Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค เครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนแก้ปัญหาน้ำมันแพง “หยุดจ่ายเงินชดเชย กองทุนน้ำมัน” ด้านกระทรวงพลังงานรับลูก เตรียมพิจารณา 22 พฤษภาคมนี้

    สภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน ยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อกระทรวงพลังงาน เพื่อแก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงและลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเสนอ “หยุดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน” และ “ระงับการจ่ายหนี้ชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมัน” ชั่วคราว พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน เสนอเจรจาลดค่าแอดเดอร์ ค่าพร้อมจ่ายกับโรงไฟฟ้าก่อนประกาศอัตราค่าไฟใหม่ ขณะที่กระทรวงพลังงานรับข้อเสนอ เตรียมนำเข้าหารือในคณะทำงานร่วม และยืนยันเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงานให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงพลังงาน มีการประชุมนัดแรกของ “คณะทำงานร่วมเพื่อพิจารณาข้อเสนอการปรับโครงสร้างราคาพลังงานของเครือข่ายภาคประชาชน” ภายหลังเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ลงนามแต่งตั้งผู้แทนจากสภาผู้บริโภค มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย และกลุ่มผีเสื้อกระพือปีก รวม 12 คน เข้าร่วมเป็นคณะทำงานฯ เพื่อผลักดันแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมต่อประชาชน

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ เพราะภาคประชาชนมีความหวังว่ากระทรวงพลังงานจะเร่งแก้ปัญหาที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีต้นตอจาก “กำไรส่วนเกิน” ของค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมัน

    “สิ่งที่เราขอวันนี้ คือให้หยุดเก็บเงินส่วนลดราคาน้ำมันเข้า กองทุนน้ำมัน เชื้อเพลิงชั่วคราว เพราะในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน ประชาชนไม่ควรเป็นฝ่ายแบกรับภาระ ขณะที่บางกลุ่มยังได้ประโยชน์จากกำไรส่วนเกิน” ปานเทพกล่าว

    ทั้งนี้ ภาคประชาชนยังเสนอให้กระทรวงพลังงานชะลอการจ่ายเงินกู้ 20,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จนกว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นอย่างชัดเจน รวมถึงเสนอให้ยุติการชดเชยน้ำมันชีวภาพประเภท B20 และ E20 ในช่วงวิกฤตราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นภาระต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมาก

    ในส่วนของค่าไฟฟ้า ภาคประชาชนเสนอให้กระทรวงพลังงานเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก่อนการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดสำหรับครัวเรือน โดยเสนอให้ยกเลิกการต่ออายุอัตโนมัติของค่ากินเปล่า หรือค่าแอดเดอร์ (Adder) และเจรจาปรับลดค่าแอดเดอร์ของโรงไฟฟ้าเดิม ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย นอกจากนี้ยังเสนอให้เจรจาปรับลด “ค่าความพร้อมจ่าย” (Available Payment : AP) หรือยืดระยะเวลาการจ่าย เพื่อนำส่วนลดดังกล่าวมาหักลบค่าไฟฟ้าก่อนคำนวณอัตราใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน โดยเปิดทางให้ครัวเรือนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าบนหลังคาขนาดไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ ภายใต้ระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า หรือเน็ตมิเตอริง (Net Metering) ระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้ประชาชนสามารถหักลบหน่วยไฟฟ้ากับระบบได้โดยตรง และเสนอให้ภาคธุรกิจหรือครัวเรือนที่ติดตั้งขนาด 5 – 10 กิโลวัตต์ ใช้ระบบการคำนวณแบบ “คิดแยก” ระหว่างไฟฟ้าที่ผลิตได้และไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า หรือเน็ตบิลลิง (Net Billing) ภายใต้สัญญา 25 ปี เพื่อเร่งคืนทุนและลดภาระค่าไฟในระยะยาว

    นอกจากนี้ ภาคประชาชนยังยื่นหนังสือขอข้อมูลต่อคณะทำงานฯ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับโครงสร้างราคาพลังงาน อาทิ ข้อมูลใบนำเข้าน้ำมันดิบ ใบขนส่งน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ข้อมูลค่าการกลั่น กำไรสุทธิของโรงกลั่นย้อนหลัง 3 ปี รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยละเอียด เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ด้านรสนา โตสิตระกูล ประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระจากการชดเชยน้ำมันชีวภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะ B20 ที่ชดเชยลิตรละ 5.38 บาท และ E20 ที่ชดเชยลิตรละ 2.61 บาท รวมมูลค่ากว่า 454 ล้านบาทต่อวัน หรือกว่า 13,647 ล้านบาทต่อเดือน

