เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หลายคนมักสับสนระหว่างบทบาทของกระทรวงการคลังและธนาคารกลาง เพื่อให้เข้าใจตรงกัน “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อธิบาย “8 เครื่องมือ” นโยบายการเงินที่สามารถงัดออกมาแก้ไข กระตุ้น รับมือกับวิกฤติหรือสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ผู้ว่าฯ พูดถึงสถาการณ์ไทยในตอนนี้ว่า “เศรษฐกิจไม่ได้ดี แต่ไม่ได้แย่เหมือนที่เราคิด… แบงก์ชาติประเมินเศรษฐกิจโต 2.3% ไม่ได้เยอะ แต่ว่ามันก็ไม่ได้แย่ แต่มันไม่กระจาย มันเป็น K-shaped คนจนกระทบเยอะ กู้ไม่ได้ คนรวยยังกู้สบาย SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อ”
การฟื้นตัวแบบรวยกระจุกจนกระจาย หรือ K-shaped recovery นี้ มาจาก ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สะสมมานาน ทั้งปัญหากำลังแรงงาน ความเหลื่อมล้ำ และขีดความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง
ด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงต้องเลือกใช้จาก “8 เครื่องมือนโยบายการเงิน” มาใช้ประคับประคองสถานการณ์ให้ตรงจุด
- อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate)
- การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง Reserve Requirements
- หน้าต่างสภาพคล่อง Standing Facilities
- การดำเนินงานผ่านตลาดการเงิน Open Market Operation (OMO)
- มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ Quantitative Easing (QE)
- โครงการจัดสรรสินเชื่อเป้าหมาย / สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Targeted Lending Facilities / Soft Loan)
- การแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยน Foreign Exchange Intervention
- มาตรการกำกับดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน (Macroprudential)
1. อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate)
วิทัยอธิบายว่า นโยบายการเงินไม่ได้มีหน้าที่หลักในการ “กระตุ้น” เศรษฐกิจให้พุ่งทะยานเหมือนการแจกเงินของนโยบายการคลัง แต่เน้นการ “ประคับประคอง” และดูแลเสถียรภาพ
ปัจจุบัน ธปท. ใช้นโยบายแบบผ่อนคลาย โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 1.00% ซึ่งถือว่าต่ำเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เพื่อช่วยลดภาระให้ภาคธุรกิจและประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
การกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทำโดย คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีกรรมการจำนวน 7 ท่าน และจะมีการประชุมเพื่อพิจารณา 6 ครั้งต่อปี
เมื่อ กนง. ประกาศปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลโดยตรงต่อการเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงิน เช่น ตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้น หรือ RP 1 วัน และส่งผ่านไปยังต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ แม้จะใช้เวลา 6-12 เดือนกว่าจะเห็นผลเต็มที่ แต่เป็นตัวกำหนดต้นทุนการกู้ยืมของทั้งประเทศ
2. การดำรงเงินฝากที่ ธปท. (Reserve Requirement)
การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันเงินสำรองส่วนหนึ่งมาฝากไว้ที่ ธปท. เช่น หากรับฝากเงิน 100 บาท ต้องกันเงินมาฝาก ธปท. ตามสัดส่วนที่กำหนด เพื่อควบคุมการปล่อยสินเชื่อ
