Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิด 5 อันดับ จังหวัดที่มี GI มากสุดในไทย “นครราชสีมา” ครองอันดับหนึ่ง 12 สินค้า ตอกย้ำความสำเร็จการส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจชุมชน

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิด 5 อันดับ จังหวัดที่มี GI มากสุดในไทย “นครราชสีมา” ครองอันดับหนึ่ง 12 สินค้า ตอกย้ำความสำเร็จการส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น พร้อมเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มเศรษฐกิจชุมชน

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขานรับทิศทางขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชนของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ผ่านการส่งเสริมการคุ้มครองและยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เผย 5 อันดับจังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดในไทย สะท้อนศักยภาพด้านทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นเข้าสู่ระบบ GI และต่อยอดการพัฒนาในมิติต่างๆ อย่างครบวงจร ตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการและชุมชน โดย GI คือกลไกสำคัญในการคุ้มครองชื่อสินค้า ป้องกันการแอบอ้างสิทธิหรือนำชื่อสินค้าไปใช้โดยมิชอบ ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ควบคู่กับการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในระยะยาว

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GI รวมทั้งสิ้น 269 รายการ(ข้อมูล ณ วันที่ 14 สิงหาคม 2569) จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตร อาหาร หัตถกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 117,276 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสินค้าอัตลักษณ์จากทุกภูมิภาค และศักยภาพของทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม กรมฯ จึงมุ่งผลักดันการขึ้นทะเบียน GI อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพและส่งเสริมด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากระบบ GI
    ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

    จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนสินค้า GI พบว่า จังหวัดที่มีสินค้า GI มากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ครองอันดับ 1 ด้วยจำนวน GI 12 รายการ ประกอบด้วย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสานผ้าไหมปักธงชัย ผ้าไหมคึมมะอุบัวลาย เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ กาแฟวังน้ำเขียว กาแฟดงมะไฟ ไวน์เขาใหญ่ มะขามเทศเพชรโนนไทย ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ น้อยหน่าปากช่องเขาใหญ่ และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองบ้านแฮดขอนแก่น (พื้นที่ผลิตครอบคลุมถึงอำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา) สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของสินค้า GI ทั้งภาคเกษตร อาหาร หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถพัฒนาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค โดยในปี 2568 สินค้า GI ทั้ง 12 รายการของจังหวัดนครราชสีมา สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 12,148 ล้านบาท

    อันดับที่ 2 จังหวัดเชียงราย มีสินค้า GI 9 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง สับปะรดภูแลเชียงราย สับปะรดนางแล กาแฟดอยช้าง ข้าวก่ำล้านนา ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย เครื่องเคลือบเวียงกาหลง และส้มโอเวียงแก่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจังหวัดในด้านสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ตลอดจนงานหัตถกรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในและต่างประเทศ โดยในปี 2568 สินค้า GI ทั้ง 9 รายการของจังหวัดเชียงราย สร้างมูลค่ากว่า 316.31 ล้านบาท

    อันดับที่ 3 มี 3 จังหวัดที่มีสินค้า GI 8 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ มี GI ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ศิลาดลเชียงใหม่ ร่มบ่อสร้าง ข้าวก่ำล้านนา กาแฟเทพเสด็จ ส้มสายน้ำผึ้งฝาง ลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง และมะแขว่นเชียงใหม่ แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาหัตถศิลป์ล้านนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนานกับศักยภาพด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง จนก่อให้เกิดสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างมูลค่ารวม 3,134.61 ล้านบาท ในปี 2568 จังหวัดสกลนคร มี GI ข้าวฮางหอมทองสกลทวาปี เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร หมากเม่าสกลนคร น้ำหมากเม่าสกลนคร เนื้อโคขุนโพนยางคำ เนื้อครามสกลนคร รวมถึงนมวาริช สร้างมูลค่ารวม 201.11 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดราชบุรี ซึ่งมีทั้งสินค้า GI เกษตรและหัตถกรรมที่มีชื่อเสียง ได้แก่ พริกบางช้าง สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี โอ่งมังกรราชบุรี ไชโป้วโพธาราม กุ้งก้ามกรามบางแพ มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี สร้างมูลค่ารวม 8,539.86 ล้านบาทในปี 2568

    อันดับที่ 4 มี 3 จังหวัดที่มีสินค้า GI 7 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดศรีสะเกษ มี GI ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวง หอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ครุน้อยบ้านสะอางศรีสะเกษ และทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากคุณลักษณะเด่นอันเกิดจากสภาพดินภูเขาไฟ สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างคุณภาพของสินค้ากับแหล่งภูมิศาสตร์ได้อย่างชัดเจน สร้างมูลค่ารวม 6,128.24 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดชุมพร มี GI ข้าวเหลืองปะทิวชุมพร กล้วยเล็บมือนางชุมพร กาแฟเขาทะลุ กาแฟถ้ำสิงห์ชุมพร กล้วยหอมทองละแม ทุเรียนชุมพร และสับปะรดสวี สะท้อนศักยภาพของพื้นที่ในฐานะแหล่งผลิตพืชเศรษฐกิจและผลไม้คุณภาพของภาคใต้ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสภาพภูมิอากาศและทรัพยากรธรรมชาติที่เอื้อต่อการเพาะปลูก ทำให้สินค้าแต่ละชนิดมีคุณภาพและรสชาติเป็นเอกลักษณ์ สร้างมูลค่ารวม 49,776.13 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดสุราษฎร์ธานี มี GI หอยนางรมสุราษฎร์ธานี ไข่เค็มไชยา มะพร้าวเกาะพะงัน เงาะโรงเรียนนาสาร ขมิ้นชันสุราษฎร์ธานี ปลาเม็งสุราษฎร์ธานี และกระท้อนคลองน้อย สร้างมูลค่ารวม 288.99 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของทรัพยากรทั้งทางทะเลและภาคการเกษตรของจังหวัด อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างสินค้าอัตลักษณ์ที่มีชื่อเสียงและได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

