Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • อสังหาฯพลิกเกมเพิ่มทางรอด

    อสังหาฯพลิกเกมเพิ่มทางรอด

    ขณะเดียวกันยังมีโอกาสทางธุรกิจท่ามกลางความท้าทาย ทั้งการขยายตัวในพื้นที่ท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจในชลบุรี และภูเก็ต ที่สามารถขยายตัว และเติบโตได้ดีจากแรงซื้อของกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดย REIC มองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของ GDP การเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ช่วยส่งเสริมกำลังซื้อของภาคครัวเรือนให้มีความแข็งแกร่งขึ้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันทรงตัวอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำที่ 1% และ กนง.ได้ส่งสัญญาณแล้วว่าจะยังคงดอกเบี้ยต่อ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงยังมาจากหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังคงค้างอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารยกระดับมาตรฐานและเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยกู้ และคาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ 167,665 หน่วย เพิ่มขึ้น 17.6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีมูลค่า 429,839 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลให้ภาคเอกชนธุรกิจอสังหาฯ ต่างปรับตัวเพื่อหาทางรอดและสู้กับความท้าทายดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องของการให้สินเชื่อ อย่าง บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ หรือ SENA ผนึกธนาคารกรุงไทยและ “เคทีซี” หรือ บมจ.บัตรกรุงไทย ยกระดับความร่วมมือระหว่างภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสให้คนไทยเป็นเจ้าของบ้านและคอนโดมิเนียมคุณภาพได้ง่ายขึ้น ผ่านการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ ตั้งแต่การวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย การบริหารสภาพคล่องในช่วงเริ่มต้น ไปจนถึงการเข้าถึงสินเชื่อบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยงบริการทางการเงินและที่อยู่อาศัยเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อลดข้อจำกัดด้านเงินก้อนและสนับสนุนการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการของ SENA สำหรับค่าใช้จ่ายเงินจองและเงินทำสัญญา สามารถใช้สิทธิผ่อน 0% นาน 10 เดือน และรับคะแนน KTC FOREVER 10 เท่า

    นางสาวอุมาพร ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการและผู้อำนวยการอาวุโส สายงาน Corporate Marketing SENA กล่าวว่า “ที่อยู่อาศัยเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของครอบครัว SENA จึงมุ่งพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิต ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ความท้าทายของผู้ซื้อบ้านไม่ได้อยู่เพียงการเลือกที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม แต่ยังรวมถึงการบริหารภาระทางการเงินในช่วงเริ่มต้นด้วย ความร่วมมือระหว่าง SENA ธนาคารกรุงไทยและเคทีซีในครั้งนี้จึงเป็นการผสานจุดแข็งของทั้งสามองค์กร เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านการเงิน เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าสามารถวางแผนการมีบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

    นอกจากนี้ยังมี SC หรือ บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จับมือ ธนาคารกรุงเทพ นำเสนอโซลูชันเพื่อขยายการเข้าถึงบริการทางการเงิน สินเชื่อบุคคลที่มีบัญชีเงินฝากเป็นหลักประกัน มอบทางเลือกใหม่ในการซื้อบ้านให้ผู้บริโภค โดยใช้เงินฝากเป็นหลักประกัน ไม่ต้องจ่ายเงินสด ไม่ต้องจดจำนอง ไม่ต้องยื่นสินทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติม ชูจุดเด่น “บ้านและคอนโดก็ได้ เงินฝากก็อยู่” ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรับผลตอบแทนจากเงินฝาก และส่งเสริมการออมเงินระยะยาว

    ซึ่ง นายมงกุฎ เตโชฬาร กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพัฒนาทรัพย์สินแนวราบและการตลาด SC ระบุว่า SC ร่วมมือกับธนาคารกรุงเทพ เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อบ้านใช้ “บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพ” เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ทำให้เป็นเจ้าของบ้านและคอนโดฯ ได้ โดยไม่ต้องถอนเงินสดออกจากบัญชีเพื่อชำระค่าบ้าน

     “ถ้าซื้อบ้านด้วยเงินสด ผู้ซื้อก็จะเสียโอกาสได้รับดอกเบี้ย รวมถึงอาจสูญเสียผลตอบแทนจากเงินฝาก แต่ถ้ากู้ซื้อบ้านด้วยวิธีการทั่วไป ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายจากการจดจำนอง SC และธนาคารกรุงเทพ จึงได้ร่วมกันผลักดันโซลูชันใหม่ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ที่ช่วยให้ผู้ซื้อบ้านสามารถบริหารเงินได้อย่างยืดหยุ่น โดยใช้บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงเทพมาเป็นหลักประกัน ไม่ต้องจดจำนอง ไม่ต้องยื่นทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติม และสามารถรับดอกเบี้ยเงินฝากได้ตามปกติ” นายมงกุฎกล่าว.

    บุญช่วย ค้ายาดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1064396/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eM21vy-Vul-2gRXh7DGcB

  • รัฐบาล เดินหน้า 4 กลไก ลุยปราบสินค้าปลอมบนตลาดออนไลน์ เผย 7 เดือนระงับกว่า 1.4 พันรายการ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาล เดินหน้า 4 กลไก ลุยปราบสินค้าปลอมบนตลาดออนไลน์ เผย 7 เดือนระงับกว่า 1.4 พันรายการ : อินโฟเควสท์

    น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ประกอบการสุจริตจากปัญหาสินค้าปลอม และการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนตลาดออนไลน์ โดยกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้มอบหมายกรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งทำงานร่วมกับเจ้าของสิทธิ และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ วาง 4 กลไกสำคัญ ตั้งแต่ 1.การปิดกั้นเว็บไซต์และไลฟ์ที่มีเนื้อหาละเมิด 2.การเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาแบบ Real-Time 3.การพัฒนาแนวทางรับรองร้านค้าที่ใช้สิทธิอย่างถูกต้อง และ 4.การตรวจสอบเส้นทางการเงิน และขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง

    โดยผลการดำเนินงานในช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนช่องทางออนไลน์ได้ 140 คดี ยึดของกลางรวม 322,077 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 104.34 ล้านบาท และระงับการจำหน่ายสินค้าที่เข้าข่ายละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์รวม 1,471 รายการ สะท้อนถึงการยกระดับการปราบปรามจากการนำสินค้าละเมิดออกจากตลาด ไปสู่การป้องกันและตัดวงจรการละเมิดตั้งแต่ต้นทาง

