Author: ข่าวกรุงเทพฯ

  • “ชัยวุฒิ” เตือนอย่าปั่นดรามา “ดาต้าเซ็นเตอร์” หวั่นนักลงทุนหนี ทำเศรษฐกิจพัง

    “ชัยวุฒิ” เตือนอย่าปั่นดรามา “ดาต้าเซ็นเตอร์” หวั่นนักลงทุนหนี ทำเศรษฐกิจพัง

    “ชัยวุฒิ” เตือนอย่าปั่นดรามา “ดาต้าเซ็นเตอร์” หวั่นนักลงทุนหนี ทำเศรษฐกิจพัง

    “ชัยวุฒิ” เตือนอย่าปั่นดรามา “ดาต้าเซ็นเตอร์” หวั่นนักลงทุนหนี ชี้ถ้าไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์เศรษฐกิจพังแน่

    นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนักการเมืองบางกลุ่มสร้างคอนเทนต์โจมตีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ 

    ซึ่งในอดีตข้อมูลของไทยมักถูกเก็บไว้ในต่างประเทศ ขาดทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย  

    ผู้สื่อข่าว
    นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ

    ซึ่งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตนได้พยายามผลักดันและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Microsoft, Apple, AWS (Amazon) และ Alibaba ให้เข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อวางรากฐานด้านข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน

    “ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นหัวใจสำคัญ เป็นสิ่งที่ต้องมีในประเทศไทยเรา เพราะวันนี้เศรษฐกิจดิจิทัล ขยายการเติบโตเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน จึงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งก็คือดาต้าเซ็นเตอร์ด้านเก็บข้อมูล สมัยก่อนมีการเก็บข้อมูลในต่างประเทศบ้าง ซึ่งไม่มีความปลอดภัย และไม่มีประสิทธิภาพ ​ตอนรัฐบาลลุงตู่ ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ ก็พยายามส่งเสริมให้มาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ ซึ่งก็ทำมาอย่างดีโดยตลอด” นายชัยวุฒิ กล่าว

    นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่นักการเมืองบางคนออกมาคัดค้านโครงการนี้ และนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นคอนเทนต์ดรามา จนทำให้ภาพลักษณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ดูเป็นเรื่องไม่ดี โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้เครื่องปั่นไฟ และน้ำมันดีเซลสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือไฟดับ

    ​”เรื่องเครื่องปั่นไฟสำรอง เป็นคนละเรื่องกับดาต้าเซ็นเตอร์ การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมีหน่วยงานอย่างกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลตามกฎหมายอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่าเอามาปนกัน การออกข่าวว่าจะชะลอการก่อสร้าง ถือเป็นการสร้างปัญหาให้ผู้ประกอบการ หากนักลงทุนเปลี่ยนใจหนีไปประเทศอื่น ประเทศไทยจะลำบาก” นายชัยวุฒิ กล่าว

    นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงความจำเป็นด้านความมั่นคงและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ โดยระบุว่าข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลลับและความมั่นคงที่ต้องเก็บไว้ในประเทศ เพื่อให้สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบคลาวด์ (Cloud) ที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับบริการภาครัฐ อย่างเช่น “ระบบคลาวด์กลางด้านสาธารณสุข” ที่เชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษา ทำให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้ โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

    ​”วันนี้เราใช้ข้อมูล ใช้ AI มีการคำนวณต่าง ๆ มากมาย ถ้าไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจพังแน่ การแข่งขันในด้านต่าง ๆ ดาต้าคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงต้องช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย” นายชัยวุฒิ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/282872&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ms4cGXh15EywwhXfDmLdl

  • ส่องผลงาน 7 เดือน “รัฐบาลอนุทิน” พูดแล้วทำพลัส เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง | TOPNEWS

    ส่องผลงาน 7 เดือน “รัฐบาลอนุทิน” พูดแล้วทำพลัส เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง | TOPNEWS

    ผลงานเพียบ ส่องผลงาน 7 เดือน “รัฐบาลอนุทิน” พูดแล้วทำพลัส เดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ความมั่นคง-ล้างบางทุนเทา-จัดระเบียบธุรกิจดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

    #topnewstv #อนุทินชาญวีรกูล #ผลงานรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1683209&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rf_dRFbYKjVSqzuD6Yjl0

  • เปิดเวทีเศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 ต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่โอกาสใหม่ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ | TOPNEWS

    เปิดเวทีเศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 ต่อยอดจุดแข็งของไทยสู่โอกาสใหม่ในงานลาดกระบังนิทรรศน์ | TOPNEWS

    สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)ร่วมกับสถาบันTVAจัดงาน LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 : THE CONVERGENCE OF WISDOM – From Ancient Wisdom to the Future of Longevity ในวันที่ 5 กันยายนนี้ ตั้งเป้าต่อยอดจุดแข็งสุขภาพไทยสู่โอกาสใหม่ใน Longevity Economyตั้งแต่การแพทย์ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน Wellness อาหารและสมุนไพร เทคโนโลยีสุขภาพ ไปจนถึง Medical & Wellness Tourism งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรม “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 – KMITL Innovation EXPO 2026” ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life” ในโอกาสครบรอบ 66 ปีของ สจล. เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

    รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการสร้างองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถเชื่อมองค์ความรู้เข้ากับโจทย์สำคัญของโลก เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยและหลายประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย การสร้างระบบที่ทำให้ประชาชนมีชีวิตยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีจึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสใหม่ของประเทศ

    ด้าน นายชยดิษฐ์ หุตานุวัตร์ ประธานสถาบัน TVA กล่าวว่า Longevity กำลังขยายตัวจาก “เรื่องสุขภาพ” ไปสู่ “ระบบเศรษฐกิจ” ที่เกี่ยวข้องกับหลายอุตสาหกรรม และประเทศไทยมีต้นทุนที่แข็งแรงอยู่แล้ว ทั้งการแพทย์และบริการสุขภาพ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร อาหาร Wellness และการท่องเที่ยว

    “โจทย์สำคัญคือเราจะเปลี่ยนจุดแข็งที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างไร หากเราสามารถเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดต่างประเทศเข้าด้วยกัน Longevity Economy มีโอกาสกลายเป็น New S-Curve สำคัญของประเทศไทยได้” นายชยดิษฐ์กล่าว

    LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีพูดถึง “การมีอายุยืน” แต่เป็นพื้นที่ที่นำ ผู้กำหนดนโยบาย มหาวิทยาลัย นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากไทย–อินเดีย มาพบกัน เพื่อมองอนาคตร่วมกันว่า สุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวจะสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ควบคู่กับการสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศได้อย่างไร

    เวทีครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงสาธารณสุขแบะเครือข่ายสุขภาพรวมถึง กระทรวง AYUSH และกระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการครอบครัว รัฐบาลอินเดีย

    โดยหนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ พิธีลงนาม MOU ด้าน Ayurveda, Thai Traditional Medicine and Healthy Longevity เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านองค์ความรู้ การศึกษา การวิจัย การพัฒนาบุคลากร และนวัตกรรมด้านสุขภาพโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศให้เกียรติแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve, Shaping the Future of the Longevity Economy (ภูมิปัญญาเอเชีย: New S-Curve ของไทย ขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจอายุยืน)”

    Longevity Economic Forumจัดโดย KMITL ร่วมกับวิทยาลัยการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม KMITL, TVA Consulting Valley และ Mandala Holding (Thailand) กำหนดจัดวันที่ 5 กันยายน 2569 เวลา 12.00–16.00 น. ณ อาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวามหามกุฏวิทยมหาราช สจล.

    ทั้งนี้ TVA Consulting Valley ร่วมทำหน้าที่ในฐานะที่ปรึกษาการจัดงาน โดยมีบทบาทในการเชื่อมโยงมิติด้านยุทธศาสตร์ ภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลักดันให้องค์ความรู้จากเวทีสามารถต่อยอดไปสู่ Business Ecosystem การลงทุน นวัตกรรม และความร่วมมือทางธุรกิจ ที่เกิดขึ้นได้จริง.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1683314&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mjOpy3mRC0mcPfaf_EQuu

  • “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน

    “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน

    5 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีประเพณีทิ้งทาน “ซิกโกว” ประจำปี 2569 ของมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง สว่างเมตตาธรรมสถาน ร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวโคราช โดยมีนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน พร้อมคณะผู้บริหารมูลนิธิฯ และชาวบ้านผู้ยากไร้มารับบริจาคจำนวนมาก

