Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • เจาะเบื้องหลังแบงก์ชาติยุโรป แห่ขน ‘ทองคำสำรอง’ ออกจาก ‘สหรัฐ-แคนาดา’

    เจาะเบื้องหลังแบงก์ชาติยุโรป แห่ขน ‘ทองคำสำรอง’ ออกจาก ‘สหรัฐ-แคนาดา’

    เจาะเบื้องหลังแบงก์ชาติยุโรป แห่ขน ‘ทองคำสำรอง’ ออกจาก ‘สหรัฐ-แคนาดา’

    เจาะเบื้องหลังแบงก์ชาติยุโรป แห่ขน 'ทองคำสำรอง' ออกจาก ‘สหรัฐ-แคนาดา’

    ธนาคารกลางหลายแห่งในทวีปยุโรป กำลังเร่งขนย้ายทองคำสำรองของตนออกจากทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งจากสหรัฐและแคนาดา

    • ธนาคารกลางในยุโรปหลายแห่ง เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี กำลังเร่งขนย้ายทองคำสำรองของตนออกจากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
    • สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ และให้สามารถนำทองคำมาใช้ได้ทันทีในยามจำเป็น
    • ทองคำถูกย้ายกลับประเทศหรือไปยังศูนย์กลางการซื้อขายหลักอย่างกรุงลอนดอน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและบริหารจัดการสินทรัพย์ทุนสำรองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

    สำนักข่าว BBC รายงานว่า ธนาคารกลางหลายแห่งในทวีปยุโรป กำลังเร่งขนย้ายทองคำสำรองของตนออกจากทวีปอเมริกาเหนือ ทั้งจากสหรัฐและแคนาดา เพื่อนำกลับมาเก็บไว้ในประเทศหรือย้ายไปยังศูนย์กลางการซื้อขายอย่างกรุงลอนดอน ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ เพิ่มสภาพคล่องในการทำธุรกรรม และบริหารจัดการสินทรัพย์ทุนสำรองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ (De Nederlandsche Bank) ยืนยันการขนย้ายทองคำสำรองจำนวน 86 ตัน จากทั้งหมดราว 313 ตันที่เคยฝากไว้ในสหรัฐและแคนาดา ไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการดำเนินการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ และเพื่อให้มั่นใจว่าทองคำเหล่านี้จะพร้อมนำออกมาใช้งานได้ทันทีในยามวิกฤต 

    โอลาฟ สไลเพน ผู้ว่าการธนาคารกลางเนเธอร์แลนด์ ระบุว่า “แม้เราจะคาดหวังว่าจะไม่ต้องนำมันออกมาใช้ แต่เราจำเป็นต้องเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤตอยู่เสมอ”

    ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสได้ประกาศดึงทุนสำรองทองคำจากสหรัฐกลับคืนสู่มาตุภูมิเช่นกัน 

    ขณะที่ธนาคารกลางเยอรมนี (Bundesbank) ได้ทยอยขนย้ายทองคำกว่า 216 ตัน (จากนิวยอร์ก 111 ตัน และจากปารีส 105 ตัน) กลับประเทศจนเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ปี 2016 

    ลินา โทมัส และ ดาน สตรูเวน นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ชี้ว่า นี่คือกลยุทธ์ที่มักเกิดขึ้นซ้ำในช่วงเวลาที่โลกขาดเสถียรภาพ คล้ายคลึงกับช่วงสงครามเย็นที่ธนาคารกลางยุโรปหลายแห่งเคยแห่ย้ายทองคำไปเก็บรักษาไว้ที่นิวยอร์ก

    โจเซฟ คาวาโทนี นักยุทธศาสตร์การตลาดอาวุโสจากสภาทองคำโลก ให้ความเห็นว่า แม้สงครามและความตึงเครียดทางการค้าจะเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ แต่ปัจจัยด้านอัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และความต้องการเก็บทองคำไว้ในศูนย์กลางที่สามารถซื้อขายได้อย่างรวดเร็วก็สำคัญไม่แพ้กัน “ผมไม่ได้มองว่าโลกกำลังจะเผชิญหายนะ แต่ธนาคารกลางมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นในการบริหารจัดการสินทรัพย์ทุนสำรอง เพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด”