    น.ส.ลลิดา กล่าวว่า แนวทางความร่วมมือที่ทุกฝ่ายกำหนดร่วมกัน มี 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

    ประการแรก การปิดกั้นเว็บไซต์ และการถ่ายทอดสดที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการระงับหรือลบเนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการเผยแพร่ภาพยนตร์ เพลง และผลงานลิขสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์หรือการถ่ายทอดสดออนไลน์

    ประการที่สอง การพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญากับแพลตฟอร์มผ่าน API แบบ Real-Time เพื่อให้แพลตฟอร์มสามารถตรวจสอบข้อมูลประกอบการคัดกรองร้านค้าและสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น เลขคำขอ ชื่อเจ้าของสิทธิ สถานะคำขอ และรายการสินค้า ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาและกำหนดรายละเอียดร่วมกัน

    ประการที่สาม การพัฒนาแนวทางรับรองร้านค้าที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิอย่างถูกต้อง โดยเตรียมหารือกับแพลตฟอร์มเพื่อจัดทำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ “IP Verified” สำหรับร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อเพิ่มข้อมูลประกอบการตัดสินใจให้ผู้บริโภค และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาหลักเกณฑ์และยังไม่ได้เปิดใช้ครบทุกแพลตฟอร์ม

    ประการที่สี่ การยกระดับการดำเนินคดีจากการจับผู้ขายไปสู่การขยายผลถึงเครือข่าย โดยประสานหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและเชื่อมโยงไปยังผู้จัดหา ผู้นำเข้า ผู้รับผลประโยชน์ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสามารถตัดวงจรการละเมิดได้ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่เพียงนำรายการสินค้าที่ตรวจพบออกจากแพลตฟอร์ม

    “รัฐบาลต้องการให้ตลาดออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ประชาชนซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องต้องไม่เสียเปรียบจากการแข่งขันกับสินค้าปลอมหรือสินค้าละเมิดสิทธิ การแก้ปัญหาจึงต้องทำทั้งระบบ ตั้งแต่ตรวจจับและระงับรายการ เชื่อมข้อมูลให้ตรวจสอบได้รวดเร็วขึ้น ไปจนถึงติดตามเส้นทางการเงินและขยายผลถึงเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง” น.ส.ลลิดา กล่าว

    ปัจจุบัน กรมทรัพย์สินทางปัญญาใช้กลไกความร่วมมือ ภายใต้บันทึกความเข้าใจกับแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงมาตรการ Notice and Takedown ในการรับแจ้ง ตรวจสอบ และระงับรายการสินค้าที่เข้าข่ายละเมิดออกจากระบบ ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน API แบบ Real-Time และแนวทาง IP Verified จะเป็นกลไกที่จะพัฒนาต่อ โดยต้องกำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์ และแพลตฟอร์มที่เข้าร่วมให้ชัดเจนก่อนนำมาใช้

    น.ส.ลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชน และเจ้าของสิทธิ ที่พบการจำหน่ายสินค้า หรือเนื้อหาที่อาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0 2547 4702 สายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์กรมทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงช่องทางรับแจ้งของแพลตฟอร์มที่มีความร่วมมือกับกรม ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok Shop, LINE และ Nex Gen Commerce

    “ก่อนซื้อสินค้าทางออนไลน์ ประชาชนควรตรวจสอบชื่อร้านค้า รายละเอียดและราคาสินค้า รีวิว เงื่อนไขการคืนสินค้า และเก็บหลักฐานการซื้อขายทุกครั้ง ขณะเดียวกัน ไม่ควรสรุปว่า ร้านค้าที่ไม่มีเครื่องหมาย IP Verified เป็นร้านค้าที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากแนวทางรับรองดังกล่าว ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และกำหนดหลักเกณฑ์ก่อนนำมาใช้อย่างเป็นทางการ” รองโฆษกรัฐบาล ระบุ

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643845&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SxJISOhn5diCbcbEIMNXr

  • เบื้องหลัง “พืชสวนโลกโคราช 2029” เดิมพันครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มีแค่งานโชว์ (2)

    เบื้องหลัง “พืชสวนโลกโคราช 2029” เดิมพันครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มีแค่งานโชว์ (2)

    มหกรรมพืชสวนโลกนครราชสีมา 2572 ถูกวางโจทย์ไว้ใหญ่กว่าการเป็นงานแสดงพืชสวนระดับโลกตั้งแต่ต้น เพราะรัฐบาลมองงานนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่จะใช้ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าและการลงทุน และยกระดับภาคเกษตรไทย

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุชัดว่า เป้าหมายของการจัดงานครอบคลุมทั้งการกระตุ้นธุรกิจส่งออกผลผลิตการเกษตรและธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนการต่อยอดงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเกษตร

    และที่สำคัญคือการพัฒนาพื้นที่หลังการจัดงานให้เกิดเป็น “พื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่” ตามแนวคิดอีสานเกตเวย์และระเบียงเศรษฐกิจอีสาน

    พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้นไม้ ดอกไม้ พืชพรรณ สวนสวย เป็นเพียงสิ่งที่คนมองเห็น แต่เป้าหมายที่รัฐบาลต้องการให้เกิดขึ้นหลังฉากคือ “ระบบเศรษฐกิจใหม่” งานระดับ A1 ที่เปิดโอกาสให้ไทยนำเสนอศักยภาพด้านพืชสวน การเกษตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่อผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศ

    ขณะเดียวกันก็ต้องการใช้เวทีนี้เชื่อมภาคเกษตรของไทยเข้ากับตลาด การท่องเที่ยว และองค์ความรู้ใหม่

    กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า แนวคิดของงานจะผสมผสานนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเน้นเกษตรกรรมยั่งยืน เทคโนโลยีการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์พืช การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และการสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

    เบื้องหลัง “พืชสวนโลกโคราช 2029” เดิมพันครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มีแค่งานโชว์ (2)

    ตัวเลขที่รัฐบาลคาดหวังจึงสะท้อนว่าเดิมพันครั้งนี้ไม่เล็ก กระทรวงเกษตรฯ ประเมินว่า งานพืชสวนโลกโคราชจะมีเงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท เพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศราว 9,163 ล้านบาท สร้างรายได้ภาษีประมาณ 3,429 ล้านบาท

