Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • ประชาชนชี้ ไทยช่วยไทย ผลงานเด่นรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนเชื่อมั่นเพิ่ม – สยามรัฐ

    ประชาชนชี้ ไทยช่วยไทย ผลงานเด่นรัฐบาล กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง ประชาชนเชื่อมั่นเพิ่ม – สยามรัฐ

    ซูเปอร์โพลเผยประชาชน 63.8% พอใจ “ไทยช่วยไทย 60/40” มองช่วยเศรษฐกิจชุมชน 62.7% และเพิ่มความเชื่อมั่นรัฐบาล 56.6% ขณะที่ 33.4% ต้องการให้เดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพต่อหลังโครงการสิ้นสุด

    วันที่ 6 ก.ย.69 ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย พลัส ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 – 5 กันยายน 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,128 ตัวอย่าง ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และมีค่าความคลาดเคลื่อน ±3%

    Img 20260906 143936

    ภาพรวม: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส ของรัฐบาล เป็นผลงานเด่น

    ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 63.8 มีความพึงพอใจต่อมาตรการ “ไทยช่วยไทย 60/40” ในระดับมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 24.7 พึงพอใจในระดับปานกลาง และร้อยละ 11.5 พึงพอใจน้อยถึงไม่พอใจเลย

    ในเชิงสังคมศาสตร์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า มาตรการมี ระดับการยอมรับทางสังคมเป็นผลงานเด่นของรัฐบาลที่ประชาชนยอมรับสูง กล่าวคือ หากรวมผู้ที่พึงพอใจระดับปานกลางขึ้นไป จะมีสัดส่วนถึง 88.5% ขณะที่กลุ่มที่มีทัศนะเชิงลบมีเพียง 11.5%

    จุดแข็งที่สุดของมาตรการ: ทำให้ “เงินหมุนในชุมชน” มากกว่าที่ประชาชนรู้สึกว่า “ฐานะครัวเรือนดีขึ้น”

    เมื่อถามถึงการลดภาระค่าครองชีพ พบว่า ร้อยละ 53.8 เห็นว่ามาตรการช่วยลดภาระได้มากถึงมากที่สุด ร้อยละ 34.9 เห็นว่าช่วยได้ปานกลาง และร้อยละ 11.3 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย

    แต่เมื่อถามถึงผลต่อเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อย กลับพบสัดส่วนที่สูงกว่า คือ ร้อยละ 62.7 เห็นว่าช่วยได้มากถึงมากที่สุดร้อยละ 27.4 เห็นว่าช่วยปานกลาง และมีเพียงร้อยละ 9.9 ที่เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงไม่ช่วยเลย

    นี่เป็นข้อค้นพบที่สำคัญมาก เพราะหมายความว่า ในการรับรู้ของประชาชน ผลต่อเศรษฐกิจชุมชน 62.7% > ผลต่อการลดภาระค่าครองชีพ 53.6% ต่างกัน 9.1 จุดร้อยละ

    นัยเชิงเศรษฐศาสตร์คือ มาตรการ 60/40 อาจทำหน้าที่ได้ค่อนข้างดีในฐานะ Demand-Side Stimulus หรือมาตรการกระตุ้นอุปสงค์ โดยทำให้เกิดการจับจ่ายและเงินหมุนเวียนสู่ร้านค้ารายย่อย เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน แต่ความสามารถในการเปลี่ยนเงินหมุนเวียนเหล่านั้นให้กลายเป็น ความมั่นคงของรายได้ครัวเรือน ยังต้องการมาตรการเสริม กล่าวคือ โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยให้ “เงินเดิน” ในชุมชนได้เร็วกว่าที่ช่วย “ฐานะครัวเรือน” นี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญมากต่อการกำหนดนโยบายรอบต่อไป

    Img 20260906 143945

    นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของประชาชนเพิ่มขึ้น 56.6% นโยบายเศรษฐกิจสามารถเปลี่ยน “อารมณ์สาธารณะ” ได้ แต่รัฐบาลยังต้องรักษาด้วยผลลัพธ์จริง ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ร้อยละ 56.6 ระบุว่า มาตรการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ขณะที่ร้อยละ 32.8 ระบุว่าไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 10.6 ระบุว่าความเชื่อมั่นลดลง หากพิจารณาเชิงเปรียบเทียบ จะเห็นภาพที่น่าสนใจว่า

    พอใจมากถึงมากที่สุด = 63.8%

    เห็นว่าช่วยเศรษฐกิจชุมชนมาก = 62.7% 

    เชื่อมั่นรัฐบาลเพิ่มขึ้น = 56.6% 

    เห็นว่าช่วยลดค่าครองชีพมาก = 53.6%

    ลำดับนี้สะท้อนกลไกทางสังคมและเศรษฐกิจที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล คือ ประชาชนเห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ → พอใจนโยบาย → ประเมินรัฐบาลดีขึ้นบางส่วน แต่ความเชื่อมั่นไม่ได้เพิ่มสูงเท่าความพึงพอใจ แสดงว่า ประชาชนยังแยกได้ระหว่าง “ชอบมาตรการนี้” กับ “เชื่อว่ารัฐบาลแก้เศรษฐกิจได้ทั้งหมด”

    ข้อค้นพบสำคัญ: ประชาชนยังต้องการ “มาตรการไทยช่วยไทย พลัส ความช่วยเหลือค่าครองชีพต่อ”

    เมื่อถามว่า หลังจบมาตรการไทยช่วยไทย พลัส รัฐบาลควรทำอะไรต่อ พบว่า

    อันดับ 1 ร้อยละ 33.4 ต้องการให้ทำมาตรการไทยช่วยไทย พลัส ลดค่าครองชีพต่อ

    อันดับ 2 ร้อยละ 17.9 ต้องการลดค่าไฟฟ้า น้ำมัน และพลังงาน

    อันดับ 3 ร้อยละ 15.5 ต้องการให้ช่วยเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

    อันดับ 4 ร้อยละ 11.2 ต้องการให้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