    สำหรับเหตุผลที่เนเธอร์แลนด์เลือกย้ายทองคำไปเก็บไว้ที่ห้องนิรภัยของธนาคารกลางอังกฤษ ในช่วงเดือนมีนาคมถึงสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นเพราะลอนดอนคือศูนย์กลางการซื้อขายหลักของโลกที่ตอบโจทย์ด้านสภาพคล่อง 

    ปัจจุบัน ธนาคารกลางอังกฤษถือเป็นหนึ่งในผู้รับฝากทองคำรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีทองคำแท่งราว 400,000 แท่ง มูลค่ากว่า 2 แสนล้านปอนด์เก็บอยู่ใต้ดิน นอกจากนี้ การเก็บทองคำไว้ในประเทศตนเองยังมีต้นทุนมหาศาล ทั้งในด้านระบบรักษาความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานการตรวจสอบ และการประกันภัย ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่าเป็นภาระต้นทุนที่หนักเกินไปสำหรับธนาคารกลางขนาดเล็ก

    ในแง่ของกระบวนการขนย้าย มีทั้งการโอนทางบัญชี เช่น การที่เนเธอร์แลนด์ขายทองคำ 59 ตันในนิวยอร์กแล้วเข้าซื้อทองคำในลอนดอนในปริมาณเท่ากันภายในวันเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ และการขนย้ายจริงทางกายภาพ กว่า 27 ตันจากสหรัฐและแคนาดาไปยังเมืองไซสต์ของเนเธอร์แลนด์ ก่อนจะส่งต่อไปยังลอนดอน ซึ่งบริษัทรับขนส่งสินทรัพย์ข้ามชาติอย่าง Brink’s Global Services เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการขนย้ายลักษณะนี้จากธนาคารกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและบทบาทของทองคำที่ทวีความสำคัญขึ้น

    สำหรับแนวโน้มในอนาคต ความต้องการถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้น โดยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางกว้านซื้อทองคำเฉลี่ยถึง 1,000 ตันต่อปี เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากระดับ 500 ตันในทศวรรษก่อนหน้า ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ทนทานต่ออัตราเงินเฟ้อและดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) 

    แม้ปัจจุบันราคาทองคำจะปรับตัวลดลงบ้างจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อเดือนมกราคม แต่ทีมนักวิจัยจากโกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ราคาทองคำในตลาดโลกจะยังคงไต่ระดับขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มพุ่งไปแตะระดับ 4,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ภายในสิ้นปี 2026 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1250656&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zrjRsz1le9MAVUElJX2Y0

  • ซูเปอร์โพลเผยประชาชนพอใจไทยช่วยไทยพลัส

    ซูเปอร์โพลเผยประชาชนพอใจไทยช่วยไทยพลัส

    6 กันยายน 2569 – ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย พลัส ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 5 กันยายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,128 ตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3% 

    ภาพรวม: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ของรัฐบาล เป็นผลงานเด่น

    ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 63.8 มีความพึงพอใจต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 24.7 พึงพอใจในระดับปานกลาง และร้อยละ 11.5 พึงพอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย 

    ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรการมี ระดับการยอมรับทางสังคมเป็นผลงานเด่นของรัฐบาลที่ประชาชนยอมรับสูง กล่าวคือ หากรวมผู้ที่พึงพอใจระดับปานกลางขึ้นไป จะมีสัดส่วนถึง 88.5% ขณะที่กลุ่มที่มีทัศนะเชิงลบมีเพียง 11.5%

    จุดแข็งที่สุดของมาตรการ: ทำให้ “เงินหมุนในชุมชน” มากกว่าที่ประชาชนรู้สึกว่า “ฐานะครัวเรือนดีขึ้น”

    เมื่อถามถึงการลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 53.8 เห็นว่ามาตรการช่วยลดภาระได้มากถึงมากที่สุด ร้อยละ 34.9 เห็นว่าช่วยได้ปานกลาง และร้อยละ 11.3 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย 