    และก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 36,003 อัตรา ตัวเลขเหล่านี้ทำให้งานไม่ได้ถูกวัดเฉพาะจำนวนผู้เข้าชม แต่ถูกผูกเข้ากับผลทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะกระจายออกไปยังธุรกิจท่องเที่ยว บริการ การเกษตร การค้า และการจ้างงานด้วย

    แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ภาคเกษตรถูกวางให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลัก ไม่ใช่เพียงฉากหลังของงาน เพราะธีมของโคราช เอ็กซ์โป 2029 ให้ความสำคัญกับ “ครัวของโลกและอาหารแห่งอนาคต” รวมถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมพืชสวนยั่งยืน ความหลากหลายทางชีวภาพ และเมืองแห่งอนาคต

    กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า ภายในงานจะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติด้านพืชสวนสมัยใหม่ และเปิดโอกาสให้เกษตรกรและชุมชนเกษตรกรรมได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมมาตรฐานการผลิต เทคโนโลยี และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตร

    ดังนั้น หากงานทำได้ตามเป้าหมาย สิ่งที่ควรเหลือไว้จึงไม่ใช่เพียงสวนสวยหรืออาคารนิทรรศการ แต่ควรเป็น องค์ความรู้ เทคโนโลยี เครือข่ายธุรกิจ และตลาดใหม่ของสินค้าเกษตรไทย

    ภาพโมเดลพื้นที่จัดงานที่ โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา

    ตัวงานสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดลองให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร นักวิจัย และบริษัทเทคโนโลยีได้พบกัน ขณะที่นักลงทุนและผู้เข้าชมจากต่างประเทศจะเป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ต่อสินค้าและศักยภาพของภาคเกษตรไทย

    สอดคล้องกับเป้าหมายที่กระทรวงเกษตรฯ ระบุไว้ตั้งแต่การผลักดันโครงการว่า ต้องการใช้มหกรรมเป็นเวทีแสดงศักยภาพด้านพืชสวนของไทย พร้อมกระตุ้นทั้งการส่งออก การท่องเที่ยว และการวิจัยพัฒนา

    อีกชั้นหนึ่งที่สำคัญคือ “อีสานเกตเวย์”

    แนวคิดนี้ทำให้งานไม่ได้ถูกมองแยกออกจากยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะนครราชสีมาถูกวางบทบาทเป็นประตูสู่ภาคอีสาน

    การมีมหกรรมระดับนานาชาติในพื้นที่จึงถูกคาดหวังว่า จะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเดินทางเข้าสู่ภูมิภาค และนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่ต่อเนื่องหลังงาน

    กระทรวงเกษตรฯ ระบุโดยตรงว่า การพัฒนาพื้นที่หลังการจัดงานเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายในการสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจใหม่ตามแนวคิดอีสานเกตเวย์และระเบียงเศรษฐกิจอีสาน

    โจทย์จึงย้อนกลับมาที่คำว่า “Legacy” หรือมรดกหลังงาน ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญมากขึ้นในการเตรียมงานระยะหลัง

    โดยกระทรวงเกษตรฯ ระบุให้จัดทำแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้พื้นที่จัดงานกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่หมดบทบาททันทีเมื่อมหกรรมสิ้นสุด แต่ต้องสามารถพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และสร้างรายได้ให้กับประชาชน รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรไทยในระยะยาว

    นี่จึงเป็นบททดสอบที่สำคัญของโคราช เพราะ งบประมาณ 4,281 ล้านบาทที่รัฐบาลอนุมัติไว้ ไม่ได้ควรถูกมองเป็นเพียงต้นทุนของการจัดงาน แต่เป็นเงินลงทุนที่ต้องตอบให้ได้ว่าจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมกลับมาอย่างไร

    โมเดลแสดงพื้นที่จัดงาน

    หากหลังปิดงานพื้นที่สามารถกลายเป็นศูนย์กลางด้านเกษตร นวัตกรรม การเรียนรู้ การท่องเที่ยว หรือธุรกิจใหม่ได้ เงินก้อนนี้ก็จะมีความหมายมากกว่าการสร้างมหกรรมครั้งหนึ่งแล้วจบไป

    ท้ายที่สุด “พืชสวนโลกโคราช” จึงมีเดิมพันอยู่สองชั้น ชั้นแรกคือ ประเทศไทยต้องจัดงาน A1 ให้สำเร็จและสมศักดิ์ศรีบนเวทีโลก

    ส่วนชั้นที่สอง ซึ่งอาจสำคัญกว่า คือการพิสูจน์ว่าเวทีระดับโลกครั้งนี้สามารถทิ้งผลประโยชน์ไว้กับโคราชและภาคอีสานได้จริง ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ นักวิจัย ไปจนถึงคนทำงานและธุรกิจท้องถิ่น

    เพราะถ้าความสำเร็จวัดกันเพียงจำนวนคนที่เดินเข้าประตูงาน เมื่อประตูปิดลงในปี 2573 ทุกอย่างก็อาจจบลงพร้อมกัน แต่ถ้าสามารถสร้าง “ระบบเศรษฐกิจใหม่” ต่อจากงานได้ นั่นต่างหากคือความหมายที่แท้จริงของการเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก

    (อ่านรายละเอียด: ทำไมต้อง “โคราช” เมื่อไทยเดินหน้าจัด “มหกรรมพืชสวนโลก” อีกครั้ง (1))

    ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  สถานที่จัดงานพืชสวนโลกแห่งใหม่ ปี 2572 / ภาพจากเพจ ฉันคนโคราช : นครราชสีมา

    จากศูนย์วิจัยโคนม สู่พื้นที่จัดมหกรรมระดับโลก

    พื้นที่จัดงานแห่งใหม่ของ Korat Expo 2029 คือส่วนหนึ่งของศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง ในความดูแลของกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมดประมาณ 2,082 ไร่ โดยพื้นที่ที่กำหนดใช้จัดมหกรรมมีราว 874 ไร่ หรือมากกว่า 1.3 ตารางกิโลเมตร

    ศูนย์แห่งนี้มีประวัติย้อนไปถึงปี 2519 ก่อนพัฒนาเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนมในปัจจุบัน ทำหน้าที่ด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมโคนม รวมถึงเทคโนโลยีการเลี้ยงโคที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของประเทศไทย

    ภาพจากเพจ  ฉันคนโคราช : นครราชสีมา เบื้องหลัง “พืชสวนโลกโคราช 2029” เดิมพันครั้งใหญ่ที่ไม่ได้มีแค่งานโชว์ (2)

    จุดแข็งสำคัญของพื้นที่คือทำเลและความพร้อมโดยรอบ ตั้งอยู่ใกล้ถนนมิตรภาพ ห่างจากสถานีรถไฟปากช่องประมาณ 10 กิโลเมตร และมีโรงพยาบาลหลักในระยะ 7–8 กิโลเมตร ขณะที่อำเภอปากช่องมีโรงแรมและที่พักประมาณ 318 แห่ง รองรับนักท่องเที่ยวได้อยู่แล้ว

    การเลือกพื้นที่แห่งนี้จึงสะท้อนโจทย์ใหม่ของ Korat Expo 2029 อย่างน่าสนใจ จากพื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางงานวิจัยด้านปศุสัตว์ กำลังจะถูกต่อยอดสู่เวทีพืชสวนระดับโลก

    และหลังงานจบลง คำถามสำคัญคือพื้นที่ 874 ไร่แห่งนี้จะถูกพัฒนาให้กลายเป็น “มรดก” ทางเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยวของโคราชได้จริงเพียงใด

     ภาพจากเพจ ฉันคนโคราช : นครราชสีมา

    เมื่อความหวังของ อ.คง กลายเป็นความผิดหวัง

    สำหรับคนในโคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคงและพื้นที่ตอนเหนือของนครราชสีมา การสูญเสียสิทธิ์เป็นเจ้าภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการพลาดงานระดับโลก แต่หมายถึงการสูญเสียโอกาสพัฒนาที่เฝ้ารอมานาน

    ชาวบ้าน 8 อำเภอที่ออกมาคัดค้านการย้ายพื้นที่มองว่า มหกรรมพืชสวนโลกอาจเป็นโอกาสสำคัญในการดึงงบประมาณและโครงสร้างพื้นฐานเข้าสู่พื้นที่ที่ถูกมองว่าห่างไกลความเจริญ

    ขณะที่บางกลุ่มถึงกับเรียกพื้นที่ตอนเหนือของโคราชว่า “โซนแอฟริกาโคราช” เพื่อสะท้อนความรู้สึกว่าพื้นที่ยังขาดการพัฒนาเมื่อเทียบกับเขตเศรษฐกิจอื่นของจังหวัด

    ความผิดหวังยิ่งหนักขึ้น เพราะการเตรียมงานในพื้นที่เดินหน้ามาหลายปี ชาวบ้านอำเภอคงให้ข้อมูลกับสื่อว่า พื้นที่ป่าเต็งรังราว 678 ไร่ถูกปรับเพื่อเตรียมจัดงาน

    ขณะที่ชุมชนเริ่มเตรียมกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยว มีการซ้อมนางรำกว่า 1,300 คนเพื่อใช้โปรโมตงานมาตั้งแต่ปี 2567 และหลายพื้นที่โดยรอบเริ่มวางแผนรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจ

    เมื่อ ครม.มีมติย้ายสถานที่ ความรู้สึกของคนในพื้นที่จึงไม่ต่างจากการสูญเสียสิ่งที่ลงทุนทั้งแรงกาย เวลา และความหวังไปแล้ว

    ภาพโมเดลพื้นที่จัดงานที่ โคกหนองรังกา ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา

    ประเด็นที่ร้อนแรงกว่านั้นคือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อบทบาทของการเมืองในพื้นที่ โดยตัวแทนชาวบ้านอำเภอคง ตั้งคำถามถึงรัฐบาลและตัวแทนทางการเมือง

    โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลที่มี ส.ส.ในพื้นที่ ว่าไม่ได้รับฟังเสียงประชาชน ขณะที่ตัวแทนประชาชนจาก 8 อำเภอได้ยื่นหนังสือผ่าน ส.ส. และคณะกรรมาธิการเกษตรฯ

    เพื่อขอให้ทบทวนมติ โดยตั้งข้อสังเกตทั้งเรื่องการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และผลกระทบต่อโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่เดิม

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าการตัดสินใจย้ายพื้นที่มาจากการประเมินความพร้อมและความคุ้มค่าของการลงทุน ไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง

    โดยรัฐบาลยังมอบหมายให้จังหวัดนครราชสีมาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนใช้ประโยชน์พื้นที่เดิมที่อำเภอคง โดยเปิดให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้การเตรียมพื้นที่ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า และสามารถต่อยอดเป็นประโยชน์ด้านอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้

    และสำหรับ อ.คง สิ่งที่สูญเสียไปจึงไม่ใช่เพียงสิทธิ์ในการเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนโลก แต่คือคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า หลังความหวังหลายปีถูกย้ายออกไปแล้ว พื้นที่และผู้คนที่เคยเตรียมตัวเพื่ออนาคตครั้งนี้ จะได้รับ “โอกาสใหม่” อะไรมาทดแทน..

    ที่มา:

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, AIPH และข้อมูลการเตรียมงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะเป้าหมายด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การท่องเที่ยว R&D และ Legacy Plan (Ministry of Agriculture and Cooperatives) กรมปศุสัตว์ และข้อมูลประกอบมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 กันยายน 2569

    ไทยพีบีเอส: “สุริยะ” แจงย้ายพืชสวนโลกไป “ปากช่อง” เหตุพร้อมกว่า อ.คง

    มติชน: ย้อนไทม์ไลน์ 4 นายกฯ มหากาพย์เปลียนที่จัดพืชสวนโลก จาก อ.คง มาเป็นปากช่อง ชาวบ้านเศร้าเสียป่า 678 ไร่ฟรีๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/748208&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G2URiABI63jmMky6QxI-0

  • ปตท. ชู ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ เปิดโอกาสการลงทุน ขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero 2050

    ปตท. ชู ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ เปิดโอกาสการลงทุน ขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero 2050

    ปตท. ชูวิสัยทัศน์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน โดยเน้นสร้างสมดุลความมั่นคงทางพลังงาน ค่าพลังงาน และความยั่งยืน พร้อมเดินหน้าโครงการ CCS และโมเดล I-SPARK ลดคาร์บอนได้ 9 ล้านตัน/ปี พร้อมสร้างงานและโอกาสค้าคาร์บอนเครดิตระดับนานาชาติ