    และอันดับที่ 5 มี 4 จังหวัดที่มีสินค้า GI 6 รายการ ประกอบด้วย จังหวัดนครพนม มีสินค้า GI ได้แก่ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน สับปะรดท่าอุเทน ลิ้นจี่นครพนม เนื้อโคขุนโพนยางคำ กกเหล่าพัฒนา และครกดินเผาบ้านกลาง สร้างมูลค่ารวม 181.63 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดเลย มี GI ผ้าฝ้ายเมืองเลย เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ไวน์ที่ราบสูงภูเรือ ข้าวเหนียวแดงเมืองเลย และข้าวเหนียวซิวเกลี้ยงเมืองเลย สร้างมูลค่ารวม 51.29 ล้านบาทในปี 2568 จังหวัดสมุทรสงคราม มี GI ลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม พริกบางช้าง ปลาทูแม่กลอง เกลือสมุทรแม่กลอง และน้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง ซึ่งเป็นสินค้าที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่และเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน สร้างมูลค่ารวม 1,232.83 ล้านบาทในปี 2568 และจังหวัดยะลา มี GI กล้วยหินบันนังสตา ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา ส้มโชกุนเบตง มังคุดในสายหมอกเบตง ไก่เบตงยะลา และปลานิลสายน้ำไหลเบตง สร้างมูลค่ารวม 3,197.05 ล้านบาทในปี 2568

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนสินค้า GI ของแต่ละจังหวัดไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่แสดงถึงความสำเร็จของการขึ้นทะเบียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ ที่ร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาสินค้าอัตลักษณ์ของชุมชนให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ตอบโจทย์เทรนด์การค้าและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงเดินหน้าโครงการจัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เพื่อขึ้นทะเบียนในประเทศ อย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้าน GI ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่สำรวจและตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสินค้าที่มีศักยภาพ เพื่อจัดทำคำขอขึ้นทะเบียน GI ให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์เข้าสู่ระบบ GI อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชน

    สำหรับสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้ว กรมฯ ได้มุ่งเสริมสร้างศักยภาพด้านการแข่งขันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านการควบคุมคุณภาพการผลิต การสร้างแบรนด์และเรื่องราวของสินค้า การเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปและต่อยอดสู่อุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งการเชื่อมโยงช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันสินค้า GI ไทยสู่การเป็นสินค้าพรีเมียม สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้มากขึ้น ตอกย้ำคุณค่าของ GI ว่าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการคุ้มครองสินค้า แต่เป็นกลไกที่ช่วยรักษาและถ่ายทอด “คุณค่า เรื่องราว และภูมิปัญญา” ของชุมชนไทยสู่สายตาผู้บริโภคทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1053099&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Yluu9GmW7LFgZ8BbdtA1c

  • “นายกฯ” รับฟังข้อเสนอ วปอ. รุ่น 68  ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน“

    “นายกฯ” รับฟังข้อเสนอ วปอ. รุ่น 68  ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน“


    “นายกรัฐมนตรี” รับฟังข้อเสนอ วปอ. รุ่น 68  ชู 3 หลักคิด “เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน“ ย้ำ ไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงโลก

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางเป็นประธานในการจัดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ

    ทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับชมการนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนจะร่วมถ่ายภาพที่ระลึกบริเวณบูธถ่ายภาพโปสเตอร์ลายหนังสือพิมพ์ หลัฃจากนั้นได้รับฟังรายงานการดำเนินงานจากผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (ผอ.วปอ.) 

    จากนั้นนายกรัฐมนตรี รับฟังผลการศึกษา และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ จากนักศึกษา วปอ.รุ่นที่ 68 และได้กล่าวเปิดกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ว่า รู้สึกยินดีที่ได้กลับมาเยือน วปอ. อีกครั้ง และในฐานะศิษย์เก่า ตระหนักดีว่า สิ่งสำคัญที่ได้รับจากหลักสูตร ไม่ใช่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่คือการได้เห็นประเทศไทยในหลายมิติ และสร้างเครือข่ายคนที่จะร่วมกันรับผิดชอบอนาคตประเทศ ซึ่ง วปอ. รุ่น 68 เป็นชุดแรกของตนเอง  และให้คนที่ชื่อออกไปแล้วได้กลับเข้ามาใหม่ เพื่อไม่ให้เรื่องของการเมือง หรือ อารมณ์ใดที่ทำให้เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของ วปอ. ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นเรื่องของความมั่นคง เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ กองบัญชาการทหารสูงสุด และกระทรวงกลาโหม กลั่นกรองมาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เรื่องอะไรที่นอกเหนือจากนี้คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง และควรให้เกียรติกับผู้ที่ได้รับการกลั่นกรองมาแล้ว ในฐานะศิษย์เก่าของ วปอ.