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า งานซิกโกวเป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและแจกทาน โดยมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก มีผู้มาร่วมงานนับหมื่นคน คาดว่าประมาณ 15,000 คน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ต้องจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2 เพื่อรองรับประชาชนที่มารับสิ่งของ

    “ภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างชัดเจน เพราะวันนี้เราพูดกันทั้งเรื่องจีดีพีที่เติบโตต่ำ หนี้ภาครัฐ และหนี้ภาคประชาชน แต่ภาพที่เห็นจากงานนี้คือความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ”

    “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน  

    นายสุวัจน์ กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ยังน่าเป็นห่วงจากการเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและมีภาระหนี้สูง ส่วนประชาชนก็มีหนี้สูงเช่นกัน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

    “วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของเราค่อนข้างไม่ดีมากๆ เราต้องใช้เสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง มาสร้างพื้นฐานและกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า จากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน”

    “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน

    ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายสุวัจน์ มองว่า สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นมาตรการระยะสั้น จึงควรมีมาตรการระยะยาวควบคู่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ประเทศอย่างยั่งยืน

    สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่ควรเร่งแก้ไข คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยและผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และ “ต่ออายุ ต่อชีวิต” ให้กับกิจการ ขณะเดียวกันรัฐบาลควรมีมาตรการที่เข้าถึงคนยากจนโดยตรง

    เมื่อถามถึงแนวทางการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการกู้เงินทำได้ยากขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลจะกู้เงิน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเงินที่กู้มาจะนำไปใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ เพราะหากกู้แล้วทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็อาจเกิดประโยชน์น้อย

    “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน

    นายสุวัจน์ ย้ำว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่หัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่วนซ้ำ และสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว

    พร้อมกล่าวขอบคุณมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) คณะกรรมการจัดงาน เทศบาลนครนครราชสีมา และผู้บริจาคทุกท่าน ที่ร่วมกันจัดงานช่วยเหลือสังคม โดยมูลนิธิฯ ไม่เพียงช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือชุมชนเมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ

    “เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและความสามัคคีของคนในพื้นที่ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน’ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการช่วยเกื้อกูลและนำพาสังคมผ่านพ้นวิกฤตไปได้” นายสุวัจน์ กล่าว

    “สุวัจน์” ชี้งานซิกโกวคนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378982844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OnqLXi5CU6VdJiquRk-hH

  • เมโลนี สร้างสถิติรัฐบาลอิตาลีอยู่ยาวสุดหลังสงครามโลก จับตาเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ รับหนี้สาธารณะกว่า 135% GDP

    เมโลนี สร้างสถิติรัฐบาลอิตาลีอยู่ยาวสุดหลังสงครามโลก จับตาเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ รับหนี้สาธารณะกว่า 135% GDP

    รัฐบาลจอร์เจีย เมโลนี ทำสถิติบริหารประเทศต่อเนื่องยาวนานที่สุดของอิตาลีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่อดีตผู้นำและนักวิเคราะห์เรียกร้องให้เร่งใช้เสถียรภาพทางการเมืองผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ ท่ามกลางแรงกดดันจากหนี้สาธารณะระดับสูงและต้นทุนดอกเบี้ย

    วันที่ 5 ก.ย.2569 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี นำรัฐบาลสร้างสถิติใหม่ด้านเสถียรภาพทางการเมือง หลังบริหารประเทศต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของการเมืองอิตาลี ซึ่งในอดีตมักเผชิญการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองในระดับสูง

    การอยู่ในอำนาจอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลเมโลนีช่วยสร้างเสถียรภาพทางการเมือง และลดความกังวลของตลาดเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงทางการเมืองดังกล่าวยังมาพร้อมโจทย์เศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะของอิตาลีที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 135% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP

    ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูงทำให้อิตาลีต้องเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเพิ่มภาระการชำระดอกเบี้ยและจำกัดพื้นที่ในการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

    แม้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี หรือ BTP จะมีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรของบางประเทศในยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส แต่ระดับหนี้ที่สูงยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนจับตา

    อดีตผู้นำทางการเมืองและนักวิเคราะห์จึงเรียกร้องให้เมโลนีใช้ประโยชน์จากเสถียรภาพของรัฐบาลและทุนทางการเมืองที่มีอยู่ในขณะนี้ เร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจและลดความเปราะบางด้านการคลังในระยะยาว

    ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ได้แก่ การกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจที่ซบเซามาเป็นเวลานาน การควบคุมและจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายภาครัฐ รวมถึงการวางแผนลดระดับหนี้สาธารณะอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของตลาดการเงินและควบคุมต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ

    แม้รัฐบาลเมโลนีจะสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้ในระดับที่อิตาลีไม่ค่อยได้เห็นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ความท้าทายสำคัญต่อจากนี้คือการเปลี่ยนเสถียรภาพดังกล่าวให้กลายเป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว

    อ้างอิง : cnbc.com

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจยุโรป ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/268004/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eobsh9HltmGeIuq-5s-Sx

  • เคทีซีชูแนวคิดการเงินยั่งยืน จากเข้าถึงสู่ความมั่นคงทางการเงิน

    เคทีซีชูแนวคิดการเงินยั่งยืน จากเข้าถึงสู่ความมั่นคงทางการเงิน

    เมื่อพูดถึง “การเงินเพื่อความยั่งยืน” (Sustainable Finance) หลายคนยังนึกถึงการลงทุนในพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือโครงการลดคาร์บอนเป็นลำดับแรก แต่ในความเป็นจริง Green Finance เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ Sustainable Finance ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่านั้นมาก เพราะครอบคลุมทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และคุณภาพชีวิตของผู้คน ผ่านการเข้าถึงบริการทางการเงินที่เป็นธรรม โปร่งใสและรับผิดชอบ

    ในโลกที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าสู่สังคมสูงวัย ไปจนถึงปัญหาหนี้ครัวเรือน คำถามสำคัญของภาคการเงินจึงไม่ใช่เพียงว่า เงินสร้างผลตอบแทนได้มากแค่ไหน? แต่คือผลตอบแทนนั้นกำลังสร้างคุณค่า หรือกำลังทิ้งต้นทุนบางอย่างให้สังคมในอนาคต นี่จึงเป็นเหตุผลที่แนวคิด Sustainable Finance ได้รับความสำคัญเพิ่มขึ้นทั่วโลก เพราะหัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การสร้างความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเสริมความเข้มแข็งให้สังคม และไม่ส่งต่อภาระให้คนรุ่นถัดไป

    ในประเทศไทย ประเด็นดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เมื่อข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ณ ไตรมาส 1 ปี 2569 หนี้ครัวเรือนของไทยคิดเป็น 85.9% ของ GDP แม้จะลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี แต่ยังสะท้อนถึงภาระทางการเงินที่กดทับความสามารถในการใช้จ่าย การออม และการลงทุนของครัวเรือนจำนวนมาก ความท้าทายของระบบการเงินยุคใหม่จึงไม่ใช่การเพิ่มจำนวนผู้เข้าถึงสินเชื่อ แต่คือการทำให้การเข้าถึงนั้นนำไปสู่ความเข้มแข็งทางการเงินในระยะยาว เพราะหากครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง การเติบโตทางเศรษฐกิจก็ยากที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

    ในอดีตความสำเร็จของภาคการเงินมักถูกวัดจากยอดสินเชื่อ มูลค่าการลงทุนหรือกำไรสุทธิ แต่วันนี้ตัวชี้วัดเหล่านั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สถาบันการเงินทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับคำถามใหม่ว่า เงินที่ถูกปล่อยออกไปช่วยสร้างความแข็งแรงให้ระบบเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ผู้บริโภคมีศักยภาพในการบริหารภาระหนี้ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ และบริการทางการเงินกำลังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนหรือเปล่า สำหรับ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ความยั่งยืนทางการเงินไม่ได้เริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่ แต่เกิดขึ้นจากการเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของสมาชิกนับล้านคน การเข้าถึงสินเชื่ออย่างเหมาะสม การได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและโปร่งใส การมีเครื่องมือช่วยบริหารค่าใช้จ่าย และการได้รับการดูแลเมื่อเผชิญความท้าทายทางการเงิน ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบการเงินที่ยั่งยืน