    อันดับ 5 ร้อยละ 10.8 ต้องการให้สร้างงาน เพิ่มโอกาสให้คนไทยมีอาชีพและรายได้เสริม 

    ตารางที่ 1 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ ความพอใจต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย 60/40 ของรัฐบาล

    1788681133496ตารางที่ 2 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน

    1788681136301ตารางที่ 3 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย ช่วยเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้าย่อยดีขึ้นมากน้อยเพียงไร

    1788681188469ตารางที่ 4 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไทยช่วยไทย ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสามารถของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนได้มากน้อยเพียงไร

    1788681190817ตารางที่ 5 แสดงค่าร้อยละของตัวอย่างที่ระบุ เรื่องที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการ หลังจบมาตรการ ไทยช่วยไทย พลัส

    1788681193919

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/319779&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RiKIwiX0Ob_Gqw2i2xwoj

  • ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จบแล้วเศรษฐกิจไปต่อยังไง

    ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จบแล้วเศรษฐกิจไปต่อยังไง

    เข้าสู่ช่วงนับถอยหลังโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่แห่งปีอย่าง ไทยช่วยไทย พลัส รูปแบบร่วมจ่าย (Co-pay 60/40) ที่เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของโครงการ โดยรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า มีเม็ดเงินอัดฉีดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากพุ่งสูงถึง 138,379.3 ล้านบาท จากสิทธิประชาชนกว่า 26 ล้านราย และร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมอีกกว่า 1.19 ล้านร้านทั่วประเทศ

    การเติมสภาพคล่องรอบนี้ถือเป็นน้ำโอสถรดโคนต้นไม้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า และ SME ในระดับชุมชนได้ลืมตาอ้าปาก แต่คำถามสำคัญที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนกำลังจับตาก็คือ หลังสิ้นสุดมาตรการสิ้นเดือนนี้ เศรษฐกิจไทยและร้านค้ารายย่อยจะไปทางไหนต่อ?

    1. ยอดใช้จ่ายสะพัด 1.38 แสนล้าน เงินลงตรงถึงใครบ้าง?

    โครงสร้างเม็ดเงิน 1.38 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ

    ·       เงินสนับสนุนจากภาครัฐ (60%): ร่วมอุดหนุนลงไปแล้วกว่า 79,505 ล้านบาท โดยเน้นอุดหนุนการซื้อสินค้า/บริการผ่านร้านค้าทั่วไปในชุมชนเป็นหลักสูงถึง 7.6 หมื่นล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี อีกราว 2.9 พันล้านบาท

    ·       เงินร่วมจ่ายจากภาคประชาชน (40%): ควักกระเป๋าร่วมจ่ายสมทบอีกกว่า 58,874 ล้านบาท สะท้อนว่าโครงการนี้ช่วยดึงเงินออมและกำลังซื้อของประชาชนออกมาหมุนเวียนในตลาดได้จริง

    2. สแกนความท้าทาย หลังจบโครงการ ตลาดจะซบเซาลงไหม

    แม้วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยพยุงยอดขายของ SME ในช่วงที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงไตรมาส 4

    ·       ภาวะสุญญากาศ” ของกำลังซื้อ เมื่อมาตรการอุดหนุน 60% สิ้นสุดลง ประชาชนต้องกลับมาจ่ายราคาเต็ม 100% ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูง ซึ่งอาจทำให้การจับจ่ายชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

    ·       โจทย์ใหญ่ของร้านค้ารายย่อย ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านรายที่เคยพึ่งพาแรงหนุนจากโครงการ ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทำโปรโมชัน หรือรักษาฐานลูกค้าดั้งเดิมไว้ให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดขายวูบลงกะทันหัน

    3. สิ่งที่ประชาชนและร้านค้าต้องเตรียมรับมือ

    ·       ประชาชนเร่งเช็กสิทธิค้าง รัฐบาลเตือนให้ผู้ได้รับสิทธิเร่งตรวจสอบวงเงินคงเหลือในแอปพลิเคชัน และวางแผนใช้จ่ายให้ครบก่อนหมดเขตในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพราะหากเลยกำหนด เงินส่วนที่เหลือจะถูกดึงกลับระบบทันที

    ·       จับตามาตรการชุดใหม่ของรัฐ ภาคเอกชน (กกร.) และ ธปท. กำลังประเมินผลกระทบหลังจบโครงการ เพื่อเสนอมาตรการเสริมสภาพคล่องและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อพยุงกำลังซื้อภาคประชาชนไม่ให้แผ่วลงในช่วงท้ายปี

    โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเติมเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากช่วยสร้างแรงหมุนเวียนได้มหาศาล แต่โจทย์ระยะยาวที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย คือการทำให้ประชาชนและ SME สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพายาแรงจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

    ข้อมูลอ้างอิง

    ·     สำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี

    ·     กระทรวงการคลัง และ ธนาคารกรุงไทย

    ·     คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/s/184174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KZL7CKuKQM_6N2WJyG8Zh

  • คลองปานามาลดจำนวนเรือผ่านทาง รับมือภัยแล้งจากเอลนีโญรุนแรง

    คลองปานามาลดจำนวนเรือผ่านทาง รับมือภัยแล้งจากเอลนีโญรุนแรง

    คลองปานามาลดจำนวนเรือผ่านทาง รับมือภัยแล้งจากเอลนีโญรุนแรง

    หน่วยงานบริหารคลองปานามา (Panama Canal Authority) ประกาศลดจำนวนเรือที่อนุญาตให้ผ่านทางคลองปานามาลงอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากระดับน้ำในทะเลสาบเทียมสองแห่งซึ่งเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงคลองลดต่ำลงอย่างวิกฤต อันเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ก่อให้เกิดภัยแล้งรุนแรงทั่วภูมิภาค

