิจอะไร มีพืชอะไร มีสิ่งใดที่จะทำได้และจากนั้นก็หานวัตกรรมเข้ามาพัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้พ่อแม่ได้ทำงานใกล้บ้านลูกหลานก็อยู่ในครอบครัวการศึกษา ก็กระจายอำนาจลงสู่ชุมชนท้องถิ่นให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกันถ้าหากทำได้แบบนี้คนก็จะกินอิ่มนอนอุ่นรายได้เข้ากระเป๋า หนี้สินก็ไม่ต้องกู้ใครเราจะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยโดยใช้อีสานเป็นหลัก

    คำถามจากเอกชน นายทอง กุลธัญวัฒน์ นายกสมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนาม แห่งประเทศไทย ในคำถามที่ว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่ยังไม่มีมหาวิทยาลัยเป็นของตัวเองท่านมีนโยบายผลักดันอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษาในพื้นที่

    นายอัมพร กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่ทุกจังหวัดต้องมีมหาลัยแต่มีมหาลัยไว้ทำไม นี่คือคำถามที่สำคัญกว่า วันนี้คนอีสาน ไม่ได้รับการศึกษาก็ส่วนหนึ่งแต่ส่วนหนึ่งเรียนแล้วกลับมาไม่มีงานทำเรียนแล้วไม่ได้งานตรงตามความต้องการที่จะพัฒนาตนเองได้ จนจึงอยากเห็นมหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลาง แห่งการวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น สร้างนวัตกรรมอย่างไรให้คนในตำบลนั้นในอำเภอนั้นมีอาชีพมีงานทำมีความสุขและไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปไหนถ้าทำได้ทุกอำเภอทุกตำบลและทุกจังหวัดอีสานไม่ต้องไปพึ่งใครพึ่งตนเองได้โดยการศึกษามีมหาวิทยาลัยที่เป็นนักวิจัย และการพัฒนา

    นอกจากนี้ยังตอบคำถาม ของนายเสกสรรค์ สายสีสด สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ถามว่า

    หากท่านเป็นรัฐบาลท่านจะเปลี่ยน Soft Power แบบลิซ่าฟีเวอร์ให้เป็นรายได้และโอกาสของคนอุดรธานีและคนอีสานอย่างเป็นระบบได้อย่างไร

    นายอัมพร กล่าวว่า ตนเป็นคนอีสานได้ยินเสียงพิน เสียงแคนได้เห็นวัฒนธรรมอีสาน เป็นสิ่งที่งดงามและภาคภูมิใจทะเลบัวแดงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็น Soft Power เรามีทั้ง Soft Power ที่เป็นตัวบุคคลและ Soft Power ที่เป็นตัววัฒนธรรมและพื้นถิ่น 

    ดังนั้นเราจะต้องขายอย่างไร ถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็นแหล่งวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวต้องไม่ใช่ท่องเที่ยวและกลับไปมากินข้าวแล้วหนีไปนอนที่อื่นต้องทำให้การท่องเที่ยวอีสานอยากมาอยู่เป็นเดือนอยู่หลายสัปดาห์มีที่อยู่ให้เขามีที่กินให้เขาและเก็บรายได้จากนักท่องเที่ยวกลับไปให้นักท่องเที่ยวมีความภาคภูมิใจถ้าไม่ได้มาอีสานอีกครั้งคงใจจะขาดแต่มาอีสานทีไร ได้มีพี่ได้มีน้องได้จับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุขและองค์ความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเขาในขณะเดียวกันเราก็ได้ความรู้จากนักท่องเที่ยวที่มาบ้านเรา ถ้าเราเป็นอย่างนี้ได้สร้าง Soft Power ให้กับท้องถิ่นได้

    “วันนี้เลี้ยงจิ้งหรีดถ้าใครเลี้ยงได้เตรียมเป็น Soft Power ได้เลย เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ แม้แต่อเมริกาก็ต้องเอาแมลงต่างๆไปทำอาหารกินเพราะมีโปรตีนสูง และถ้าหาก อีสานเปลี่ยนแปลงให้แหล่งท่องเที่ยวให้บุคคลเป็น Soft Power ได้แล้วขายตรงนี้ต่อสาธารณะทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร่วมกันสิ่งนั้นจะเกิดความยั่งยืนถาวรให้กับคนอีสานอย่างแน่นอน” นายอัมพร กล่าว