    การเข้าถึงสินเชื่อเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าผู้คนจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากการก่อหนี้เกิดขึ้นโดยปราศจากการวางแผนหรือความเข้าใจที่เพียงพอ โอกาสทางการเงินอาจกลายเป็นความเปราะบางทางการเงินได้เช่นกัน ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการทางการเงินจึงไม่ได้จบลงที่การอนุมัติสินเชื่อ แต่รวมถึงการช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้บริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน เมื่อครัวเรือนมีความเข้มแข็งทางการเงิน ย่อมมีศักยภาพในการใช้จ่าย ลงทุน และรับมือกับความไม่แน่นอนได้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความแข็งแรงของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    การเงินเพื่อความยั่งยืนจึงไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง และไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนคิด หากแต่เกี่ยวข้องกับทุกคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือผู้บริโภค เพราะทุกการตัดสินใจทางการเงินในวันนี้ ล้วนส่งผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจและสังคมในวันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/pr-news/115443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11h1hknYyWaqQ5VhspsraT

  • อิหร่านกดดันตลาดน้ำมันได้ไม่เต็มที่ หลังสหรัฐฯ ช่วยชาติอ่าวฯ ขนส่งน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    อิหร่านกดดันตลาดน้ำมันได้ไม่เต็มที่ หลังสหรัฐฯ ช่วยชาติอ่าวฯ ขนส่งน้ำมัน : อินโฟเควสท์

    หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานว่า ความพยายามของอิหร่านในการใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือกดดันตลาดน้ำมันโลกเริ่มมีประสิทธิภาพลดลง หลังสหรัฐฯ เข้ามาช่วยให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียยังสามารถลำเลียงน้ำมันดิบออกสู่ตลาดได้ ขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น หลังความขัดแย้งดำเนินมาเป็นเวลา 6 เดือน

    ข้อมูลจาก TankerTrackers.com ระบุว่า ในช่วง 28 วันที่ผ่านมา มีน้ำมันดิบเฉลี่ยประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยเกือบทั้งหมดเป็นน้ำมันจากประเทศอื่น ไม่ใช่ของอิหร่าน ขณะที่อีกประมาณ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกลำเลียงผ่านท่าเรือบริเวณอ่าวโอมาน รวมถึงท่าเรือฟูไจราห์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

    ปริมาณน้ำมันที่ยังสามารถขนส่งได้ดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 40% ของปริมาณการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงอยู่ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนหนึ่งเป็นผลจากจีนดึงน้ำมันจากคลังสำรองภายในประเทศมาใช้และลดการนำเข้า

    ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบราว 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลก ทำให้ก่อนหน้านี้อิหร่านหวังใช้การจำกัดการเดินเรือเพื่อสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ ช่วยให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียยังสามารถส่งออกน้ำมันได้บางส่วน ทำให้ความสามารถของอิหร่านในการใช้ช่องแคบแห่งนี้กดดันตลาดโลกลดลง

    ขณะเดียวกัน กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ปิดกั้นการส่งออกน้ำมันของอิหร่านจากอ่าวเปอร์เซียมาตั้งแต่เดือนก.ค. และช่วยประเทศอาหรับในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียลำเลียงน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ต้องเผชิญการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน โดยมาตรการปิดกั้นดังกล่าวยังไม่สามารถบีบให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรืออีกครั้ง หรือทำให้รัฐบาลอิหร่านเปลี่ยนแปลงท่าทีโดยรวมได้

    แรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในอิหร่านกำลังเพิ่มขึ้น โดยเงินเรียลอิหร่านอ่อนค่าลง อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น และปัญหาขาดแคลนน้ำมันเบนซินเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ขณะที่มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ระบุว่า การค้าของประเทศลดลง 25-35%

    ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียก็ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเช่นกัน เนื่องจากการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว ปุ๋ย และสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ยังคงถูกจำกัด โดยเฉพาะประเทศที่ไม่มีเส้นทางขนส่งทางทะเลอื่นสำหรับใช้ทดแทน

    แม้เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจ อิหร่านยังคงโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและฐานทัพของสหรัฐฯ แต่หลีกเลี่ยงการโจมตีครั้งใหญ่ต่อซาอุดีอาระเบียและ UAE ขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังหลีกเลี่ยงการโจมตีเมืองใหญ่ของอิหร่านหรือผู้นำรัฐบาลชุดปัจจุบัน

