Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ล้างบางต่างชาติ  ยึด “เกาะพะงัน-สมุย”  สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ล้างบางต่างชาติ ยึด “เกาะพะงัน-สมุย” สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    วันนี้ (8 พ.ค.2569) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯเปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังเกิดกระแสปากต่อปาก ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว

    เมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติ ลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย) ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าว มีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยง โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

    ทั้งนี้ได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วน ที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก

    เผย คนไทยบางกลุ่มเห็นแก่เงินรับจ้าง”นอมินี”

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมฯ คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ และมองถึงเจตนาดี ในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศ และสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ

    แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางราย ที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

    ล้างบางต่างชาติ  ยึด “เกาะพะงัน-สมุย”  สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ล้างบางต่างชาติ ยึด “เกาะพะงัน-สมุย” สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็น นอมินี ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ

    “พะงัน-สมุย”เสี่ยงสูงต่างชาติยึดครอง

    จากข้อมูลที่ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ ฝรั่งเศส 2,365 ราย / อังกฤษ 1,446 ราย / รัสเซีย 1,205 ราย/ อิสราเอล 1,147 ราย /เยอรมัน 608 ราย / จีน 569 ราย / อเมริกัน 444 ราย / ออสเตรเลียน 335 ราย / อิตาเลียน 258 ราย และ เบลเยียน 222 ราย

    ล้างบางต่างชาติ  ยึด “เกาะพะงัน-สมุย”  สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ล้างบางต่างชาติ ยึด “เกาะพะงัน-สมุย” สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ทั้งนี้แบ่งเป็น บนเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัด 4,761 ราย บริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อิสราเอล 720 ราย/ ฝรั่งเศส 426 ราย/ อังกฤษ 359 ราย/ รัสเซีย 306 ราย/ เยอรมัน 194 ราย/ อเมริกัน 144 ราย/ อิตาเลียน 89 ราย/ ยูเครน 69 ราย/ ออสเตรเลียน 58 ราย/ และ เบลเยียน 56 ราย

    ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย บริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ฝรั่งเศส 1,937 ราย/ อังกฤษ 1,077 ราย/ รัสเซีย 885 ราย/จีน 478 ราย/ อิสราเอล 419 ราย/ เยอรมัน 406 ราย/ อเมริกัน 291 ราย/ ออสเตรเลียน 273 ราย/ สวิส 173 ราย และ อิตาเลียน 169 ราย

    ข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ พบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว

    ฟัน 2 ธุรกิจ โยงนอมินีต่างชาติ

    ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) เจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท

    โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์ เพื่อนำไปตรวจสอบว่า มีการใช้คนไทยเป็นนอมินี ในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

    ล้างบางต่างชาติ  ยึด “เกาะพะงัน-สมุย”  สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ล้างบางต่างชาติ ยึด “เกาะพะงัน-สมุย” สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม พบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท

    โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

    ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

    ล้างบางต่างชาติ  ยึด “เกาะพะงัน-สมุย”  สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ล้างบางต่างชาติ ยึด “เกาะพะงัน-สมุย” สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    จับตา 34 คนไทยเข้าข่ายนอมินีอสังหาฯ

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

    ล้างบางต่างชาติ  ยึด “เกาะพะงัน-สมุย”  สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ล้างบางต่างชาติ ยึด “เกาะพะงัน-สมุย” สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

    ลุยต่อ 6 จังหวัดท่องเที่ยว หวังกวาดล้างสิ้นซาก

    ทั้งนี้กรมฯ กำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และต่างชาติถือหุ้น 0.01 – 49.99% ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ

    ล้างบางต่างชาติ  ยึด “เกาะพะงัน-สมุย”  สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ล้างบางต่างชาติ ยึด “เกาะพะงัน-สมุย” สกัดกั้นทุนเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี

    โดยขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ให้ร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบน เกาะพะงันและเกาะสมุย โดยใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงาน มาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง

    อ่านข่าว:

    จ่อยกเลิกฟรีวีซา 60 วัน ท่องเที่ยวฯ ทบทวนหนัก หวังคุมคุณภาพนักท่องเที่ยว

    คุมกำเนิด “นอมินี” ล้งมะพร้าว จ่อเชือดคนไทย-ต่างชาติ 17 คน

    “พาณิชย์” จับมือ 17 หน่วยงาน ปราบนอมินี–บัญชีม้า สกัดภัยร้ายทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505660&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e3F_cMj4Tolvs1edrAi5c

  • ยิวทะลักไทย 4 เดือนพุ่งครึ่งล้าน ปักหมุด “สุราษฎร์-เกาะพะงัน”