    คำถามจากพรรคการเมืองโดย นายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคไทรวมพลัง ถามว่าระบบงบประมาณที่จะช่วยเหลือพี่น้องชายแดนและระบบโครงสร้างทหารที่อยู่บริเวณชายแดน จะมีการบริหารเรื่องนี้อย่างไร 

    นายอัมพร กล่าวว่า ปัญหาชายแดนกับเรื่องทหารวันนี้คงมองจุดเดียวไม่ได้ต้องมองและถอดบทเรียนจากการสู้รบของกัมพูชาเราไม่เคยสู้รบกับประเทศไหนที่มีชายแดนติดต่อกับเราแต่เมื่อเกิดปัญหานี้ขึ้นรัฐบาลเองต้องมีวิธีการในการแก้ไขปัญหา 1. ต้องดูว่าผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต้องอพยพออกมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ,ทหารที่ไปสู้รบก็เสียชีวิตใช้ยุทโธปกรณ์ สิ่งเหล่านี้ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล เราจะมีการ ประเมิน ว่า การสู้ครั้งนี้ จะต้องชนะกัมพูชาให้ได้และจะต้องชนะให้ราบคาบ 2. เรามีงบกลางของรัฐบาลอะไรจะสำคัญกว่าชีวิตของคนต้องเอางบกลางเหล่านี้ สนับสนุนทหารและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่อยู่ตามแนวชายแดน

    “เรากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างอื่นกระตุ้นได้ถ้าไม่กระตุ้นพี่น้องให้มีขวัญกำลังใจให้สู้รบกับเขมรครั้งนี้เราจะไปกระตุ้นตอนไหน ใช้งบกลางทำงาน แล้วใช้หัวใจคน ใครสูญเสียเราปูนบำเหน็จความชอบให้เขาและในอนาคตเราควรจะมีงานให้เขาทำ ดูแลการคัดเลือกทหารใหม่เข้าไปต้องมีเงินเดือนมีรายได้เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต อยากเป็นทหารสู้รบกับเขมรต่อไป” นายอัมพร กล่าว 

    นายอัมพร ยังกล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจดีว่าคนในโลกนี้ต้องการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขทั้งสิ้นแต่มีปัญหาสแกมเมอร์มีปัญหาหลายอย่างจึงเกิดการสู้รบและขัดแย้งกัน แต่เราต้องทำข้อยุติตรงนี้ให้ได้เสียก่อน แล้วการจะอยู่ร่วมกันใหม่ต้องมาเจรจาทางการทูตให้เกิดความเชื่อมโยงกันว่าประโยชน์อย่างไรจะวินวิน นี่คือความรักชาติในความหมายนี้ของประชาธิปัตย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378972923&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N01tcwwpKg55gO4LhZ_e6

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม สมฉายา “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล” สร้างรายได้เข้าจังหวัดกว่า 65 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยก “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็น GI น้องใหม่ ชูคุณภาพระดับพรีเมียม สมฉายา “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล” สร้างรายได้เข้าจังหวัดกว่า 65 ล้านบาทต่อปี

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” (Phuket Lobster) สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นและวัตถุดิบชั้นเลิศจากท้องทะเลอันดามัน การันตีคุณภาพโดดเด่นไม่แพ้ที่ใดในโลก ด้วยเอกลักษณ์ตัวใหญ่ สีสันสวยงาม และเนื้อแน่นหวาน เตรียมเร่งต่อยอดทำระบบควบคุมคุณภาพ หนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การขึ้นทะเบียน “กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 4 ของจังหวัดภูเก็ต ต่อจากสับปะรดภูเก็ต ส้มควายภูเก็ต และมุกภูเก็ต ถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นในการยกระดับสินค้าประมงพื้นบ้านระดับพรีเมียมให้ได้รับการคุ้มครองชื่อเสียงและแหล่งต้นกำเนิดอย่างเป็นระบบ โดยกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและเป็นสัญลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัดภูเก็ตมาอย่างยาวนาน

