เศรษฐกิจไทย ยังไม่พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว จับตา! กระทบทุนใหญ่ไหลออก

เศรษฐกิจไทย-ยังไม่พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว-จับตา!-กระทบทุนใหญ่ไหลออก
เศรษฐกิจไทย ยังไม่พร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็ว จับตา! กระทบทุนใหญ่ไหลออก

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ระบุว่า เฟดคงดอกเบี้ย แต่มีการส่งสัญญาณที่เข้มงวดน้อยลง โดยถ้อยแถลงของเฟดเปลี่ยนคำอธิบายการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก “Solid” เป็น “Strong” ซึ่งสะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ท่าทีของเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในช่วงตอบคำถามกลับมีความเข้มงวดด้านเงินเฟ้อน้อยลงเมื่อเทียบกับครั้งก่อน แม้ยังยืนยันว่าเงินเฟ้อเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม

ที่มา : InnovestX
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์เอกซ์ จำกัด (InnovestX)

แม้ราคาน้ำมันปรับขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐตั้งแต่เดือนกันยายน และองค์ประกอบด้านต้นทุนและเงินเฟ้อในดัชนี PMI เพิ่มขึ้นทุกรายการ แต่เฟดไม่ได้ให้น้ำหนักกับปัจจัยดังกล่าวมากนักในการประชุมครั้งนี้ จึงสะท้อนท่าทีที่ผ่อนคลายลงในระดับหนึ่ง

ทิศทางตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองดังกล่าว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีปรับลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นประมาณ 3–4 จุดพื้นฐาน จากระดับ 4.96% เข้าใกล้ 5% ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) มีความชันเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าตลาดมองโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง แต่ยังมีความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะยาว

แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับขึ้น

คาดว่าเฟดมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธันวาคม โดยมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับจาก 3.4% เป็นประมาณ 3.7% ขณะที่ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน

หากความขัดแย้งยังไม่ยุติและราคาน้ำมันทรงตัวในระดับสูง ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น และอาจผลักดันให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยนอกจากการปรับขึ้นในเดือนธันวาคมแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นอีก 1 ครั้งในช่วงต้นปีหน้า หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

กนง. ส่งสัญญาณเข้มงวดขึ้น แม้ยังคงดอกเบี้ย

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สะท้อนความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนของการคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาว รวมถึงทำให้พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย (Policy Space) ลดลง หากเศรษฐกิจชะลอตัวในอนาคตและจำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นและมีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับศักยภาพที่ 2.7%–3.0% โดยธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มประมาณการ GDP จาก 2.3% เป็น 2.4%

อีกปัจจัยสำคัญคือ สภาพัฒน์ฯ เตรียมปรับวิธีคำนวณดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (MPI) โดยเพิ่มน้ำหนักอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ตัวเลข MPI ที่เคยติดลบประมาณ 2%–3% ต่อเดือน อาจเปลี่ยนเป็นขยายตัว 2%–3% การปรับข้อมูลย้อนหลังอาจทำให้ประมาณการ GDP ปีนี้เพิ่มจากเดิม 2.1% เข้าใกล้ 2.6%–2.7% ส่งผลให้ กนง. มีพื้นที่ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น

เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อมรองรับการขึ้นดอกเบี้ย

แม้เศรษฐกิจโดยรวมมีแนวโน้มดีขึ้น แต่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังไม่เอื้อต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนยังเปราะบาง ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงปรับลดประมาณการการบริโภคจาก 2.6% เหลือ 2.3% จากแรงสนับสนุนของมาตรการภาครัฐที่มีจำกัด ปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง และตลาดแรงงานที่เปราะบาง

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะ K-Shape โดยการขยายตัวกระจุกตัวในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่นยังไม่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง

การขยายตัวของสินเชื่อส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่หันมากู้ยืมผ่านธนาคารแทนการออกหุ้นกู้ แต่สินเชื่อ SME และสินเชื่อบุคคลเพื่อการบริโภคยังซบเซา จึงสะท้อนว่าเศรษฐกิจจริงยังต้องการอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัว ขณะที่ท่าทีเข้มงวดของ กนง. มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายและการปรับเพิ่มประมาณการ GDP

ดอกเบี้ยต่ำยังจำเป็นต่อ SME และประชาชนรายย่อย

การที่ผู้ประกอบการ SME และประชาชนรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก ไม่ได้มีสาเหตุหลักจากอัตราดอกเบี้ยสูง แต่เกิดจากสถาบันการเงินกังวลความเสี่ยงในการชำระหนี้ จึงเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ

การคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยังมีความจำเป็น เพื่อช่วยให้ SME และประชาชนทยอยเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม หากปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารมักขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เร็วกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ทำให้ภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นและกระทบต่อรายย่อยมากกว่า

ดังนั้น ความกังวลของ กนง. ที่นำไปสู่การแสดงท่าทีเข้มงวดมากขึ้น จึงมุ่งเน้นความเสี่ยงด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายและแนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการ GDP มากกว่าการส่งสัญญาณว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยทันที

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/286102&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZxfdOuo-BtpIf2B5XG–F

Related Post