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิด “Resilient Thailand” สอดคล้องกับทิศทางการทำงานของรัฐบาล ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร ดังนั้น ประเทศไทยต้องไม่เพียงอยู่รอด แต่ต้องสามารถก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคง และแข็งแกร่ง

    ขณะที่ความมั่นคงของประเทศในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงการป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือ ภัยคุกคาม แต่หมายถึงการทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมจากภายใน สามารถรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง และอิทธิพลจากภายนอกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ การค้า เทคโนโลยี AI พลังงาน และโครงสร้างประชากร 

    รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก คือ การเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ การปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคน หรือ พัฒนาทุนมนุษย์

    โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ รัฐบาลต้องการสร้างเครื่องยนต์ใหม่ ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์เดิม โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งดิจิทัล AI เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์แห่งอนาคต พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร การแพทย์ รวมถึง อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจมีความสำคัญไม่แพ้ความมั่นคงทางทหาร โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเผชิญความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเข้ามาทำงานในช่วงที่ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นมีการใช้กำลังปะทะกัน สิ่งที่รัฐบาล และกองทัพต้องทำ คือการเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบ และมีความกังวลมากกว่าประชาชนในพื้นที่ชั้นใน เพราะไม่รู้ว่าจะมีเหตุการณ์ หรือ เสียงปะทะเกิดขึ้นใกล้บ้านอีกเมื่อใด

    นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รัฐบาลมีหน้าที่ทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย และหากมีการรุกราน หรือ เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก ประเทศไทยก็ต้องมีความพร้อมในการตอบสนอง เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจผิด ว่า สามารถเข้ามารุกรานประเทศไทยได้โดยไม่มีผลกระทบ พร้อมยืนยันว่า สิ่งที่รัฐบาล และกองทัพดำเนินการด้านการป้องกันประเทศตลอดช่วงที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และเหมาะสมกับสถานการณ์ และจำเป็นต้องรักษาความพร้อมดังกล่าวต่อไป เพราะความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติ แม้ประเทศจะต้องเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง แต่ประชาชน และภาคเอกชนยังสามารถใช้ชีวิต และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ตามปกติ ทั้งการลงทุน การขยายธุรกิจ และการวางแผนพัฒนาประเทศ เพราะประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างการรับมือกับภัยคุกคาม และการเดินหน้าเศรษฐกิจ

    ส่วนการปฏิรูประบบราชการ ไม่ใช่เพียงการลดจำนวนข้าราชการ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และบทบาทของภาครัฐ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยลดขั้นตอนและภาระประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐต้องเข้มแข็งและทำงานได้รวดเร็วในภารกิจที่จำเป็น

    สำหรับการพัฒนาคน รัฐบาลต้องการให้คนไทยก้าวทันเทคโนโลยี ไม่ใช่เพียงเป็นแรงงานในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แต่ต้องเป็นวิศวกร เป็นนักพัฒนาระบบ เป็นผู้ประกอบการ และสามารถนำโครงสร้างพื้นฐานใหม่มาสร้างธุรกิจ และทำให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูงขึ้น จึงต้องเดินหน้าการอัปสกิล รีสกิล

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ประเทศไทยต้องไม่ปิดตัวเองจากโลก แต่ต้องเปิดประเทศ เชื่อมโยงกับโลก ดึงเทคโนโลยี ความรู้ และคนเก่งเข้ามา พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะรับผลการศึกษาของ วปอ. รุ่นที่ 68 ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปพิจารณาต่อยอดเป็นนโยบายของรัฐบาล พร้อมอยากเห็น วปอ. ให้เป็นมากกว่าเครือข่ายผู้นำ แต่เป็นเครือข่ายแห่งความเข้าใจ และเครือข่ายแห่งการลงมือทำ พร้อมฝากให้ทุกคนช่วยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ ว่า ประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางใด เมื่อเกิดความเข้าใจแล้ว ความร่วมมือต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น และบรรลุตามเป้าหมาย หากทุกคนช่วยกัน เชื่อว่า ประเทศไทยไม่เพียงแต่จะรับมือกับภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ของโลกได้ แต่จะเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยปราศจากจากแรงกดดันจากภายนอก ให้เดินไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่ง

    ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68 โดยที่แถบด้านขวาได้ติดแถบสัญลักษณ์ วปอ.61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ของนายอนุทิน สังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ.61

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/46560&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Hf6ecbB_xyP0BMS1x297q

  • อิหร่านตั้งศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ รับมือการโจมตีของทรัมป์ มีมาตรการอะไรอีกบ้าง

    อิหร่านตั้งศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ รับมือการโจมตีของทรัมป์ มีมาตรการอะไรอีกบ้าง

    สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากข้อตกลงหยุดยิงประสบ ‘ความล้มเหลว’ และเกิดการปะทะทางทหารรอบใหม่ โดยอิหร่านประกาศกร้าวว่าจะตอบโต้ด้วยความรุนแรงมากยิ่งขึ้น หากถูกสหรัฐฯ โจมตีซ้ำในอนาคต รวมถึงการถูกคว่ำบาตรและถูกโจมตีทางเศรษฐกิจ

    มาตรการรับมือ ‘สงครามเศรษฐกิจ’ ของอิหร่าน มีอะไรบ้าง

    • การปรับโครงสร้างและการปฏิรูปภายในประเทศ

    อิหร่านจัดตั้ง ‘ศูนย์บัญชาการสงครามเศรษฐกิจ’ (Economic War Headquarters) โดยกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่านได้จัดตั้ง ‘หน่วยงานเฉพาะกิจ’ นี้ขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจที่เผชิญในช่วงภาวะสงครามโดยตรง โดยมี มอร์เตซา ซามาเนียน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน (Deputy Economy Minister) เข้ามาขับเคลื่อนงานอย่างจริงจัง