    • ปตท. ผลักดันเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเพื่อดึงดูดการลงทุนและขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 โดยให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับแรก
    • มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ผ่านโครงการในภาคตะวันออก เพื่อลดผลกระทบจากการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลัก
    • เสนอโมเดล “I-SPARK” เพื่อเป็นต้นแบบการลงทุนในพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และผลิตภัณฑ์ชีวภาพ สำหรับภาคอุตสาหกรรม
    • วางแผนลงทุนอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ใน 10 ปี เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน 9 ล้านตันต่อปี สร้างงาน และเปิดโอกาสการค้าคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ

    ในเวทีเสวนาหัวข้อ “Building Thailand’s Next Growth Engine: Climate-Resilient Panel 2: From Ambition to Execution: Policy Architecture and Low-carbon cities in Action” จากงาน Bangkok Business Summit 2026 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้รับเกียรติจาก รัฐกร กัมปนาทแสนยากร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการปรับตัวของภาคพลังงานไทย 

    รัฐกรเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยคาร์บอนต่ำ โดยกล่าวว่า การเปลี่ยนความทะเยอทะยานไปสู่การปฏิบัติจริง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย ในการรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน และสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศไทยได้มากขึ้น รวมถึงผลักดันให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับ แผน NDC 3.0  และเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ของประเทศไทย

    สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ปตท. ยึดหลักการสร้างสมดุลในสามมิติสำคัญอย่างเคร่งครัด โดยรัฐกรระบุว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” จะต้องเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับประเทศไทยเสมอ จากนั้นจึงต้องสร้างสมดุลร่วมกับ “ความสามารถในการจ่ายค่าพลังงาน” และ “ความยั่งยืน” เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม

    ปตท. ชู ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ เปิดโอกาสการลงทุน ขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero 2050

    เมื่อมองทิศทางพลังงานโลกและไทยไปจนถึงปี 2050 “ก๊าซธรรมชาติ” จะยังคงทำหน้าที่เป็น “พลังงานปลายทาง” ที่มีความสำคัญยิ่ง ดังนั้นจึงต้องจัดหาก๊าซธรรมชาติให้เพียงพอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกันก็ต้องหาทางลดคาร์บอนจากการใช้ก๊าซธรรมชาติควบคู่กันด้วย

    เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน หรือ CCS (Carbon Capture and Storage) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยตอบโจทย์การลดคาร์บอน โดยปัจจุบันกลุ่ม ปตท. กำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนา “Eastern Thailand CCS Hub Project” โครงการศึกษาและพัฒนาศูนย์กลางการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย คาดว่าจะสามารถดักจับและกักเก็บคาร์บอนได้อย่างน้อย 5 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยโครงการเริ่มดำเนินการจริงได้ภายในปี 2035

    เพื่อเปิดทางให้การพัฒนาโครงการ CCS เชิงพาณิชย์เป็นไปได้อย่างราบรื่น รัฐกรระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีกฎระเบียบและข้อบังคับที่ถูกต้อง พร้อมสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนหันมามองโครงการเหล่านี้ว่ามีโอกาสและคุ้มค่าต่อการลงทุน

    นอกจากนี้ ปตท. ยังได้แนะนำโมเดลแซนบ็อกซ์ที่เรียกว่า “I-SPARK Model” เพื่อทดลองและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับเชิงพาณิชย์ โดยแบ่งออกเป็น 3 เสาหลักสำคัญ เสาหลักแรกคือ “Grow Energy Solution” เน้นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อจัดหาพลังงานสะอาดให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาระบบคลังนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว และการดำเนินโครงการ CCS เพื่อเป็นทางเลือกในการลดคาร์บอนในภาคไฟฟ้าบางส่วน

    เสาหลักที่สองคือ “Share Infrastructure” ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากบริษัทในเครือด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง PTT Tank ในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนด้านคลังเก็บพลังงานที่จำเป็นและทำหน้าที่ให้บริการแก่กลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในอนาคต 

    สำหรับเสาหลักที่สามคือ “Low-carbon specialty, bio-based and circularity” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษคาร์บอนต่ำ และการหมุนเวียนทรัพยากร ซึ่ง ปตท. มีโครงการรีไซเคิลและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบัน

    การขับเคลื่อนการลงทุนตามแผนงาน 10 ปีของ ปตท. คาดว่าจะใช้เงินลงทุนอย่างน้อย 5,000 ล้านดอลลาร์ คาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศได้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างผลเชิงบวกต่อ GDP ของประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้จะสร้างตำแหน่งงานใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10,000 อัตรา พร้อมกับรักษางานในอุตสาหกรรมเดิมเอาไว้ และสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลงได้อย่างน้อย 9 ล้านตันต่อปี

    ขณะเดียวกัน โครงการนี้ยังสร้างโอกาสการค้าคาร์บอนเครดิตระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยได้หารือร่วมกับประเทศที่มีข้อบังคับด้านการลดคาร์บอนอย่างสิงคโปร์ภายใต้กรอบความร่วมมือตาม Article 6 

    “ในวันนี้เราสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติได้แล้ว แต่เรายังไม่มีความพร้อมในด้านแหล่งกักเก็บ จึงต้องปล่อยมันคืนสู่ชั้นบรรยากาศ แต่หากเราสามารถใช้เครดิตเพื่อทำการค้ากับประเทศอย่างสิงคโปร์ได้ โครงการกักเก็บคาร์บอนในไทยก็อาจเกิดขึ้นจริงได้เร็วยิ่งขึ้น” รัฐกรกล่าว

    โครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ในการยกระดับประเทศไทย ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่สามารถนำไปปรับใช้ในภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศต่อไป

    ปตท. ชู ‘เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ’ เปิดโอกาสการลงทุน ขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero 2050

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1250631&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dd4UfkNbTDNE7ii0f4BgA