    ลดจำนวนเรือแบบค่อยเป็นค่อยไป

    หน่วยงานบริหารคลองปานามาระบุว่า จะทยอยลดจำนวนเรือที่ผ่านทางคลองซึ่งเชื่อมมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกจาก 36 เที่ยวต่อวัน ลงเหลือ 32 เที่ยวต่อวัน โดยจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในกลางเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์น้ำอื่น ๆ ควบคู่กัน เช่น การลดระดับกินน้ำลึกสูงสุดสำหรับเรือขนาดใหญ่เพื่อประหยัดปริมาณน้ำที่ใช้ในการเดินเรือ

    ปานามาประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

    รัฐบาลปานามาประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อรับมือกับผลกระทบของเอลนีโญ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์สภาพอากาศที่เกิดขึ้นเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกและส่งผลให้รูปแบบลม ความดันบรรยากาศ และปริมาณฝนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง รวมถึงผลักดันให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ด้านฮอนดูรัสและเอลซัลวาดอร์ก็ประกาศภาวะฉุกเฉินเช่นกัน เนื่องจากอเมริกากลางกำลังเผชิญกับภัยแล้งหนักที่สุดในรอบหลายปี

    เอลนีโญรุนแรงที่สุดในรอบ 4 ทศวรรษ

    นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าเอลนีโญในปีนี้จะรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลเมื่อสี่ทศวรรษที่แล้ว แม้ปรากฏการณ์ยังไม่ถึงจุดสูงสุด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วก็สร้างความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญต่อภูมิภาค ทั้งนี้ ในปี 2023 เอลนีโญเคยบังคับให้หน่วยงานบริหารคลองต้องลดจำนวนเรือลงเหลือเพียง 22 เที่ยวต่อวัน

    ผลกระทบต่อการค้าโลก

    คลองปานามามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก โดยรองรับการค้าทางทะเลระหว่างประเทศประมาณ 5% ของมูลค่าการค้าโลก และเป็นเส้นทางขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ของสหรัฐอเมริกาถึงราว 40% การลดจำนวนเรือที่ผ่านทางจึงอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนการขนส่งสินค้าทั่วโลกในระยะถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/panama-canal-reduces-crossings-el-nino-drought&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vPW1hU3SGk_ehoySwgyzC

  • “ศ.สุชาติ” ชี้ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เป็นการตั้งองค์กรเก็บภาษีเองใช้เงินได้เอง โดยไม่ผ่านสภาฯ สร้างปัญหาทั้งเศรษฐกิจและหลักการคลัง

    “ศ.สุชาติ” ชี้ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท เป็นการตั้งองค์กรเก็บภาษีเองใช้เงินได้เอง โดยไม่ผ่านสภาฯ สร้างปัญหาทั้งเศรษฐกิจและหลักการคลัง

    วันเสาร์ ที่ 05 กันยายน พ.ศ. 2569, 15.40 น.

    เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาเก็บ “ค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว” หรือที่เรียกกันว่า “ค่าเหยียบแผ่นดิน” จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในอัตรา 450 บาทต่อคนต่อครั้ง โดยคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติเห็นชอบในหลักการเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 และอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยตั้งเป้าว่าจะเริ่มจัดเก็บในปี 2570 กระผมเห็นว่า นโยบายนี้ไม่เหมาะสมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การบริหารราชการแผ่นดิน และหลักการคลังของประเทศ คือ

    รัฐบาลไทยต้องคิดก่อนว่า เราต้องการเงิน 450 บาทจากนักท่องเที่ยว หรือเราต้องการให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้เงินคนละหลายหมื่นบาทในประเทศไทย นักท่องเที่ยวหนึ่งคนเมื่อเดินทางเข้าประเทศ ย่อมใช้จ่ายค่าโรงแรม ร้านอาหาร รถโดยสาร ร้านค้า สถานที่ท่องเที่ยว และบริการต่างๆ เงินเหล่านี้กระจายลงไปถึงประชาชนจำนวนมหาศาล ตั้งแต่เจ้าของโรงแรม ร้านอาหาร คนขับรถ พ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงเกษตรกรและแรงงานบริการ ปัจจุบันนักท่องเที่ยวใช้เงินเฉลี่ยต่อคนต่อทริป 47,000 บาท รายได้จากนักท่องเที่ยวในปี 2568 รวม 1.6 ล้านล้านบาท จากนักท่องเที่ยว 32.9 ล้านคน

    ในทางเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มค่าธรรมเนียมก็คือการเพิ่ม “ราคาของการเดินทางเข้าประเทศไทย” แม้ 450 บาทอาจดูไม่มากสำหรับนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม แต่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยประเทศเดียว นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี หรือประเทศอื่นๆ ได้ตลอดเวลา เมื่อเราทำให้ประเทศไทยแพงขึ้นหรือยุ่งยากขึ้น จะทำให้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจมีมากกว่าเงินค่าธรรมเนียมที่คิดว่าจะเก็บได้ต่อปี 14,850 ล้านบาท เป็นมูลค่าหลายเท่าตัว

    ภาษีหรือค่าธรรมเนียมทุกชนิดมีผลต่อพฤติกรรม เมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการย่อมมีแนวโน้มลดลง หากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รายได้โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้า และผู้ประกอบการท่องเที่ยวย่อมลดลงตาม และในที่สุดย่อมกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ประชาชน รายได้ภาษีของรัฐบาล และ GDP เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่มีการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว

    ปัญหาในหลักการคลังของรัฐ เงิน 450 บาทนี้ แม้ทางกฎหมายจะเรียกว่า “ค่าธรรมเนียม” แต่ในทางเศรษฐศาสตร์มีลักษณะเป็นการเรียกเก็บภาษีโดยอำนาจรัฐ ผู้เดินทางไม่มีสิทธิเลือกว่าจะจ่ายหรือไม่จ่ายหากต้องการเข้าประเทศ การให้คณะกรรมการฯ จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ และนำเงินเข้าสู่กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เป็นการเก็บภาษีเอง แล้วใช้ได้เอง “ดูจะไม่ถูกหลักการคลัง” จึงมีคำถามว่า เราควรออกแบบระบบการคลังเช่นนี้หรือไม่?