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อิหร่านต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก หลังการประเมินก่อนหน้านี้ว่าประเทศจะสามารถรับมือกับแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้นานประมาณ 5 เดือนกำลังใกล้ถึงขีดจำกัด โดยอิหร่านอาจต้องเลือกระหว่างการกลับเข้าสู่การเจรจาหรือยกระดับปฏิบัติการทางทหารเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ

    การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของอิหร่าน โดยผู้นำอิหร่านอาจมองว่าการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการขนส่งน้ำมันก่อนการเลือกตั้งไม่เป็นประโยชน์ เนื่องจากการรักษาแรงกดดันต่อตลาดพลังงานอาจเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้มีความเสี่ยงที่ความขัดแย้งรอบช่องแคบฮอร์มุซจะยกระดับขึ้นอีก

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/643791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rkaE3bRCKuV0YsfYfM8Ud

  • ‘สุวัจน์’ ชี้งาน ‘ซิกโกว’ โคราช คนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน | เดลินิวส์

    ‘สุวัจน์’ ชี้งาน ‘ซิกโกว’ โคราช คนแห่รับทานนับหมื่น สะท้อนเศรษฐกิจรากหญ้าเดือดร้อน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 5 ก.ย.นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีประเพณีทิ้งทาน “ซิกโกว” ประจำปี 2569 ของมูลนิธิหลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง สว่างเมตตาธรรมสถาน ร่วมกับพี่น้องประชาชนชาวโคราช โดยมีนายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการ จ. นครราชสีมา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สส.นครราชสีมา เขต 2 พรรคเพื่อไทย นายกิตติศาสตร์ ลิ้มประยูรสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน พร้อมคณะผู้บริหารมูลนิธิฯ และชาวบ้านผู้ยากไร้มารับบริจาคจำนวนมาก

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า งานซิกโกวเป็นประเพณีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและแจกทาน โดยมอบข้าวสารอาหารแห้งให้แก่ผู้ยากไร้ ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก มีผู้มาร่วมงานนับหมื่นคน คาดว่าประมาณ 1.5 หมื่นคน จนพื้นที่รองรับไม่เพียงพอ ต้องจัดพื้นที่บริเวณชั้น 2 เพื่อรองรับประชาชนที่มารับสิ่งของ

    “ภาพที่เห็นเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันอย่างชัดเจน เพราะวันนี้เราพูดกันทั้งเรื่องจีดีพีที่เติบโตต่ำ หนี้ภาครัฐ และหนี้ภาคประชาชน แต่ภาพที่เห็นจากงานนี้คือความเดือดร้อนของประชาชนจริงๆ” นายสุวัจน์ กล่าว

    นายสุวัจน์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะประชาชนในชนบทและต่างจังหวัด รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องและเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก มาตรการช่วยเหลือจึงควรลงไปถึงผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจริง สำหรับข้อเสนอของธนาคารโลกที่มีต่อประเทศไทย เห็นว่าเป็นแนวทางที่ควรนำมาพิจารณา โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพการศึกษา การปรับภาคอุตสาหกรรมไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

    “ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้คงไม่ใช่ 1-2 ปีแล้วจบ อาจต้องใช้เวลา 5 ปี หรือ 10 ปี แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องมีแผนแม่บท และไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล แผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องเดินหน้าต่อเนื่อง” นายสุวัจน์ กล่าว

    นายสุวัจน์ กล่าวถึง ภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า ยังน่าเป็นห่วงจากการเติบโตในระดับต่ำต่อเนื่อง ขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและมีภาระหนี้สูง ส่วนประชาชนก็มีหนี้สูงเช่นกัน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญการแข่งขันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

    “วันนี้ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจของเราค่อนข้างไม่ดีมากๆ เราต้องใช้เสถียรภาพทางการเมืองที่เข้มแข็ง มาสร้างพื้นฐานและกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่า จากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไร และทุกฝ่ายต้องเห็นตรงกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องความอยู่รอดของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน” นายสุวัจน์ กล่าว

    ส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” นายสุวัจน์ กล่าวว่า  สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคการท่องเที่ยวได้ในระดับหนึ่ง แต่เป็นมาตรการระยะสั้น จึงควรมีมาตรการระยะยาวควบคู่ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้างความแข็งแรงให้ประเทศอย่างยั่งยืน สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าที่ควรเร่งแก้ไข คือการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยและผู้ประกอบการในต่างจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ และ “ต่ออายุ ต่อชีวิต” ให้กับกิจการ ขณะเดียวกันรัฐบาลควรมีมาตรการที่เข้าถึงคนยากจนโดยตรง