    ขณะที่ อาลี มาดานีซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน ชี้แจงว่า อิหร่านมีแผนที่จะตอบสนองต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ด้วยการ ‘เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจภายในประเทศ’ และปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การคว่ำบาตรจะบีบให้อิหร่านยอมเปลี่ยนการตัดสินใจ พร้อมเน้นย้ำว่า หน้าที่การปฏิรูปเศรษฐกิจเป็นของรัฐบาลและประชาชนอิหร่าน ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ อิหร่านยังจัดลำดับความสำคัญไปที่ ‘ปากท้องและการผลิต’ ของประชาชน โดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ คาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ชี้ว่า สมรภูมิหลักของอิหร่านเคียงคู่ไปกับแนวรบทางทหารคือ ‘เรื่องของการผลิตและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน’ โดยเขาระบุว่า ประชาชนชาวอิหร่านสามารถอดทนต่อความยากลำบากได้ แต่ไม่สามารถทนต่อการบริหารจัดการที่ผิดพลาดหรือความเฉื่อยชาได้ และคาดหวังว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ ความผันผวนอย่างรุนแรงของค่าเงิน การว่างงาน และการจัดการตลาด

    • มาตรการ ‘ตอบโต้และป้องปรามทางทหาร’ เพื่อสร้างแรงกดดันกลับ

    อิหร่านพยายาม ‘รักษาเสถียรภาพของแหล่งส่งออกพลังงานหลัก’ แม้ว่า เกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นฮับส่งออกน้ำมันดิบกว่า 90% ของอิหร่านจะถูกโจมตีทางทหารไปแล้วราว 550 ครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่อิหร่านยังคงรักษาระบบและดำเนินงานส่งออกน้ำมันต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

    อีกทั้งอิหร่านยังเตรียมประกาศ ‘เขตหวงห้าม’ (Restricted Zone) เพื่อคว่ำบาตรกลับ โดย โมห์เซน เรซาอี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เผยแผนการประกาศ ‘เขตหวงห้าม’ นอกช่องแคบฮอร์มุซและในอ่าวเปอร์เซีย โดยระบุว่า เรือลำใดก็ตามที่ล่วงล้ำเข้ามาในเขตนี้จะถูกขึ้นบัญชีคว่ำบาตรของอิหร่านทันที และเตือนว่า หากสงครามเศรษฐกิจดำเนินต่อไป อิหร่านจะ ‘ปิดกั้น’ ไม่ให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่หยดเดียวผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรืออ่าวเปอร์เซีย

    นอกจากนี้ อิหร่านยัง ‘ใช้ราคาน้ำมันโลกเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมือง’ โดยแสดงให้เห็นว่า ตนเองยังคงมีขีดความสามารถที่จะปิดช่องทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเคยมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลกก่อนเกิดความขัดแย้ง เพื่อผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างความลำบากและกดดันต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งสหรัฐฯ ช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้

    คาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ยังได้เน้นย้ำว่า กฎกติกาได้เปลี่ยนไปแล้ว หากมีมาตรการหรือการโจมตีผลประโยชน์และความมั่นคงของอิหร่านเพิ่มขึ้นอีก จะได้รับการตอบโต้ทางทหารที่ “รวดเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และเจ็บปวดยิ่งขึ้น”

    • การหา ‘ทางเลี่ยง’ ทางภูมิรัฐศาสตร์และพันธมิตรการค้า

    เนื่องจากสหรัฐฯ ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลทางตอนใต้อย่างถาวร เพื่อสกัดกั้นเรือขนส่ง อิหร่านจึงใช้ข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ผ่าน เส้นทางพรมแดนทางบก ทางรถไฟ และการเข้าถึงทะเลแคสเปียนทางตอนเหนือ เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดล้อมน่านน้ำใต้ พร้อมขยายการค้าทางบกในระดับภูมิภาคผ่านประเทศเพื่อนบ้านอย่างอิรัก ตุรกี ปากีสถาน คอเคซัส และเอเชียกลาง

    อิหร่านยังได้เพิ่มพูนความร่วมมือทางการค้ากับจีนและรัสเซีย โดยอาศัยวิธีการ ใช้สกุลเงินท้องถิ่น ระบบแลกเปลี่ยนสินค้า (Barter) การใช้บริษัทตัวกลาง และการเสนอส่วนลดราคาน้ำมัน เพื่อเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน โดยมีจีนเป็นเสมือน ‘ท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ’ (Economic Lifeline) ที่สำคัญที่สุด แม้ธนาคารขนาดใหญ่ของจีนจะเลี่ยงการทำธุรกรรม เพื่อรักษาการเข้าถึงระบบการเงินสหรัฐฯ แต่โรงกลั่นขนาดเล็กและบริษัทที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับระบบการเงินโลกก็พร้อมยอมรับความเสี่ยงที่จะค้าขายกับอิหร่าน

    ความท้าทายในประเทศและความเห็นที่แตกต่างเชิงนโยบาย

    อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เกิดความเห็นที่สวนทางกัน โดยฝ่ายทหารเชื่อมั่นในกองกำลังของตัวเอง พร้อมประกาศกร้าวที่จะต่อสู้ยาวนาน 10-20 ชั่วอายุคน ขณะที่ มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน กลับแสดงความเห็นในมุมกลับว่า จะดีกว่า หากอิหร่านจะหาทางยุติสงครามกับสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ประเทศยังอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งและได้เปรียบ

    ขณะนี้ค่าเงินเรียลของอิหร่านดิ่งลงทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.03 ล้านเรียลต่อดอลลาร์สหรัฐในตลาดมืด ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังซื้อของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ทั่วประเทศยังต้องเผชิญกับปัญหากระแสไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง และต้องเตรียมรับมือกับมาตรการรัดเข็มขัด (Austerity Measures) ต่างๆ ที่รัฐบาลวางแผนจะนำมาบังคับใช้