    หลักการการคลังคือ “No taxation without representation” — ไม่มีการเก็บภาษีโดยปราศจากผู้แทนของประชาชน เงินที่รัฐบังคับเรียกเก็บ ควรเข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดิน และการใช้เงินควรได้รับความเห็นชอบและตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร มิใช่เก็บภาษีมาสร้างกองทุน แล้วให้คณะกรรมการฯ มีอำนาจใช้เงินนอกกระบวนการงบประมาณ จึงเกิดคำถามว่า ในที่สุดประเทศไทยจะมีกระทรวงหนึ่งทำหน้าที่ของบประมาณผ่านสภา ขณะเดียวกันก็มีกองทุนอีกชุดหนึ่งเก็บภาษีได้เอง และใช้เงินนั้นได้ด้วยตนเองหรือไม่?

    สิ่งที่กองทุนฯ ระบุว่าจะนำเงินไปใช้ เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การดูแลความปลอดภัย การช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานนั้น ล้วนเป็นหน้าที่ของรัฐบาลอยู่แล้ว
    รัฐบาลมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีหน่วยงานด้านคมนาคม สาธารณสุข มหาดไทย ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว หากแหล่งท่องเที่ยวต้องได้รับการพัฒนา กระทรวงที่รับผิดชอบควรจัดทำโครงการ เสนองบประมาณต่อรัฐบาล และให้รัฐสภาพิจารณา นี่คือระบบปกติของประชาธิปไตย

    หากรัฐไปตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นอีก และเก็บภาษีเอง นำมาใช้ได้เอง ทำหน้าที่ซ้ำกับกระทรวงเดิม ท้ายที่สุดจะกลายเป็น หน่วยงานซ้ำซ้อน งบประมาณซ้ำซ้อน และความรับผิดชอบที่ไม่ชัดเจน  คำถามคือ เหตุใดภารกิจเหล่านี้จึงไม่ดำเนินการผ่านงบประมาณปกติของกระทรวงและหน่วยงานที่มีหน้าที่อยู่แล้ว ประเทศไทยควรแข่งขันด้วยการทำให้ “มาไทยง่าย สะดวก ปลอดภัย และคุ้มค่า” ไม่ใช่สร้างด่านเล็กๆ ขึ้นมาเก็บเงินนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าประเทศ นโยบายที่ดีต้องมองผลรวมของประเทศ ไม่ใช่มองเพียงรายได้ของกองทุนแห่งใดแห่งหนึ่ง 

    รัฐบาลควรยกเลิกแนวคิดค่าเหยียบแผ่นดิน และไม่ควรอย่างยิ่ง ที่จะตั้งกองทุนที่มีอำนาจเก็บภาษีเอง และใช้เงินเกือบ 15,000 ล้านบาทได้เองนอกระบบงบประมาณ และควรนำภารกิจพัฒนาการท่องเที่ยวกลับเข้าสู่กระทรวงต่างๆ ที่มีหน้าที่ โดยใช้กระบวนการงบประมาณที่รัฐสภาตรวจสอบได้

    หลักคิดนี้ง่ายมาก อย่าเก็บ 450 บาท จนเสียโอกาสได้เงินหลายหมื่นบาท อย่าสร้างกองทุนใหม่เพื่อทำงาน ที่รัฐบาลมีหน้าที่ทำอยู่แล้ว และต้องไม่ให้อำนาจแก่องค์กรใดเก็บภาษีเองและใช้เงินได้เอง จนหลุดจากการตรวจสอบของผู้แทนประชาชน ประเทศไทยต้องการนักท่องเที่ยวมากขึ้น ต้องการรายได้ประชาชนมากขึ้น และต้องการระบบการคลังที่โปร่งใสขึ้น ไม่ใช่ภาษีมากขึ้น กองทุนมากขึ้น และระบบราชการที่ซ้ำซ้อนขึ้น
     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/489377&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CzDfPDjPf-0Z5jeWfPXjB

  • คลังปรับเกณฑ์ “ไทยเที่ยวไทยพลัส – โซลาร์ครัวเรือน” คาดใช้สิทธิ ต.ค.นี้

    คลังปรับเกณฑ์ “ไทยเที่ยวไทยพลัส – โซลาร์ครัวเรือน” คาดใช้สิทธิ ต.ค.นี้

    วันนี้ (5 ก.ย.2569) นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการใช้เงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท อยู่ระหว่างเร่งหาข้อสรุปโครงการ ซึ่งจะใช้วงเงินกู้ 200,000 ล้านบาทแรก จากปัจจุบันเหลือวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อเสนอนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทันบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.นี้

    เบื้องต้น กระทรวงการคลังจะปรับปรุงหลักเกณฑ์ “โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส” จากเดิมกำหนดสัดส่วนจ่ายเงินอุดหนุนค่าห้องพัก 30-50% เปลี่ยนเป็นการกำหนดวงเงินใช้สิทธิต่อครั้ง โดยไม่ผูกติดกับราคาห้อง เพื่อปิดช่องโหว่ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาห้องพัก พร้อมขยายวงเงินใช้จ่ายผ่านร้านค้า ร้านอาหาร ครอบคลุมถึงห้างร้านขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อกระตุ้นการบริโภคในฤดูท่องเที่ยว

    ส่วนการพิจารณาต่ออายุ “โครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส3” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างติดตามและประเมินผลจากการดำเนินโครงการในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา และเริ่มพบปัญหาร้านค้าในโครงการบางส่วนงดรับสิทธิก่อนสิ้นสุดโครงการ อีกทั้งยังเห็นพิรุธ “การรับแลกเงินสด” กลับมาอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงฯ จะเร่งตรวจสอบเพื่อดำเนินคดี

    สำหรับโครงการใช้เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะเสนอปรับลดขนาดโครงการโซลาร์ภาคครัวเรือน ทั้งจำนวนครัวเรือนเป้าหมาย อาจลดลงจากเดิม 1 ล้านครัวเรือน และการจ่ายเงินอุดหนุนค่าติดตั้ง จาก 50,000 บาท ลดลงเหลือ 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 50,000 บาท ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่ละครัวเรือน หลังพบว่าค่าวางเงินดาวน์สำหรับติดตั้งโซลลาร์เซลล์ ขนาด 5 เมกกะวัตต์ จะเกิดความคุ้มค่าสำหรับครัวเรือนที่จ่ายค่าไฟไม่ต่ำกว่าเดือนละ 3,000 บาท

