นับตั้งแต่ต้นปี 2569 หลายคนคงเห็นข่าวการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การลักลอบปล่อยน้ำเสีย และการพบกองของเสียปริศนาในหลายพื้นที่ปรากฏอยู่แทบทุกเดือน
สำหรับประเทศไทย คงไม่มีภูมิภาคใดที่ปรากฏข่าวลักษณะนี้ถี่เท่ากับ ‘ภาคตะวันออก’ พื้นที่ที่เป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ และเป็นที่ตั้งของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งครอบคลุมจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ขณะเดียวกันก็มีข้อเสนอให้ขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีเป็นจังหวัดที่ 4
เหตุใดภาคตะวันออกจึงกลายเป็นพื้นที่ที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมมากที่สุดของประเทศ ปัญหาที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอย่างไร ปราจีนบุรีกำลังเดินซ้ำรอยพื้นที่ EEC หรือไม่ และกฎหมายไทยมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะหยุดวงจรอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าหรือยัง
การเติบโตของอุตสาหกรรมที่มาพร้อมกองกากของเสียที่เพิ่มขึ้น
นับตั้งแต่พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ พื้นที่ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก็กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนของประเทศ ส่งผลให้นิคมอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โรงงานใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เครื่องใช้ไฟฟ้า โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ของประเทศ
แม้การเติบโตดังกล่าวนำมาซึ่งการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่เพิ่มขึ้นควบคู่กันคือกากอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นของเสียจากโรงงานที่ต้องกำจัดด้วยวิธีเฉพาะ และเมื่อของเสียเพิ่มขึ้น ระบบกำจัดของเสียก็ต้องรองรับปริมาณที่มากขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม การกำจัดกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้องมักมีต้นทุนสูง
ส่งผลให้เกิดขบวนการรับกำจัดกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมาย ซึ่งเสนอราคาถูกกว่าปกติ ก่อนจะนำของเสียไปทิ้งในพื้นที่รกร้างแทนการกำจัดตามมาตรฐาน
ปี 2569 กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากการรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พบเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC อย่างต่อเนื่อง โดยมีข่าวเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวทั้งหมด 6 ครั้ง
ในจังหวัดระยอง ที่ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง พบการลักลอบนำขยะและกากอุตสาหกรรมไปทิ้งในบ่อดินเก่าขนาดประมาณ 5 ไร่ กลางไร่สับปะรด โดยภายในพื้นที่พบเศษพลาสติก เศษโฟม ถุงมือยาง และวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมจำนวนมาก ถูกนำมาทิ้งต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน ชาวบ้านในพื้นที่ต่างกังวลว่าสารพิษอาจปนเปื้อนลงสู่ดินและแหล่งน้ำใต้ดิน
ขณะเดียวกัน ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา พบกองกากของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างน้อย 9 กอง ภายในบ่อลูกรังเก่า บางส่วนถูกทิ้งไว้นานจนหญ้าขึ้นปกคลุม นอกจากนี้ ยังมีกรณีชาวบ้านร้องเรียนว่า มีการลักลอบนำกากอุตสาหกรรมไปทิ้งใกล้แหล่งน้ำ จนนำไปสู่การตรวจสอบโรงงานผลิตสำลีในพื้นที่