    “ถ้ายังเดินหน้าชดเชยต่อไป กองทุนน้ำมันจะยิ่งติดลบ ขณะที่ประชาชนยังต้องจ่ายค่าน้ำมันแพง ทั้งที่ในช่วงนี้ราคาน้ำมันตลาดโลกมีส่วนลด จึงควรนำส่วนลดดังกล่าวมาช่วยลดราคาขายปลีกให้ประชาชนทันที” รสนามองว่า หากรัฐสามารถเรียกคืนกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและการกักตุนน้ำมันกลับเข้าสู่กองทุนได้ ก็จะช่วยลดภาระหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้โดยไม่ต้องผลักภาระมายังประชาชน

    ภาคประชาชน ยื่นหยุดจ่ายชดเชย กองทุนน้ำมัน พลังงานรับลูกเร่งพิจารณา

    ขณะที่ พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเห็นด้วยในหลักการของข้อเสนอหลายประเด็น และพร้อมรับข้อมูลทั้งหมดไปพิจารณา โดยยืนยันว่ากระทรวงพลังงานต้องการทำให้โครงสร้างราคาพลังงาน “เป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้”

    “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นตัวแทนของประชาชน ทุกข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและเกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย กระทรวงพร้อมรับไว้พิจารณา รวมถึงข้อเสนอเรื่องการตรวจสอบค่าการกลั่น ค่าการตลาด และกำไรส่วนเกินจากการกักตุนน้ำมัน” โฆษกกระทรวงพลังงานกล่าว

    นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้มอบหมายให้ “ทีมสุดซอย” ตรวจสอบตัวเลขน้ำมันที่ออกจากโรงกลั่นย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เปรียบเทียบกับเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาว่ามีส่วนใดเข้าข่ายเป็น “ลาภลอย” จากวิกฤตราคาน้ำมันหรือไม่

    สำหรับแนวทางการทำงาน คณะทำงานร่วมฯ จะประชุมทั้งหมด 4 ครั้ง ภายในกรอบเวลา 60 วัน โดยการประชุมครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เพื่อพิจารณาประเด็นน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมัน และพืชพลังงาน ก่อนจะหารือเรื่องก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และโซลาร์รูฟท็อปในลำดับต่อไป และจะสรุปผลการดำเนินงานภายในวันที่ 19 มิถุนายน 2569


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ยื่น 8 ข้อเสนอ รมว.พลังงาน แก้ น้ำมันแพง

    “รสนา” ซัดรัฐแก้ ค่าไฟ ผิดจุด โยกภาระประชาชน แต่อุ้มกำไรโรงไฟฟ้าเอกชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/080569_oil-fund_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S2uQvShZhXyz8QGgb67rZ

  • “อีฟ-บัว” ทะลุตัดเชือก “บูม-แมงปอ” ชิงดำชายคู่ ศึกเทนนิสไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    “อีฟ-บัว” ทะลุตัดเชือก “บูม-แมงปอ” ชิงดำชายคู่ ศึกเทนนิสไอทีเอฟ ที่นครปฐม | เดลินิวส์

    ศึกเทนนิสอาชีพชาย เอ็ม 25 รายการ “ไอทีเอฟ เมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2)” ชิงเงินรางวัลรวม 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 974,700 บาท และเทนนิสอาชีพหญิง ดับเบิลยู 15 รายการ “ไอทีเอฟ วีเมนส์ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ (2)” ชิงเงินรางวัลรวม 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487,350 บาท ที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 69 ในรอบรองชนะเลิศ ประเภทชายคู่ “บูม” กษิดิศ สำเร็จ กับ “แมงปอ” ภวิชญ์ สอนหลักทรัพย์ หวดชนะคู่มือวาง 1 ของรายการ ชาร์ลส์ แบร์รี จากไอร์แลนด์ กับ โจชัว ชาร์ลตัน จากออสเตรเลีย 2-0 เซต 7-6 ไทเบรก 7-3, 6-4 เข้าไปชิงชนะเลิศ กับ เจสซี เดลานีย์ จากออสเตรเลีย กับ ยามาโตะ สุเอโอกะ จากญี่ปุ่น คู่มือวาง 2 ต่อไป