    ทั้งนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการฯ จะเร่งพิจารณาคำขอรับจัดสรรเงินกู้ ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้ และหน่วยงานสามารถเบิกจ่ายภายในเดือน ธ.ค.2570

    อ่านข่าว :

    เริ่มแล้ว วันนี้โหลดผลไม้ฟรี 10 กก. นาน 1ปี พาณิชย์นำร่องเมืองรอง 20 แห่ง

    หมดเกลี้ยง “พันธบัตรออมพลัส” ครั้งที่ 2 “คลัง” เผย เตรียมเปิดจองอีกรอบ 7-9 ก.ย. นี้

    ดัน Data Center เกษตรโลจิสติกส์ ITD เร่งไทยปรับเศรษฐกิจ รับกติกาโลกใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557494&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2E1UguP2_1JgeRbQKRWEt2

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 6 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 6 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ส่องกระแสโลก-จับตาเมืองไทย: สรุปความเคลื่อนไหวไทม์ไลน์ร้อน ประจำวันที่ 6 กันยายน 2026 

    1. การเมืองไทย: นายกฯ เลื่อนวงดินเนอร์พรรคร่วม เตรียมบินลัดฟ้านอร์เวย์

    ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่น่าจับตาในวันนี้ เดิมทีถูกจัดสรรไว้เป็นวันนัดรับประทานอาหารเย็นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีและแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ณ บ้านพักส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล 

    อย่างไรก็ตาม มีการแจ้งเลื่อนกำหนดการดังกล่าวออกไปอย่างเป็นทางการ เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องเตรียมตัวเดินทางไปยังประเทศนอร์เวย์ในนามรัฐบาลไทย เพื่อร่วมพิธีถวายความเคารพพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ส่งผลให้คอการเมืองต้องจับตาจังหวะการหารือของพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง ก่อนเข้าสู่ช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ และศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกัน สังคมยังคงติดตามความคืบหน้ากรณีการร้องเรียนตรวจสอบกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อย่างใกล้ชิด

    2. เศรษฐกิจและต่างประเทศ: เฝ้าระวังความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    ในฝั่งต่างประเทศ สถานการณ์ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกยังคงสร้างความกังวลให้แก่ตลาดการเงินและพลังงานทั่วโลก หลังการโจมตีทางอากาศและโดรนในพื้นที่ยูเครนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง นักวิเคราะห์เตือนให้ภาคธุรกิจและนักลงทุนเฝ้าระวังผันผวนของราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลกในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด

    3. โซเชียลและไลฟ์สไตล์: โค้งสุดท้ายกิจกรรมใหญ่เอาใจสายสุขภาพ-เกมเมอร์

    สำหรับกระแสบนโลกออนไลน์และกิจกรรมเมืองในวันนี้ เต็มไปด้วยความคึกคักจากหลายอีเวนต์ใหญ่:

    สายสุขภาพและคอมมูนิตี้: งานวิ่ง KFC Run 2026 จัดขึ้นอย่างคึกคัก ณ Stadium One ท่ามกลางกระแสการแชร์ภาพและบรรยากาศสุดสนุกบนโซเชียลตั้งแต่ช่วงเช้า

    บริการสุขภาพประชาชน: โอกาสสุดท้ายสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพกับงาน BEM Care 2026 Health Station วันสุดท้าย ณ MRT สถานีสวนจตุจักร ซึ่งเปิดให้บริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่และตรวจเช็กความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

    กระแสสายเกม: วันสุดท้ายของกิจกรรมระดับโลก Pokémon GO Fest 2026: เมก้าฟินาเล ที่กลุ่มผู้เล่นบนโลกออนไลน์นัดรวมตัวกันออกล่าบอสใหญ่ประจำฤดูกาลตามจุดแลนด์มาร์กทั่วเมือง 

    ภาพรวมในวันนี้จึงเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวหลากหลายมิติ ทั้งการปรับภารกิจต่างประเทศของผู้นำไทย แรงดันทางเศรษฐกิจจากปัจจัยภายนอก และความคึกคักของกิจกรรมเมืองที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประชาชนอย่างลงตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/319704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3enij8g8CL773_DZTusLov

  • จอดบนเนิน! รถหรู 6 ล้าน ไม่ใส่เบรกมือ ไหลลงคลองบางพลี จมต่อหน้าต่อตา | เดลินิวส์

    จอดบนเนิน! รถหรู 6 ล้าน ไม่ใส่เบรกมือ ไหลลงคลองบางพลี จมต่อหน้าต่อตา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หน้าร้านอะไหล่ยนต์คลองขุด ริมถนนเลียบคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ต.บางปลา อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ขณะเจ้าของร้านขายอะไหล่รถยนต์ดังกล่าว ขับรถยี่ห้อหรู สีขาว ทะเบียนประมูลลงท้ายด้วย 345 มาจอดที่หน้าร้าน ซึ่งเป็นเนินลาดเอียง จังหวะจอดรถเสร็จ และลงจากรถได้ไม่กี่วินาที ปรากฏว่ารถเกิดไหลจากที่จอดพุ่งถอยหลังข้ามถนนก่อนจะพุ่งตกลงไปในคลองส่งน้ำสุวรรณภูมิ ซึ่งมีความลึกเกือบ 5 เมตร โดยวงจรปิดบันทึกไว้ได้

    จากนั้นเจ้าของรถประสานขอความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บางพลี ร่วมกับกู้ภัยบางพลี กู้ซากรถคันดังกล่าวขึ้นจากคลองส่งน้ำ โดยเจ้าหน้าที่ต้องประสานรถเครนขนาดใหญ่หลายตันมาทำการวางแผนกู้ซากรถขึ้นมาจากคลองส่งน้ำได้สำเร็จ ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ในการกู้ขึ้นจากคลอง โดยเจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรชั่วคราว 1 เลน ทำให้การจราจรติดขัดหลายกิโลเมตร หลังกู้ซากรถขึ้นจากคลองได้