    เมื่อถามถึง  แนวทางการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายสุวัจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันการกู้เงินทำได้ยากขึ้น ดังนั้นหากรัฐบาลจะกู้เงิน ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าเงินที่กู้มาจะนำไปใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือไม่ เพราะหากกู้แล้วทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็อาจเกิดประโยชน์น้อย

    นายสุวัจน์  กล่าวย้ำว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นควรใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่หัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจที่วนซ้ำ และสร้างความมั่นคงให้ประชาชนในระยะยาว

    พร้อมกล่าวขอบคุณมูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง) คณะกรรมการจัดงาน เทศบาลนครนครราชสีมา และผู้บริจาคทุกท่าน ที่ร่วมกันจัดงานช่วยเหลือสังคม โดยมูลนิธิฯ ไม่เพียงช่วยบรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือชุมชนเมื่อเกิดภัยพิบัติต่างๆ

    “เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและความสามัคคีของคนในพื้นที่ ดังคำกล่าวที่ว่า ‘คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน’ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการช่วยเกื้อกูลและนำพาสังคมผ่านพ้นวิกฤตไปได้” นายสุวัจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6165791/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ENwjqz1qBVuvqHpOgz7S9

  • ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จบแล้วเศรษฐกิจไปต่อยังไง

    ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จบแล้วเศรษฐกิจไปต่อยังไง

    เข้าสู่ช่วงนับถอยหลังโค้งสุดท้ายแล้วสำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่แห่งปีอย่าง ไทยช่วยไทย พลัส รูปแบบร่วมจ่าย (Co-pay 60/40) ที่เดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของโครงการ โดยรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า มีเม็ดเงินอัดฉีดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากพุ่งสูงถึง 138,379.3 ล้านบาท จากสิทธิประชาชนกว่า 26 ล้านราย และร้านค้ารายย่อยที่เข้าร่วมอีกกว่า 1.19 ล้านร้านทั่วประเทศ

    การเติมสภาพคล่องรอบนี้ถือเป็นน้ำโอสถรดโคนต้นไม้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า และ SME ในระดับชุมชนได้ลืมตาอ้าปาก แต่คำถามสำคัญที่ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนกำลังจับตาก็คือ หลังสิ้นสุดมาตรการสิ้นเดือนนี้ เศรษฐกิจไทยและร้านค้ารายย่อยจะไปทางไหนต่อ?

    1. ยอดใช้จ่ายสะพัด 1.38 แสนล้าน เงินลงตรงถึงใครบ้าง?

    โครงสร้างเม็ดเงิน 1.38 แสนล้านบาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ

    ·       เงินสนับสนุนจากภาครัฐ (60%): ร่วมอุดหนุนลงไปแล้วกว่า 79,505 ล้านบาท โดยเน้นอุดหนุนการซื้อสินค้า/บริการผ่านร้านค้าทั่วไปในชุมชนเป็นหลักสูงถึง 7.6 หมื่นล้านบาท และผ่านแพลตฟอร์ม ฟู้ดเดลิเวอรี อีกราว 2.9 พันล้านบาท

    ·       เงินร่วมจ่ายจากภาคประชาชน (40%): ควักกระเป๋าร่วมจ่ายสมทบอีกกว่า 58,874 ล้านบาท สะท้อนว่าโครงการนี้ช่วยดึงเงินออมและกำลังซื้อของประชาชนออกมาหมุนเวียนในตลาดได้จริง

    2. สแกนความท้าทาย หลังจบโครงการ ตลาดจะซบเซาลงไหม

    แม้วงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะช่วยพยุงยอดขายของ SME ในช่วงที่ผ่านมา แต่ความท้าทายใหญ่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงไตรมาส 4

    ·       ภาวะสุญญากาศ” ของกำลังซื้อ เมื่อมาตรการอุดหนุน 60% สิ้นสุดลง ประชาชนต้องกลับมาจ่ายราคาเต็ม 100% ท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูง ซึ่งอาจทำให้การจับจ่ายชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

