โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โจทย์หิน-‘อนุทิน’-นายกฯ-สมัย-2-วัดฝีมือสู้วิกฤติ-‘ภูมิรัฐศาสตร์’-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ
โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 มี.ค.2569 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ โดยมีการเสนอชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน

ที่ประชุมมีมติเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับคะแนนเสียง 293 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 187 เสียง พรรคเพื่อไทย 73 เสียง พรรคไทรวมพลัง 6 เสียง พรรคประชาชาติ 5 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 5 เสียง พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 เสียง พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง

สำหรับพรรค 1 เสียง ประกอบด้วย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคมิติใหม่ พรรคโอกาสใหม่ พรรคทางเลือกใหม่ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคประชาชน พรรครวมพลังประชาชน และพรรคไทยสร้างไทย

ด้านนายณัฐพงษ์ ได้รับเสียงโหวตสนับสนุนจากพรรคประชาชน 118 และพรรคเสรีรวมไทย 1 ซึ่งไม่เพียงพอทำให้ต้องอยู่สถานะพรรคฝ่ายค้าน

ขณะเดียวกันมีจำนวน 86 เสียงของดออกเสียง ประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง พรรคภูมิใจไทย 3 พรรคประชาชน 1 เสียง พรรคเพื่อไทย 1 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 1 เสียง และพรรคไทยภักดี 1 เสียง ทั้งนายหรั่ง ธุระพล สส.พรรคภูมิใจไทย ไม่มาลงคะแนนเสียง

“อนุทิน” หวังร่วมมือเร่งแก้ปัญหาชาติ

นายอนุทิน อภิปรายก่อนการลงมติว่า จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำงานร่วมกันสุดความสามารถ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และประชาชน โดยน้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวคราวเปิดประชุมรัฐสภาวันที่ 14 มี.ค.2569 ขอให้ยึดความถูกต้อง และประโยชน์สุขประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด

รวมทั้งจะดำเนินตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลจะสนับสนุนงานนิติบัญญัติร่วมกับรัฐสภาเต็มที่ และแม้ขณะนี้มีปัญหาต้องแก้ไขมั่นใจว่าด้วยความร่วมมือทุกฝ่ายจะทำให้รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินให้เกิดประโยชน์ และแก้ปัญหาให้เต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

งานร้อนรัฐบาลใหม่ “วิกฤติพลังงาน”

ขณะที่วิกฤติพลังงานกำลังเป็นปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญหลังจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวเกินบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีสถานะติดลบ 12,605 ล้านบาท ถือเป็นอัตราการติดลบที่เร็วหลังจากสหรัฐ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ.2569

ทั้งนี้ ช่วงรัฐบาลรักษาการได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม 3 กลุ่ม คือ เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และ SMEs โดยกระทรวงการคลังพิจารณาข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่รับมือกรณีเกิดขีดจำกัดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบด้วย 1.พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 2.พิจารณาเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น 3.พิจารณาออก พ.ร.ก.ผ่อนผันให้กระทรวงคลังค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ส่วนด้านงบประมาณได้เตรียมเสนอปรับรายละเอียดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อเพิ่มรายการรองรับสงครามตะวันออกกลาง

รวมทั้งเตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 เพื่อโอนเข้างบประมาณกลาง โดยใช้แนวทางแบบช่วงโควิดปี 2563 ที่โอนงบได้ 88,452 ล้านบาท เป็นการโอนงบรายจ่ายประจำที่ยังไม่เบิกจ่าย เช่น งบสัมมนา การฝึกอบรม ประชาสัมพันธ์ จ้างที่ปรึกษา เดินทางไปต่างประเทศ โดยคาดว่าจะโอนงบได้หลักหมื่นล้านบาท

เทรดวอร์ไม่จบ “การค้าโลกเสี่ยง”

ส่วนประเด็นสงครามการค้าที่มีผลกระทบต่อเนื่องถึงปัจจุบันแม้ศาลสูงสหรัฐจะพิพากษาให้การจัดเก็บภาษีตอบโต้ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่สหรัฐเดินหน้าใช้กระบวนการตามมาตรา 301 กฎหมายการค้าของสหรัฐ ที่ให้อำนาจผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น เพิ่มภาษีศุลกากร มาตรการจำกัดการนำเข้า

ทั้งนี้ ไทยต้องยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR ภายในวันที่ 15 เม.ย.2569 รวมถึงยื่นคำร้องเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะวันที่ 5 พ.ค.2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ก่อนเปิดโอกาสให้ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มภายใน 7 วันหลังเสร็จสิ้นการพิจารณา

สำหรับตลาดสหรัฐมีสัดส่วนอันดับ 1 ของตลาดส่งออกไทยทั้งหมด โดยไทยเกินดุลการค้าสินค้ากับสหรัฐสูงถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ปี 2568 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ไทยเกินดุล 46,000 ล้านดอลลาร์

โจทย์หิน ‘อนุทิน’ นายกฯ สมัย 2 วัดฝีมือสู้วิกฤติ ‘ภูมิรัฐศาสตร์’ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