    แต่เมื่อถามถึงผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อย กลับพบสัดส่วนที่สูงกว่า คือ ร้อยละ 62.7 เห็นว่าช่วยได้มากถึงมากที่สุดร้อยละ 27.4 เห็นว่าช่วยปานกลาง และมีเพียงร้อยละ 9.9 ที่เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย

    นี่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญมาก เพราะหมายความว่า ในการรับรู้ของประชาชน ผลต่อเศรษฐกิจชุมชน 62.7% > ผลต่อการลดภาระค่าครองชีพ 53.6% ต่างกัน 9.1 จุดร้อยละ

    นัยเชิงเศรษฐศาสตร์คือ มาตรการ 60/40 อาจทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีในฐานะ Demand-Side Stimulus หรือมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ โดยทำให้เกิดการจับจ่ายและเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ารายย่อย เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน แต่ความสามารถในการเปลี่ยนเงินหมุนเวียนเหล่านั้นให้กลายเป็น ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือน ยังต้องการมาตรการเสริม กล่าวคือ โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้ “เงินเดิน” ในชุมชนได้เร็วกว่าที่ช่วย “ฐานะครัวเรือน” นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมากต่อการกำหนดนโยบายรอบต่อไป 

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้น 56.6% นโยบายเศรษฐกิจสามารถเปลี่ยน “อารมณ์สาธารณะ” ได้ แต่รัฐบาลยังต้องรักษาด้วยผลลัพธ์จริง ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ร้อยละ 56.6 ระบุว่า มาตรการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ร้อยละ 32.8 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 10.6 ระบุว่าความเชื่อมั่นลดลง หากพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ จะเห็นภาพที่น่าสนใจว่า

    • พอใจมากถึงมากที่สุด = 63.8% 
    • เห็นว่าช่วยเศรษฐกิจชุมชนมาก = 62.7% 
    • เชื่อมั่นรัฐบาลเพิ่มขึ้น = 56.6% 
    • เห็นว่าช่วยลดค่าครองชีพมาก = 53.6% 

    ลำดับนี้สะท้อนกลไกทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล คือ ประชาชนเห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ → พอใจนโยบาย → ประเมินรัฐบาลดีขึ้นบางส่วน

    แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้เพิ่มสูงเท่าความพึงพอใจ แสดงว่า ประชาชนยังแยกได้ระหว่าง “ชอบมาตรการนี้” กับ “เชื่อว่ารัฐบาลแก้เศรษฐกิจได้ทั้งหมด” 

    ข้อค้นพบสำคัญ: ประชาชนยังต้องการ “มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ความช่วยเหลือค่าครองชีพต่อ”

    เมื่อถามว่า หลังจบมาตรการไทยช่วยไทย พลัส รัฐบาลควรทำอะไรต่อ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 33.4 ต้องการให้ทำมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ลดค่าครองชีพต่อ

    อันดับ 2 ร้อยละ 17.9 ต้องการลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน และพลังงาน

    อันดับ 3 ร้อยละ 15.5 ต้องการให้ช่วยเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

    อันดับ 4 ร้อยละ 11.2 ต้องการให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

    อันดับ 5 ร้อยละ 10.8 ต้องการให้สร้างงาน เพิ่มโอกาสให้คนไทยมีอาชีพและรายได้เสริม 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1064277/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wNpE_sT5U4u_3eMeS77RR

  • สจล. ผนึกกำลังรัฐบาลอินเดีย และภาคเอกชน เปิดเวที “Longevity Economic Forum 2026” ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน | TOPNEWS

    สจล. ผนึกกำลังรัฐบาลอินเดีย และภาคเอกชน เปิดเวที “Longevity Economic Forum 2026” ดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน | TOPNEWS

    ไทยพร้อมผงาดเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน” เปิดเวทีประวัติศาสตร์ “Longevity Economic Forum 2026” บูรณาการภูมิปัญญาไทย-อินเดีย ผนึกกำลังทุกภาคส่วน  พลิกโฉมประเทศด้วยมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านล้านบาท “…รัฐมนตรีอินเดียประกาศกลางเวที “ลาดกระบังนิทรรศน์2026” ผนึกความร่วมมือการแพทย์ดั้งเดิม”ไทย-อินเดีย…” Longevity Economic Forum 2026