ส่วนพื้นที่ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี กลายเป็นประเด็นหลังพบโครงตู้เย็นกว่า 2,300 ตู้ และฝาตู้เย็นกว่า 2 หมื่นชิ้น ถูกนำมากองไว้ในลานคัดแยกขยะ โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า ของเสียดังกล่าวถูกนำออกจากโรงงานต้นทางในจังหวัดระยองโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว
นอกจากนี้ ในจังหวัดปราจีนบุรี แม้จะยังไม่ได้อยู่ในพื้นที่ EEC แต่กลับพบเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหลายกรณี ทั้งการพบกากของเสียถูกนำไปทิ้งในไร่ข้าวโพดใกล้บ่อน้ำ บ้านเกาะลอย ตำบลหาดนางแก้ว อำเภอกบินทร์บุรี และการพบเศษสายไฟอุตสาหกรรมที่ผ่านการบดย่อยแล้ว ถูกลักลอบนำมาทิ้งกว่า 20 รถบรรทุกพ่วง ในพื้นที่ป่าและไร่อ้อย บ้านโคกไม้แดง ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี ซึ่งอยู่ใกล้แหล่งน้ำและพื้นที่เกษตรของชุมชน
ปัญหาที่สะสมมานานกว่าทศวรรษ
มูลนิธิบูรณะนิเวศรวบรวมข้อมูลเหตุการณ์ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการลักลอบปล่อยน้ำเสียที่ปรากฏในสื่อสาธารณะระหว่างปี 2560-2568 พบเหตุการณ์รวม 382 ครั้ง แบ่งเป็นการลักลอบปล่อยน้ำเสีย 265 ครั้ง และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม 117 ครั้ง
เมื่อจำแนกตามภูมิภาคพบว่า ภาคตะวันออกเผชิญปัญหามากที่สุดถึง 141 ครั้ง รองลงมาเป็นภาคกลาง 114 ครั้ง ภาคใต้ 46 ครั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 44 ครั้ง ภาคตะวันตก 30 ครั้ง และภาคเหนือ 7 ครั้ง ตามลำดับ ทั้งนี้ พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกถึง 62 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม มูลนิธิบูรณะนิเวศระบุว่า ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงข้อมูลที่รวบรวมจากข่าวที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า น่าจะเป็นเพียงตัวเลขที่สะท้อนสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก เนื่องจากหลายกรณีอาจไม่เคยถูกตรวจพบหรือไม่ได้กลายเป็นข่าว
ทว่าข้อมูลที่มีอยู่ก็เพียงพอจะสะท้อนภาพบางอย่างของภาคตะวันออกได้ เพราะจังหวัดที่พบการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมและการปล่อยน้ำเสียมากที่สุดล้วนอยู่ในภูมิภาคนี้ ได้แก่ ระยอง 43 ครั้ง ชลบุรี 35 ครั้ง ฉะเชิงเทรา 19 ครั้ง และปราจีนบุรี 30 ครั้ง
ทำไมพื้นที่ EEC จึงกลายเป็นเป้าหมายของการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม
ปัญหาที่เกิดขึ้นมีปัจจัยหลายด้านที่ทำให้พื้นที่ EEC และจังหวัดโดยรอบกลายเป็นจุดหมายของขบวนการลักลอบกำจัดกากอุตสาหกรรม
ประการแรก พื้นที่ EEC เป็นฐานอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีโรงงานจำนวนมาก จึงมีกากอุตสาหกรรมเกิดขึ้นในปริมาณมหาศาลทุกวัน
ประการที่ 2 การกำจัดกากอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกากอันตรายอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีต้นทุนสูง ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาทต่อตัน จึงเกิดแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการบางรายเลือกวิธีที่ผิดกฎหมายเพื่อลดต้นทุน
อีกทั้งในพื้นที่ภาคตะวันออกยังมีบ่อลูกรังเก่า บ่อดิน พื้นที่รกร้าง สวนยาง สวนผลไม้ และพื้นที่เกษตรจำนวนมาก ซึ่งนำรถบรรทุกเข้าไปลักลอบทิ้งของเสียได้โดยไม่เป็นที่สังเกต
ขณะเดียวกัน ยังมีเครือข่ายรับกำจัดกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่รับงานในราคาถูก แต่ไม่นำของเสียไปกำจัดตามมาตรฐาน กลับเลือกนำไปฝังกลบหรือเททิ้งในพื้นที่ต่างๆ แทน
แม้กฎหมายจะมีบทลงโทษ แต่ยังถูกมองว่าไม่สูง เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ได้รับ จึงทำให้การกระทำผิดยังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้วปราจีนบุรีกำลังจะเดินซ้ำรอย?