    ท้ายที่สุดแล้ว อิหร่านจะสามารถประคองปากท้องของประชาชนท่ามกลางวิกฤตค่าเงินและมาตรการรัดเข็มขัด ควบคู่ไปกับการรักษาอำนาจต่อรองในตลาดพลังงานโลกนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน และผู้นำอิหร่านจะเลือกหันพวงมาลัยประเทศไปในทิศทางใดในท้ายที่สุด ยังคงเป็นคำถามสำคัญที่ทั้งประชาชนอิหร่านและประชาคมโลกต้องเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิด

    แฟ้มภาพ: FabrikaSimf / Shutterstock

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/iran-economic-war-us-measures/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lopwXaXBqLW0TgQtTCY5C

  • สภาฯ เริ่มถก “งบฯ70” วาระ 2 “เอกนิติ” เคาะหั่นงบ 1.1 หมื่นล้าน ชูเหตุผล “เน้นประโยชน์ประชาชน-โปร่งใส-คุ้มค่าทุกบาท”

    สภาฯ เริ่มถก “งบฯ70” วาระ 2 “เอกนิติ” เคาะหั่นงบ 1.1 หมื่นล้าน ชูเหตุผล “เน้นประโยชน์ประชาชน-โปร่งใส-คุ้มค่าทุกบาท”

    7 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ในวาระที่ 2 และ 3 ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว  

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธาน กมธ.ฯ รายงานผลการพิจารณาว่า กมธ.ฯ ร่วมกันพิจารณารายละเอียดของหน่วยรับงบประมาณรวม 3,286 หน่วย ซึ่ง กมธ.ฯ ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินภารกิจเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆ ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมทั้งแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง

    “โดยพิจารณาตามความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ และแผนพัฒนาพื้นที่ความต้องการของประชาชน ตลอดจนคำนึงถึงฐานะการคลัง ภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนหน่วยรับงบประมาณภายใต้หลักธรรมาภิบาล สุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน” นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอสำคัญเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งสภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง จึงควรหาแนวทางบริหารความเสี่ยงโครงการต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบได้ และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้ในกรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ โดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพการคลังและวินัยการเงินการคลังของประเทศในอนาคต พร้อมทั้งควรทบทวนปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็นที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ รวมทั้งควรพิจารณาปรับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับความครอบคลุมแหล่งเงินหรือเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้เกิดการพิจารณางบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า มีการปรับลดงบประมาณ 11,162 ล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งเป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ความพร้อม และศักยภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ ตลอดจนให้ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่จัดเก็บเองของหน่วยรับงบประมาณ ดังนี้

    • 1.รายการผลการดำเนินงานที่มีผลล่าช้ากว่ากำหนดไว้และคาดว่าไม่สามารถจ่ายเงินได้ทันในปีงบประมาณ หรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่มีผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่างบประมาณที่เสนอไว้
    • 2.รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งไม่เป็นค่าใช้จ่ายในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ
    • 3.รายการที่สามารถชะลอได้โดยไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน หรือทบทวนโครงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
    • 4.การยกเลิกโครงการหรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกจากเงินงบประมาณได้

    สำหรับการเพิ่มงบประมาณนั้น ทาง กมธ.ฯ ได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณตามความเหมาะสม จำเป็นให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงาน เช่น งบกลาง ซึ่งตนและ กมธ.ฯ ยินดีตอบข้อซักถามของสมาชิกต่อไป

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982889&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aL7_Jlu6z1L0RxSp2XDuY

  • สภาฯ ถกงบปี 70 วาระ 2-3 “เอกนิติ” ชี้ตัดงบซ้ำซ้อน รับมือเศรษฐกิจผันผวน : อินโฟเควสท์

    สภาฯ ถกงบปี 70 วาระ 2-3 “เอกนิติ” ชี้ตัดงบซ้ำซ้อน รับมือเศรษฐกิจผันผวน : อินโฟเควสท์

    ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 กล่าวว่า กมธ.ให้ความสำคัญกับภารกิจการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และตอบสนองความท้าทายต่างๆที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนคำนึงถึงฐานะการคลัง เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ  

    นายเอกนิติ ระบุว่า เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจใน ปี70 ที่ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง โดยควรหาแนวทางบริหารความเสี่ยงในโครงการที่มีผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการบริหารจัดการหนี้สาธาธารณะให้ลดลงระยะยาว เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้กรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อไม่กระทบเสถียภาพการเงินการคลังและวินัยการเงินการคลังของประเทศในอนาคต

    รวมถึงต้องทบทวน ปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็น มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งพิจารณาปรับกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมกับแหล่งเงิน หรือเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้การพิจารณางบประมาณมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า การพิจารณาของ กมธ. ได้ปรับลด จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงเป้าหมายและผลการดำเนินการจริง ความคุ้มค่า ความพร้อมในการดำเนินงาน และศักยภาพใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงให้ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณ หรือรายได้ที่จัดเก็บเองของหน่วยรับงบประมาณ โดยมีข้อมูลประกอบพิจารณา เช่น

    1.รายการที่ล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ และคาดว่าไม่สามารถจ่ายเงินไม่ทันในปีงบประมาณ หรือ รายการผูกผันเดิมที่จัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าที่เสนอไว้

    2.รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือใช้จ่ายแล้วแต่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ

    3.รายการที่สามารถชะลอได้ โดยไม่กระทบการบริการประชาชน หรือทบทวนโครงงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนนแปลงเชิงนโนยบาย

    4.รายการที่ยกเลิกโครงการ หรือสามารถใช้เงินแหล่งอื่น นอกเหนือจากเงินงบประมาณได้

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สำหรับการเพิ่มงบประมาณ ได้พิจารณาตามความเหมาะสมจำเป็นต่อหน่วยงาน ได้แก่

