นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคาร ปี 2568 เทียบกับปี 2567กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 48,229 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 สะท้อนประสิทธิภาพ สินเชื่อรวมยังคงขยายตัวร้อยละ 0.5 จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อภาครัฐ
รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.0 รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนและกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง
ขณะที่ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 40.3 จากร้อยละ 42.6 NPL Ratio ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 2.90 จากร้อยละ 2.99 ณ สิ้นปี 2567 และมี Credit Cost อยู่ที่ระดับที่เหมาะสมที่ร้อยละ 1.14 สะท้อนคุณภาพสินทรัพย์และยังคงรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ร้อยละ 203.6 เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และการค้าโลก
นายผยง ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัวราวร้อยละ 2.0 ต่ำกว่าระดับศักยภาพ โดยมาตรการด้านภาษีและการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ภาคการผลิตชะลอตัวจากการแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่รุนแรงขึ้น อีกทั้งยังเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งความเปราะบางที่มีอยู่เดิม โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนสูง การขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ และความท้าทายของภาครัฐ ขณะที่อุปสงค์ในประเทศเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากผลกระทบของภัยพิบัติรุนแรง ความขัดแย้งแนวชายแดน และอาชญากรรมทางไซเบอร์
ด้านผลประกอบการไตรมาส 4/2568 เทียบกับไตรมาส 4/25671/ กำไรสุทธิ เท่ากับ 10,773 ล้านบาท รายได้ดอกเบี้ยลดลง Cost to Income Ratio ที่ร้อยละ 41.1 ลดลงจาก ร้อยละ 44.8 และยังคงบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี ตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม มี NPL Ratio ลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 กำไรสุทธิลดลง
โดยหลักจากการปรับตัวลดลงของรายได้จากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน รวมถึงรายได้จากเงินลงทุนโดยหลักจากตราสารหนี้ตามสภาวะตลาด ด้านสินเชื่อขยายตัวที่ร้อยละ 4.6 รายได้หนี้สูญรับคืน กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ร้อยละ 20.18 และเงินกองทุนทั้งสิ้น ร้อยละ 22.13 ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
ทั้งนี้ ธนาคารรักษา ROE ที่ระดับร้อยละ 10.67 พร้อมจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกของปี 2568
สำหรับ เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 2 เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีหากไม่นับรวมช่วงวิกฤติ และต่ำกว่าประเทศคู่แข่งในภูมิภาค โดยมีปัจจัยภายนอกจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลก ขณะที่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในประเทศมีข้อจำกัดด้านงบประมาณทางการคลัง
ภายใต้บริบทการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามากำหนดทิศทางนโยบายในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการจัดการปัญหาเชิงโครงสร้าง อาทิ เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนสูง และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/stock-investment/266650&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x9H2AG4m4i-bDbL4_wsiH