ขณะนี้มีข้อเสนอผลักดันให้จังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นพื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4 แต่ข้อเสนอดังกล่าวกลับสร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่จำนวนไม่น้อย เพราะปัจจุบันปราจีนบุรีเองก็เผชิญปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมขยายตัว การตั้งโรงงานกำจัดของเสีย และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอยู่แล้ว
โดยก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ได้ว่าจ้างสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการขยายพื้นที่ EEC มายังจังหวัดปราจีนบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/ 2569 มีมติรับทราบผลการศึกษา และเห็นชอบในหลักการให้จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ EEC เพิ่มเติม ก่อนให้ สกพอ.นำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงและเสนอ กพอ.พิจารณาอีกครั้ง เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
นับตั้งแต่ พ.ร.บ. EEC มีผลบังคับใช้ในปี 2561 การลงทุนภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ 3 จังหวัดหลักเติบโตอย่างรวดเร็ว มีการปรับผังเมืองเพื่อรองรับโรงงานและนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
ขณะเดียวกัน ปราจีนบุรีกลับกลายเป็นพื้นที่รองรับผลกระทบจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม เมื่อกากอุตสาหกรรมจากพื้นที่ EEC เพิ่มขึ้น โรงงานกำจัดกากจำนวนหนึ่งก็ขยายเข้ามาในจังหวัดใกล้เคียง ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า ปราจีนบุรีกำลังถูกผลักดันให้เป็นพื้นที่ปลายทางของการจัดการกากอุตสาหกรรมหรือไม่
ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรียังมีปัญหาการลักลอบทิ้งและฝังกลบกากอุตสาหกรรมในพื้นที่เกษตรกรรม โดยรูปแบบการก่ออาชญากรรมสิ่งแวดล้อมมีหลายวิธี ทั้งการใช้รถบรรทุกลักลอบเทกากของเสียลงแหล่งน้ำ การขุดบ่อเพื่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม หรือการปล่อยของเสียลงในพื้นที่สาธารณะ ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักและสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ในแม่น้ำปราจีนบุรี คลองพระปรง และคลองโสม
มลพิษเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ สัตว์น้ำทยอยตาย แหล่งน้ำนำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคหรือการเกษตรไม่ได้ ขณะที่ดินในพื้นที่เพาะปลูกมีความเป็นกรด-ด่างผิดปกติ มีสารพิษตกค้าง จนพืชยืนต้นตายและไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ
กฎหมายไทยเอาผิดการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอย่างไร
การนำกากอุตสาหกรรมหรือของเสียอันตรายไปทิ้งไว้ในพื้นที่ต่างๆ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย เพราะกากอุตสาหกรรมสามารถปนเปื้อนลงสู่ดิน แหล่งน้ำ และอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง จึงมีกฎหมายหลายฉบับที่ใช้ควบคุมและกำหนดบทลงโทษ ดังนี้
กฎหมายสำคัญฉบับแรกคือ พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งกำหนดให้โรงงานต้องจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างถูกต้อง หากตรวจสอบได้ว่าของเสียมาจากโรงงานใด เจ้าของโรงงานจะมีความผิดฐานนำของเสียออกนอกโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับสูงสุด 2 แสนบาท และหากของเสียนั้นเป็นวัตถุอันตราย เช่น สารเคมีหรือกากอุตสาหกรรมอันตราย ยังอาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตรายเพิ่มเติม ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วน พ.ร.บ.วัตถุอันตราย กำหนดให้การครอบครองวัตถุอันตรายต้องได้รับอนุญาต หากตรวจพบว่าสารเคมีหรือของเสียอันตรายถูกกองอยู่ในที่ดิน เจ้าของที่ดินอาจตกเป็นผู้ต้องรับผิดในฐานะผู้ครอบครองวัตถุอันตราย แม้จะไม่ได้เป็นผู้นำมาทิ้งเองก็ตาม นอกจากโทษทางอาญาแล้ว เจ้าของที่ดินยังอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการขนย้ายและกำจัดของเสียอย่างถูกต้อง ซึ่งมีมูลค่าสูงมาก กรณีที่เป็นวัตถุอันตรายประเภทที่ 4 ซึ่งกฎหมายห้ามครอบครองโดยเด็ดขาด โทษจะรุนแรงขึ้น คือจำคุกสูงสุด 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อีกฉบับที่เกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ.การสาธารณสุข ซึ่งมุ่งควบคุมเหตุรำคาญและการจัดการมูลฝอย หากการกองกากอุตสาหกรรมก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น น้ำเสีย หรือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งให้ขนย้ายหรือรื้อถอน หากไม่ปฏิบัติตามอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท และอาจถูกปรับรายวันจนกว่าจะดำเนินการให้ถูกต้อง