    ลูกชายเจ้าของรถ เปิดเผยว่า สาเหตุที่รถไหลข้ามฝั่งจนตกลงไปในคลอง เนื่องจากคุณแม่ขับรถมาถึงร้านแล้วยังไม่ทันดับเครื่อง เข้าเกียร์ P และกดเบรกมือ จังหวะให้หลังไม่ถึงนาที รถก็ไหลข้ามถนน ยังเคราะห์ดีที่รถมาทางตรงเห็นและเบรกกันทัน จึงไม่เกิดอุบัติเหตุกับรถคันอื่น

    ทั้งนี้ต้องขอโทษผู้มาใช้บริการทางร้าน และอยากฝากเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ใช้รถควรตรวจสอบความปลอดภัยของรถเมื่อจอดรถและก่อนลงจากรถ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก ส่วนรถคันดังกล่าวเป็นรถใหม่ที่เพิ่งสั่งนำเข้ามาได้ไม่ถึง 2 ปี ในราคากว่า 6 ล้านบาท และเป็นรถระบบไฟฟ้า เบื้องต้นมีการทำประกันภัยภาคสมัครใจไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6165906/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U6HF4p34qVmHki9LE_1Mx

  • สุรชาติ ชี้ ครม.สัญจรภาพบันเทิง เมินแก้ไฟใต้ นายกฯนักดนตรี

    สุรชาติ ชี้ ครม.สัญจรภาพบันเทิง เมินแก้ไฟใต้ นายกฯนักดนตรี

    5 กันยายน 2569 ศ.ดร.สุรชาติบำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ถอดรหัสภาพการประชุม ครม.สัญจร ภาคใต้ ของ อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรี ที่เน้นภาพงานเลี้ยงร้องเพลงกระชับมิตร เพื่อสยบข่าวลือร้าวฉานในพรรคร่วม การเมืองไทย จนละเลยความผิดหวังของเจ้าหน้าที่ต่อปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมเตือนสติรัฐบาลว่า ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหารุมเร้า ประชาชนต้องการเห็นภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” ที่เข้ามาแก้ปัญหาจริงจัง มากกว่า “นายกฯ นักร้องนักดนตรี”

    ควันหลง ครม.สัญจรสงขลา ซึ่งเป็น ครม.สัญจร ครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน ที่ยกคณะกันไปประชุมนอกสถานที่ ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งนอกจากการอนุมัติโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนใต้แล้ว แต่กลับไม่มีการหารือหรือมีมติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาไฟใต้ ที่กลับมาร้อนเกิดเหตุรายวัน ยกเว้นการแต่งตั้งเลขาฯ สมช.คนใหม่ อย่าง เสธ.ปูด้วง

    และยิ่งปรากฏภาพการเป่าแซกโซโฟนอย่างสนุกสนานสำราญใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระหว่างการนำ ครม.เที่ยวชมเมืองเก่าสงขลา ยามค่ำคืน และงานเลี้ยงสังสรรค์ในช่วงเย็นแทน และการร้องเพลงบนเวที เพื่อประกาศชัดเจนว่าเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล ยิ่งสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมเป็นอย่างมาก

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    ประเด็นดังกล่าว ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทหารชื่อดังของไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ได้เขียนบทความระบุว่า

    “อยากจะขอชวนกลับไปคุยเรื่องการประชุม ครม. สัญจรภาคใต้ เพราะภาพการประชุมวันนั้น น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงภาพทางการเมืองมากขึ้น”

    ภาพในวันนั้น ดูจะเป็นเรื่องทางการเมือง มากกว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังจะเห็นได้ว่า ภาพสำคัญของการประชุมดูจะถูกสื่อผ่านงานเลี้ยงในช่วงเย็นวันนั้น ซึ่งน่าจะเป็นภาพของสัญญาณการเมืองที่ชัดเจน

    แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในเรื่องของ 3 จังหวัด อาจจะมีความรู้สึก “ผิดหวัง” อยู่บ้าง เพราะในขณะที่มีการประชุมนั้น ปัญหาภาคใต้ทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เจ้าหน้าที่จึงมีความหวังว่า จะมี “อะไรๆ” ในเชิงนโยบายถูกส่งออกมาจากการประชุมครั้งนี้บ้าง

    เมื่อไม่มีอะไรถูกส่งออกมา จึงทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานใน 3 จังหวัด มีความรู้สึกว่า รัฐบาลดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับปัญหาในพื้นที่มากนัก ทั้งที่ปัญหารุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการทหารชื่อดังของไทย อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าในมุมมองของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดนั้น พวกเขาอยากเห็นนายกฯ เป็นคน “ถือธงนำ” ในนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหา อยากเห็นบทบาทของนายกฯ ในการ “ขับเคลื่อน” นโยบายที่จะช่วยแก้ปัญหา

    แต่ดังที่กล่าวแล้ว ภาพที่ชัดเจนของการประชุมกลับถูกเน้น in เรื่องของงานเลี้ยง เพราะงานเลี้ยงวันนั้น เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังมีความเข้มแข็ง และหวังว่าจะเป็นปัจจัยในการ “สยบข่าวลือ” เรื่องการสร้างพันธมิตรใหม่ด้วยภาพแทนของสีคือ พันธมิตร “แดง-เขียว-ส้ม”

    ภาพสังสรรค์เฮฮาของนักการเมืองในวันนั้น จึงช่วยสยบข่าวเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในอนาคต เพราะเท่ากับเป็นสัญญาณว่า “แดงไม่แตกทัพ” ออกไปร่วมกับ “เขียว” อย่างแน่นอน และคงไม่มีอะไรจะถึงขีดสุดเท่ากับ “รัฐมนตรีสาวของ ภท. หอมแก้ม อ.เชน”