    ท่ามกลางวิกฤตระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ประเทศไทยก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” พร้อมร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ รัฐบาลอินเดีย โดยกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH) มุ่งผสานศาสตร์อายุรเวทและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเกษตรอาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยี Wellness เตรียมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้าง New S-Curve สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่


    พลิกวิกฤต Sick Care สู่ขุมทรัพย์ 3 ล้านล้านบาท
    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve” โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตงบประมาณด้านสุขภาพระดับโลกที่เกิดจากการพึ่งพา “การรักษาเมื่อป่วย” (Sick Care) ทางออกที่ยั่งยืนคือการมุ่งสู่การแพทย์เพื่อการมีอายุยืน

    “ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท เรามีศักยภาพที่จะก้าวสู่ Top 10 ของโลกได้ไม่ยากด้วยทุนทางวัฒนธรรม ทั้งสมุนไพรไทย นวดแผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หากภาครัฐเร่งยกระดับหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิมให้เทียบเท่าระดับกระทรวงควบคู่กับการจับมือกับประเทศแกนนำในเอเชีย จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ที่กระจายรายได้ และดันมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินได้” นายอลงกรณ์ เน้นย้ำ


    สานสัมพันธ์รัฐบาลอินเดีย ผสานศาสตร์แห่งภูมิปัญญา
    ด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (กระทรวง AYUSH) รัฐบาลอินเดีย ระบุว่า อินเดียและไทยมีสายสัมพันธ์ทางอารยธรรมที่ลึกซึ้งซึ่งสืบทอดผ่านภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษามาหลายศตวรรษ ความร่วมมือระหว่างศาสตร์อายุรเวทของการแพทย์แผนอินเดียและการแพทย์แผนไทย นับเป็นโอกาสสำคัญในการผสานภูมิปัญญาที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนานเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่มวลมนุษยชาติ


    สจล. ชูวิทยาศาสตร์รับรองภูมิปัญญา
    รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวเสริมว่า การนำภูมิปัญญาที่มีอยู่ตามชุมชนและวัดต่างๆ มาบูรณาการร่วมกับศาสตร์ของอินเดีย และใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเข้าไปรับรอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพทางเลือก “เราไม่ต้องการให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาวแต่ไร้คุณภาพชีวิต หรือต้องพึ่งพายาเคมีราคาแพง หากเรานำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาร่วมกัน จะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเป็นต้นแบบในการดูแลประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน”


    รุกยุทธศาสตร์ Thai Food Good Health
    ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า กรมฯ ได้ผลักดันแคมเปญ Thai Food Good Health เพื่อเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นยา โดยเตรียมจัดประกวดมาตรฐานร้านอาหารสุขภาพสไตล์ “มิชลินสตาร์” รวมถึงเดินหน้าโครงการ Wellness Community ยกระดับสถานประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

    ” Longevity ” ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน
    ในมิติของการขับเคลื่อนทางธุรกิจ และในฐานะผู้ขับเคลื่อนเชื่อมโยงให้เกิดเวที“LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขยายภาพความพร้อมของเอกชนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและต้นทุนทางธรรมชาติที่สูงมากในการก้าวเป็น “Blue Zone” ของโลก การบูรณาการศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตอาหารที่ปลอดภัยในภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงงานบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิง Wellness และการสร้างสถานที่บำบัดฟื้นฟูระดับโลกที่จะดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก” ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการโครงการ  GROW LONGEVITY ECOVILLAGE ในพื้นที่เขาใหญ่ เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของสังคม ซึ่งพบว่า ในพื้นที่ที่อากาศดี อารมณ์ดี อาหารดี น้ำดี ชุมชนดี คนก็จะมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาว อย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องนี้  LONGEVITY จึงเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย นายชยดิฐ กล่าว

