ปิดฉากประชุมไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ 2026 ที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ “เอกนิติ” รมว.คลังลุยต่อยอดปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว จ่อปรับโครงสร้างภาษี ลุยบริหารลุ่มน้ำเจ้าพระยา มุ่งศูนย์กลางการเงิน “วิทัย” ชี้ไทยได้ประโยชน์สร้าง “ความเชื่อมั่นต่างชาติ” เปิดโอกาสโชว์ศักยภาพประเทศ จับตาต่อยอดสู่ลงทุน-การค้าจริง “ผยง” หวังขยายโอกาสลงทุน ยกขีดแข่งขันเศรษฐกิจไทย ด้านนักเศรษฐศาสตร์ชี้ ไทยได้ต่อยอดสร้างเครือข่ายระดับโลก สร้างภาพลักษณ์ที่ดีระยะยาว
- หวังเวที IMF-World Bank หนุนไทยต่อยอดการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
- ฃเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การใช้เทคโนโลยี AI และการปฏิรูปการคลังและภาษี
- มองไทยเจ้าภาพจัดประชุมช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและประชาคมโลก
- เห็นศักยภาพของไทย ฟื้นฟูภาพลักษณ์และดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ
- เร่งไทยพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบบริหารจัดการน้ำ การรองรับสังคมสูงวัย และยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาค
- ด้านคลังมุ่งรักษาวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด
- พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและขยายฐานภาษี เพื่อสร้างเสถียรภาพและพื้นที่ทางการคลังสำหรับอนาคต
การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกหรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026 (IMF-World Bank2026) ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค.2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ปิดฉากลงแล้ว โดยมีหลายประเด็นเป็นสัญญาณเตือนต่อรัฐบาลทุกประเทศ เช่น หนี้สาธารณะและข้อเสนอเลิกแจกเงินแบบหว่านแห
รวมทั้งมีข้อเสนอระดับภูมิภาคเพื่อรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น อาเซียนควรเร่งรวมตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้ลึกซึ้งขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านพลังงานยังไม่จบและมีผลกระทบมากต่อเอเชียแปซิฟิก
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า รัฐบาลเร่งนำผลการหารือเชิงนโยบายและบทเรียนการเงินระดับโลกมาสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ตลอดการประชุมได้หารือทวิภาคีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารแต่ละประเทศ 50 การประชุม เช่น หารืออินเดียเพื่อแลกเปลี่ยนความร่วมมือเทคโนโลยีดิจิทัล โดยไทยเสนอโมเดล Small AI ผ่านโครงการ “นกกระซิบ” ที่ช่วยผู้ค้ารายย่อยบันทึกยอดขายและเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ขณะที่ไทยสนใจนำเทคโนโลยี Small AI ด้านเกษตรอินเดียมาประยุกต์ใช้คำนวณช่วงเวลาเพาะปลูกและใส่ปุ๋ยแก่เกษตรกรไทย ซึ่งจะมุ่งเน้นแนวคิด “Small AI, Better Jobs” เพื่อนำ AI มาเสริมศักยภาพแรงงานให้มีรายได้สูงขึ้นตามแนวทางที่สอดคล้องธนาคารโลก
- เดินหน้ารับมือปัญหาน้ำ-สังคมสูงอายุ
สำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้หารือธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและระบบเตือนภัยพิบัติลุ่มน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก ซึ่งจะแก้ปัญหาที่ต้นตอและลดภาระงบประมาณเยียวยาระยะยาว โดยธนาคารโลกจะสนับสนุนเงินทุนศึกษาโครงการ
นอกจากนี้ลงนามข้อตกลงกับ ADB สนับสนุนงบประมาณพัฒนาโรงพยาบาลรองรับสังคมผู้สูงอายุ และยกระดับสู่โรงพยาบาลสีเขียว
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยลงนามอนุสัญญาภาษีซ้อนกับนอร์เวย์เพื่อลดการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรมและเชื่อมการค้าการลงทุนสู่ยุโรป
พร้อมทั้งจับมือกับลักเซมเบิร์กนำความเชี่ยวชาญมาพัฒนาระบบตลาดเงินตลาดทุน ซึ่งช่วยยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการเงิน รวมถึงริเริ่มข้อเสนอประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน-ยุโรป เพื่อเชื่อมเศรษฐกิจ 2 ภูมิภาค