ในกรณีที่มีการนำกากอุตสาหกรรมไปใช้ถมที่ดิน ยังอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การถมดินต้องใช้วัสดุที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด หากนำขยะหรือกากอุตสาหกรรมมาใช้ถมดินโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท
นอกจากนี้ หากของเสียอุตสาหกรรมรั่วไหลหรือมีน้ำชะขยะซึมลงสู่ดิน ปนเปื้อนแหล่งน้ำสาธารณะ หรือสร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน จะเข้าข่ายความรับผิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด รวมถึงค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle)
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับรองรับการควบคุมปัญหากากอุตสาหกรรม แต่ยังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น พ.ร.บ.โรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ที่แก้ไขให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานไม่มีวันหมดอายุ ทำให้ไม่ต้องต่ออายุทุก 5 ปีเหมือนเดิม ขณะที่บทลงโทษบางส่วนยังต่ำ และขาดงบหรือกองทุนในการเยียวยาฟื้นฟูที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันกรมโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มบทลงโทษ จัดตั้งกองทุนเยียวยา และอุดช่องว่างในการฟื้นฟูโรงงานที่ถูกสั่งปิด
ด้าน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 แม้จะกำหนดมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมและหลักให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบ แต่การบังคับใช้ยังประสบปัญหา เนื่องจากอำนาจกำกับดูแลกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ทำให้การแก้ปัญหาบางครั้งไม่เป็นระบบเดียวกัน
ขณะที่ พ.ร.บ.วัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 แม้จะควบคุมการผลิต นำเข้า ส่งออก และครอบครองสารเคมี แต่ยังไม่ครอบคลุมกากอุตสาหกรรมทุกประเภท และยังแบ่งอำนาจกำกับดูแลตามชนิดของสารและหน่วยงานที่รับผิดชอบ ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายยังมีช่องว่าง
การพัฒนาเศรษฐกิจต้องไม่แลกกับคุณภาพชีวิต
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถจัดการต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับรองรับการเอาผิดผู้ลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ EEC และจังหวัดโดยรอบ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การบังคับใช้กฎหมาย การติดตามเส้นทางกากอุตสาหกรรม และการกำกับดูแลโรงงาน ยังมีช่องว่างที่ทำให้การกระทำผิดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขณะเดียวกัน การผลักดันให้ปราจีนบุรีเข้าร่วมเป็นพื้นที่ EEC จังหวัดที่ 4 ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า ประเทศไทยเตรียมระบบบริหารจัดการกากอุตสาหกรรม การคุ้มครองทรัพยากรน้ำ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนไว้พร้อมแล้วหรือยัง
ท้ายที่สุด การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ควรแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตของผู้คน หากประเทศไทยยังไม่สามารถสร้างระบบที่ทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริง และป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น การลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมอาจยังคงเป็นข่าวที่สังคมต้องเห็นซ้ำๆ และปัญหาก็จะลุกลามควบคู่ไปกับการขยายตัวของอุตสาหกรรม
อ้างอิง:
– https://www.matichon.co.th/local/news_5811754
– https://www.facebook.com/share/p/1BqJzimb2F/
– https://datahatch.co/2026/07/prachinburi-eec-industrial-waste-impact/
– https://www.thaipbs.or.th/locals/contents/it8kwle3qsaxtqe3gbngli1g-
– https://www.facebook.com/share/p/1K72RtzmpY/
– https://www.diw.go.th/webdiw/pr69-286/
– https://www.banmuang.co.th/news/region/483704
Tags: อีอีซี, ภาคตะวันออก, กากอุตสาหกรรม, EEC
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-eec-waste/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tnrlNQMOS1TSfJoYGjtQ5
