ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยแม้ไม่แย่เหมือนที่คิด แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีเปราะบางหนัก เสียเปรียบธุรกิจรายใหญ่ เข้าถึงทุนยาก ต้นทุนสูง ขีดความสามารถต่ำ ด้านรายย่อยยังแย่ “พิพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะ K-Shape แม้ส่งออกโต แต่ได้ประโยชน์น้อยเหตุการผลิตในประเทศไม่โต
ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยแม้ไม่แย่เหมือนที่คิด แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพต่อเนื่อง ห่วงธุรกิจเอสเอ็มอีเปราะบางหนัก เสียเปรียบธุรกิจรายใหญ่ เข้าถึงทุนยาก ต้นทุนสูง ขีดความสามารถต่ำ ด้านรายย่อยยังแย่ “พิพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะ K-Shape แม้ส่งออกโต แต่ได้ประโยชน์น้อยเหตุการผลิตในประเทศไม่โต
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนาประจำปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ ภายใต้หัวข้อ “ธุรกิจใต้ ปรับตัวอย่างไรในโลกที่ไม่แน่นอน”ว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในอดีตการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยหรือจีดีพีเคยเติบโตได้ถึง 7% แต่ปัจจุบันลดลงมาเหลือเพียง 2% กว่า ๆ เท่านั้น
โดยในปีนี้ประเมินว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2.3% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสำนักอื่น ๆ ที่มอง 2% เพราะเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น หรือ Resilience ดีกว่าที่คาดไว้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าคือศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Potential GDP) ที่ลดลงจาก 5% ในอดีตเหลือเพียง 2.7% ในปัจจุบัน
สาเหตุหลักมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ คือการเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) และการขาดการลงทุนเพื่ออัปเกรดเทคโนโลยีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะดัชนีการลงทุนจริงโดยเปรียบเทียบกับปี 2540 พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 100 เป็นเพียง106เท่านั้น ขณะที่มาเลเซียเพิ่มเป็นกว่า 200 อินโดนีเซีย 300 และเวียดนาม 900
สะท้อนว่าสิ่งที่หายไปคือการลงทุน การผลิตสินค้าเดิม ๆ ขีดความสามารถในการแข่งขันจึงลดลง ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องช่วยกันเร่งการลงทุนและปรับตัว ซึ่งกระทบทำให้ศักยภาพสูงสุดของจีดีพีลดลง
ทางด้านภาวะหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลคาดว่าจะขึ้นไปอีก 2% จากปัจจุบัน 2.8-2.9% เป็น 4% ซึ่งถือว่าหนักมาก
“2.3% ถามว่าดีหรือไม่ ไม่ดี แต่การยืดหยุ่นที่ดีทำให้จีดีพีปีนี้ไม่ไหลลึกลงไปที่ 1.5% เหมือนที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ช่วงต้นสงครามอิหร่าน
- ศก.โตไม่ทั่วถึง-เหลื่อมล้ำสูง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตแบบ K-Shaped ที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก ธุรกิจขนาดใหญ่และภาคธนาคารมีกำไรดีและเข้าถึงทรัพยากรเงินทุนได้ง่ายด้วยต้นทุนที่ถูก แต่เอสเอ็มอี ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบอย่างหนักและปรับตัวได้ช้ากว่า เนื่องจากมีแต้มต่อทางการเงินที่สู้รายใหญ่ไม่ได้
“ธุรกิจขนาดใหญ่เข้าถึงทรัพยากรจากสถาบันการเงินได้มาก มากเกินไปและด้วยต้นทุนที่ถูกมากจึงกลายเป็นว่าเอสเอ็มอี ที่เสียเปรียบอยู่แล้วเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นต้องหาทางแก้ และธปท.ก็พยายามผลักดันเรื่องนี้อยู่”
ในส่วนของธุรกิจรายย่อย ผู้มีรายได้น้อยยังเปราะบางสูง จากผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน โดยประชาชนที่มีรายได้น้อยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและราคาอาหารมากกว่ากลุ่มรายได้สูง เนื่องจากคิดเป็นสัดส่วนที่สูงเทียบกับรายได้
ส่งออกกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจต่างชาติ
ขณะที่ภาคการส่งออกแม้จะเห็นปีนี้เติบโต 14% แต่พบว่ากระจุกตัวอย่างมาก โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีตามกระแส AI ที่เติบโต 43% ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นเติบโตเฉลี่ย 2.5% ที่สำคัญคือผู้ผลิตในกลุ่มนี้ซึ่งมีสัดส่วน 1% หรือ ประมาณ 105 ราย และส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ เป็นกลุ่มที่ครองสัดส่วนการส่งออกถึง 85% ของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด
กลุ่มนี้ยังมีสัดส่วนการนำเข้าวัตถุดิบ (Import Content) 70% ทำให้ผลประโยชน์ที่ตกแก่เศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ไม่มากเท่าที่ควร
สำหรับภาพของเศรษฐกิจโลก
ต้องยอมรับว่าที่มีความไม่แน่นอนสูงมาก มี Uncertainty สูงมาก กลายเป็น New Normal หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติแล้วในปัจจุบัน จากที่ในอดีตวิกฤตการณ์ระดับโลก (Global Shock) มักจะเกิดขึ้นทุก ๆ 6-10 ปี แต่ปัจจุบัน ความผันผวนเกิดขึ้นแทบจะปีละครั้ง
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา ธปท. ปรับบทบาทจากการดูแลนโยบายการเงิน เสถียรภาพเงินเฟ้อ มาเป็นการให้ความสำคัญกับการประคองเศรษฐกิจมากขึ้น โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ซึ่งต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อประคองเศรษฐกิจ
สิ่งที่ ธปท. กำลังทำในปัจจุบันคือมาตรการเชิงรุกต่อปัญหาทุจริตและเศรษฐกิจสีเทา ทั้งการควบคุมธุรกรรมทองคำที่ผิดปกติ ทำให้จากเดิมมีการเบิกทองออกถึงเดือนละ 4,000 กก. มูลค่ากว่า 16,000 ล้านบาท/เดือน ปัจจุบันลดลงเหลือ 700 กก.