ในประเทศจีนมีการใช้เครื่องมือนี้บ่อย เช่น กำหนดที่ 6% แต่สำหรับไทยเครื่องมือนี้ถูกกดไว้ในระดับต่ำมากที่ 1% มาตั้งแต่ปี 2555 ทำให้ปัจจุบันเราไม่สามารถใช้เครื่องมือนี้ในการลดสัดส่วนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกแล้ว เพราะระดับ 1% นั้นต่ำจนแทบไม่มีผลอะไร
3. หน้าต่างตั้งรับ (Standing Facilities)
Standing Facilities คือ เปรียบเสมือน “ช่องทางฉุกเฉินรายวัน” ที่ธนาคารกลางเปิดตั้งรับไว้สำหรับสถาบันการเงิน โดยแบ่งกลไกออกเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่
ช่องทางเงินฝาก (Deposit Facility) หากธนาคารพาณิชย์มีเงินสดส่วนเกินล้นมือในวันนั้น ก็สามารถนำเงินมาฝากไว้ที่ ธปท. ผ่านหน้าต่างนี้ได้
ช่องทางสินเชื่อ (Lending Facility) หากธนาคารพาณิชย์แห่งใดเกิดขาดสภาพคล่องกะทันหัน หรือเงินขาดมือในระยะสั้น ก็สามารถวิ่งมาขอกู้ยืมเงินจาก ธปท. ผ่านหน้าต่างนี้เพื่อนำไปหมุนเวียนในระบบได้
ผู้ว่ากล่าวว่าเครื่องมือหน้าต่างตั้งรับนี้เป็นสิ่งที่ ธปท. “มีอยู่และทำอยู่ตลอดทุกวัน” เพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินหรือส่วนขาด
แต่ในแง่ของการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาค เครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ หรือนำมากระตุ้น/ประคับประคองเศรษฐกิจโดยตรง เหมือนกับการใช้อัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่เป็นเพียง “กันชน” หลังบ้านที่คอยดูแลไม่ให้สถาบันการเงินล้มหรือสะดุดจากปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น
4. การดำเนินการผ่านตลาดการเงิน OMO
Open Market Operation หรือ OMO คือการที่ ธปท. เข้าไปทำธุรกรรมซื้อหรือขายสินทรัพย์ทางการเงินในตลาด เพื่อ “ดูดซับ” หรือ “อัดฉีด” เม็ดเงิน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในแต่ละวัน โดยมีเครื่องมือย่อยที่ใช้บ่อย 3 ประเภท
- ธุรกรรมการซื้อคืนพันธบัตร Bilateral Repurchase หรือ RP ซึ่งเป็นการกู้ยืมเงินระยะสั้นระหว่าง ธปท. กับธนาคารพาณิชย์ โดยมีพันธบัตรเป็นหลักประกัน
- การออกพันธบัตรของธปท. เพื่อดูดซับเงินสดส่วนเกินออกจากระบบ
- การทำธุรกรรมสวอปอัตราแลกเปลี่ยน หรือ FX Swaps เพื่อบริหารสภาพคล่องเงินบาทผ่านตลาดเงินตราต่างประเทศ
5. การทำ QE
Quantitative Easing หรือคำที่ทุกคนคุ้นเคยคือการทำ QE การพิมพ์เงินหรือซื้อพันธบัตรระยะยาวเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจโดยตรง โดยธนาคารกลางสามารถทำได้ 2 วิธีหลักๆ คือ
การเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว เช่น เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี, 30 ปี หรือ 50 ปี ในปริมาณมากๆ ซึ่งจะทำให้ปริมาณเงินสดถูกอัดฉีดเข้าไปในระบบ และกดให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวในตลาดปรับตัวลดลง
การเข้าซื้อเงินดอลลาร์ในตลาด หากค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป ธปท. สามารถพิมพ์เงินบาทเพื่อไปซื้อดอลลาร์มาเก็บไว้ ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการปล่อยเงินบาทจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน
- ทฤษฎี MV = PQ กับความคาดหวังให้ไทยทำ QE
