มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ที่เห็นชอบกรอบท่าทีเจรจาของไทยสำหรับเวที COP31 และ COP32 อาจดูเหมือนเป็นเพียงความเคลื่อนไหวตามปฏิทินการทูตด้านสิ่งแวดล้อม แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่านี่ไม่ใช่แค่แผนการลดก๊าซเรือนกระจก แต่คือพิมพ์เขียวทางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ที่รัฐบาลไทยกำลังวางเดิมพันอนาคตของประเทศ โดยมีเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 เป็นเพียงฉากหน้าของการต่อรองครั้งใหญ่ ที่มี ‘เงินทุนและเทคโนโลยี’ จากประเทศพัฒนาแล้วเป็นตัวแปรสำคัญ

กรอบเจรจา COP31 ของไทยเน้นอะไร
หัวใจของกรอบเจรจาที่เสนอโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้อยู่ที่การประกาศคำมั่นสัญญาอย่างแข็งกร้าว แต่อยู่ที่การวางเงื่อนไขอย่างแยบยล ท่าทีหลักของไทยคือการเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องแสดงบทบาทนำในการลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับเพิ่มการสนับสนุนด้านการเงิน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม การวิเคราะห์ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า เป้าหมาย Net Zero ของไทยนั้นเป็นเป้าหมายแบบมีเงื่อนไข รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาคมโลกว่า ความเร็วและขอบเขตในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย ขึ้นอยู่กับขนาดของแรงสนับสนุนที่ได้รับ การแสวงหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนระหว่างประเทศในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เงินให้เปล่า ตราสารหนี้ ไปจนถึงการลงทุนร่วมรัฐ-เอกชน (PPP) ยิ่งตอกย้ำว่านี่คือการวางโครงสร้าง ‘แผนธุรกิจ’ เพื่อบริหารจัดการต้นทุนของการเปลี่ยนผ่าน มากกว่าจะเป็นเพียงปฏิญญาด้านสิ่งแวดล้อม
ใครเสี่ยงที่สุดในการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero
เบื้องหลังการต่อรองในเวทีโลกคือความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ คำว่า ‘การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม’ (Just Transition) ที่ถูกเน้นย้ำในกรอบเจรจา ไม่ใช่เพียงวาทกรรมเพื่อสังคม แต่เป็นกลไกบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ย่อมหมายถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งจะสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด อันได้แก่ เกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) กลุ่มคนเหล่านี้คือเส้นเลือดฝอยและฐานรากของเศรษฐกิจไทย หากการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่มีกลไกรองรับที่เพียงพอ อาจนำไปสู่การปิดกิจการ การว่างงาน และความเหลื่อมล้ำที่ถ่างกว้างขึ้น
คำกล่าวของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยืนยันถึงเดิมพันนี้อย่างชัดเจน: “ประเทศไทยต้องเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ควบคู่กับการดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่กระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพอย่างไม่เป็นธรรม” ถ้อยแถลงนี้เผยให้เห็นว่า รัฐบาลตระหนักดีถึงต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจที่ต้องจ่าย และกำลังใช้ความเปราะบางนี้เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองเพื่อเรียกร้องเงินทุนสนับสนุนจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้เยียวยาและพัฒนาทักษะแรงงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ไทยเดินเกมที่ COP31 อย่างไร
ดังนั้น กรอบเจรจาสำหรับ COP31 ณ เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี จึงเป็นการเดินเกมที่ซับซ้อนของรัฐบาลไทย เป็นการสร้างสมดุลระหว่างแรงกดดันจากเวทีโลกที่ต้องการเห็นการลงมือลดโลกร้อนอย่างจริงจัง กับแรงต้านภายในประเทศที่อาจเกิดขึ้นจากต้นทุนการเปลี่ยนผ่านที่ประชาชนต้องแบกรับ ยุทธศาสตร์ของไทยคือการผูกโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน โดยประกาศเป้าหมายที่ท้าทาย (Net Zero 2050) แต่ในขณะเดียวกันก็ยื่นใบแจ้งหนี้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้กับประเทศพัฒนาแล้ว
คำถามที่กรอบเจรจายังไม่ตอบ
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของแผนธุรกิจนี้ยังคงแขวนอยู่บนคำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบในกรอบเจรจาฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าเงินทุนสนับสนุนที่ไทยจะเรียกร้องอย่างเป็นรูปธรรม แผนการพัฒนาทักษะแรงงาน (reskilling) ที่จับต้องได้สำหรับอุตสาหกรรมที่จะถูก disrupt หรือกลไกการประเมินผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด การเจรจาที่แท้จริงในเดือนพฤศจิกายน 2569 จึงไม่ได้อยู่ที่การประกาศเป้าหมายที่สวยหรู แต่อยู่ที่รายละเอียดในสัญญาทางการเงินและข้อตกลงทางเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่าการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยจะเป็นไปอย่าง ‘เป็นธรรม’ หรือเป็นเพียงการผลักภาระให้กลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดต้องแบกรับเพียงลำพัง
Post Views: 0
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2026/10/26/thailand-cop31-net-zero-negotiation/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2su3VDUomYZ5i0zxqyv1NI