    เจาะรากฐานเศรษฐกิจใหม่ด้วย “อาหารเป็นยา” จากต้นน้ำ
    สอดคล้องกับ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระดับ ‘ต้นน้ำ’ ว่า ความสำเร็จของ Longevity Economy จะมองเพียงปลายทางของการมีอายุยืนยาวไม่ได้ แต่ต้องเจาะลึกไปถึงรากฐานสำคัญคือ ระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัย

    “เราต้องการถอดรหัสการมีสุขภาพดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น หากต้นน้ำของเราคืออาหารที่ปราศจากสารเคมี เป็นผลผลิตที่เติบโตจากวิถีเกษตรที่ยั่งยืน และทำหน้าที่เป็น ‘อาหารเป็นยา’ ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนบริโภคของดี มีสุขภาพที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศลงได้อย่างมหาศาล นี่คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอายุยืน”


    นางภัททดากล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่ฝังรากลึก หากเรานำสิ่งเหล่านี้มาบูรณาการและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ฟาร์มเกษตรกรไปจนถึงอุตสาหกรรม Wellness เราจะสามารถสร้าง “เศรษฐกิจใหม่” (New Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสุขภาวะที่ดีของคนไทย

    เจาะลึก 6 เวที นวัตกรรมสุขภาพและธุรกิจ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “Thailand–India Wisdom for Healthy Longevity” พร้อม 6 เวทีเสวนาเจาะลึกโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมระดับปฐมภูมิ อาหารปลอดภัย ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยฟอรัมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภาคการเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1684351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ISq392h3gGr1lW8F2-rPw

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 60 สตางค์ต่อลิตร 

    ขณะที่ดีเซล ขึ้นราคา 75 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 47.28 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 47.79 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 29.23 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 38.29 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 37.92 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 33.29 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 39.14 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 34.14 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 39.14 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 34.14 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (7 ก.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/668259&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw117khEEjlM4y7iCHi0MTIZ

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” ทะลุแสนล้าน | ทันข่าวเที่ยง | 6 ก.ย. 69

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ทะลุแสนล้าน | ทันข่าวเที่ยง | 6 ก.ย. 69

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ทะลุแสนล้าน | ทันข่าวเที่ยง | 6 ก.ย. 69

    “ไทยช่วยไทย พลัส” ยอดพุ่ง 1.38 แสนล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้วกว่า 26 ล้านราย ร้านค้าเข้าร่วมกว่า 1.19 ล้านราย

    รัฐบาลอัดฉีด 7.95 หมื่นล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านร้านค้าทั่วไปและ Food Delivery เงินหมุนเวียนช่องทางเดลิเวอรีกว่า 5.15 พันล้านบาท

    ชวนใช้สิทธิโค้งสุดท้าย พร้อมเดินหน้า “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ช่วยลดภาระหนี้และเสริมสภาพคล่องกองทุนหมู่บ้าน

    รายการล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/video-gallery/tv-program/35984&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21xvuI_VfkwmvrR5QgffQV

  • โบกมือลาพัทยา! เรือลินคอล์นถอนสมอ พร้อมออกสู่ทะเลหลังพักเต็มที่ 4 วัน

    โบกมือลาพัทยา! เรือลินคอล์นถอนสมอ พร้อมออกสู่ทะเลหลังพักเต็มที่ 4 วัน

    เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศช่วงค่ำคืนสุดท้าย ของการพักผ่อนในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก โดยกำลังพลจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) ทยอยหิ้วสัมภาระและกระเป๋าเดินทางมารอขึ้นรถบัสตามจุดรับ-ส่งต่าง ๆ

    โดยเฉพาะบริเวณโรงแรมฮาร์ดร็อค พัทยา เพื่อเดินทางมุ่งหน้าไปยังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี สำหรับเตรียมตัวเดินทางกลับขึ้นเรือ ก่อนที่เรือจะมีกำหนดการถอนสมอออกจากประเทศไทยในช่วงเช้าวันนี้ (6 ก.ย.2569)

