
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ก.ค.69) ตามเวลาประเทศไทย ทำเนียบขาวเปิดเผยบันทึกประธานาธิบดีลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ดำเนินมาตรการภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 โดยเรียกเก็บภาษีสินค้าจาก 60 เขตเศรษฐกิจ กรณีไม่กำหนดหรือไม่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับ
บันทึกดังกล่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เริ่มการสอบสวนการกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาว่า เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวนไม่กำหนดหรือไม่บังคับใช้อย่างมีประสิทธิผลซึ่งข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตทั้งหมดหรือบางส่วนด้วยแรงงานบังคับหรือไม่ รวมทั้งพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ หรือไม่
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ วินิจฉัยว่า การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของเขตเศรษฐกิจทั้ง 60 แห่งดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล และสร้างภาระหรือจำกัดการค้าของสหรัฐฯ จึงเข้าข่ายที่สามารถดำเนินมาตรการได้ภายใต้มาตรา 301(b)(1)
จากผลการวินิจฉัยดังกล่าว ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้เสนอมาตรการภาษีตามมูลค่า หรือ Ad Valorem Tariff ต่อสินค้าทั้งหมดจากแต่ละเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน พร้อมกำหนดข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางรายการ
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เปิดรับความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2569 โดยได้รับความคิดเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่า 1,600 รายการ และมีพยานมากกว่า 100 รายให้ถ้อยคำในการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว
สำหรับมาตรการขั้นสุดท้าย ประธานาธิบดีทรัมป์สั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 10% ต่อสินค้าจาก 17 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา สหราชอาณาจักร และตรินิแดดและโตเบโก
ส่วนสินค้าจากสหภาพยุโรปและไต้หวัน หากอัตราภาษีภายใต้หลักชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือ Most-Favored-Nation (MFN) ต่ำกว่า 10% ให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่มในอัตราที่ทำให้ผลรวมของภาษี MFN และภาษีมาตรา 301 เท่ากับ 10% แต่หากอัตราภาษี MFN เท่ากับหรือสูงกว่า 10% จะกำหนดภาษีมาตรา 301 ที่ 0%
สำหรับสินค้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์ หากอัตราภาษี MFN ต่ำกว่า 12.5% ให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 เพิ่มในอัตราที่ทำให้ผลรวมของภาษี MFN และภาษีมาตรา 301 เท่ากับ 12.5% แต่หากอัตราภาษี MFN เท่ากับหรือสูงกว่า 12.5% จะกำหนดภาษีมาตรา 301 ที่ 0%
ขณะที่สินค้าจากเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ถูกสอบสวน จะถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 12.5%
ทั้งนี้ อัตราภาษีดังกล่าวใช้กับสินค้าทั้งหมดจากเขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน เว้นแต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามที่ระบุไว้ในภาคผนวกของบันทึกประธานาธิบดี
สินค้าที่ได้รับการยกเว้นประกอบด้วย วัตถุดิบที่หากถูกเรียกเก็บภาษีอาจทำให้อุปทานภายในประเทศขาดแคลน สินค้าที่อาจสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจ สินค้าที่ไม่สามารถเพาะปลูกหรือผลิตได้ในปริมาณเพียงพอในสหรัฐฯ หรือไม่สามารถจัดหาจากแหล่งอื่นได้ และสินค้าที่การเรียกเก็บภาษีอาจไม่มีประสิทธิผลในการขจัดการกระทำ นโยบาย หรือแนวปฏิบัติที่ถูกวินิจฉัยว่าเข้าข่ายดำเนินมาตรการได้
การยกเว้นยังครอบคลุมสินค้าบางรายการจากอาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ สหภาพยุโรป กัวเตมาลา อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร เพื่อส่งเสริมให้เขตเศรษฐกิจเหล่านี้ปฏิบัติตามคำมั่นเกี่ยวกับข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ หรือกำหนดและบังคับใช้ข้อห้ามดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผล
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสั่งให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จัดทำโควตาภาษี หรือ Tariff-Rate Quotas (TRQs) สำหรับสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มบางรายการจากบังกลาเทศ กัมพูชา อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเชื่อมโยงกับการนำเข้าฝ้ายและสินค้าสิ่งทอจากสหรัฐฯ ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังไม่ได้จัดตั้งโควตาดังกล่าว สินค้าที่เกี่ยวข้องจะยังถูกเรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 10%
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บันทึกประธานาธิบดีที่เผยแพร่โดยทำเนียบขาวระบุชื่อประเทศไทยเป็นลำดับที่ 53 ในรายชื่อ 60 เขตเศรษฐกิจที่ถูกสอบสวน ขณะที่ข้อกำหนดในบันทึกระบุให้เรียกเก็บภาษีมาตรา 301 ในอัตรา 12.5% จากสินค้าของเขตเศรษฐกิจอื่นทั้งหมดที่ไม่อยู่ในกลุ่มอัตรา 10% และกลุ่มที่ใช้อัตราสุทธิหลังหักภาษี MFN ดังนั้น สินค้าจากไทยจึงอยู่ในกลุ่มอัตราภาษีมาตรา 301 ที่ 12.5% เว้นแต่สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามภาคผนวก
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/849124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kZsCGxurg7n4iEwnPcWQm