    ขณะที่ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบ 8 คน “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช มือวาง 1 เอาชนะ นาโฮะ ซาโตะ จากญี่ปุ่น 2-0 เซต 7-6 ไทเบรก 7-4, 7-5 เข้ารอบรองชนะเลิศ ไปพบกับ เอริกะ เซมะ จากญี่ปุ่น ส่วน “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร โชว์ฟอร์มสดหวดชนะ อี คยอง ซอ จากเกาหลีใต้ เจ้าของแชมป์สัปดาห์แรก 2-1 เซต 6-0, 4-6, 6-3 ผ่านเข้าไปตัดเชือกกับ หลิว หยูฮั่น จากจีน ต่อไป

    ผลคู่อื่น ๆ ประเภทหญิงเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ เอริกะ เซมะ (ญี่ปุ่น) ชนะ โมนิค แบร์รี (นิวซีแลนด์) 6-4, 6-1, หลิว หยูฮั่น (จีน) ชนะ อิม ฮีแร (เกาหลีใต้) 6-2, 6-0, ประเภทชายเดี่ยว รอบก่อนรองชนะเลิศ มิตสึกิ เหว่ย คัง ลีออง (มาเลเซีย) ชนะ เอส ดี ปราจวาล เดฟ (อินเดีย) 6-1, 6-3, โมเอรานี บูซิจ (ออสเตรเลีย) ชนะ ไทโย ยามานากะ (ญี่ปุ่น) 7-6 (5), 5-7, 6-2, แมทธิว เดลลาเวโดวา (ออสเตรเลีย) ชนะ มาซามิจิ อิมามุระ (ญี่ปุ่น) 7-5, 1-6, 6-1, ทาคุยะ คุมาซากะ (ญี่ปุ่น) ชนะ ครูซ ฮิววิตต์ (ออสเตรเลีย) 7-5, 6-1

    ประเภทชายคู่ รอบรองชนะเลิศ เจสซี เดลานีย์-ยามาโตะ สุเอโอกะ (ออสเตรเลีย-ญี่ปุ่น) ชนะ ฟรานซิส เคซีย์ อัลคันทารา-โคลิน ซินแคลร์ (ฟิลิปปินส์-นอร์เทิร์นมาเรียนา) 6-2, 6-3, ประเภทหญิงคู่ รอบรองชนะเลิศ อัญชิสา ฉันทะ-ทรรศพร นาคหล่อ ชนะ ลัลดา กำหอม-พิมพ์มาดา ทองคำ 6-2, 7-5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845838/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vZpHqU184jhZZkBh0YRHU

  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 08/05/69

    อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศวันนี้ 08/05/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/146221&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rqBTXcvtSGvrq4iUxJEoz

  • BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เปิดเผยว่า บีโอไอได้ดำเนินการยกระดับศักยภาพและความแข็งแกร่งของ Supply Chain ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย 

    รวมถึงเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยให้เข้าถึงห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลกในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ เครื่องจักรกล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ เครื่องมือแพทย์ และอากาศยาน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น ศูนย์กลางการจัดซื้อและรับช่วงการผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมในภูมิภาคอาเซียน

    โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และบริษัท อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผ่าน SUBCON Thailand 2026 ซึ่งเป็นการนำเสนอชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้แนวคิด Sourcing Innovation Shaping Tomorrow โดยล่าสุดมีผู้ผลิตชิ้นส่วนอุตสาหกรรมจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมออกบูธ 239 บริษัท ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ 154 บริษัท 

    “คาดว่าจะมีผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศกว่า 90 บริษัท จาก 14 ประเทศทั่วโลก เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และเวียดนาม เข้าร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงและจับคู่ธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายการจับคู่เจรจาธุรกิจกว่า 9,000 คู่ คาดว่าจะมีมูลค่าซื้อขายชิ้นส่วนในอนาคตกว่า 20,000 ล้านบาท”

    BOI ดันไทยฮับซัพพลายเชนอาเซียน ดึงนักลงทุนทั่วโลกปั้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้าน

    นอกจากนี้ จะมีการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation Showcase) เพื่อสะท้อนศักยภาพการผลิตของไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด Smart & Green Technology ซึ่งนำเสนอเทคโนโลยีขั้นสูงจากหน่วยงานชั้นนำ เช่น ระบบ Smart Energy Management Platform จากบริษัท PTT Digital ซึ่งผสานเทคโนโลยี IoT, AI และ Energy Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอน รวมถึงการนำเสนอ Sensor Device จากหน่วยงานภายใต้ สวทช. ที่ช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลและควบคุมระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมได้