    ยิวทะลักไทย 4 เดือนพุ่งครึ่งล้าน ปักหมุด “สุราษฎร์-เกาะพะงัน”

    พำนักต่อเนื่อง 2.3 หมื่น อันดับ 2 รองมะกัน 

    ยิวทะลักไทย 4 เดือนพุ่งครึ่งล้าน ปักหมุด “สุราษฎร์-เกาะพะงัน”

    4.สถิติบัญชีรายชื่อบุคคลต่างชาติที่ยังคงพำนักอยู่ในราชอาณาจักร (รวมทั้งหมดทุกประเภท) ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 

    พบว่ามีชาวอิสราเอลพำนักอยู่รวมทั้งสิ้น 23,107 คน ถือเป็นอันดับ 2 ของกลุ่มสัญชาติเป้าหมาย (รองจากอเมริกันที่มี 87,961 คน) 

    จำแนกประเภทการพำนัก คือ 

    • กลุ่มที่พักเจ้าบ้านแจ้ง (ม.38): 17,743 คน 
    • กลุ่มอยู่ระหว่างตรวจสอบ: 4,641 คน 
    • กลุ่มอยู่ระยะยาว (Long Stay): 723 คน

    สรุป  จากข้อมูลดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของชาวอิสราเอล ทั้งในรูปแบบการท่องเที่ยวระยะสั้นและกลุ่มที่พำนักต่อเนื่อง โดยมีพื้นที่หลักคือจังหวัดภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพมหานคร

    ยิวทะลักไทย 4 เดือนพุ่งครึ่งล้าน ปักหมุด “สุราษฎร์-เกาะพะงัน”

    ท็อป 10 ต่างชาติพำนักไทย “ยิว” รองแชมป์

    จากการรวบรวมข้อมูลสถิติจำนวนบุคคลต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศไทย (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569) พบว่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 84,060 คน 

    จำแนกตามสัญชาติ 10 อันดับแรก พบว่ากลุ่มประเทศมหาอำนาจและกลุ่มตะวันออกกลางครองสัดส่วนสูงสุด 

    • สหรัฐอเมริกา: 46,463 
    • อิสราเอล: 17,743 คน 
    • ซาอุดีอาระเบีย: 4,957 คน 
    • ตุรกี: 4,688 คน 
    • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์: 2,073 คน

    ยิวทะลักไทย 4 เดือนพุ่งครึ่งล้าน ปักหมุด “สุราษฎร์-เกาะพะงัน”

    “ยิว” ปักหมุดสุราษฎร์-เกาะพะงัน

    เมื่อโฟกัสไปที่กลุ่มชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นกลุ่มที่พำนักหนาแน่นเป็นอันดับ 2 พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการกระจายตัวตามภูมิภาค โดยชาวอิสราเอลจำนวน 17,743 คน ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวง แต่เลือกพำนักในพื้นที่เกาะ และแหล่งท่องเที่ยวทางภาคใต้เป็นหลัก

    • อันดับ 1 สุราษฎร์ธานี: 6,638 คน (พื้นที่ เกาะสมุย และเกาะพะงัน)
    • อันดับ 2 กรุงเทพมหานคร: 3,069 คน 
    • อันดับ 3 ภูเก็ต: 2,801 คน 
    • อันดับ 4 ชลบุรี: 1,480 คน 
    • อันดับ 5 กระบี่: 1,158 คน

    นอกจากนี้ยังพบการพำนักในจังหวัดท่องเที่ยวทางภาคเหนืออย่าง เชียงใหม่ และ แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นจุดหมายที่นิยมในกลุ่ม Backpacker ชาวอิสราเอลอีกด้วย

    ยิวทะลักไทย 4 เดือนพุ่งครึ่งล้าน ปักหมุด “สุราษฎร์-เกาะพะงัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378977133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15mlBGe3DN_vBNW879c7-0

  • ‘กรณ์’ ย้ำ 3 ประเด็น ปกป้องวินัยการคลัง ไม่ให้เศรษฐกิจไทยล่มสลาย เตรียมยื่นศาลตัดสิน พรก.กู้เงิน

    ‘กรณ์’ ย้ำ 3 ประเด็น ปกป้องวินัยการคลัง ไม่ให้เศรษฐกิจไทยล่มสลาย เตรียมยื่นศาลตัดสิน พรก.กู้เงิน

    8 พฤษภาคม 2569 – นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เช้านี้ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีพรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

    ผมขอย้ำว่า พวกเราไม่ได้ขัดขวางการเยียวยาประชาชน แต่เราต้องปกป้อง “วินัยทางการคลัง” ซึ่งเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยล่มสลายในระยะยาว 3 ประเด็นสำคัญ

    1. ไม่เข้าเงื่อนไข “เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ“ และ ”เร่งด่วน-หลีกเลี่ยงไม่ได้“

