เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ไม่ได้กำลังมุ่งเข้าสู่ภาวะถดถอยพร้อมกัน หากแต่กำลังเผชิญภาวะ “โตต่ำไม่ทั่วถึง” บางประเทศยังขยายตัวได้จากรายได้พลังงาน การลงทุนด้านเทคโนโลยี หรืออุปสงค์ภายในประเทศ ขณะที่อีกหลายประเทศถูกกดดันจากต้นทุนนำเข้า เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และภาระหนี้ ความแตกต่างนี้ทำให้ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยของโลกเพียงตัวเดียวอาจไม่สามารถอธิบายภาพเศรษฐกิจที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด
ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวเพียง 2.5% ในปี 2569 ลดลงจาก 2.9% ในปี 2568 และเป็นอัตราต่ำที่สุดนับจากช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 โดยไม่นับปีที่เศรษฐกิจโลกหดตัว สาเหตุสำคัญมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลกที่อ่อนแรง และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวนานกว่าที่เคยคาดไว้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจะได้รับแรงกดดันมากที่สุด เพราะราคาพลังงานที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนการผลิต การขนส่ง และค่าไฟฟ้าที่เพิ่มตามไปด้วย เงินทุนซึ่งควรถูกใช้เพื่อการลงทุนหรือบริโภคจึงไหลออกไปชำระค่านำเข้า ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อที่เร่งตัวอาจทำให้ธนาคารกลางลดดอกเบี้ยได้ช้าลง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนต้องเผชิญต้นทุนทางการเงินสูงต่อเนื่อง
ประเทศกำลังพัฒนาที่นำเข้าพลังงานยังมีข้อจำกัดมากกว่าประเทศร่ำรวย เนื่องจากหลายแห่งมีหนี้สาธารณะสูง เงินสำรองระหว่างประเทศจำกัด และค่าเงินเปราะบาง เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าเงินอ่อนลง และดอกเบี้ยโลกยังอยู่ในระดับสูง
ประเทศเหล่านี้อาจต้องเลือกระหว่างการอุดหนุนค่าครองชีพกับการรักษาวินัยทางการคลัง การตัดงบลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อชดเชยรายจ่ายด้านพลังงาน อาจทำให้ศักยภาพการเติบโตในระยะยาวลดลงอีก
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศผู้ส่งออกพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์บางแห่งอาจได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น รายได้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนฐานะการคลัง ค่าเงิน และดุลบัญชีเดินสะพัด โดยเฉพาะประเทศที่มีปริมาณการผลิตเพียงพอและสามารถส่งออกได้โดยไม่ติดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ผู้ส่งออกพลังงานสุทธิได้รับแรงพยุงจากอัตราการค้าที่เป็นประโยชน์ ขณะที่ผู้นำเข้าสุทธิเผชิญแรงฉุดชัดเจนกว่า
อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงไม่ได้รับประกันว่า เศรษฐกิจของประเทศผู้ส่งออกจะเข้มแข็งเสมอไป รายได้ที่เพิ่มขึ้นอาจกระจุกตัวอยู่ในภาครัฐหรือบริษัทขนาดใหญ่ และไม่ส่งผ่านถึงประชาชนอย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ประเทศที่พึ่งพาสินค้าชนิดเดียวมากเกินไปยังเสี่ยงต่อความผันผวนของราคา หากรัฐบาลใช้รายได้ชั่วคราวเพื่อเพิ่มรายจ่ายประจำแทนการลงทุนหรือสะสมเงินสำรอง เมื่อวัฏจักรราคากลับทิศ ปัญหาการคลังย่อมตามมา
ความแตกต่างยังปรากฏระหว่างประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่เทคโนโลยีกับประเทศที่อยู่นอกวงจรดังกล่าว การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ เซมิคอนดักเตอร์ ศูนย์ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังช่วยพยุงเศรษฐกิจบางแห่ง ประเทศที่ผลิตชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือมีระบบไฟฟ้าและเงินทุนพร้อมรองรับศูนย์ข้อมูลจึงมีโอกาสเติบโตเหนือค่าเฉลี่ย ตรงกันข้าม ประเทศที่ขาดเงินทุน ทักษะแรงงาน และโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่ได้รับประโยชน์จากคลื่นการลงทุนนี้ และเสี่ยงถูกทิ้งห่างมากขึ้น
ภาวะโตต่ำไม่ทั่วถึงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของประเทศใดเติบโตเร็วหรือช้า แต่หมายถึงความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกที่แตกต่างกัน ประเทศที่มีฐานะการคลังแข็งแรง แหล่งพลังงานของตนเอง และโครงสร้างเศรษฐกิจหลากหลายย่อมปรับตัวได้ดีกว่า ส่วนประเทศที่มีหนี้สูง พึ่งพาการนำเข้า และมีรายได้จากการส่งออกไม่กี่ประเภทจะเผชิญความเสี่ยงมากกว่า
สำหรับประเทศอย่างไทย ภาพดังกล่าวมีทั้งโอกาสและแรงกดดัน ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอาจกระทบภาคขนส่ง การผลิต และกำลังซื้อ ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าเติบโตแตกต่างกันย่อมทำให้การส่งออกแต่ละกลุ่มสินค้าไม่ฟื้นตัวพร้อมกัน ไทยจึงต้องกระจายตลาด ลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า และเร่งดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี
ท้ายที่สุด เศรษฐกิจโลกอาจหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยในวงกว้างได้ แต่การเติบโตเพียง 2.5% ไม่ได้หมายความว่า ทุกประเทศจะผ่านพ้นแรงกระแทกไปได้เหมือนกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกยังเติบโตหรือไม่ หากอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ใครต้องแบกรับต้นทุน และรัฐบาลจะเปลี่ยนความได้เปรียบชั่วคราวให้เป็นความแข็งแกร่งระยะยาวได้เพียงใด.
ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6158172/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hh_-i5xErdxa9MpcSQeJ-