ในทางเศรษฐศาสตร์มีสมการคลาสสิกคือ MV = PQ (ปริมาณเงิน x ความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน = ระดับราคา x ปริมาณผลผลิต หรือ GDP) นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านจึงเชื่อว่า หาก ธปท. ทำ QE เพื่อเพิ่มปริมาณเงิน (M) เข้าไปในระบบ จะช่วยกระตุ้นให้ GDP (PQ) ของประเทศเติบโตขึ้นตามไปด้วย
ทว่าผู้ว่าฯ ได้อธิบายจุดบอดสำคัญที่หลายคนมองข้ามว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นแบบ “Bank-based economy” พึ่งพาสินเชื่อธนาคารเป็นหลัก ไม่ใช่ “Capital market-based economy” พึ่งพาตลาดทุนเป็นหลักแบบสหรัฐ
เมื่อการจัดสรรทรัพยากรของไทยพึ่งพา “สถาบันการเงิน” โดยธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐเป็นหลัก ดอกเบี้ยเงินกู้ของคนไทยอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เช่น MLR, MRR หรือ MOR
ดังนั้นการที่ ธปท. อัดฉีดเงินเข้าไปซื้อพันธบัตรจนดอกเบี้ยพันธบัตร 30 ปีลดลง ไม่ได้ทำให้ดอกเบี้ย MLR หรือ MRR ของธนาคารลดลงตามไปด้วย การทำ QE จึงไม่ได้ช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของคนไทยถูกลงเลย
“การทำ QE ไม่ว่าจะผ่านการซื้อดอลลาร์ใส่บาทเข้าในระบบ หรือการเข้าไปซื้อบอนด์พันธบัตรตัวยาว เงินเข้าสู่ระบบ ปริมาณเพิ่มขึ้น เกิดอะไรขึ้น? มันเหลือเงิน… คุณเอาเงิน 3 แสนล้าน 5 แสนล้านเข้าไปซื้อบอนด์ตัวยาวเป็น QE วันรุ่งขึ้น 5 แสนล้านก็วิ่งกลับเข้ามาสู่แบงก์ชาติผ่านช่องทาง Open Market Operation ผ่านตลาด RP ทันที เกิดอะไรกับระบบเศรษฐกิจ? ไม่เกิด นี่คือ Context ประเทศไทย”
6. สินเชื่อเฉพาะจุด (Targeted Lending Facilities / Soft Loan)
สินเชื่อเฉพาะจุด คือการให้สินเชื่อตรงเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มที่เปราะบางแบบเจาะจง ทั้ง Targeted Lending Facilities และ Soft Loan
ในอดีตธนาคารกลางอาจทำได้ แต่ปัจจุบัน พ.ร.บ. ธปท. ไม่อนุญาตให้แบงก์ชาติปล่อยสินเชื่อโดยตรงได้แล้ว ธปท. จึงต้องทำงานร่วมกับธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ในการออกโครงการ Soft Loan ต่างๆ แทน เช่น โครงการ “SMEs Credit Boost” หรือ “SMEs Secure+” เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SMEs โดยมียอดอนุมัติไปแล้วกว่า 43,000 ล้านบาท
เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยปัจจุบันมีการฟื้นตัวแบบรวยกระจุกจนกระจาย หรือ “K-shaped” โดยธุรกิจรายใหญ่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในปริมาณสูงและต้นทุนที่ต่ำเกินไป ในขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลับเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และเผชิญปัญหาเงินทุนหดตัวอย่างรุนแรง
ดังนั้น การใช้นโยบายแบบหว่านแห เช่น การลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาที่ธุรกิจ SMEs เข้าไม่ถึงสินเชื่อได้ ธปท. จึงต้องหันมาพึ่งพา “มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด (Targeted Measures)” เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างตรงจุด
7. การดูแลเสถียรภาพ ‘อัตราแลกเปลี่ยน’
เครื่องมือนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คนมักเข้าใจผิดและตั้งคำถามกับแบงก์ชาติอยู่เสมอเวลาที่ “เงินบาทแข็งค่า” หรือ “เงินบาทอ่อนค่า” ว่าทำไมแบงก์ชาติถึงไม่ทำอะไรเลย?