เช่นเดียวกับการจำกัดการเบิกถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องระบุวัตถุประสงค์ เพื่อสกัดกั้นการใช้เงินสดในทางที่ผิด และในไตรมาสที่ 4 จะเพิ่มความเข้มงวดให้ผู้ที่ฝากเงินเกิน 5 ล้านบาทต้องสำแดงที่มาของเงินเพื่อทำให้เงินเทาอยู่ยากขึ้น
โลกไม่เหมือนเดิม เราทำตัวเหมือนเดิมไม่ได้
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่าโลกกำลังเผชิญกับ “ความไม่แน่นอน” อย่างรุนแรง และโลกมีความเชื่อมโยงกันสูงมากและเมื่อเกิดปัญหา ณ จุดยุทธศาสตร์หรือ Choke Point ทางเศรษฐกิจผลกระทบจะแผ่กระจายไปทั่วโลกทันที
อย่างไรก็ตามมองว่ามี 4D ที่เปลี่ยนโลก คือ Deglobalization จุดสิ้นสุดของโลกาภิวัฒน์แบบเดิม ระเบียบโลกที่มีสหรัฐเป็นผู้นำได้ล่มสลายไปแล้ว จึงไม่สามารถรอให้โลกกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ และการที่ปัจจุบันไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐมากเป็นอันดับ 7 ทำให้ตกเป็นเป้าหมายในสงครามการค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2. Digital Disruption คลื่นการลงทุน AI ที่กำลังเปลี่ยนโลกที่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ จากกระแสการลงทุนใน AI ที่พุ่งสูงถึงปีละ 8 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์กำลังเป็นตัวช่วยอุ้มเศรษฐกิจโลกและตลาดหุ้น
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือความเร็วในการปรับใช้เทคโนโลยี ที่จะเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมกับความเสี่ยงและโอกาสที่ AI นำมาให้ โดยเฉพาะการที่เงินลงทุนเริ่มวิ่งย้อนกลับจากประเทศกำลังพัฒนาไปยังประเทศที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง
3. Decarbonization ต้นทุนที่แท้จริงของสิ่งแวดล้อม จากปัญหาสภาวะภูมิอากาศต่าง ๆ หากไทยไม่รีบลงทุนเพื่อปรับกระบวนการผลิต ความสามารถในการแข่งขันจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของประเทศต่าง ๆ
สุดท้าย Demographic สึนามิเคลื่อนที่ช้าที่กระทบไทยรุนแรงที่สุด ปัจจุบันไทยได้ผ่านจุดสูงสุดของประเทศที่มีวัยทำงานมากที่สุดแล้ว และมีจำนวนคนตายมากกว่าการเกิด ทำให้ดีมานด์หายไป
ทั้งนี้ยังเกิด Over Supply เมื่อคนซื้อน้อยลงแต่ธุรกิจยังเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดสภาวะล้นตลาดและสูญเสียอำนาจในการตั้งราคา และขาดแคลนแรงงาน
สำหรับเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในสภาวะ K-Shape ในภาคอุตสาหกรรมอย่างรุนแรง สินค้าส่งออกที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพียง 3-15% ขณะที่เหลือเป็นสินค้าในอุตสาหกรรมดั้งเดิม สะท้อนว่าเรากำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างหนัก
“เศรษฐกิจโลกอยู่ในฐานะที่ดีมาก ปีก่อนเราโต 2.4% ไต้หวันไตรมาสแรกโต 13.5% มาเลเซียโต 6.5% เวียดนาม 8% แสดงว่าวันนี้เราอยู่ในจุดที่ดีที่สุดของเอเซียด้วย เพราะเอเซียเป็นหนึ่งในซัพพลายเชนจากเอไอ เทคโนโลยี แต่คำถามคือทำไมเราโตแค่ 2% กว่า แม้ส่งออกไทยโตเกือบ 20% แต่ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมของไทยติดลบ 0.3% แปลว่าเราส่งออกสองหลัก เราขาดดุลการค้า การผลิตในประเทศแทบไม่โตเลย”
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1242921&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fZWzkNlqcSNsCG5duF8S5