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความพิเศษของกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เกิดจากสภาพภูมิศาสตร์ที่รายล้อมด้วยทะเลอันดามันอันอุดมสมบูรณ์ มีระดับความเค็มของน้ำเหมาะสม กระแสน้ำมีการถ่ายเทตลอดเวลา เนื่องจากอิทธิพลของน้ำขึ้น-น้ำลง กุ้งจึงได้รับสารอาหารจากธรรมชาติอย่างเต็มที่ และต้องเคลื่อนไหวต้านกระแสน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้กุ้งมีมวลกล้ามเนื้อแน่นและหนา ผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกรที่นำมาเพาะเลี้ยงในกระชังและเสริมอาหารด้วยหอยพื้นถิ่นที่มีแคลเซียมสูง ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้สมบูรณ์และเติบโตแข็งแรง โดยมีลำตัวขนาดใหญ่ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 500 กรัม เปลือกส่วนหัวแข็งหนา หนวดยาวแข็งแรงปล้องท้องเรียบไม่มีร่องขวาง หางแผ่เป็นรูปพัด ลำตัวมีสีเขียวหรือสีน้ำทะเล มีแถบสีน้ำตาลหรือดำคาดขวางส่วนหัว มีจุดสีส้มประปราย ทั้งตัวมีสีไม่น้อยกว่า 7 สี เช่น สีเขียว สีส้ม สีน้ำเงิน สีม่วง สีชมพู สีครีม และสีดำ เป็นต้น เนื้อกุ้งแน่นใส นุ่มเด้ง รสชาติหวาน มีมันกุ้งมาก และไม่มีกลิ่นคาว นิยมรับประทานทั้งแบบสดแร่เป็นซาชิมิ หรือปรุงสุกด้วยการย่างหรืออบ ซึ่งยังคงเนื้อสัมผัสนุ่มหนึบและไม่กระด้าง

    กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต นับเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาดสูงและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก โดยมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยต่อปี 21,670 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 65 ล้านบาทต่อปี ด้วยคุณภาพและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน จึงได้รับฉายาว่า “ฟัวกราส์แห่งท้องทะเล (Foie Gras of the Sea)” และยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในเมนูที่ใช้เสิร์ฟในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) รวมทั้งเป็นที่ยอมรับในร้านอาหารระดับมิชลินและโรงแรมหรูทั้งในและต่างประเทศ

    ด้าน นายปวริศน์ ราชรักษ์ หรือโกปาน ผู้ประกอบการเจ้าของแพกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต เปิดเผยว่า การที่กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตได้รับการขึ้นทะเบียน GI นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นโอกาสดีในการยกระดับสินค้าท้องถิ่นสู่มาตรฐานสากล ช่วยเพิ่มมูลค่าและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในคุณภาพและแหล่งที่มา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอาหารในพื้นที่ ช่วยสร้างความเข้มแข็งและสร้างรายได้ให้กับชุมชนประมงในจังหวัดภูเก็ตอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเดินหน้าส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI เพื่อรักษาคุณภาพการผลิตกุ้งมังกร 7 สีภูเก็ตให้ได้มาตรฐานคงที่ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติว่าจะได้รับประทานกุ้งมังกรที่มีคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิตในจังหวัดภูเก็ตอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอาหารและผลักดันสินค้าสู่ตลาดพรีเมียม เพื่อสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่องต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/993651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kEgQBYvkOzDa_E2KHS0Da

  • ชาวคิวบาต่อแถวรอน้ำมัน หลังทรัมป์ออกคำสั่งห้ามซื้อขายพลังงาน

    ชาวคิวบาต่อแถวรอน้ำมัน หลังทรัมป์ออกคำสั่งห้ามซื้อขายพลังงาน

    ประชาชนคิวบาต่อแถวยาวเป็นช่วงตึกเพื่อรอซื้อน้ำมันเมื่อวันศุกร์ หลังจากรัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเกาะแห่งนี้ประณามความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะ “บีบคอ” เศรษฐกิจที่ประสบปัญหาอยู่แล้วด้วยการปิดล้อมน้ำมันแบบเสมือนจริง

    ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดี Donald Trump อนุมัติภาษีลงโทษต่อประเทศที่จัดหาน้ำมันให้คิวบา แถวยาวก็เริ่มเกิดขึ้นที่สถานีน้ำมันในเมืองหลวงฮาวานา Jorge Rodriguez พนักงานไอทีอายุ 60 ปี กล่าวขณะรออยู่ในแถวว่า “สิ่งนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวคิวบาทั่วไปไม่ช้าก็เร็ว นั่นคือเจตนาที่ชัดเจน”