วิทัยอธิบายว่า ธปท. ไม่ได้อยู่ในกระดานซื้อขาย FX ตลอดเวลา และไม่สามารถแทรกแซงเพื่อมุ่งหวังผลประโยชน์ทางการค้าได้ เพราะอาจติดบัญชีผู้ปั่นป่วนค่าเงิน ของสหรัฐซึ่งห้ามแทรกแซงเกิน 2% ของ GDP
รวมทั้งตลาดซื้อขายเงินตราต่างประเทศในไทยนั้น เป็นการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนกันเองโดยตรงระหว่าง “ธนาคารพาณิชย์กับธนาคารพาณิชย์” หรือ “ธนาคารพาณิชย์กับลูกค้า” เช่น ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า
แต่ ธปท. จะเข้ามาเมื่อมีความผันผวนสูงเกินไป เช่น แข็งเกินไป หรืออ่อนเกินไปและเข้ามาจัดการเมื่อมี “ธุรกรรมผิดปกติ” เช่น การเก็งกำไรราคาทองคำออนไลน์ที่ทำให้บาทแข็งค่าผิดปกติ ธปท. จึงออกมาตรการจัดระเบียบ จำกัดการซื้อขายทองคำออนไลน์ไม่เกิน 50 ล้านบาท/วัน/แพลตฟอร์ม และลดความผันผวนของค่าเงินบาทได้สำเร็จ
8. มาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงิน
ในขณะที่ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นยาขนานใหญ่ที่ออกฤทธิ์กับทุกคนทั้งประเทศ มาตรการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินจะเปรียบเสมือน “ยารักษาเฉพาะจุด” ครับ โดยมีเป้าหมายหลักคือ “การออกมาตรการเพื่อดูแล ป้องกัน หรือแก้ไขความเสี่ยงเชิงระบบเฉพาะจุดในระบบการเงิน”
ผู้ว่าฯ ได้ยกตัวอย่างการใช้มาตรการนี้เพื่อสกัดกั้นความเสี่ยงใน 3 ประเด็นหลักที่เกาะกินเศรษฐกิจไทย
- มาตรการ LTV (Loan-to-Value) สกัดฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ โดยการกำหนดสัดส่วนการให้สินเชื่อเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักประกัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนกู้เงินไปเก็งกำไรในตลาดบ้านและคอนโดจนเกิดฟองสบู่แตกเหมือนในอดีต
- มาตรการ DTI (Debt to Income ratio) / DSR (Debt Service Ratio) สกัดการก่อหนี้เกินตัว เป็นการป้องกันปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยกำหนดเพดานว่าประชาชนควรจะมีภาระหนี้ไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้
- สุดท้ายคือการกำกับดูแลบริการ “ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง” Buy Now Pay Later หรือ BNPL ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ เพราะบริการ BNPL ในปัจจุบันทำให้คนรุ่นใหม่และกลุ่มเปราะบางเข้าถึงหนี้ได้ง่ายเกินไป สมัครง่าย และมักไปกระตุ้นให้เกิดการซื้อ “สินค้าฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็น”
ธปท. จึงเตรียมนำมาตรการ Macroprudential มาใช้จัดระเบียบและคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้บริการ การจำกัดประเภทหรือมูลค่าสินค้าขั้นต่ำ การตั้งเพดานดอกเบี้ย และการบังคับให้ผู้ให้บริการต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทย “เป็นหนี้ไว” ก่อนวัยอันควร
จากทั้ง 8 เครื่องมือนโยบายการเงินสะท้อยว่า ธปท. ไม่ได้ยึดติดกับการใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ผสมผสาน” เครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกัน
แม้จะมีข้อจำกัดทางกฎหมายบางประการที่ทำให้ ธปท. ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้รวดเร็วทันใจเหมือนการแจกเงินของกระทรวงการคลัง แต่ ธปท. ก็ได้ใช้ความยืดหยุ่นในการปรับใช้นโยบายแบบผ่อนคลายผ่านดอกเบี้ย ควบคู่ไปกับการใช้ มาตรการเฉพาะจุด และ Macroprudential เพื่อรักษาบาดแผลทางเศรษฐกิจ จัดการปัญหาหนี้สิน เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ และวางรากฐานเสถียรภาพระยะยาว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1242783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hL2YeT4g4AMeu3LkYAUJw