  • จับตาทำนายช็อกโลก! “นอสตราดามุสแห่งจีน” กาง 5 คำทำนายปี 2027 เตือนสหรัฐฯ

    จับตาทำนายช็อกโลก! “นอสตราดามุสแห่งจีน” กาง 5 คำทำนายปี 2027 เตือนสหรัฐฯ

    แม้จะเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะก้าวข้ามผ่านปีไป แต่กระแสการทำนายอนาคตโลกกลับเริ่มถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เมื่อ เจียง เสวี่ยฉิน หรือที่รู้จักกันในนาม “ศาสตราจารย์เจียง” เจ้าของช่อง YouTube “Predictive History” ผู้ได้รับการขนานนามว่า “นอสตราดามุสแห่งจีน” ได้ออกมาเปิดเผยคำทำนายสุดช็อก 5 ประการสำหรับปี 2027 ซึ่งเขาระบุว่าจะสร้างความระสับระส่ายและผลกระทบครั้งใหญ่ให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา

    1. สหรัฐฯ ส่งกำลังทหารบุกติดหล่มในอิหร่าน

    ศาสตราจารย์เจียงทำนายว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะบานปลายจากการโจมตีทางอากาศไปสู่การส่งกำลังทหารบกบุกเต็มรูปแบบ และจะกลายเป็นสงครามยืดเยื้อที่ทำให้กองทัพสหรัฐฯ ติดหล่มอยู่ในอิหร่านนานถึง 5–10 ปี ซึ่งสอดคล้องกับรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศที่เริ่มกังวลถึงแนวโน้มการขยายกำลังทหารในภูมิภาคดังกล่าว

    2. บังคับใช้ระบบเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ

    สืบเนื่องจากการบุกอิหร่าน คำทำนายระบุว่าสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับภาวะขาดแคลนกำลังพล จนนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ โดยชายหนุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจะถูกเกณฑ์เข้าสู่กองทัพเพื่อส่งไปทำศึกต่างแดน

    3. สถาบันICE มีอำนาจล้นมือ-ส่งกองกำลังเฝ้าทุกเมืองใหญ่

    ศาสตราจารย์เจียงเตือนว่า ปัญหาภายในประเทศจะถูกมองข้าม โดยภายในปี 2027 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) จะได้รับอำนาจควบคุมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่กองกำลังรักษาดินแดน จะถูกส่งไปประจำการในเมืองใหญ่ทุกแห่งทั่วสหรัฐฯ เพื่อควบคุมสถานการณ์ความวุ่นวาย

    4. เศรษฐกิจอเมริกาและเศรษฐกิจโลกพังทลาย

    หากสหรัฐฯ ติดหล่มสงครามในอิหร่านนานถึง 4–5 ปี และพ่ายแพ้ในศึกนี้ จะนำไปสู่การล่มสลายของระบบเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์การขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก ก็จะเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำลายระบบเศรษฐกิจทั่วโลกให้พังทลายลงตามไปด้วย

    KENT NISHIMURA / AFP

    5. เกิด “สงครามกลางเมือง” รูปแบบใหม่

    ศาสตราจารย์เจียงอธิบายว่า คำว่าสงครามกลางเมืองในยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงกองทัพสองฝ่ายถืออาวุธมารบกันบนท้องถนน แต่จะปรากฏในรูปของความไม่พอใจของประชาชนทั่วประเทศ การจลาจล การประท้วง การก่อการร้าย และความขัดแย้งระดับต่ำที่กระจายตัวอยู่ทุกพื้นที่พร้อมๆ กัน จนสร้างความสั่นคลอนให้แก่เสถียรภาพของประเทศอย่างหนัก

    ทั้งนี้ คำทำนายดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์และคาดการณ์จากมุมมองส่วนบุคคลของศาสตราจารย์เจียง ซึ่งเคยทำนายผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ปี 2024 ได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐฯ ยังคงปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการเกณฑ์ทหารและการส่งกำลังบุกทางบกในปัจจุบัน

    แหล่งอ้างอิง

    1. LADBible

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9906058/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03M0iPqa5wD4R78GC_udwM

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 7 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 7 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติดเศรษฐกิจโลก-ไทย 7 ก.ย. 69: ตลาดสหรัฐฯ ปิด Labor Day จับตาแรงดันราคาน้ำมัน-บาทแกว่งตัว

    เริ่มต้นสัปดาห์ใหม่ในวันที่ 7 กันยายน 2569 บรรยากาศการลงทุนในตลาดการเงินโลกและทิศทางเศรษฐกิจไทยมีหลายประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งปัจจัยวันหยุดในฝั่งตะวันตก ทิศทางราคาพลังงานที่ยังคงตึงเครียด รวมถึงแนวโน้มสินค้าเกษตรและค่าเงินบาทไทย

    ตลาดการเงินสหรัฐฯ หยุดทำการเนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)

    สำหรับการเคลื่อนไหวในตลาดโลก วันจันทร์นี้ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรของสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันแรงงาน (Labor Day) ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายในตลาดการเงินทั่วโลกเบาบางลงในช่วงเริ่มต้นสัปดาห์ ก่อนที่นักลงทุนจะกลับมาจับตาการรายงานตัวเลขเงินเฟ้อสำคัญของสหรัฐฯ ในช่วงกลางสัปดาห์

    แรงดันราคาพลังงานพุ่งจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

    แม้ตลาดสหรัฐฯ จะหยุดทำการ แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยหลักที่กดดันตลาดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในตลาดโลกยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับสูงใกล้เคียง $95 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อเนื่องต่อต้นทุนการขนส่งและอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทย: จับตาเงินบาท ยางพารา และปัจจัยอุทกภัย

    ในส่วนของภาคเศรษฐกิจไทย มีประเด็นสำคัญประจำสัปดาห์ที่นักลงทุนและผู้ประกอบการต้องติดตาม ดังนี้

    ค่าเงินบาท: ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวที่ 32.50–33.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องติดตามกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติ (Capital Flow) รวมถึงรายงานตัวเลขเงินเฟ้อของไทย

    ราคายางพารา: การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คาดการณ์ทิศทางราคายางพาราไทยช่วงต้นสัปดาห์นี้ว่าจะเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัวถึงปรับขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากภาวะฝนตกชุกในหลายพื้นที่ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง แม้ยังมีปัจจัยกดดันจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในจีนก็ตาม

    มาตรการรับมือภัยพิบัติ: ภาคธุรกิจยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัยและน้ำท่วมฉับพลันในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม การขนส่งสินค้า และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