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจคิวบา

    คำสั่งบริหารของ Trump ถูกประณามโดยเจ้าหน้าที่ในฮาวานาว่าเป็นความพยายามที่จะบีบคอเศรษฐกิจที่ประสบปัญหาไฟฟ้าดับนานถึง 20 ชั่วโมงต่อวันอยู่แล้ว คำสั่งดังกล่าวบังคับให้คู่ค้าของคิวบาต้องเลือกว่าจะค้าขายกับเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก หรือกับเกาะยากจนที่มีประชากร 11 ล้านคน

    ประธานาธิบดีคิวบา Miguel Diaz-Canel กล่าวว่าคำสั่งนี้เป็นความพยายามของกลุ่ม “ฟาสซิสต์ อาชญากร และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของ Trump เพื่อ “บีบคอ” คิวบา

    วิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรง

    ชาวคิวบาเผชิญกับการขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และยารักษาโรคอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดของประเทศนับตั้งแต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991

    จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ เศรษฐกิจคิวบายังพึ่งพาน้ำมันราคาถูกจากเวเนซุเอลา แต่แหล่งจัดหาดังกล่าวได้หยุดชะงักอย่างสมบูรณ์นับตั้งแต่กองกำลังพิเศษสหรัฐฯ เข้ายึดกรุงการากัสและโค่นล้ม Nicolas Maduro ผู้นำประเทศดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มกราคม

    ความกังวลจากเม็กซิโก

    คำสั่งล่าสุดของ Trump ก่อให้เกิดปัญหาเป็นพิเศษสำหรับเม็กซิโก ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ยังคงส่งน้ำมันให้คิวบาและพึ่งพาการค้าขายกับสหรัฐฯ อย่างมาก

    ประธานาธิบดีเม็กซิโก Claudia Sheinbaum เตือนเมื่อวันศุกร์ว่าการคว่ำบาตร “อาจก่อให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรมที่กว้างไกล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงพยาบาล การจัดหาอาหาร และบริการพื้นฐานอื่นๆ สำหรับประชาชนคิวบา” อย่างไรก็ตาม Sheinbaum กล่าวว่าเธอได้สั่งการให้รัฐมนตรีต่างประเทศติดต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อขอความชัดเจนเกี่ยวกับคำสั่งของ Trump

    Drivers wait in line to refuel at a gas station in Havana

    Drivers wait in line to refuel at a gas station in Havana

    A tourist takes pictures of the US Embassy with the US flag and the Cuban flag in the background in Havana

    A tourist takes pictures of the US Embassy with the US flag and the Cuban flag in the background in Havana

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/cuba-fuel-queue-trump-energy-ultimatum&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CKNX6pRinMKT2gce3E7nq

  • อนุทิน ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ เน้นปกป้องชาติและสถาบัน สร้างเศรษฐกิจ

    อนุทิน ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ เน้นปกป้องชาติและสถาบัน สร้างเศรษฐกิจ

    อนุทิน ปราศรัยใหญ่สวนลุมฯ เน้นปกป้องชาติและสถาบัน สร้างเศรษฐกิจ

    นายอนุทินลั่นกลางสวนลุมฯ ชูภูมิใจไทยเบอร์ 37 ปกป้องอธิปไตย-รักษาสถาบัน ยันไม่แก้ ม.112 พร้อมเปิดตัวทีมเศรษฐกิจกอบกู้ศักดิ์ศรีไทยบนเวทีโลก

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ ณ สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 โดยย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนลงคะแนนเลือกพรรคทั้งสองใบเพื่อปกป้องอธิปไตยและรักษาสถาบันหลักของชาติ

    หัวหน้าพรรคได้กล่าวขอบคุณพลังเสียงจากทั่วประเทศ โดยระบุว่าช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตนและทีมผู้สมัครไม่ได้เพียงแค่เดินหาเสียง แต่เป็นการลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนของประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และจัดทำเป็นนโยบายที่แก้ไขปัญหาได้จริง