    1.งบกลาง เพื่อเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

    2.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

    3.กระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา

    4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจัดการศึกษาสำหรับเด็กเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

    5.ทุนหมุนเวียน กองทุนหมู่บ้านและชุมชมเมือง และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสต์ วิจัยและนวัตกรรม

    6.หน่วยงานของรัฐสภา

    7.หน่วยงานองค์กรอิสระ สำนักงานอัยการสูงสุด

    นายเอกนิติ ยืนยันว่า การพิจารณารายละเอียด ปรับลด เพิ่มงบ กมธ. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ซ้ำซ้อน เป้าหมายดำเนินงาน ผลดำเนินงาน ภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนนุนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ แก้ปัญหาความเป็นอยู่และประโยชน์โดยตรงกับประชาชนเป็นสำคัญ

    รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เข้มแข็งรองรับผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอก อย่างมีเสถียภาพ และการทำต้องไม่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ  กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยข้อง เพื่อให้ทำตามกรอบงบประมาณได้

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/644078&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p-MEo0bY7CxEGH7BE7ROF

  • ‘วีระ’ แนะขุดเงินนอกงบประมาณกู้เศรษฐกิจ เสนอปรับลดงบ 7,400 ล้านบาท | เดลินิวส์

    ‘วีระ’ แนะขุดเงินนอกงบประมาณกู้เศรษฐกิจ เสนอปรับลดงบ 7,400 ล้านบาท | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เป็นพิเศษ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท  ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง เป็นวันแรก

    ในมาตรา 4 งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ให้ตั้งไว้จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า เสนอตัดลดงบ 7,400 ล้านบาท และขอให้การจัดทำงบประมาณหลังจากนี้ ต้องไม่เพิ่มงบรายจ่ายอีกต่อไป ให้สอดคล้องฐานะการเงินการคลังประเทศ ที่ไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มเติมได้ ต้องทำงบขาดดุลเรื้อรัง จ่ายดอกเบี้ย 4 แสนล้านบาทต่อปี การทำงบรายจ่ายปี 2570 อยู่ในสภาพจำยอม ถูกมัดมือชก ไม่สามารถจัดงบให้เหมาะสมกว่านี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เรากำลังติดกับงบประมาณและหนี้สาธารณะ ในระยะอันใกล้คงหนีไม่พ้นติดกับดักหนี้สาธารณะ นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจคลังในอีก 2-3 ปี ยังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากกว่า 2% ไปสู่ 5% จะติดกับดักเศรษฐกิจ

    “วิธีหลุดจากกับดักเศรษฐกิจคือ การนำเงินนอกงบประมาณที่มีอยู่ 4 ล้านล้านบาท มาใช้ ต้องนำเงินนอกงบประมาณมาเติมสภาพคล่องระบบเศรษฐกิจ มีข้อมูลน่าตกใจว่า เงินนอกงบประมาณปี 2570 นำมาใช้แค่ 9.5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น หน่วยงานอย่าง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงคมนาคม มีเงินนอกงบประมาณจำนวนมาก ดังนั้น จึงควรนำเงินดังกล่าว มาสมทบในงบประมาณรายจ่ายประจำปีในสัดส่วนที่เหมาะสม ตามความจำเป็นเร่งด่วน ในสถานการณ์ของประเทศในปัจจุบันได้” นายวีระ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6168923/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XFzvBMNMb93hLX-iRX6ss

  • อิหร่านเตรียมขึ้นราคาน้ำมันเบนซินปริมาณส่วนเกิน 110 ลิตร รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พิษสหรัฐฯ คว่ำบาตร : อินโฟเควสท์

    อิหร่านเตรียมขึ้นราคาน้ำมันเบนซินปริมาณส่วนเกิน 110 ลิตร รับมือวิกฤตเศรษฐกิจ-พิษสหรัฐฯ คว่ำบาตร : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลอิหร่านเตรียมปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้น้ำมันเกิน 110 ลิตรต่อเดือน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป (8 ก.ย.) ซึ่งนับเป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลในการบรรเทาปัญหาเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามและมาตรการคว่ำบาตรอย่างรุนแรงจากสหรัฐอเมริกา

    ฟาเตเมห์ โมฮาเจรานี โฆษกรัฐบาลอิหร่าน เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ (6 ก.ย.) ว่า โครงสร้างราคาใหม่จะส่งผลกระทบเฉพาะผู้ที่ใช้น้ำมันปริมาณมากอันเนื่องมาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยน้ำมันในอัตราขั้นที่ 3 สำหรับปริมาณส่วนที่เกิน 110 ลิตรขึ้นไป จะปรับขึ้นเป็น 100,000 เรียลต่อลิตร (คิดเป็นประมาณ 4 เซนต์สหรัฐ ตามอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเสรี หรือประมาณ 1.32 บาทต่อลิตร)

    ขณะที่ผู้ขับขี่ทั่วไปยังคงได้รับสิทธิซื้อน้ำมันตามโควตาสองขั้นแรกในราคาเดิม ดังนี้

    • โควตาขั้นที่ 1: 60 ลิตรแรก คงราคาเดิมไว้ที่ 15,000 เรียลต่อลิตร
    • โควตาขั้นที่ 2: 50 ลิตรถัดมา คงราคาเดิมไว้ที่ 30,000 เรียลต่อลิตร
    • อัตราขั้นที่ 3 (ส่วนเกินโควตา): ส่วนที่เกินจาก 110 ลิตร คิดราคาใหม่ที่ 100,000 เรียลต่อลิตร