    โดยรวมแล้ว การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวันนี้จึงเป็นการเริ่มต้นสัปดาห์ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง แม้ปริมาณการซื้อขายในตลาดโลกอาจชะลอตัวจากวันหยุดสหรัฐฯ แต่ปัจจัยกดดันด้านราคาพลังงานและสภาพอากาศในประเทศยังเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจไม่ควรมองข้าม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/319805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S8s1d5JNhgoqzVaxYhf_r

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 7 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 7 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    พายุการเมือง–เศรษฐกิจรอบใหม่! จับตา 7 ก.ย. “สนธิ” ขยับ–รัฐบาลรับศึกซักฟอก ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลก

    วันที่ 7 กันยายน 2569 เปิดฉากสัปดาห์ใหม่ด้วยความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาทั้งการเมืองไทย เศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะแรงกดดันต่อรัฐบาลที่ต้องรับมือทั้งกระแสการเคลื่อนไหวนอกสภา การเตรียมเกมอภิปรายของฝ่ายค้าน และการปรับทีมสื่อสารรัฐบาล ขณะที่ตลาดการเงินโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและทิศทางดอกเบี้ย

    การเมืองไทยจับตา “สนธิ” ขยับ–รัฐบาลเร่งปรับทัพรับแรงปะทะ

    ไฮไลต์สำคัญของการเมืองไทยอยู่ที่การนัดแถลงจุดยืนของ นายสนธิ ลิ้มทองกูล ซึ่งส่งสัญญาณเตรียมเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยมีประเด็นการยื่นหนังสือประท้วงต่อสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเป็นหนึ่งในความเคลื่อนไหวที่ถูกจับตา ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องประเมินสถานการณ์และบริหารแรงกดดันให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

    พร้อมกันนั้น รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการปรับทีมด้านการสื่อสาร หลังตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่างลง โดยมีการจับตาชื่อบุคคลที่จะเข้ามารับหน้าที่ใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสื่อสารนโยบายและรับมือกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง

    อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านเริ่มเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น ด้วยการเตรียมทีมลงพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับการอภิปรายและการตรวจสอบรัฐบาล สะท้อนว่าบรรยากาศทางการเมืองกำลังเข้าสู่ช่วงที่ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องเตรียมกำลังรับมือกันอย่างเต็มรูปแบบ

    เศรษฐกิจโลกชะลอซื้อขาย แต่แรงกดดันพลังงานยังต้องเฝ้าระวัง

    ด้านเศรษฐกิจ วันที่ 7 กันยายน ตลาดการเงินสหรัฐฯ ปิดทำการเนื่องในวัน Labor Day ส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายในตลาดโลกช่วงต้นสัปดาห์อาจเบาบางลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อและแนวโน้มดอกเบี้ย

    ขณะที่ราคาพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง และเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันประเทศไทยยังต้องติดตามทิศทางเงินบาท ราคาสินค้าเกษตร และผลกระทบจากสถานการณ์ฝนตกหนักและอุทกภัยที่อาจกระทบภาคการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน

    เวทีโลกจับตา ICJ–เศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อม

    สำหรับสถานการณ์ต่างประเทศ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ เตรียมเปิดการไต่สวนสาธารณะเกี่ยวกับข้อคัดค้านเบื้องต้นของเยอรมนีในคดีที่นิการากัวยื่นฟ้องเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอล ซึ่งเป็นอีกประเด็นด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับความสนใจ เพราะอาจเชื่อมโยงไปถึงการตีความพันธกรณีด้านมนุษยธรรมและการส่งออกอาวุธในอนาคต

    ขณะเดียวกัน ตลาดการเงินโลกยังรอประเมินทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐฯ และแนวโน้มการตัดสินใจด้านดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป ขณะที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขระดับโลกยังถูกผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศและแนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน

    คนไทยรับมือฝน–น้ำท่วมและสาธารณูปโภค

    ส่วนความเคลื่อนไหวที่กระทบชีวิตประจำวัน ประชาชนยังต้องติดตามประกาศเตือนฝนตกหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศไทยตอนบน ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมขัง การจราจรติดขัด และกระทบการเดินทางในช่วงเช้า

    นอกจากนี้ หลายพื้นที่ยังมีประกาศเกี่ยวกับการหยุดจ่ายไฟฟ้าและน้ำประปาชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงระบบ ทำให้ประชาชนควรตรวจสอบประกาศของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเตรียมสำรองน้ำ รวมถึงวางแผนเส้นทางก่อนออกเดินทาง

    7 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งวันเปิดสัปดาห์ที่ต้องจับตาหลายด้านพร้อมกัน ตั้งแต่การเมืองไทยที่เริ่มมีแรงปะทะรอบใหม่ เกมตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายค้าน ทิศทางเศรษฐกิจและราคาพลังงาน ไปจนถึงความเคลื่อนไหวบนเวทีโลกและปัจจัยด้านสภาพอากาศที่กระทบชีวิตประจำวัน โดยทุกประเด็นล้วนมีโอกาสส่งผลต่อทิศทางประเทศในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/319809&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yajh7nedyKcOjrJ80D7yp

  • “อนุสรณ์” แนะกำกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” อย่างมียุทธศาสตร์ ห่วงช่องโหว่กม. ทำไทยได้ไม่คุ้มเสีย : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” แนะกำกับ “ดาต้าเซ็นเตอร์” อย่างมียุทธศาสตร์ ห่วงช่องโหว่กม. ทำไทยได้ไม่คุ้มเสีย : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องกำกับอย่างมียุทธศาสตร์ จะปล่อยให้มีการเข้ามาลงทุนอย่างไร้ทิศทาง ไร้การจัดระเบียบไม่ได้ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย และความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม อาจสร้างผลกระทบต่อสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง การลงทุนในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็จะไม่คุ้มค่า

    ประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุน Data Center ที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน เม็ดเงินลงทุนพุ่งจากราว 1 แสนล้านบาทในปี 2567 เป็น 7.3 แสนล้านบาทในปี 2568 (เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในปีเดียว) โดยศูนย์ข้อมูลกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ถึง 35 แห่ง จากทั้งหมดอย่างน้อย 65 แห่งทั่วประเทศ ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่ปริมาณเงินที่ดึงได้ แต่คือการมียุทธศาสตร์ชัดเจน กำกับดูแล และการเตรียมความพร้อม ตลอดจนการตั้งกติกาก่อนที่อำนาจต่อรองจะหมดไปหลังสัญญาการลงทุนเดินหน้า

