
วันนี้ ความฝันเริ่มเป็นจริง…ความฝันว่าโครงการลงทุนเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จะเป็นทั้งธุรกิจและการลงทุนไปในตัวด้วย
สิ่งเชื่อมโยงเช่นที่ว่านั้นก็คือ “คาร์บอน เครดิต โทเคน” (Carbon Credit Token) ซึ่งมีการนำโทเคนออกมาจำหน่ายแล้ว ใช้ชื่อว่า “บลู กรีน โทเคน” (Blu Green Token) หรือชื่อย่อ “BLU” โดยบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี (STCT) ในเครือของบมจ.DITTO
ภายใต้การรับอนุญาตจากก.ล.ต.และอยู่ภายใต้เกณฑ์กำกับของก.ล.ต.และนับเป็นโทเคนสิ่งแวดล้อมรายแรกของไทย รับเมกะเทรนด์ “เศรษฐกิจสีเขียว”
BLU ออกโทเคนเพื่อระดมทุนปลูกป่าและดูแลป่าชายเลนบนเนื้อที่ 1.75 หมื่นไร่ โดยเปิดจำหน่าย “บลู” จำนวน 400 ล้านโทเคน โทเคนละ 1.20 บาท มูลค่ารวม 480 ล้านบาท ได้รับการต้อนรับจากตลาดอย่างอบอุ่นด้วยยอดจองเกินจำนวนเสนอขาย และเปิดซื้อขายนัดปฐมฤกษ์เมื่อวันจันทร์ที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมานี้
ราคาปิดวันแรก 1.30 บาท เหนือจองกว่า 8% และระหว่างวันทำราคาสูงสุดถึง 1.44 บาท การซื้อขาย 4วันที่ผ่านมา ราคาต่ำสุดยังไม่หลุดจาก 1.20 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 11 ล้านบาท ก็ถือว่าเป็น “ตลาดใหม่” ที่ไม่เลวร้ายนัก
กติกาผลตอบแทนต่อผู้ลงทุนในตลาดของ “บลู” ขึ้นกับผลงานในการดูแลและพัฒนาป่าชายเลนในพื้นที่ 1.75 หมื่นไร่ โดยแบ่งเกณฑ์อัตราผลตอบแทนกรณีฐาน (Base Case) 10.35% กรณีเบสต์ เคส (Best Case) 20.04% และกรณีเวิร์สท์ เคส (Worst Case) 3.0%
ช่วงปีที่ 1-4 ยังไม่มีการจ่ายผลตอบแทน ผลตอบแทนจะเริ่มคิดในปีที่ 5-7 ผู้ถือโทเคนจะได้รับคืนเงินลงทุนพร้อมผลตอบแทนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 7
เกณฑ์ราคาคาร์บอน เครดิต คิดตามกรณี ได้แก่กรณีเบสต์ เคส ราคาอ้างอิงจะเพิ่มจาก 1,200 บาท/ตัน ณ วันระดมทุนเป็น 3,221 บาท ในปี 2573 และเพิ่มเป็น 4,038 และ 4,240 บาท ในปี 2574-2575 ตามลำดับ
กรณีฐาน (Base Case) ราคาอ้างอิงจะปรับเพิ่มเป็น 1,875 บาทในปี 2573 และเพิ่มเป็น 2,147-2,462 บาทในปี 2574-2575 ตามลำดับ ส่วนกรณีเลวร้ายที่สุด ราคาจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1,351 บาทในปี 2573 และ 1,391-1,433 บาทในปี 2574-2575 ตามลำดับ
อัตราผลตอบแทนขึ้นอยู่กับผลงานปลูกป่าจริง ๆ
ข้างต้นคือกฎกติกาการลงทุนใน “บลู กรีน โทเคน” โดยสังเขป ผมว่าก็แฟร์พอสมควร ที่คุณได้รู้ว่าจะได้อะไรและเสียอะไรนะ ซึ่งช่วงปีที่ 1-4 ผู้ลงทุนไม่ได้รับผลตอบแทนอะไร ได้แต่ซื้อขายโทเคนใน “ตลาดรอง” ผลตอบแทนจะเริ่มนับเอาตั้งแต่ปีที่ 5 และคืนเงินทุนพร้อมผลตอบแทนเมื่อสิ้นสุดปีที่ 7
ความเสี่ยง-ผลตอบแทน และความคุ้มค่า ก็มีกฎกติกาแน่ชัด ผู้ลงทุนได้เอาไปไต่ตรองดูกันเอาเอง
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ ให้ข้อคิดน่าสนใจว่า การระดมทุนรูปแบบใหม่ผ่าน “ดิจิทัล โทเคน” กำลังกลายเป็นทางเลือกสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัล การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และโอกาสทางการเงินสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่…
ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 5.3 ล้านคน และเป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่แตกต่างจากกลุ่มนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เดิม
คาร์บอนเครดิต คือสิทธิอ้างอิงที่แสดงถึงการลดหรือการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกเป็น “หน่วยวัด” ซึ่งสามารถซื้อขายได้ และการลดก๊าซเรือนกระจก ก็ไม่จำกัดเพียงการปลูกป่าชายเลนเท่านั้น
การปลูกป่าไม้ธรรมชาติ การสร้างพลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะ และการขจัดก๊าซพิษมีเทนจากน้ำเสีย ก็สามารถตีเป็นมูลค่าทรัพย์สิน และตลาดการลงทุนได้
ตลาดซื้อขาย “ดิจิทัล โทเคน” ในรายของ “บลู กรีน โทเคน” จุดติดขึ้นมาแล้ว พลังผนึกของเอกชนรายอื่น ๆ คงจะตามมาอีกมหาศาล ซึ่งขณะนี้ทางกลุ่มซีพี เจริญโภคภัณฑ์ ก็เปิดตัวโครงการ “Reforest Tokenization” ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ฟื้นฟูป่า 1 หมื่นไร่ในพื้นที่เชียงใหม่ เชียงราย และตากขึ้นมา
ฟื้นฟูป่าและดูแลชุมชนผู้ฟื้นฟูป่าให้มีรายได้ขึ้นมาด้วย
พลังจากภาคเอกชนในภารกิจลดก๊าซเรือนกระจก มีมากมายมหาศาลกว่าภาครัฐ ทั้งยังทำเป็นธุรกิจและเศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งยังสร้างตลาดดิจิทัลเพื่อการลงทุนใหม่ขึ้นมาอีกด้วย
เป้าหมาย Net Zero Carbon ประเทศไทยในปี 2593 (ค.ศ. 2050) ใกล้เคียงความจริง วอนรัฐบาลเร่งคลอดพ.ร.บ.โลกร้อนเร็วหน่อยเถอะ..very very please
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/849080&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw103FGTX73rYAg2VEefuqRs