    การเดินทางเยือนประเทศไทย ของเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ในครั้งนี้ นำกำลังพลประมาณ 5,000 นาย เข้าเทียบท่าเรือแหลมฉบังตั้งแต่วันที่ 2-6 ก.ย.2569 เพื่อให้กำลังพลได้ขึ้นฝั่งพักผ่อนและผ่อนคลาย (Rest and Recuperation: R&R) หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ตลอดช่วง 4 วันที่ผ่านมา กำลังพลสหรัฐฯ กระจายตัวท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งศูนย์การค้า ร้านอาหาร ย่านท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืน โดยเฉพาะบริเวณถนนวอล์กกิงสตรีต ซึ่งส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวกลับมามีสีสัน เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น และผู้ประกอบการในพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ก่อนการเดินทางกลับ ในค่ำวันที่ 4 ก.ย.2569 มีการจัดงานเลี้ยงขอบคุณหรือ Appreciation Party ณ โรงแรมเรเนซองส์ พัทยา รีสอร์ท แอนด์ สปา เพื่อแสดงความขอบคุณหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของไทยที่ร่วมอำนวยความสะดวก และดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายกเมืองพัทยา ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าร่วมงานอย่างพร้อมหน้า

    ในโอกาสนี้ นาวาเอก แดน คีเลอร์ ผู้บังคับการเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนของไทย โดยเฉพาะ จ.ชลบุรี และ เมืองพัทยา ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและดูแลกำลังพลเป็นอย่างดี พร้อมเปิดเผยความประทับใจในอัธยาศัยไมตรีและสถานที่ท่องเที่ยว และหวังว่าจะมีโอกาสนำกำลังพลกลับมาเยือนเมืองพัทยา และประเทศไทยอีกครั้งในอนาคต

    นาวาเอก แดน คีเลอร์ ผู้บังคับการเรือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น

    นาวาเอก แดน คีเลอร์ ผู้บังคับการเรือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น

    ทั้งนี้ ในช่วงเช้าวันนี้ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา มีกำหนดการเดินทางไปยังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เพื่อร่วมส่งกำลังพลและเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ออกเดินทางสู่มหาสมุทรอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการปิดฉากภารกิจการพักผ่อนของกองทัพเรือสหรัฐฯ ในประเทศไทยอย่างเรียบร้อยและน่าประทับใจ

    อ่านข่าว :

    สภาพอากาศวันนี้ ร่องมรสุมพาดผ่าน เหนือ-อีสานฝนชุก ระวังน้ำป่าไหลหลาก

    “ปกรณ์” ประเดิมเทปแรก “คุยกับ ครม.อนุทิน” จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจำ

    จับ “ยอดเดอะคิดส์” นายหน้าจัดหาเด็กต่ำกว่า 18 ปีค้าประเวณี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557500&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NotzO5GA8eTJyXAnqcQ24

  • ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    สจล. จับมือเอกชนและกระทรวง AYUSH อินเดีย เปิดเวทีผสานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย-อายุรเวทสู่นวัตกรรม Wellness สมัยใหม่ มุ่งสร้าง New S-Curve สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืนระดับโลก

    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และบริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” พร้อมลงนามความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH) รัฐบาลอินเดีย เพื่อผสานศาสตร์อายุรเวทและการแพทย์แผนไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มุ่งปรับเปลี่ยนระบบสาธารณสุขจากการรักษาเมื่อป่วย (Sick Care) ไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) เปิดเผยในปาฐกถาพิเศษว่า ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท การยกระดับการแพทย์แผนดั้งเดิมควบคู่กับการสร้างความร่วมมือในระดับภูมิภาค จะช่วยขยายโอกาสทางเศรษฐกิจและดันมูลค่าเศรษฐกิจอายุยืนของไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดิน และตั้งเป้าพาไทยก้าวสู่ 1 ใน 10 ของโลก