    ภาพนี้จึงเป็นเสมือนกับ “หอมแก้มจองตัว … ห้ามหนีไปไหนนะ!” พร้อมกับในอีกด้าน นายกฯ อนุทิน เองก็มีท่าทีในแบบ “ให้เกียรติ” อ.เชน อย่างมากในเวที “ครม. ร้องเพลง” ภาพเช่นนี้ จึงเสมือนกับเป็นสัญญาณว่า ครม. ยังมีเอกภาพ ไม่มีทางที่จะแตกออกไป เพื่อสร้างพันธมิตรใหม่ตามข่าวลือเช่นที่ถูกปล่อยออกมา

    แต่ว่าที่จริง พันธมิตร “แดง-เขียว-ส้ม” นั้น ก็ใช่ว่าจะสามารถตั้งรัฐบาลได้ง่าย เพราะความขัดแย้งระหว่างสีทางการเมืองที่ไม่จบ และเฉพาะหน้าก็ยังมองไม่ออกถึงการรวมเช่นนั้น

    กระนั้น เวที “ครม. ร้องเพลง” ก็เป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดว่า ครม. น่าจะยังมีความเป็นเอกภาพอย่างมาก เพราะฉะนั้น “พันธมิตรใหม่ 3 สี” จะไม่มีทางเป็นจริงเป็นอันขาด

    ว่าที่จริงแล้ว ทุกรัฐบาลมีความหวังเหมือนกันเสมอว่า รัฐบาลจะยังเกาะกันแน่น ไม่แตกไปไหน จนกว่าการแตกแยกจะเกิดขึ้นจริงๆ

    แต่ถ้ามองภาพรวมแล้ว เราอาจจะเห็นภาพที่แตกต่างออกไป แม้รัฐบาลอาจมี “จำนวนมือ” ที่เข้มแข็งในสภา ทั้งมี “อำนาจพิเศษ” จากองค์กรต่างๆ ที่พร้อมจะอุ้มรัฐบาลให้อยู่รอดปลอดภัยเสมอ รวมทั้งอำนาจในวุฒิสภา

    ในอีกด้าน รัฐบาลกลับมีความเปราะบางทางการเมืองอย่างมาก ทั้งยังเผชิญกับปัญหารุมเร้าไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฮั้ว สว. ปัญหาเขากระโดง ปัญหาความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยเฉพาะจากปัญหาการจัดการพลังงานจากสงครามอิหร่าน ปัญหาความโปร่งใสของโครงการ AI และยังรวมถึงปัญหาภาพลักษณ์ของตัวบุคคลในรัฐบาล และปัญหาที่จะเป็นปัจจัยกระแทกนายกและรัฐบาลในอนาคตอย่างมากคือ ปัญหาเศรษฐกิจ

    เรื่องราวเหล่านี้ เป็นสัมภาระห่อใหญ่ทั้งของรัฐบาล และเป็นของพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย และเป็นสัมภาระที่ตัวนายกฯ เองจะต้องแบกต่อไปในอนาคตด้วย

    นอกจากนี้ ในท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น นายกฯ อนุทินจึงไม่ต่างอะไรกับ “กัปตันใหญ่” ที่ต้องพารัฐนาวาไทยลำนี้ ให้ผ่านคลื่นลมแรงไปให้ได้ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจะเผชิญกับเสียงเรียกร้องที่ต้องการเห็น “กัปตันเรือ” แสดงออกเพื่อให้บรรดาผู้ที่อยู่ในรัฐนาวานี้มั่นใจว่า เรือจะไม่จมลงกลางทะเล เพราะกัปตันเรือไม่มีความสามารถ

    ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้คนอยากเห็นความจริงจังของนายกฯ ในยามนี้ แม้นายกฯ อาจมีทักษะด้านดนตรี แต่บางครั้งภาพที่ออกมาอาจกลายเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ดีในความรู้สึกของผู้คน … นายกฯ อาจใช้ดนตรีสร้างเอกภาพของ ครม. นายกฯ อาจใช้ดนตรีกระชับมิตรทางการทูต แต่สิ่งเหล่านี้ ถ้าดำเนินการมากเกินไปแล้ว อาจทำให้ภาพที่ออกมากลายเป็น “นายกฯ นักดนตรี” ไม่ใช่ภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” จนสิ่งเหล่านี้อาจกลายเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของความเป็นนายกฯ ไปเสียเอง

    ลักษณะเช่นนี้กำลังสร้าง “ภาพจำ” ของตัวนายกฯ เอง เช่น ภาพในวันนี้ของนายกฯ อนุทิน คือ “นายกฯ นักร้องนักดนตรี” แต่ผู้คนอาจจะไม่มีภาพของ “นายกฯ นักบริหาร” ที่เข้ามาแก้ปัญหาของประเทศ จนคนทั่วไปอาจจะมองว่า บทบาทเช่นนี้กำลังทำให้เกิด “รัฐบาลสายลมแสงแดด” ที่ไม่มีทิศทางการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

    ว่าที่จริงแล้ว “นายกฯ นักร้องนักดนตรีกับรัฐบาลสายลมแสงแดด” นั้น ดูจะเป็นอะไรที่สอดรับกันพอดีในบริบทของความบันเทิง แต่เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ รุมเร้าทั้งภายนอกและภายในแล้ว “รัฐบาลสายลมแสงแดด” กับ “นายกฯ นักร้องนักดนตรี” อาจจะไม่ตอบสนองต่อจิตวิทยาการเมืองของผู้คนในยามนี้เท่าใดนัก

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง อยากจะขอแซวว่า นายกฯ อนุทิน กำลังสร้างเวทีการเมืองภูมิภาคใหม่ และขอเรียกว่า “ASEAN Prime-Ministerial Music Club” หรือ “ชมรมดนตรีนายกรัฐมนตรีอาเซียน” ที่ในการประชุมผู้นำอาเซียนรอบหน้า เปิดตัวได้เลยครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982819&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3toK3gFy2Jd9kR4yNmB8Nq