    ที่ผ่านมา รัฐบาลอิหร่านได้หารือและเลื่อนการปรับราคาน้ำมันเบนซินออกไปหลายครั้ง เนื่องจากความกังวลว่าอาจนำไปสู่การชุมนุมประท้วงระลอกใหม่ของประชาชน โดยราคาน้ำมันของอิหร่านได้รับการอุดหนุนจนมีราคาถูกติดอันดับต้น ๆ ของโลก และเคยเกิดเหตุประท้วงรุนแรงทั่วประเทศจากการขึ้นราคาน้ำมันมาแล้วเมื่อปี 2562

    ก่อนหน้านี้ในเดือนธ.ค. อิหร่านซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกกลุ่มโอเปก (OPEC) ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันที่ได้รับการอุดหนุนสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ไปแล้วบางส่วน เพื่อควบคุมความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/644130&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EYwvXbfoxUvmSUC5-DOlK

  • “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจผันผวนสูง แนะรัฐคุมหนี้-ตัดงบซ้ำซ้อน

    “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจผันผวนสูง แนะรัฐคุมหนี้-ตัดงบซ้ำซ้อน

    สภาฯ เปิดพิจารณางบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระ 2 วันแรก “เอกนิติ” ชี้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง แนะรัฐบาลบริหารความเสี่ยงจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง คุมหนี้สาธารณะระยะยาว รักษาพื้นที่ทางการคลังรับมือวิกฤติ พร้อมทบทวนหน่วยงานหมดความจำเป็น-ภารกิจซ้ำซ้อน ขณะที่ กมธ.ปรับลดงบแล้ว 1.1 หมื่นล้านบาท

    การประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ ซึ่งมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม ที่ประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วในวาระที่ 2 ซึ่งเป็นการพิจารณารายละเอียดวันแรก โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และการเตรียมความพร้อมรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงความท้าทายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การจัดทำงบประมาณต้องสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ควบคู่กับการคำนึงถึงฐานะการคลัง เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และวินัยการเงินการคลังของประเทศ

    นายเอกนิติ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2570 ว่า ยังมีความไม่แน่นอนสูง รัฐบาลจึงควรมีแนวทางบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะโครงการที่อาจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเสนอให้รัฐบาลบริหารจัดการ หนี้สาธารณะให้ลดลงในระยะยาว เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังเอาไว้รองรับกรณีเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต โดยไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินการคลังและวินัยการเงินการคลังของประเทศ นอกจากนี้ ควรทบทวนและปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็น หรือมีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐ พร้อมพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมถึงแหล่งเงินหรือเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้กระบวนการจัดสรรและพิจารณางบประมาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    นายเอกนิติ เปิดเผยด้วยว่า ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ได้มีการปรับลดงบประมาณประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน เป้าหมายและผลการดำเนินงานจริง ความคุ้มค่า ความพร้อมในการดำเนินโครงการ รวมถึงศักยภาพในการเบิกจ่ายงบประมาณนอกจากนี้ ยังนำข้อมูลเกี่ยวกับเงินนอกงบประมาณหรือรายได้ที่หน่วยงานสามารถจัดเก็บเองมาประกอบการพิจารณาด้วย

    สำหรับหลักเกณฑ์สำคัญในการปรับลดงบประมาณ ได้แก่ 1.โครงการล่าช้ากว่าแผน และคาดว่าจะเบิกจ่ายไม่ทันภายในปีงบประมาณ รวมถึงรายการผูกพันเดิมที่จัดซื้อจัดจ้างได้ต่ำกว่าวงเงินที่เสนอไว้ 2.โครงการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือใช้จ่ายไปแล้วแต่ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณได้ 3.โครงการที่สามารถชะลอได้ โดยไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน หรือควรทบทวนให้สอดคล้องกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลง และ 4.โครงการที่ยกเลิกได้ หรือสามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นนอกเหนือจากงบประมาณแผ่นดินได้

    ขณะเดียวกัน กมธ.ได้พิจารณาเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานที่มีความเหมาะสมและจำเป็น ได้แก่ งบกลางสำหรับเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น รวมถึงกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังเพิ่มงบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำหรับการจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานตามพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมถึงทุนหมุนเวียน กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานองค์กรอิสระ และสำนักงานอัยการสูงสุด

    นายเอกนิติ ย้ำว่า การพิจารณาปรับลดหรือเพิ่มงบประมาณของ กมธ. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ ความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ความซ้ำซ้อน เป้าหมายและผลการดำเนินงาน รวมถึงภารกิจสำคัญที่ช่วยสนับสนุนและกระตุ้นเศรษฐกิจ แก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ และสร้างประโยชน์โดยตรงให้กับประชาชน พร้อมระบุว่า การจัดสรรงบประมาณปี 2570 ต้องมุ่งสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตและมีความเข้มแข็ง สามารถรองรับผลกระทบจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ และทุกการดำเนินงานต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปตามกรอบงบประมาณและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1071502/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W2VxN0C8nFO1zMCjq8Yfq

  • ‘เอกนิติ’ ชี้ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง หนุนทบทวน-ลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็น | เดลินิวส์

    ‘เอกนิติ’ ชี้ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง หนุนทบทวน-ลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็น | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ก.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระสอง เป็นวันแรก

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ในฐานะประธาน กมธ. แถลงรายงานของ กมธ.ว่า กมธ.มีข้อเสนอในภาพรวมที่สำคัญ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจในปี 70 ที่ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง ควรหาแนวทางบริหารความเสี่ยงในโครงการที่มีผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้ลดลงระยะยาว เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลัง กรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อไม่กระทบเสถียรภาพการเงินการคลังและวินัยการเงินการคลังของประเทศในอนาคต รวมถึงต้องทบทวน ปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็น มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ ปรับกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมกับแหล่งเงิน หรือเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้การพิจารณางบประมาณมีประสิทธิภาพ