    นอกจากนี้ จะมีการจัดสัมมนาเพื่อยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยรวม 17 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศ การเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการไทย การขยายการลงทุนในต่างประเทศ การเข้าถึงแหล่งทุนในยุคดิจิทัล รวมถึงการอัปเดตมาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ

    “ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ งาน SUBCON Thailand จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะพาผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าใกล้ผู้ซื้อระดับโลกมากขึ้น ได้เห็นความต้องการของตลาดจริง และยกระดับไปสู่การเป็นพันธมิตรในซัพพลายเชนของบริษัทชั้นนำระดับโลก” 

    นายนฤตม์ กล่าวต่อไปอีกว่า งานดังกล่าวจะจัดวันที่ 13 – 16 พ.ค.  69 เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงเครือข่ายกับผู้ซื้อระดับโลก และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยสู่มาตรฐานสากล รวมถึงต่อยอดสู่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xBxTxabt-cJdQtWx42oIY

  • ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลัง ‘มูดี้ส์’ ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลัง ‘มูดี้ส์’ ปรับเครดิตไทย ไม่กังวลกู้ 4 แสนล้าน

    ‘เอกนิติ’ เปิดเบื้องหลังดึงความเชื่อมั่นไทย ‘มูดี้ส์’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยสู่ระดับ Stable แจงแผนมุ่งสร้างการเติบโต เร่งเครื่องการลงทุน ย้ำจุดยืนวินัยการคลัง

    8 พ.ค. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเบื้องหลังที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง “มูดี้ส์” (Moody’s) ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากที่ได้เข้าพบ และชี้แจงข้อมูลกับตัวแทน ของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    โดยมีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย โดยได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะเน้นนโยบายการผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างชาติ (FDI) รวมทั้งการลงทุนภายในที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐ และเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาแค่นโยบายแจกเงินระยะสั้น

    ส่วนประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อนที่รัฐบาลสามารถผลักดัน GDP ในช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง

    นายเอกนิติยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการรักษาวินัยการคลังได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มใช้หนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้เพราะได้ดำเนินการจริง

    “ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังได้ประเมินความเสี่ยงและรายงานนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ให้เตรียมใจรับมือหากถูกลดอันดับเครดิต แต่ท้ายที่สุด ด้วยข้อมูลและแผนงานที่ชัดเจน ทำให้มูดี้ส์ยังคงเชื่อมั่นและปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยให้ดีขึ้นจากปีก่อนได้ในที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/992715/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d2j8pGfk71ZAu5MV2cOQN

  • ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    ซินโครตรอนเสริมศักยภาพการแพทย์ภาคเหนือ – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย รศ.ดร. สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มอบสายรัดห้ามเลือดและอุปกรณ์เฝือกอ่อนที่พัฒนาและผลิตขึ้นโดยทีมวิศวกรของสถาบันฯ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และเสริมสร้างศักยภาพการบริการสาธารณสุขในเขตภาคเหนือ โดยมี พลตรี สมินท์ บุญลิขิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ณ โรงพยาบาลค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.พิษณุโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017835&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vGBMjjhKi6Jiqc2jzNlCU

  • โต้ข่าวลือ ยันร่าง พ.ร.บ. SEC ภูมิใจไทย ไร้ “กาสิโน” ชี้ถูกบิดเบือน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    โต้ข่าวลือ ยันร่าง พ.ร.บ. SEC ภูมิใจไทย ไร้ “กาสิโน” ชี้ถูกบิดเบือน – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/115151&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QZsY1zCRtfCB1oZqUAe1q

  • กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ ยึดสมุย-พะงัน ผงะ! คนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

    กรมพัฒน์ฯ ล้างบางนอมินีต่างชาติ ยึดสมุย-พะงัน ผงะ! คนเดียวถือหุ้น 87 แห่ง

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.58 น.

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ล้างภาพต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย พร้อมขอความร่วมมือทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจริงจัง..สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ หลังเกิดกระแสปากต่อปาก ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย) ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมฯ ได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด ‘ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี’ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก

    อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้ง มองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ

    จากข้อมูลที่กรมฯ ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า

    จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5) เยอรมัน 608 ราย (5%) 6) จีน 569 ราย (5%) 7) อเมริกัน 444 ราย (4%) 8) ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10) เบลเยียน 222 ราย (2%)

    เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) อิสราเอล 720 ราย (22%) 2) ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3) อังกฤษ 359 ราย (11%) 4) รัสเซีย 306 ราย (10%) 5) เยอรมัน 194 ราย (6%) 6) อเมริกัน 144 ราย (4%) 7) อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8) ยูเครน 69 ราย (2%) 9) ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10) เบลเยียน 56 ราย (2%)

    เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2) อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3) รัสเซีย 885 ราย (11%) 4) จีน 478 ราย (6%) 5) อิสราเอล 419 ราย (5%) 6) เยอรมัน 406 ราย (5%) 7) อเมริกัน 291 ราย (4%) 8) ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9) สวิส 173 ราย (2%) และ 10) อิตาเลียน 169 ราย (2%)

    จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ

    1) สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

    2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

    ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

    ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    ทั้งนี้ กรมฯ กำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1) ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2) ต่างชาติถือหุ้น 0.01 – 49.99% ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ โดยขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ขอให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบน ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อร่วมกันเปลี่ยน ‘การค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง’ และเปลี่ยนจาก ‘การอำพราง’ ให้กลายเป็น ‘ความโปร่งใส’ ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/963183&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32NcAtskaTUCGPKutNc68D

  • ไม่รอด! รวบกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งจีนเถื่อน ใช้วีซ่าท่องเที่ยวแอบทำงาน ไร้ใบอนุญาต

    ไม่รอด! รวบกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งจีนเถื่อน ใช้วีซ่าท่องเที่ยวแอบทำงาน ไร้ใบอนุญาต

    ตำรวจบุกรวบ 8 ชาวจีนตั้งกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งเถื่อน

    ตำรวจบุกจับ 8 ชาวจีนลักลอบตั้งกองถ่ายซีรีส์แนวตั้งเถื่อนคาบ้านพักย่านหางดง จ.เชียงใหม่ ใช้วีซ่านักท่องเที่ยว แอบทำงานไร้ใบอนุญาต อาจเจอโทษปรับสูงสุด 1 ล้านบาท

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เชียงใหม่นิวส์ รายงานเหตุการณ์ตำรวจเข้าทลายกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างชาติผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดย พล.ต.ท.โอฬาร เอี่ยมประภาส ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 และ พ.ต.อ.พิษณุ เตรียมดี ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 2 สั่งการให้ พ.ต.ท.อวิรุทธ์ สุขแย้ม สารวัตรสืบสวน นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบ้านพักหลังหนึ่งในอำเภอหางดง หลังพลเมืองดีแจ้งเบาะแสว่ามีกลุ่มชาวจีนลักลอบถ่ายทำภาพยนตร์

    เมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึง พบทีมงานชาวจีนและคนไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นล่าม กำลังถ่ายทำภาพยนตร์กันอยู่ จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารการขออนุญาตถ่ายทำตามกฎหมาย และไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคอยควบคุม นอกจากนี้กลุ่มชาวจีนทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และไม่มีใบอนุญาตทำงาน

    หนึ่งในผู้ต้องหารับสารภาพว่าตนเองรับหน้าที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และนักแสดง ทีมงานกำลังถ่ายทำซีรีส์แนวตั้ง หรือคอนเทนต์ที่กำลังฮิตมากในตอนนี้ สาเหตุที่เลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นสถานที่ถ่ายทำ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังและชาวจีนรู้จักเป็นอย่างดี

    เจ้าหน้าที่ตำรวจอธิบายข้อกฎหมายให้ผู้ต้องหาทราบ การถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทยต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยบทภาพยนตร์ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องก่อน ขณะถ่ายทำต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐคอยควบคุม เพื่อป้องกันเนื้อหาบิดเบือนหรือส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หากผู้ใดฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท

    เบื้องต้นตำรวจท่องเที่ยวควบคุมตัวชาวจีนทั้ง 8 คน ส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรหางดง ดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนความผิดเรื่องการถ่ายทำภาพยนตร์โดยไม่ได้รับอนุญาตจะส่งเรื่องเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of sukanlaya s.

    sukanlaya s.

    นักเขียนบทความ SEO ประจำเว็บไซต์ The Thaiger จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เชี่ยวชาญงานเขียนประเภท ข่าวกระแสสังคม และบทความไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็น รีวิวที่เที่ยว เทรนด์แฟชั่นและความงาม พร้อมแนะนำกระแสมาแรง ทันเหตุการณ์ ช่องทางติดต่อ ying@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1564564/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HWN-TiIZx2hiGOt91bhHm

  • ปัจฉิมนิเทศนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาการบริการ และการท่องเที่ยว รุ่นที่ 34

    ปัจฉิมนิเทศนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาการบริการ และการท่องเที่ยว รุ่นที่ 34

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/146289&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rJKDJk3slfinuG_wfd7X3