    รัฐธรรมนูญมาตรา 172 ระบุชัดว่าการออก พรก. จะกระทำได้ เพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจเท่านั้น และต้องเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนจริงๆ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ปัจจุบัน GDP ของเรายังเติบโต การจัดเก็บภาษีเข้าเป้า และความน่าเชื่อถือทางการคลังยังอยู่ในระดับมั่นคง ไม่เหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตโควิด ที่ GDP ติดลบอย่างหนักจนต้องกู้มาประคองประเทศ

    2. มีทางเลือกอื่นที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้

    หากรัฐบาลจริงใจจะลดภาระประชาชน สามารถ “ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน” และ “ปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน” ได้ทันที ซึ่งจะเป็นการแก้ต้นตอของปัญหาค่าครองชีพโดยไม่ต้องรอแก้ที่ปลายทางด้วยการออก พรก. เงินกู้

    3. ส่วนแหล่งเงินนั้น รัฐบาลควรจริงจังกับการทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 69 ที่ทำได้ตามกฎหมายปกติ เดิมทีรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะออก พรบ. โอนงบประมาณ 100,000 ล้านบาท แต่ไม่จริงจังเพียงพอในการระงับการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จนล่าสุดจะโอนได้เพียง 20,000 ล้านบาท นอกเหนือจากนั้น รัฐบาลก็ไม่แก้ไขรายการในงบประมาณปี 2570 ให้ตรงกับสถานการณ์ เพื่อรองรับโครงการปรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานแทนการกู้เงิน พรก.

    การรักษา “วินัยการคลัง” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวครับ เพราะหากเราปล่อยให้รัฐบาลกู้เงินเกินตัวตามอำเภอใจ สุดท้ายผลกระทบจะย้อนกลับมาที่ปากท้องและความมั่นคงของพี่น้องประชาชนทุกคน เหมือนตัวอย่างความล้มเหลวทางเศรษฐกิจที่เราเห็นในหลายประเทศ

    เราจะยื่นคำร้องผ่านประธานสภาฯ ภายในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินความถูกต้องครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/992958/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iOOflT2iQ2FlHcXn-RXXH

  • ข่าวปลอม กฎหมายเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ตั้งกาสิโน-เช่าที่ดิน 99 ปี

    ข่าวปลอม กฎหมายเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ตั้งกาสิโน-เช่าที่ดิน 99 ปี

    ข่าวปลอม กฎหมายเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ตั้งกาสิโน-เช่าที่ดิน 99 ปี

    โฆษกรัฐบาลยืนยันว่าข่าวเรื่องกฎหมายเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) อนุญาตให้สร้างกาสิโน และเช่าที่ดิน 99 ปี ไม่เป็นความจริง

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ชี้แจงการแชร์ข้อมูล ที่ไม่เป็นความจริงของ อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC)  อนุญาตให้สร้างกาสิโน และเช่าซื้อที่ดินได้ 99 ปีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC นั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง  

    ร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดยข้อความที่ปรากฏในข่าว เป็นการคัดออกมาจากร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ. …. ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว คือ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังท้องถิ่นไท รวมทั้งเคยมี สส. ที่เคยเสนอให้มีกาสิโนในร่างกฎหมายอีก 3 ฉบับ สามารถสืบค้นจากเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรได้

    ในสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่แล้ว ทางพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ. นี้  โดยใช้ พ.ร.บ.อีอีซี  เป็นต้นแบบ  ด้วยเจตนาที่ดี ในการพัฒนาภาคใต้ และสร้างการเติบโตเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่มีเช่าที่ดิน 99 ปี หรือกาสิโนตามที่กล่าวหา

    ในส่วนโครงการ แลนด์บริดจ์ นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยมีรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ เป็นประธาน หากพบว่า ประโยชน์มีแต่ไม่คุ้มค่า และประชาชนไม่ต้องการ  โครงการคงไม่เกิดขึ้น  ทุกอย่างรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ และรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย โฆษกรัฐบาลชี้แจง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/742094&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03fxtXSF_RIPCiNTher51y

  • นายกฯไทย-เวียดนาม หารือความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันมูลค่าการค้าแตะ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    นายกฯไทย-เวียดนาม หารือความร่วมมือเศรษฐกิจ ดันมูลค่าการค้าแตะ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์

    นายกฯ อนุทิน หารือ นายกฯ เวียดนาม เดินหน้าความร่วมมือรอบด้าน เร่งดันการค้าสองประเทศแตะ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

     
    วันนี้ (วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) โรงแรม Shangri-La Mactan เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือทวิภาคีกับ นายเล มิญ ฮึง(Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit) ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคม 2569 ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
     
    นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีต่อนายกรัฐมนตรีเวียดนามในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และย้ำว่าเวียดนามเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดและถือเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทย

     
    โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพและปลอดภัย ท่ามกลางวิกฤตในหลายภูมิภาคของโลก พร้อมเห็นว่าการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามจะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนและเติบโตไปด้วยกันได้มากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    2. ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีขอให้เวียดนามสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของไทยในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนเวียดนามลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงแผนการลงทุนของสายการบิน VietJet ในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินของไทย

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านให้แล้วเสร็จในช่วงการเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีโต เลิม เพื่อเสริมสร้างการเกื้อกูลระหว่างเศรษฐกิจของสองประเทศ

    3. ด้านความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านและประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอนุภูมิภาค ไทยและเวียดนามควรมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค โดยทั้งสองฝ่ายเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GV70onv1iYEm5qy874c4l

  • “น้ำ” ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    “น้ำ” ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

     ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติชี้ไทยเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ลดลงต่อเนื่อง ชวนเปลี่ยนมุมมองใหม่ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น “โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ” เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย ด้วย 3 ข้อเสนอ

    1. ยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ”: ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. สร้าง “Water Smart Community”: สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหาร จัดการน้ำได้เอง

    3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform): ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

    เปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยงเป็นสินทรัพย์

    ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท หลังจากนั้น ในปี 2555 – 2556 เป็น 2 ปีติดต่อกันที่ประเทศไทยประสบภัยแล้ง เสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาท “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้แบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อย ๆ       จึงผลักดันแนวคิด Water Economy เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อมประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”

    น้ำขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่า 17 ล้านล้านบาท

    รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ โดยปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาทของประเทศไทย ทั้งนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้ง ปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดยบทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึงร้อยละ 2.5 ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes

    รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา กล่าวว่า ขอเชิญชวนทุกท่านเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับน้ำจากภัยพิบัติสู่ “สินทรัพย์ทาง เศรษฐกิจ” ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน” ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น “ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ” (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม

    ยกระดับเศรษฐกิจให้ยืดหยุ่น

    “โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านน้ำ” ให้เป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของประเทศในระยะยาว” ประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าว

    วิกฤตน้ำ”คือวาระแห่งชาติ

    นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในหัวข้อ “พลิกนโยบายน้ำ สร้าง เศรษฐกิจ”ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที ทั้งนี้ สทนช. ได้เสนอมาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด

    น้ำคือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

    นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป “Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย” ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

    พลิกน้ำเป็นโอกาส

    การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ “พลิกน้ำเป็นโอกาส” ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” และ “แก้มลิง ธรรมชาติ” เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ในระดับโลก โครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม จุดท้าทายสำคัญของไทยคือ “การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ” ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่

    นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” และภาคเอกชน พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง

    ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. สร้าง “Water Smart Community”

    สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้

    3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform)

    ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845464/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HIVx988qAsVZtSPp0gBW2

  • ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    การปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยของสถาบันจัดอับดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกของ “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” (Moody’s Investors Service) จากเชิงลบ (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) เมื่อไม่นานมานี้ ยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกได้ดีที่สุด ด้วยจุดแข็งด้านทุนสำรองที่แข็งแกร่ง และการปฏิรูปนโยบายถือเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนสัญญาณอะไรบางอย่างที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล 

    การปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยของมูดี้ส์รอบนี้ หลายคนมองว่า “เหนือความคาดหมาย” แต่เบื้องลึก-เบื้องหลังของเรื่องส่วนหนึ่งเกิดจากการชี้แจงและการให้ข้อมูลของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลในระหว่างร่วมประชุม “IMF-World Bank Spring Meetings 2026” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-18 เม.ย.69 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา 

    เบื้องลึกการชี้แจงข้อมูลต่อ ‘มูดี้ส์’

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เล่าให้ฟังว่า ในระหว่างการเข้าร่วมประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ได้มีโอกาสเข้าพบ และชี้แจงกับตัวแทนของมูดี้ส์ก่อนที่จะมีการออกรายงานสถานะเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าเป็นข่าวดีที่เกิดขึ้น

    ทั้งนี้ยอมรับว่า สิ่งที่มูดี้ส์มีความกังวลไม่ใช่ประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลไทยจะกู้เงินเพิ่มเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ หรือตัวเลขหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งที่เขากังวลคือประเทศไทยจะไม่มีอนาคตในการเติบโต

    ดังนั้นจึงได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ทำตั้งแต่ช่วง 4 เดือนสุดท้ายปลายปี 2568 ผ่านกลไกหลัก คือ การผลักดันการลงทุน ไม่ใช่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างโครงการคนละครึ่ง ทำให้ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวจาก 0.3% เป็น 2.5% สิ่งนี้ทำให้เห็นแล้วว่าทำจากจุดที่กำลังจะแย่ให้ดีขึ้นมาได้