    ทางด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวง AYUSH รัฐบาลอินเดีย ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำอารยธรรมและภูมิปัญญาการบำบัดที่สืบทอดมานานมาพิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์เพื่อส่งเสริมการมีสุขภาวะที่ดี ขณะที่ รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เน้นย้ำถึงการใช้วิจัยทางวิทยาศาสตร์รับรององค์ความรู้ท้องถิ่นเพื่อลดการพึ่งพายาเคมีราคาแพงและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน

    ไทยผนึกอินเดียจัด Longevity Economic Forum 2026 ดันเศรษฐกิจอายุยืน 3 ล้านล้านบาท

    นอกจากนี้ ภาคครุฑและเอกชนได้ร่วมขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย นพ.เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยฯ ชูแคมเปญ “Thai Food Good Health” ยกระดับร้านอาหารสุขภาพและชุมชนท่องเที่ยว Wellness กว่า 100 แห่ง ส่วนภาคเอกชน โดยนายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เน้นย้ำการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกรรมปลอดภัย “อาหารเป็นยา” และการพัฒนาโครงการนำร่องอย่าง GROW LONGEVITY ECOVILLAGE ที่เขาใหญ่ เพื่อปักหมุดประเทศไทยให้เป็น “Blue Zone” หรือพื้นที่สุขภาพดีระดับโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/748230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11HVryFEmznuuWAjMLangZ

  • เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต 9 ภูมิภาค รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดึงลงทุนคุณภาพกลับสู่เรดาร์โลก

    เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต 9 ภูมิภาค รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดึงลงทุนคุณภาพกลับสู่เรดาร์โลก

    เมื่อวันที่ 6 กันยายน แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การพบคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการรับรองทางการทูตตามวาระ แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    โดยนายอนุทิน ให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน นำไปสู่การแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้

    “แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว

    แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้ โดยที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต

    โดยตอนนี้ รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องวาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย

    แหล่งข่าว กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา ซึ่งการเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย

    ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

    สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์ โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

    แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ

    “รัฐบาลนายกฯอนุทิน ไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ แต่ต้องแปลงความสัมพันธ์นั้นเป็นตลาดใหม่ เงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และบทบาทใหม่ของไทยในอาเซียนด้วย” แหล่งข่าว กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5877565&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NnIAMAN-6zfMSBjQhoBcW

  • ปูตินหารือผู้แทนสหรัฐฯ ยืนยันพร้อมแก้ไขปัญหายูเครน-ถกประเด็นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ปูตินหารือผู้แทนสหรัฐฯ ยืนยันพร้อมแก้ไขปัญหายูเครน-ถกประเด็นเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาประจำทำเนียบประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยในวันนี้ (6 ก.ย.) ว่า ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ได้หารือกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนของสหรัฐอเมริกา ณ กรุงมอสโก โดยการหารือเป็นไปอย่างจริงจัง สร้างสรรค์ และตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ภายใต้บรรยากาศแห่งความไว้วางใจ ในระหว่างการรับประทานอาหารค่ำร่วมกัน

    ในโอกาสนี้ ปธน.ปูตินได้ยืนยันอีกครั้งว่า รัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหายูเครนผ่านช่องทางการเมืองและการทูตต่อไป

    อูชาคอฟเปิดเผยว่า ฝ่ายรัสเซียได้นำเสนอความคืบหน้าที่เกิดขึ้นจริงของกองทัพรัสเซียในพื้นที่สู้รบ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการขจัดต้นตอทั้งหมดของความขัดแย้ง

    อูชาคอฟเสริมว่า การหารือไม่ได้จำกัดแค่เพียงการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการยุติวิกฤตยูเครนเท่านั้น แต่ยังมีการหารืออย่างละเอียดเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจ รวมถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ อีกด้วย

    ทั้งนี้ การหารือนาน 3 ชั่วโมง 10 นาที เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งสองฝ่าย โดยมีการยืนยันว่าผู้นำของสองประเทศจะยังคงติดต่อกันเป็นการส่วนตัวต่อไป ขณะที่การทำงานผ่านวิตคอฟฟ์และคุชเนอร์จะเดินหน้าต่อไปเช่นกัน

    โดย ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OQaDA0vW45tf6SODYgQgu