    จากการลงพื้นที่พบ 4 ประเด็นหลักที่ประชาชนให้ความสำคัญร่วมกัน คือ การรักษาอธิปไตยของแผ่นดิน การปกป้องสถาบันหลักของชาติ การกอบกู้เกียรติภูมิไทยบนเวทีโลก และการเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    ด้านความมั่นคงนายอนุทินยืนยันจุดยืนแข็งกร้าวที่จะไม่ยอมให้ชาติใดเข้ามารุกรานหรือแทรกแซงไทย โดยเฉพาะนโยบายปิดด่านชายแดนที่จะยังคงไว้จนกว่าประชาชนจะเห็นสมควร พร้อมชูผลงานที่ผ่านมาว่ารัฐบาลยุคตนไม่เคยอ่อนข้อหรือรับคำสั่งจากมหาอำนาจต่างชาติ

    นายอนุทินยังชี้ให้เห็นถึงความพยายามของนักการเมืองประเทศเพื่อนบ้านที่ออกมาแทรกแซงการเลือกตั้งไทย ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายตรงข้ามกังวลหากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล เพราะตนเจรจาต่อรองผลประโยชน์ได้ยาก พร้อมย้ำว่าหากต้องการรัฐบาลที่เป็นของคนไทย 100% ต้องเลือกพรรคนี้

    นอกจากนี้ยังเล่าถึงอุปสรรคสมัยเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ถูกขัดขวางด้วยเกมการเมือง แต่ตนยังคงเดินหน้าสนับสนุนกองทัพจนปกป้องแผ่นดินได้สำเร็จ และให้คำมั่นว่าหากได้รับเลือกเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก จะจัดการกับภัยคุกคามตามแนวชายแดนให้สิ้นซากเพื่อความสงบสุข

    ส่วนประเด็นการปกป้องสถาบัน พรรคภูมิใจไทยประกาศจุดยืนชัดเจนที่จะไม่ยอมให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 รวมถึงรัฐธรรมนูญในหมวด 1 และ 2 โดยเน้นย้ำว่ารูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะต้องคงเดิมและไม่เปลี่ยนแปลง

    นายอนุทินให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตเป็นเดิมพันในการรักษาสถาบันสำคัญของชาติ พร้อมฝากถึงกลุ่มที่พยายามจะแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้ยุติความคิดเสีย เพราะพรรคและประชาชนจะร่วมกันหยุดยั้งขบวนการนี้ผ่านการลงคะแนนในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

    สำหรับการต่างประเทศ นายอนุทินชูนโยบาย ไทยมีที่ยืนอย่างมีเกียรติ โดยต้องไม่ตกเป็นเมืองขึ้นทางอำนาจของใคร การเจรจาใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่หนึ่ง และจะไม่ยอมแบ่งปันทรัพยากรชาติในลักษณะ 50:50 หากอาณาเขตพื้นที่นั้นยังไม่มีความชัดเจน

    ด้านเศรษฐกิจพรรคเน้นนโยบายสร้างรายได้และลดหนี้แทนการแจกเงินอย่างไร้เหตุผล โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพที่ยั่งยืน พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการปิดด่านที่ส่งผลให้ราคาพืชผลทางการเกษตร ทั้งข้าวและมันสำปะหลัง พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ช่วยให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้

    ทั้งนี้ พรรคได้เปิดตัว ทีมเศรษฐกิจมืออาชีพ นำโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพื่อเข้ามาบริหารประเทศด้วยระบบที่โปร่งใส ทันสมัย และมุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการเมืองแบบเดิมๆ

    นายอนุทินยังได้ตอกย้ำบทบาทของ สส. ที่ต้องทำหน้าที่พัฒนาพื้นที่และดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน พร้อมโต้แย้งแนวคิดของบางพรรคที่มองว่า สส. ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการพัฒนาจังหวัด โดยขอให้ประชาชนพิจารณาจากผลงานที่จับต้องได้ของพรรคภูมิใจไทยเป็นเครื่องพิสูจน์

    ในช่วงท้ายได้มีการประกาศวิสัยทัศน์หากได้จัดตั้งรัฐบาล โดยนายอนุทินจะเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมทีมรองนายกฯ ที่คุมกระทรวงสำคัญอย่างการต่างประเทศ การคลัง และพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีความมั่นคงและไม่เสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

    นายอนุทินกล่าวปิดท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดคือการเห็นคนไทยอยู่ดีกินดี มีศักดิ์ศรี ยืนบนขาของตัวเองได้โดยไม่ต้องรอรับสวัสดิการแบบขอทาน จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 ทั้งสองใบในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพื่อความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/737295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xAcJgU6Lcsf3ej6uBzSpO