“หลายประเด็นจะมีคณะทำงานภาครัฐและเอกชนเพื่อเชื่อมโยงสู่การประชุม World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ช่วงต้นปี 2570”
- “คลัง”เตรียมปฏิรูปโครงสร้างภาษี
ส่วนประเด็นรักษาเสถียรภาพการคลังและการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังแม้ IMF เตือนทั่วโลกให้ระวังหนี้สาธารณะ ซึ่งหลายประเทศในโลกตะวันตกพุ่งสูงเกือบ 100% ของ GDP แต่สัดส่วนหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่กว่า 60% ของ GDP
โดยไทยยึดมั่นวินัยการคลังเข้มงวดทำให้นักลงทุนต่างชาติต่างเชื่อมั่น และทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปีของไทยอยู่ที่ 2% เศษ ซึ่งต่ำกว่าสหรัฐที่สูงเกิน 5%
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังเตรียมปฏิรูปโครงสร้างการคลัง โดยเร่งลดรายจ่ายประจำที่ซ้ำซ้อนควบคู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี พร้อมขยายฐานภาษีเข้าสู่ระบบเพื่อดึงผู้อยู่นอกระบบ และจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการต่างชาติหรือแพลตฟอร์ม e-Commerce ที่เข้ามาทำตลาดในไทยเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย
ดร.เอกนิติ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชน สื่อมวลชน และทีมงานในฐานะตัวแทนประเทศที่ร่วมเป็นเจ้าภาพที่ดีต้อนรับเกือบ 20,000 คน จาก 191 ประเทศ นับเป็นสถิติสูงสุดจนได้รับคำชมและคำขอบคุณจากผู้นำทั่วโลก
ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพคนไทยในการจัดงานระดับโอลิมปิกทางการเงิน และช่วยทำให้ไทยกลับมาอยู่ภายใต้สปอตไลต์และกลับมายืนบนเวทีโลกได้สง่างาม
- โอกาสไทยกู้เชื่อมั่นยกระดับศก.ระยะยาว
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงประโยชน์ที่ประเทศไทยได้รับจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก 2026 ว่า การจัดงานครั้งนี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างชาติ ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมรู้จักประเทศไทยมากขึ้น
และเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของประเทศให้ชาวต่างชาติได้เห็น
นอกจากนี้ การจัดประชุมยังส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวในระดับหนึ่ง จากการเดินทางเข้ามาของผู้เข้าร่วมประชุม
รวมถึงผู้ที่เดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังสถานที่ต่างๆในประเทศไทย
อีกประโยชน์สำคัญคือการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้นำทางความคิดและสื่อต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย โดยทำให้เห็นถึงความเจริญและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้งระบบรถไฟฟ้าและอาคารสูง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของสื่อทั้งไทยและต่างประเทศ
- ดันถอดบทเรียนต่อยอดเศรษฐกิจยั่งยืน
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB กล่าวว่าการประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้แสดงศักยภาพและบทบาทความเป็นผู้นำบนเวทีโลก
โดยก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ด้านหลัก ได้แก่ ประเทศไทยได้เรียนรู้จากผู้นำระดับโลก ผู้นำระดับโลกได้เรียนรู้จากประเทศไทย และทุกภาคส่วนได้พบปะสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกัน
นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการนำเสนอแนวคิดและประสบการณ์ของไทยให้ประชาคมโลกได้รับรู้ สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการริเริ่มและขับเคลื่อนประเด็นสำคัญในหลายมิติ
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ประเทศไทยให้ความสำคัญ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำและการกระจุกตัวของรายได้
ยังสอดคล้องกับประเด็นที่ IMF-World Bank หยิบยกขึ้นมาสะท้อนในเวทีระดับโลก ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสการเรียนรู้ที่หาได้ยาก ไทยควรนำเนื้อหาและบันทึกการประชุมมาถอดบทเรียนต่อยอดในภาควิชาการ งานวิจัย ความร่วมมือทวิภาคี และระดับอาเซียน เพื่อไม่ให้ประโยชน์จากการประชุมสิ้นสุดลงเพียงช่วงเวลาของการจัดงาน
สำหรับการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป มองว่า การดำเนินนโยบายจำเป็นต้องคำนึงถึงประชาชนทั้งสองรุ่น ได้แก่ คนในปัจจุบันและคนรุ่นถัดไป ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรของภาครัฐ ทั้งพื้นที่ทางการคลังและระดับหนี้สาธารณะ
ขณะเดียวกัน โลกที่ผันผวนและความไม่แน่นอนสูง ทำให้การวางแผนระยะยาวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ประเทศและองค์กรจึงต้องให้ความสำคัญกับความยืดหยุ่น ปรับตัว และตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนรวดเร็ว ให้รับมือความท้าทายและสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การประชุมครั้งนี้ยังมีโอกาสช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทย เนื่องจากนักลงทุนและผู้เข้าร่วมประชุมได้เดินทางมาสัมผัสพื้นที่จริง พบปะผู้ประกอบการ และเห็นศักยภาพกับความพร้อมของประเทศด้วยตนเอง นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของเม็ดเงินลงทุน ขยายกิจกรรมทางธุรกิจและความร่วมมือเศรษฐกิจทั้งในไทยและอาเซียนในระยะต่อไป”
- “พิพัฒน์” ชี้ไทยได้โอกาสโชว์ศักยภาพบนเวที
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า การที่ประเทศไทยจัดงานประชุม IMF-World Bankถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอประเทศไทยต่อประชาคมโลก
ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ IMF และธนาคารกลางทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างมากในเวลานี้ คือการใช้จ่ายของรัฐบาลและระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินและต้นทุนการกู้ยืมในวงกว้าง
ช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกจับตาปัญหาหนี้สาธารณะอย่างใกล้ชิด ไทยต้องรักษาวินัยทางการคลังและสร้างความน่าเชื่อถือให้ชัดเจน เพราะหากตลาดเริ่มตั้งคำถามว่าประเทศใดจะเป็นรายต่อไปที่เผชิญปัญหาหนี้
ทั้งเป็นโอกาสที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพต่อสายตาประชาคมโลก เปิดโอกาสให้เกิดการพูดคุยพันธมิตรทางธุรกิจ การสร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงไทยกับผู้เล่นในเศรษฐกิจโลก
- “อมรเทพ”ชี้สร้างภาพลักษณ์ไทยระยะยาว
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสํานักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า จากการประชุมประจำปี IMF-World Bank การที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้ ช่วยแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศในการรองรับการจัดงานขนาดใหญ่ และเป็นโอกาสในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในระยะยาว
โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการภาคโรงแรม และวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม แม้การประชุม จะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 15,000-16,000 คน แต่ไม่ควรคาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้มากนัก เพราะประโยชน์สำคัญอยู่ที่การสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว
ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าจะสามารถต่อยอดได้มากน้อยเพียงใด และทำให้เกิดการต่อยอดและเกิดผลในระยะยาวด้วย
นอกจากนี้ มองว่าเพื่อกำหนดแนวทางปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะกลาง 5 ปีข้างหน้า ไทยต้องเร่งปรับหลายด้าน
โดยหนึ่งในโจทย์สำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการคลัง เพื่อให้รัฐบาลมีความพร้อมทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต การแก้ปัญหาหนี้ภาครัฐต้องมองในเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงบริหารจัดการสถานการณ์เฉพาะหน้า
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1256864&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gbwz__NmZ_-O2IockHEW9