    การพิจารณาของ กมธ. ได้ปรับลด จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงเป้าหมายและผลการดำเนินการจริง ความคุ้มค่า ความพร้อม และศักยภาพใช้จ่ายงบประมาณ สำหรับการเพิ่มงบประมาณ ได้พิจารณาตามความเหมาะสมจำเป็นต่อหน่วยงาน ได้แก่ งบกลาง เพื่อเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงศึกษาธิการ ส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจัดการศึกษาสำหรับเด็กเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร  ส่วนการประชาสัมพันธ์เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย สำนักงานอัยการสูงสุด กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ และ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามวงเงินของงบประมาณที่ปรับลด

    “การพิจารณารายละเอียด ปรับลด เพิ่มงบ กมธ. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ซ้ำซ้อน เป้าหมายดำเนินงาน ผลดำเนินงาน ภารกิจเพื่อสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ แก้ปัญหาความเป็นอยู่และประโยชน์โดยตรงกับประชาชนเป็นสำคัญ รวมถึงสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เข้มแข็ง รองรับผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกอย่างมีเสถียรภาพ และการทำต้องไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยข้อง เพื่อให้ทำตามกรอบงบประมาณได้” นายเอกนิติ กล่าว

    จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณาเป็นรายมาตราต่อไป

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้น นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ฐานะประธานวิปรัฐบาล แจ้งผลการหารือถึงการบริหารเวลาว่า ในวันนี้ ซึ่งเป็นวันแรกของการพิจารณาจะพิจารณาให้ลุล่วงถึงมาตรา 16 งบประมาณของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6168772/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23YyQLKq98zLrJA6JWhSyw

  • “เงินบาท” วันนี้ 32.75-33.30  ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

    “เงินบาท” วันนี้ 32.75-33.30 ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

    วันนี้ ( 7 ก.ย.2569) กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่าเงินบาทสัปดาห์นี้มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.75-33.30 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดแข็งค่าเล็กน้อยที่ 32.93 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.88-33.38 บาท/ดอลลาร์ โดยระหว่างสัปดาห์เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่

    “เงินบาท” วันนี้ 32.75-33.30  ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

    “เงินบาท” วันนี้ 32.75-33.30 ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

    ขณะที่เงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างโดดเด่น ตลาดเพิ่มการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) หลังกรรมการนโยบายส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในขนาดที่มากกว่าครั้งละ 25bp ได้ แม้ไม่คิดว่าบีโอเจจะเลือกขึ้นดอกเบี้ยเกิน 25bp ต่อรอบประชุม แต่มีแนวโน้มว่าบีโอเจจะเร่งจังหวะการปรับดอกเบี้ยถี่ขึ้นจากเดิมทุก 6 เดือนท่ามกลางกระแสที่ว่าสหรัฐฯกำลังกดดันให้ญี่ปุ่นดำเนินนโยบายอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อแก้ปัญหาค่าเงินเยนที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ

    นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงขึ้นประกอบกับส่วนต่างดอกเบี้ยระยะสั้นที่แคบลงระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่น อาจนำไปสู่การทยอยปิดสถานะ Carry Trade ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 3,148 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตรสุทธิ 5,379 ล้านบาท

    “เงินบาท” วันนี้ 32.75-33.30  ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

    “เงินบาท” วันนี้ 32.75-33.30 ตลาดจับตาเงินเฟ้อสหรัฐฯ ชี้ขาดดอกเบี้ยเฟด

    สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า หลังตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้ปฏิกิริยาของตลาดยังค่อนข้างจำกัด สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคที่จะประกาศท้ายสัปดาห์นี้ในการชี้ขาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในวันที่ 16 ก.ย. หรือไม่

    นอกจากนี้ คาดว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะขึ้นดอกเบี้ยเป็น 2.50% ในการประชุมวันที่ 10 ก.ย.ส่วนทิศทางค่าเงินเยนมองว่าแม้การปรับคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอาจไม่ได้หนุนเงินเยนอย่างยั่งยืน แต่ขนาดของสถานะขายเงินเยนที่ยังคงค้างอยู่ในตลาด เพิ่มความเสี่ยงที่นักลงทุนจะทยอยปิดสถานะดังกล่าว หรือ Short Covering ซึ่งเปิดโอกาสให้เงินเยนแข็งค่าต่อได้ในระยะข้างหน้า

    สำหรับปัจจัยในประเทศ ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดแคบลงในเดือนก.ค.เป็น 1.6 พันล้านดอลลาร์ ทางด้านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่านโยบายการเงินในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายอย่างเต็มที่และยังไม่ใช่จังหวะที่เหมาะสมสำหรับการปรับลดดอกเบี้ย โดยธปท.ประเมินว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจตามศักยภาพของไทยอยู่ที่ราว 2.7% และความพยายามด้านนโยบายควรมุ่งเน้นไปที่การผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงปรับเข้าใกล้ระดับศักยภาพมากขึ้น

    อ่านข่าว:

    เงินบาทสัปดาห์นี้ 32.80-33.35 กรุงศรีฯเผยตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ

    “เงินบาท” แข็งค่าสุดรอบ 2 เดือน ซื้อขายในกรอบ 32.40-33.00

    “เงินบาท” แข็งค่ารอบกว่า 1 เดือน ซื้อขายกรอบ 32.80-33.40

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557542&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VRdgPm3nDCnmn_cLiOKWj