    ·       โจทย์ใหญ่ของร้านค้ารายย่อย ร้านค้ากว่า 1.19 ล้านรายที่เคยพึ่งพาแรงหนุนจากโครงการ ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทำโปรโมชัน หรือรักษาฐานลูกค้าดั้งเดิมไว้ให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยอดขายวูบลงกะทันหัน

    3. สิ่งที่ประชาชนและร้านค้าต้องเตรียมรับมือ

    ·       ประชาชนเร่งเช็กสิทธิค้าง รัฐบาลเตือนให้ผู้ได้รับสิทธิเร่งตรวจสอบวงเงินคงเหลือในแอปพลิเคชัน และวางแผนใช้จ่ายให้ครบก่อนหมดเขตในวันที่ 30 กันยายนนี้ เพราะหากเลยกำหนด เงินส่วนที่เหลือจะถูกดึงกลับระบบทันที

    ·       จับตามาตรการชุดใหม่ของรัฐ ภาคเอกชน (กกร.) และ ธปท. กำลังประเมินผลกระทบหลังจบโครงการ เพื่อเสนอมาตรการเสริมสภาพคล่องและแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เพื่อพยุงกำลังซื้อภาคประชาชนไม่ให้แผ่วลงในช่วงท้ายปี

    โครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเติมเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากช่วยสร้างแรงหมุนเวียนได้มหาศาล แต่โจทย์ระยะยาวที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย คือการทำให้ประชาชนและ SME สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพายาแรงจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

    ข้อมูลอ้างอิง

    ·     สำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี

    ·     กระทรวงการคลัง และ ธนาคารกรุงไทย

    ·     คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-sme&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ov09xDW5fznYdPGEH0dvD

  • “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ร้านค้า

    “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดใช้จ่ายทะลุ 1.38 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ร้านค้า

    รัฐบาลชวนประชาชนเร่งใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” เดือนสุดท้าย ช่วยลดภาระค่าครองชีพ เผยยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 1.38 แสนล้านบาทกระจายสู่ร้านค้ารายย่อยมากกว่า 1.19 ล้านรายทั่วประเทศ

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้สิทธิในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พร้อมกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการทั่วประเทศ โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 เวลา 23.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 138,379.3 ล้านบาท มีประชาชนได้รับสิทธิ 26,040,623 ราย และร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลแล้ว 1,192,565 ราย

    นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ย้ำให้ประชาชนที่ได้รับสิทธิโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ใช้ประโยชน์จากมาตรการในช่วงเดือนสุดท้ายของโครงการ

    โครงการในรูปแบบร่วมจ่าย 60/40 มีเป้าหมายช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชนทั่วประเทศ

    สำหรับยอดใช้จ่ายสะสม 138,379.3 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐบาลสนับสนุน 79,505.2 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไป 76,604.2 ล้านบาท และ Food Delivery 2,901.0 ล้านบาท ขณะที่ส่วนที่ประชาชนร่วมจ่ายมีจำนวน 58,874.1 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้จ่ายผ่านร้านค้าปกติ 56,618.5 ล้านบาท และ Food Delivery 2,255.6 ล้านบาท

    เมื่อรวมการใช้จ่ายผ่าน Food Delivery ทั้งส่วนของรัฐบาลและประชาชน มีเงินหมุนเวียนผ่านช่องทางดังกล่าวแล้ว 5,156.6 ล้านบาท ขณะที่จำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลเข้าร่วมโครงการมีมากกว่า 1.19 ล้านราย ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งหน้าร้านและช่องทางออนไลน์

    นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    “ขณะนี้โครงการเข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนที่ได้รับสิทธิและยังมีวงเงินคงเหลือ ตรวจสอบสิทธิและวางแผนใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่กำหนด เพราะทุกการใช้จ่ายไม่เพียงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังช่วยส่งต่อรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย ร้านอาหาร และผู้ประกอบการในชุมชน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนต่อในระบบเศรษฐกิจและกระจายลงสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ” นางสาวลลิดา กล่าว

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลขอให้ประชาชนตรวจสอบวงเงินคงเหลือและเงื่อนไขการใช้สิทธิของตนเอง พร้อมใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการตามความจำเป็นในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิอย่างเต็มที่ก่อนสิ้นสุดโครงการ ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยสนับสนุนร้านค้ารายย่อยและผู้ประกอบการให้มีรายได้เพิ่มขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/748174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18noAYQ47zFZNmQ88Hu6X9