  • ฮ่องกงเล็งขยายบทบาทเงินหยวน-เชื่อมตลาดจีนในแผนพัฒนา 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ฮ่องกงเล็งขยายบทบาทเงินหยวน-เชื่อมตลาดจีนในแผนพัฒนา 5 ปี : อินโฟเควสท์

    ฮ่องกงมีแผนขยายการใช้เงินหยวนนอกจีนแผ่นดินใหญ่ (offshore yuan) และเพิ่มความเชื่อมโยงด้านการลงทุนข้ามพรมแดนกับจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนา 5 ปีฉบับแรกของฮ่องกง โดยมีเป้าหมายเสริมบทบาทของฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศและศูนย์กลางการใช้เงินหยวน

    รัฐบาลฮ่องกงเตรียมขยายประเภทผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงที่ใช้เงินหยวนนอกจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อสนับสนุนบทบาทของฮ่องกงในตลาดเงินหยวน ขณะเดียวกันจะเดินหน้าขยายช่องทางให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดระหว่างฮ่องกงกับจีนแผ่นดินใหญ่ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Stock Connect, Bond Connect และ Wealth Management Connect

    จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง กล่าวว่า การพัฒนาการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงการใช้ตลาดการเงินเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของแผนดังกล่าว โดยเขากล่าวเรื่องนี้ในการประชุมของสมาคมธนาคารฮ่องกงเมื่อวันศุกร์ (4 ก.ย.)

    นอกจากนี้ โครงการ Northern Metropolis ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ใกล้ชายแดนฮ่องกงติดกับจีนแผ่นดินใหญ่ จะเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของแผน 5 ปี โดยคาดว่าโครงการจะผนวกรวมพื้นที่มหาวิทยาลัยเข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยีและภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนพื้นที่พักอาศัยและพาณิชยกรรม

    จอห์น ลี คาดว่าจะนำเสนอแผนพัฒนา 5 ปีต่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติฮ่องกงในวันที่ 16 ก.ย. ก่อนการแถลงนโยบายประจำปี

    แผนดังกล่าวมีเป้าหมายให้แนวนโยบายเศรษฐกิจของฮ่องกงสอดคล้องกับแผนพัฒนา 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า แนวทางของฮ่องกงจะเป็นการขับเคลื่อนโดยตลาดและมีรัฐบาลเป็นผู้ชี้นำ

    ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของฮ่องกงกำลังเตรียมรับมือกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นในภาคการเงิน โดยจูเลีย เหลียง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าฮ่องกง กล่าวว่า หน่วยงานจะให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดจากการนำ AI มาใช้ในภาคการเงิน

    สำนักงานฯ ยังมีแผนเดินหน้าสนับสนุนการใช้เงินหยวนนอกประเทศให้เพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสถานะของฮ่องกงในฐานะประตูเชื่อมสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้าถึงตลาดจีนแผ่นดินใหญ่

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19o1GuXPqOYr0bdcLUc0j_

  • ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 271.86 จุด หลังจ้างงานแกร่งหนุนคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์ก: ดาวโจนส์ปิดลบ 271.86 จุด หลังจ้างงานแกร่งหนุนคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (4 ก.ย.) หลังรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งทำให้ตลาดเพิ่มคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนนี้

    • ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 53,414.25 จุด ลดลง 271.86 จุด หรือ -0.51%
    • ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,718.60 จุด ลดลง 29.11 จุด หรือ -0.38%
    • ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 26,506.99 จุด ลดลง 77.07 จุด หรือ -0.29%

    ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตัวปิดตลาดลดลง ท่ามกลางแรงขายในวงกว้างก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว 3 วัน ขณะที่ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ดัชนีทั้ง 3 แทบไม่เปลี่ยนแปลง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์ (7 ก.ย.) เนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)

    รายงานการจ้างงานเดือนส.ค.ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มการจ้างงาน 162,000 ตำแหน่งในเดือนที่แล้ว สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 56,000 ตำแหน่งเกือบ 3 เท่า ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานในเดือนมิ.ย.และก.ค.ถูกปรับเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานเพิ่มขึ้น ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1%

    แม้รายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งกว่าคาดจะถือเป็นข่าวดีต่อเศรษฐกิจโดยทั่วไป แต่ตลาดกลับมองว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นสัญญาณว่า เฟดซึ่งให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจ อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังเสร็จสิ้นการประชุมนโยบายการเงินในเดือนนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้แรงกดดันด้านราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามลุกลามไปสู่ภาวะเงินเฟ้อในวงกว้างและฝังรากลึกมากขึ้น

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ตลาดแรงงานฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือนที่แล้ว และเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่าการปรับตัวดีขึ้นของตลาดแรงงานเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเศรษฐกิจยังคงร้อนแรงอยู่บ้าง

    นักลงทุนจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อมากขึ้นในสัปดาห์หน้า จากการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ

    ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า ตลาดการเงินให้น้ำหนัก 58.4% ต่อโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% หลังเสร็จสิ้นการประชุมเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 49.4% เมื่อวันพฤหัสบดี

    ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มหลักของดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและบริการผู้บริโภค (consumer discretionary) ปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเล็กน้อย

    หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวโดดเด่น โดยเพิ่มขึ้น 3.4% แต่ยังคงลดลง 17.8% ในไตรมาสนี้ ส่วนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการ ซึ่งปรับตัวขึ้น 24% ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นหุ้นที่ปรับตัวแย่ที่สุดในวันศุกร์ โดยลดลง 2.1%

    หุ้น Lululemon Athletica ร่วงลง 17.4% หลังแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาปรับลดคาดการณ์กำไรและรายได้ตลอดทั้งปี

    หุ้น Adobe ร่วงลง 6.7% หลังบริษัทประกาศว่า Shantanu Narayen ซีอีโอที่ดำรงตำแหน่งมายาวนาน จะส่งต่อตำแหน่งให้ Anil Chakravarthy ซึ่งเป็นผู้บริหารภายในบริษัท

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643718&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Uniy3mKcxoCqCmnp9b_9N