    “มูดี้ส์ไม่ได้ห่วงเรื่องกู้เงิน เพราะตอนนี้ทุกประเทศก็มีข่าวว่าจะกู้เพิ่ม หรือขยายเพดานหนี้ ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี ต่างจากหลายประเทศที่มีระดับหนี้สูงกว่า 100% หากไม่ทำอะไรถ้าไม่ทำอะไรเลยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้น เพราะจีดีพีลดลง จึงต้องเร่งการลงทุนเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสทำให้เห็นว่าประเทศมีโมเมนตัมที่ดีขึ้น จึงได้บอกความจริงของเศรษฐกิจไทยกับมูดี้ส์อย่างตรงไปตรงมา เพราะเป็นจุดยืนของผมในฐานะเทคโนแครต ที่ผ่านประสบการณ์ทั้งจากกระทรวงการคลังและภาคเอกชนมาก่อน” นายเอกนิติ ยอมรับ

    ให้ความสำคัญกับเรื่องวินัยการคลัง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้ย้ำกับมูดี้ส์ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องวินัยการคลังของประเทศเห็นได้จากเรื่องแผนการคลังระยะปานกลาง ฉบับใหม่ โดยเริ่มจากการคืนหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ก่อน อีกทั้งยังเล่าให้มูดีส์ฟังถึงแผนที่ทำมาก่อนหน้านี้ และอีก 4 ปี ว่าจะทำอะไรที่ให้ประเทศไทยดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน ส่วนเรื่องวินัยทางการคลัง รัฐบาลก็มีความตั้งใจว่าจะรักษาไว้ให้ดี

    สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการการลงทุนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงผ่านมาตรการ Thailand Fast Pass โดยการลงทุนภาคเอกชนเติบโต 8% ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี ควบคู่กับตัวเลขการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวเพิ่มถึง 13% 

    แจ้งนายกฯ รับทราบ ทำใจล่วงหน้า

    นายเอกนิติ ยอมรับว่า การปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยของมูดีส์ครั้งนี้ เหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้าที่จะมีการประกาศผล ส่วนตัวได้ประเมินสถานการณ์บนความเสี่ยงสูงสุด และได้รายงานต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับทราบว่าให้เตรียมความพร้อมกับผลที่อาจออกมาว่าประเทศไทยถูกปรับลดมุมมองลง แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับข่าวดีว่ามูดีส์ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

    “ได้โทรศัพท์รายงานต่อ นายกรัฐมนตรี ล่วงหน้าว่าอาจต้องเตรียมใจรับสถานการณ์ โดยบอกนายกฯ ว่า ท่านต้องทำใจไว้นะ เพราะไทยอาจจะโดนดาวน์เกรด แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่าถ้าถูกดาวน์เกรดจริงก็ไม่กระทบ เพราะเรากู้เงินในประเทศเป็นหลัก ท้ายที่สุดเมื่อผลออกมาพบว่า มูดี้ส์มีความเชื่อมั่นและประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ได้ในที่สุด ก็ดีใจแม้ว่าจะมีอาการ Jet lag หลังเดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ ก็ตาม” นายเอกนิติ ยอมรับ

    นายกฯ หวังสร้างความมั่นใจนักลงทุนทั่วโลก

    ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นนี้ภายหลังว่า เรื่องนี้เป็นข่าวดีต่อเนื่องหลังจากที่มูดี้ส์ได้ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ และน่าลงทุน ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยมูดี้ส์ไม่ได้มองแค่ในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นแต่มองทุกมิติทั้งในเรื่องของการอำนวยความสะดวก เรื่องความโปร่งใส เรื่องการทำงานที่รวดเร็ว และเรื่องโครงสร้างของประเทศ

    “ต้องขอบคุณประชาชนทุกคน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันเชียร์ประเทศไทย เพราะบริษัทที่เป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกจัดอันดับให้ประเทศไทยได้ดีแบบนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครไปวิ่งเต้นได้ ทุกอย่างต้องตรงไปตรงมาโปร่งใส คนที่ว่ากล่าวประเทศไทย ไม่อยากให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า เห็นแบบนี้ก็จะเห็นว่าสิ่งที่คนเหล่านี้พูดมาไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะพูดในสิ่งไม่ดีและกระทบประเทศไทย” นายกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a9ilQyse1cs9nam1dE54m

  • จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    เมื่อ “ประตูสีม่วง” ถูกเปิดออก ณ ใจกลางทำเนียบรัฐบาลเม็กซิโก โลกก็ได้เห็นว่าอิทธิพลของ BTS ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บนเวทีคอนเสิร์ตอีกต่อไป การมาเยือนเม็กซิโกซิตี้ในปีนี้ ของ 7 หนุ่มบังทันโซนยอนดัน ไม่ใช่เพียงแค่จุดหยุดพักของ “Arirang World Tour” แต่คือการจารึกประวัติศาสตร์การทูตวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความรักของแฟนคลับให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับหมื่นล้าน

    นี่คือยุคสมัยที่ “เศรษฐกิจสีม่วง” (Purple Economy) เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และภาษีระหว่างประเทศ

    เมื่อศิลปินคือ “แขกผู้ทรงเกียรติ” ของรัฐ

    เหตุการณ์ในบ่ายวันที่ 6 พ.ค.2569 ณ จัตุรัสโซคาโล (Zócalo) ใจกลางเม็กซิโกซิตี้ กลายเป็นภาพสะท้อนของ ซอฟต์ พาวเวอร์ ได้ชัดเจนที่สุด สมาชิกทั้ง 7 คนของ BTS ปรากฏตัวบนระเบียงทำเนียบรัฐบาลเคียงข้าง ประธานาธิบดี คลาวเดีย เชนบอม ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเหล่าอาร์มี กว่า 50,000 คน ที่รวมตัวกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน ตามการรายงานของ Maeil Business สื่อเศรษฐกิจอันดับ 1 ของเกาหลีใต้

    การต้อนรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการทักทายทั่วไป แต่ ประธานาธิบดีเชนบอม ได้มอบแผ่นป้ายเกียรติยศ “Visitantes Distinguidos” หรือแขกผู้ทรงเกียรติ เพื่อยกย่องว่าดนตรีของ BTS ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเม็กซิกัน และส่งเสริมค่านิยมเรื่องความเคารพ ความหลากหลาย และสันติภาพ

    ผู้นำเม็กซิโกกล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่า ดนตรีและคุณค่าที่ BTS ถ่ายทอดนั้นเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเม็กซิโกและเกาหลีเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ความสัมพันธ์นี้ลึกซึ้งถึงขั้นมีการแลกเปลี่ยนจดหมายทางการทูตระหว่าง ประธานาธิบดีเม็กซิโก และประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เพื่อขอเพิ่มรอบการแสดงให้เพียงพอต่อความต้องการของแฟนคลับในประเทศ

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    ผ่าโครงสร้าง “เศรษฐกิจสีม่วง” (Purple Economy)

    ตามรายงานของ Respawn คอนเสิร์ตของ BTS ในเม็กซิโกจัดขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน และสร้างรายได้มหาศาลให้กับเมือง จากการประเมินของหอการค้าเม็กซิโกซิตี้ รายได้รวมสูงถึง 107.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 3,400-3,500 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากยอดจำหน่ายบัตรกว่า 88 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกส่วนไหลเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การค้าปลีก และบริการต่าง ๆ

    โรงแรมในพื้นที่ใกล้สถานที่จัดงานมีอัตราการเข้าพักสูงเกือบเต็ม ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้รับอานิสงส์เต็มที่ หลายธุรกิจเพิ่มยอดขายได้อย่างก้าวกระโดดเพราะแฟนคลับเดินทางมาจากทั่วประเทศ รวมถึงต่างชาติที่บินมาชมคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ

    สิ่งนี้คือแก่นของคำว่า “Purple Economy” หรือเศรษฐกิจสีม่วง ซึ่งอธิบายถึงการที่วัฒนธรรมและความนิยมของศิลปินสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเพลงหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบเชิงระบบทั้งห่วงโซ่ Purple Economy ของ BTS ทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ทั้งเจ้าหน้าที่อีเวนต์ ทีมรักษาความปลอดภัย พนักงานชั่วคราว คนขับรถ ผู้จัดการระบบขนส่ง รวมถึงแรงงานเบื้องหลังอีกมหาศาล

    “เม็กซิโก” ศูนย์กลางสตรีมมิง ยุทธศาสตร์ K-Pop ในละตินอเมริกา

    ข้อมูลจาก Spotify ระบุว่า เม็กซิโกคือตลาด K-Pop ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และ “เม็กซิโกซิตี้” เป็นเมืองที่มียอดผู้ฟังเพลงของ BTS ต่อเดือนสูงที่สุดในโลก (714,212 คนในเดือนมี.ค.2569) แซงหน้ากรุงโซลและจาการ์ตา อัตราการเติบโตของ K-Pop ในประเทศนี้พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 500 ตั้งแต่ปี 2563 โดยมีเพลง “Dynamite” เป็นหัวหอกสำคัญในการเจาะตลาดกระแสหลักในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

