ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจครั้งสำคัญ โดยเน้นการ “บาลานซ์พอร์ต” ระหว่างตลาดในประเทศกับต่างประเทศ พร้อมเร่งขยายกลุ่มสินค้าใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2569 โดยนายจิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยกับ PPTV Wealth ว่า ปัจจุบันรายได้หลักของบริษัทยังคงมาจากประเทศไทยในสัดส่วนมากกว่า 80%
ขณะที่ รายได้จากต่างประเทศ ยังอยู่ที่ระดับกว่า 10% แต่บริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนต่างประเทศขึ้นสู่ระดับ 20% ภายใน 3–5 ปี ผ่านการขยายตลาดในอาเซียนและประเทศศักยภาพเฉพาะกลุ่ม
โรงงานเดียว–ขยายกำลังการผลิตที่ฐานเดิม
ในเชิงโครงสร้างการผลิต ปัจจุบันมีโรงงานผลิตเพียง 1 แห่ง ตั้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งยังมีศักยภาพรองรับการเติบโตได้อีก โดยบริษัทเลือกใช้กลยุทธ์ ขยายกำลังการผลิตภายในพื้นที่เดิม แทนการตั้งโรงงานใหม่ หรือย้ายฐานการผลิต
สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ บริษัทยังไม่มีแผนตั้งโรงงานผลิตในระยะสั้น โดยจะพิจารณาควบคู่กับยอดขายในประเทศนั้น ๆ เพื่อให้การลงทุนสามารถคุ้มทุนในระยะยาว
ขณะที่ ในเชิงโครงสร้างสินค้า จระเข้ แบ่งพอร์ตออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กาวซีเมนต์–ยาแนว เคมีภัณฑ์ และสินค้าโซลูชันเฉพาะทาง โดยยอมรับว่า กลุ่มกาวซีเมนต์และยาแนวในไทยเริ่มอิ่มตัว เนื่องจากบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดในระดับผู้นำแล้ว
ซึ่งกลุ่มเคมีภัณฑ์ (Chemical) และ Industrial ยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง เนื่องจากสัดส่วนตลาดยังไม่มาก บริษัทจึงเดินหน้าเติมสินค้าใหม่ให้เป็นโซลูชันมากขึ้น ตอบโจทย์ทั้งงานก่อสร้าง งานซ่อม และงานอุตสาหกรรม
ขณะเดียวกัน จระเข้ยังขยายฐานผู้บริโภคด้วยการเปิดแบรนด์ใหม่ “จระเข้ Easy” เจาะกลุ่มเจ้าของบ้านโดยตรง ผ่านแพ็กสินค้าไซต์เล็ก ใช้งานง่าย ขายผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์ตลาดซ่อมแซมบ้าน ซึ่งเติบโตสวนทางภาวะอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่ชะลอตัว
CLMV ยังเป็นหัวใจ ต่างประเทศเร่งโต
ด้านการขยายตลาดต่างประเทศ กลุ่ม CLMV ยังคงเป็นฐานรายได้หลัก โดยเมียนมา ยังเป็นตลาดอันดับ 1 ในเชิงมูลค่า แม้เผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ยังเติบโตจากดีมานด์โครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่ เวียดนาม ถูกวางเป็นตลาดยุทธศาสตร์ระยะยาว หลังบริษัทจัดตั้งบริษัทลูกเต็มรูปแบบ มีทีมการตลาด ฝ่ายขาย และคลังสินค้าในประเทศ ซึ่งช่วยเร่งการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีโอกาสขึ้นเป็นตลาดอันดับหนึ่งของจระเข้ในต่างประเทศในอนาคตอันใกล้
นอกจาก CLMV บริษัทอยู่ระหว่างสำรวจตลาดอาเซียนอื่น ๆ เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยเลือกประเทศที่มีศักยภาพและต้นทุนโลจิสติกส์เหมาะสม
ความท้าทาย “ราคาถูก–ของเลียนแบบ–การค้าโลก”
หนึ่งในความท้าทายสำคัญ คือ การแข่งขันจากสินค้าราคาประหยัด โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากจีน รวมถึงปัญหาสินค้าเลียนแบบในบางประเทศ เช่น เวียดนาม ซึ่งบริษัทต้องใช้ทั้งมาตรการทางกฎหมายและการสร้างการรับรู้แบรนด์ควบคู่กัน
โดยจระเข้ยืนยันจุดยืนไม่ลงไปแข่งขันด้านราคา แต่เลือกสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และการอบรมทีมขายอย่างต่อเนื่อง เพื่ออธิบายคุณค่าให้ลูกค้าเข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่า
นายจิรัฏฐ์ ยังสะท้อนภาพรวมสถานการณ์ว่า ปี 2569 นี้ถือเป็นปีที่ท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกและปัจจัยการเมือง โดยเฉพาะบทบาทของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งแม้จะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จระเข้ ยังเลือกยึดมั่นในสิ่งที่ควบคุมได้ คือ มาตรฐานสินค้าและความเชื่อมั่นของลูกค้า โดยย้ำว่า จะไม่ลดคุณภาพ หรือ ปรับลดสเปกสินค้า เพื่อแข่งขันด้านราคา
“เรายังยืนยันว่า เราจะขายสินค้าที่มีคุณภาพ เราจะไม่ลดสเปก เรื่องคุณภาพและสแตนดาร์ดจะไม่เปลี่ยน จระเข้เติบโตมาได้เพราะทุกคนรู้ว่าไม่ใช่สินค้าที่ถูกที่สุด แต่ซื้อแล้วคุ้ม”
ที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์การตลาด จระเข้ ยอมรับว่า สินค้าส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาพรีเมียมเมื่อเทียบกับตลาด แต่เป็นราคาที่มาพร้อมเหตุผล ทั้งมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) และการออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งเกรดผลิตภัณฑ์อย่างจระเข้เขียว จระเข้แดง หรือ จระเข้เงิน ซึ่งแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติ (Property) เฉพาะทาง รวมถึงผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอย่างน้ำยาปูกระเบื้องหินธรรมชาติสีเข้ม ที่ต้องใช้สูตรเฉพาะเพื่อป้องกันคราบขาว
ปี 2569 รายได้จะโตหรือไม่? “โต แต่ไม่ประมาท”
อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทฯ ประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจอาจยังไม่สดใส แต่ยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายตลาดต่างประเทศ การเพิ่มสัดส่วนสินค้าเคมีภัณฑ์ และตลาดซ่อมแซมบ้าน และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายในปีนี้ 1-2 ตัว ภายในงานสถาปนิก 2569 โดยตั้งเป้าให้ทุกกลุ่มธุรกิจเติบโต แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ นายจิรัฏฐ์ ยังมองว่า “เสถียรภาพทางการเมือง” เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการบริโภค ทั้งในประเทศและเพื่อนบ้าน โดยภาคธุรกิจไม่ได้เลือกขั้วทางการเมือง แต่ต้องการความชัดเจน เพื่อให้สามารถวางแผนและปรับตัวในการประกอบธุรกิจได้ถูกทาง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/266772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xMo59-hjcNFcEUMn5-XXh
