
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (28 ส.ค.) ถึงเหตุผลที่สหรัฐฯ และญี่ปุ่นร่วมกันแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงค่าเงินเยนเมื่อเดือนที่แล้ว โดยระบุว่า การอ่อนค่าของเยนมากเกินไปอาจทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกไม่มีเสถียรภาพ และท้ายที่สุดอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของครัวเรือนและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ สูงขึ้น
เบสเซนต์เปิดเผยรายละเอียดดังกล่าวในจดหมายที่ส่งถึงเอลิซาเบธ วอร์เรน สมาชิกวุฒิสภาสังกัดพรรคเดโมแครตเมื่อวันพฤหัสบดี เพื่อตอบข้อซักถามเกี่ยวกับปฏิบัติการร่วมซื้อเยนในช่วงปลายเดือนก.ค.
เบสเซนต์ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ อีกทั้งเป็นคู่ค้าสำคัญและพันธมิตรของสหรัฐฯ ตามสนธิสัญญา ดังนั้น ตลาดเงินเยนที่เคลื่อนไหวอย่างไร้เสถียรภาพอาจทำให้เกิดการปิดสถานะการลงทุนอย่างฉับพลัน
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ใช้สินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศที่มีอยู่ในกองทุนรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Stabilization Fund) มาแลกเป็นเงินเยนเพื่อดำเนินการแทรกแซงตลาด แต่ไม่ได้เปิดเผยวงเงินที่ใช้ในการซื้อเยน
เบสเซนต์ระบุด้วยว่า เขามีอำนาจตามกฎหมายและได้รับความเห็นชอบจากประธานาธิบดีให้ดำเนินธุรกรรมดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นระเบียบ โดยคำชี้แจงดังกล่าวอยู่ในจดหมายถึงวอร์เรน ซึ่งเป็นสมาชิกระดับสูงสุดของพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการธนาคารแห่งวุฒิสภา และจดหมายดังกล่าวได้รับการเผยแพร่บนแพลตฟอร์ม X
การแทรกแซงตลาดเกิดขึ้นหลังเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปีเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และถือเป็นปฏิบัติการร่วมซื้อเยนครั้งแรกของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2541
อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งสองประเทศจะร่วมกันดำเนินมาตรการดังกล่าว แต่เงินเยนกลับมาอ่อนค่าลงอีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยเมื่อวันศุกร์ เงินเยนอ่อนค่าหลุดระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐชั่วคราว ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการแทรกแซงตลาดดังกล่าว
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/639808&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p2ecNCPqE9UjJAzT1BS6j