    วัฒนธรรม Hallyu ในเม็กซิโกหยั่งรากลึกมานานกว่า 20 ปี เริ่มจากการนำเข้าซีรีส์เกาหลีในปี 2545 จนปัจจุบันเกิดย่าน “Little Seoul” หรือ Zona Rosa ในเม็กซิโกซิตี้ที่เป็นศูนย์รวมของแฟนคลับ พลังสตรีมมิงที่เข้มข้นของ Gen Z เม็กซิกัน ซึ่งบางกลุ่มฟังเพลงเกาหลีเฉลี่ยถึง 11-15 ชม./วัน คือตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เม็กซิโกเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ศิลปิน K-Pop ข้ามไม่ได้

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จิตวิทยาแฟนคลับ-การสร้างชุมชนดิจิทัล

    ในมิติทางจิตวิทยา พลังของอาร์มีเม็กซิกัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความคลั่งไคล้ในตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ในชีวิตจริงผ่านโครงข่ายดิจิทัลที่ไร้ศูนย์กลาง แฟนคลับในเม็กซิโกซิตี้และหัวเมืองใหญ่ไม่ได้มองว่าตนเองเป็นเพียงผู้บริโภคที่รอคอยความบันเทิง แต่พวกเขาคือ “ตัวแทนทางวัฒนธรรม” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในซีกโลกละตินอเมริกา

    พวกเขาเปลี่ยนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเยียวยา โดยเฉพาะการรับมือกับสภาวะ Post-Concert Depression (PCD) หรือความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นหลังแสงไฟบนเวทีคอนเสิร์ตดับลง ข้อมูลจากการศึกษาเรื่อง “I had post-concert depression”: A study of Lucy fans after the Jakarta concert โดย Dimas Ramadhiansyah จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา เป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย ระบุว่า ชุมชนอาร์มีได้ใช้ความทรงจำร่วมและข้อความในเนื้อเพลงมาเป็นเครื่องมือในการ “เยียวยาหมู่” ผ่านการแลกเปลี่ยนวิดีโอและบทวิเคราะห์ความหมายของเพลงที่สะท้อนถึงการโอบกอดบาดแผลในจิตใจ

    สิ่งนี้เองที่เปลี่ยนจากการเป็นแค่แฟนดอมไปสู่การเป็น “ครอบครัวดิจิทัล” ที่แน่นแฟ้น ซึ่งสมาชิกจะคอยซัปพอร์ตกันตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงการรวมตัวกันทำกิจกรรมสาธารณกุศลในนามของ 7 หนุ่ม เพื่อพิสูจน์ว่าคำว่า “Love Yourself” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนการตลาด แต่เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่ในเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    ท่ามกลางความฟีเวอร์ที่สั่นสะเทือนไปทั้งละตินอเมริกา ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์คือการที่ BTS กลายเป็นหมากตัวสำคัญในการทะลาย “กำแพงภาษี” ที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันเม็กซิโกมีนโยบายปกป้องทางการค้าที่เข้มงวด และเกาหลีใต้ยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยตรง ทำให้สินค้าส่งออกและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต้องเผชิญกับภาษีที่สูงลิ่ว ตามข้อมูลจาก The Asia Business Daily

    การมาเยือนของ BTS ในฐานะทูตพิเศษของประเทศ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงดนตรี แต่เป็นการทำหน้าที่การทูตซอฟต์ พาวเวอร์ ที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังที่สุดในการสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพระดับรัฐ เพื่อเปิดทางให้กระทรวงการค้าของทั้ง 2 ประเทศเปิดโต๊ะเจรจา FTA โดยมีพลังมวลชนชาวเม็กซิกัน เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นเห็นถึงประโยชน์มหาศาลจาก “เศรษฐกิจสีม่วง” (Purple Economy) ที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ธุรกิจในประเทศชั่วข้ามคืน

    การมาเยือนครั้งนี้ยังทำให้เม็กซิโก ประกาศความพร้อมที่จะรองรับอีเวนต์ระดับโลกในอนาคต ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ระบบขนส่ง และมาตรฐานการจัดงาน เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงอีเวนต์มากขึ้น รัฐบาลเม็กซิโกมองเห็นแล้วว่าอีเวนต์บันเทิงระดับโลกไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสูง ทั้งรายได้โดยตรงและภาพลักษณ์ประเทศ

    สำหรับ BTS นี่คือหลักฐานอีกครั้งว่าพวกเขาได้ก้าวข้ามสถานะ “วงบอยแบนด์” ไปไกลมากแล้ว

    BTS กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ที่วัฒนธรรมสามารถสร้างอำนาจต่อรองในระดับโลก พวกเขาไม่เพียงขายเพลงหรือบัตรคอนเสิร์ต แต่ขายคุณค่า และขายความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก

    สุดท้าย สิ่งที่ BTS ทิ้งไว้ในเม็กซิโกไม่ใช่เพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือยอดขายที่หมดภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่คือ “รอยเท้าทางวัฒนธรรม” ที่เปลี่ยนดนตรีให้กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และการทูตอย่างสมบูรณ์แบบ โลกยุคนี้อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันหรืออาวุธเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อาจขับเคลื่อนด้วยเพลง วัฒนธรรม และชุมชนแฟนคลับที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน

    แหล่งที่มาข้อมูล : 자주색 경제, koreajoongangdaily, abs-cbn, mexicobusiness

    อ่านข่าวอื่น :

    “ทรัมป์” ยืนยันข้อตกลงหยุดยิงยังมีผล แม้ “อิหร่าน-สหรัฐฯ” ปะทะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

    เครื่องนุ่งห่มไทย จับมือ กสร. ต่อยอด GLP+หวังยกระดับแรงงานไทย

    “ภราดร” แจง ครม.ไม่ยืนยันร่าง รธน.เดิมเสี่ยงถูกตีตก ให้สภาฯ ชุดใหม่เสนอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TMAJM8WvOofuFwzYQ89X8

  • ทส. ผนึกภาคเอกชน-พันธมิตรกว่า 20 องค์กร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน

    ทส. ผนึกภาคเอกชน-พันธมิตรกว่า 20 องค์กร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานสักขีพยานในพิธีประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “รวมพลัง ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน : AXTRA Circular Impacts” ระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” และองค์กรพันธมิตรกว่า 20 แห่ง จากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    การลงนามครั้งนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Circular Retail” เพื่อผลักดันภาคค้าปลีกไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการเก็บกลับคืน คัดแยก และรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนานวัตกรรมและบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด 5R ได้แก่ Re-educate, Reduce, Recycle, Replace และ Reinvent เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    โอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตควบคู่กันอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องคำนึงถึง “3 ประโยชน์” ได้แก่ ประเทศชาติต้องมั่นคง ประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี และองค์กรต้องสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากร ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด พร้อมเน้นย้ำว่า การสร้างความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย “พลังแห่งความร่วมมือ” จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในอนาคต

    ด้าน ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ เน้นย้ำถึงความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของภาคค้าปลีกไทย ซึ่งมีบทบาทเชื่อมโยงความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วน และเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร ช่วยยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

    ขณะที่นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินมาตรการจัดการพลาสติกอย่างต่อเนื่อง โดยแม็คโครและโลตัสมีนโยบายงดให้บริการถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และยุติการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม พร้อมส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่า 37 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการทิ้งพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมได้มากกว่า 350,000 ตัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/992904/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I_ArHGWiPQhJAq4EX_0TR

  • QTC ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก! รายได้โต 65% แม้ขาดทุน ลุ้น Q2/69 ฟื้น งานในมือแน่น 1,700 ล้านบาท

    QTC ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก! รายได้โต 65% แม้ขาดทุน ลุ้น Q2/69 ฟื้น งานในมือแน่น 1,700 ล้านบาท

    QTC ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก! รายได้โต 65% แม้ขาดทุน ลุ้น Q2/69 ฟื้น งานในมือแน่น 1,700 ล้านบาท

    นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า แบบ Made to Order พร้อมให้บริการงานซ่อมและบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงต้นปี 2569 แต่บริษัทยังคงรักษาระดับการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง 

    โดยมีรายได้รวม 454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อน แบ่งเป็นการรับรู้รายได้จากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า 260 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจโซลาร์ 154  ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจอื่นๆ

    แต่บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 9.64 ล้านบาท จากแรงกดดันด้านต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน แต่ด้วยการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้

    บริษัทยอมรับว่าไตรมาสแรกได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันผันผวน ภาวะขาดแคลน และปัญหาการขนส่ง ส่งผลให้ยอดขายต่างประเทศชะลอตัว ขณะที่ราคาทองแดง วัตถุดิบสำคัญ และความผันผวนของค่าเงินบาทยังคงกดดันต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะทำให้สามารถทยอยส่งมอบสินค้าได้ครบถ้วน และกลับมาสร้างผลกำไร แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน และสามารถบริหารจัดการเพื่อผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้ด้วยดี

    ก่อนหน้านี้ QTC คว้างานประมูลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ล็อตใหญ่เป็นงานหม้อแปลงไฟฟ้า Super Low Loss Transformer ที่ QTC ผลิตได้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 700 ล้านบาท และงานภาคเอกชน อีก 200 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่รอรับรู้รายได้แตะระดับ 1,700 ล้านบาท เตรียมส่งมอบทั้งหมดภายในปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ueqTxO_lADSCjZvXq0KhD