    ศูนย์ดาต้าขนาดใหญ่ ต้องไม่อยู่ใจกลางเมือง เสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และความปลอดภัยสาธารณะ หากมีการอนุญาตให้ก่อสร้างไปแล้วโดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือไม่มีการบังคับใช้กฎหมายจากการติดสินบน ต้องมีการสอบสวน ตรวจสอบ ทบทวน และยกเลิกใบอนุญาตได้ เพื่อประโยชน์ต่อความปลอดภัยสาธารณะหากมีการตรวจพบว่าการอนุญาตไม่ถูกต้องและอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การวิเคราะห์การลงทุนด้วยมิติเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ผลตอบแทนสุทธิที่ตกถึงคนไทย อาจต่ำกว่าที่ตัวเลขเงินลงทุนที่รายงาน เนื่องจากเงินลงทุน 45–60% รั่วไหลออกเป็นค่าฮาร์ดแวร์นำเข้า อุปกรณ์ต่างๆ นำเข้าเกือบทั้งหมด แทบไม่มีการผลิตภายในประเทศ การจ้างงานถาวรเฉลี่ยเพียง 20–30 คนต่อการใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมตกอยู่กับสังคมไทย กำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้ระบบ Data Center ในไทยเพิ่มจาก 135 MW ในปี 2566 เป็น 200 MW ในปี 2567 และคาดว่าจะถึง 270 MW ภายในปี 2572

    โดยจุดที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า เป็นคอขวดจริงของระบบไฟฟ้าไทย ไม่ใช่กำลังการผลิต (ซึ่งล้นจนประชาชนจ่ายค่าความพร้อมจ่ายปีละหลายหมื่นล้านบาท) แต่คือโครงข่ายสายส่ง โดยเฉพาะเมื่อ Data Center ตั้งในจุดที่ใช้ไฟหนาแน่นอยู่แล้ว อย่างกรุงเทพฯ

    ในด้านการใช้ทรัพยากรน้ำ ไทยมีความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress) สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ เนื่องจากไม่มีการลงทุนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีการทุจริตจากโครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำสูง ศูนย์ Data Center ในหลายพื้นที่ จะดันความต้องการใช้น้ำสูงสุดในช่วงร้อนแล้ง ซึ่งชนกับความต้องการของภาคเกษตรและครัวเรือนพอดี รัฐบาลต้องบริหารจัดการความเพียงพอของทรัพยากรน้ำให้ดี

    “การที่หน่วยงานของรัฐไทยในช่วงที่ผ่านมา ปล่อยปละละเลยให้มีการลงทุนโดยไม่มีการกำกับดูแล ไม่จัดโซนนิ่งให้ดี ไม่ประเมินผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้า พลังงานและน้ำว่าเป็นอย่างไร อาจเกิดความขัดแย้ง และผลกระทบขึ้นมาจนยากจะควบคุมได้” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า การลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่ไฮเทค สร้างฐานรายได้ใหม่ๆ ให้ประเทศได้ก็ต่อเมื่อเราต้องสามารถยกระดับทักษะทุนมนุษย์ พัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้ การจ้างงานในอุตสาหกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ไม่มากอยู่แล้ว แต่เราสามารถปลดล็อคศักยภาพของเศรษฐกิจไทยได้ด้วยการยกระดับฐานการผลิตเดิม ให้เป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นขึ้น เพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโดยรวม การเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูง ผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ มีความสำคัญ และต้องดำเนินการควบคู่กับระบบ กลไก มาตรการส่งเสริมด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี

    นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ แม้ลงทุนหลักหมื่นล้านบาท แต่อาจจ้างงานไม่ถึง 100 คน และพนักงานทักษะสูงมีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี งานที่แรงงานไทยเข้าถึงได้ส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้าง ดูแลอาคาร รักษาความปลอดภัย และดูแลระบบพื้นฐาน

    “สภาพัฒน์เอง ก็ยังประเมินอย่างเป็นทางการว่า อุตสาหกรรมนี้ ‘เงินลงทุนมหาศาล แต่จ้างงานน้อยและใช้น้ำไฟสูง’ จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทย และคนไทย ก็เมื่อเราสามารถพัฒนาผลักดันให้ธุรกิจไทย เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมดิจิทัลไฮเทคได้ งานทักษะสูงมูลค่าสูง หากมีการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญเข้ามา โดยไม่มีการถ่ายทอดความรู้ให้คนไทยหรือเปิดโอกาส up-skill อย่างเต็มที่ในระยะยาว เราจะได้ประโยชน์จากการลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น” นายอนุสรณ์ กล่าว

    พร้อมให้ความเห็นว่า ประเทศไทย จำเป็นต้องยกระดับกฎหมายควบคุมพื้นที่เก็บเชื้อเพลิงสำรองของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตชุมชน การยกระดับนี้มีความจำเป็น เนื่องจากมีการเก็บสต๊อกน้ำมันสำรองไว้ในอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่ง 4 แสนกว่าลิตรนั้น อาคารเหล่านี้ ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และสวัสดิภาพของประชาชน

    มาตรฐานความปลอดภัยการเก็บสำรองไว้ในอาคารแบบนี้ ต้องสูงกว่า หรืออย่างน้อยเทียบเท่าสถานีบริการน้ำมันในเมือง หากเป็น ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มาก ๆ ต้องย้ายออก ไม่ควรอยู่ใจกลางเมือง ควรจัดระเบียบโซนนิ่งให้ไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจะดีกว่า กำกับควบคุมความปลอดภัยได้ดีกว่า การบริหารจัดการเรื่องน้ำและไฟฟ้า ก็จะมีประสิทธิภาพมากกว่า

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643842&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s9H8tg0ND8QC17QsQRrXA

  • สหรัฐฯโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ ตอบโต้อิหร่าน

    สหรัฐฯโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ ตอบโต้อิหร่าน

    การเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน เริ่มทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากสหรัฐฯโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน 3 ลำ ในอ่าวเปอร์เซีย ตอบโต้ที่อิหร่านยิงขีปนาวุธใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ

    อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/WwrI20KJg8s

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/international/weekend/470184&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WCYZSaErrDm7LelVV4NpC