โจทย์ยากปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

สำหรับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกเรียกร้องมาระยะหนึ่งหลังเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานาน จีดีพีไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงจากปี 2567 ที่ขยายตัว 2.9% ภาคเอกชนเรียกร้องให้มีการปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาดโลกมากขึ้น

นอกจากนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอแนวทางการสร้างโมเดลพัฒนาประเทศใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และก้าวข้ามโครงสร้างแบบเดิมที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านการคลัง แต่รัฐบาลชุดที่แล้วมีเวลาสั้น จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลใหม่ที่ต้องวางแผนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้ชัดเจน

แนะรัฐบาลเร่งสกัดวิกฤติก่อนลุกลาม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งมาตรการกอบกู้สถานการณ์ทันทีก่อนลุกลามกระทบภาคอุตสาหกรรม และประชาชนวงกว้าง ดังนี้

1.การบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะปัญหา “ดีเซล 2 ราคา” ที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมแบกต้นทุนสูง ขณะที่ SMEs เริ่มไม่ไหวจึงเสนอให้รัฐใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันภาคอุตสาหกรรมชั่วคราว 3 เดือน

2.ขอให้เร่งแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีตัวจริงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจเต็มรูปแบบแทนรัฐบาลรักษาการที่มีข้อจำกัด

3.มิติค่าครองชีพกระทบมีสัญญาณขาดแคลนสินค้า และการกักตุนบางพื้นที่ รัฐบาลต้องเร่งดูแลราคา และซัพพลายเชนใกล้ชิด

4.เร่งยกระดับมาตรการปกป้อง SMEs จากสินค้านำเข้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาตีตลาด โดยใช้เครื่องมือการค้าที่เข้มข้นเพื่อรักษาขีดความสามารถแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 

5.เร่งเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐประเด็นมาตรา 301/304 ที่ยังค้า และกระทบภาคธุรกิจไทย

6.เร่งแก้ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน และระบบขนส่ง โดยช่วยหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบใหม่ และบริหารจัดการเส้นทางโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น กลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารเผชิญปัญหาขาดแคลนเม็ดพลาสติก

“ข้อเสนอทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการทันที หากปล่อยล่าช้า อาจทำให้ปัญหาเศรษฐกิจลุกลาม และกระทบต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และนักลงทุน”

หวัง ครม.ใหม่พร้อมเผชิญวิกฤติโลก

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทยไทย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องเร่งจัดตั้ง ครม.เร็วที่สุดเพื่อให้รัฐบาลเริ่มทำงานทันที ควรคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถเหมาะสมกับตำแหน่ง และทำงานมืออาชีพ

นอกจากนี้ การทำงานเป็นทีม และความสามัคคีภายใน ครม.สำคัญมาก เพราะประเทศกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐกิจ และวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ อาจต้องรอความชัดเจนจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยภาคเอกชนเคยเสนอแนวทางต่อรัฐบาลไปแล้ว และบางส่วนอาจถูกนำไปบรรจุในนโยบายที่จะประกาศในอนาคต

รัฐบาลมีเสถียรภาพ เชื่อหนุน ศก.ฟื้นตัว

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ผ่านการโหวตผ่านสภาฯ ถือว่าส่งผลเชิงบวกต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะข้างหน้า

โดยเชื่อว่ารัฐบาลใหม่จะมีภาพลักษณ์ที่ต่างจากเดิม แต่ทีมเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าเรียกความเชื่อมั่นได้ต่อเนื่อง ประเด็นเร่งด่วนจากนี้ต้องทำทันทีคือ ตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ เร่งจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ทันในวันที่ 1 ต.ค.นี้ ปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่ต้องเร่งแก้คือ ปัญหาค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่กำลังทยอยปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนขนส่ง

“การใช้นโยบายแบบประชานิยมอาจบิดเบือนกลไกตลาด และสร้างภาระหนี้สาธารณะให้สูงขึ้น หากสถานการณ์ราคาสินค้าลากยาวไปตลอดทั้งปี การแบกรับภาระภาครัฐอาจส่งผลให้ประเทศไทยถูกหั่นอันดับความน่าเชื่อถือ และอาจทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุลจากการนำเข้าพลังงาน และสินค้าที่มีราคาสูง ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพค่าเงินบาท และตลาดทุนในที่สุด”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า เสถียรภาพของรัฐบาลมีมากขึ้นแต่ความท้าทายที่แท้จริง คือ รักษาสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการปรับโครงสร้างระยะยาว โดยกับดักเฉพาะหน้าคือ เร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ อุดหนุนราคาพลังงาน แต่ต้องไม่ลืมเรื่องระยะยาว จนไม่มีงบประมาณ และเวลาไปจัดการกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นต้นตอของความอ่อนแอในเศรษฐกิจไทย ปัญหาเหล่านั้นคือ ความสามารถแข่งขันที่ลดลง ปัจจัยเชิงโครงสร้างประชากร และทักษะแรงงานที่ไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่

“โจทย์ใหญ่คือ เพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันไทยมีเพียง 20% ขณะที่ประเทศอื่นไปไกลถึง 50-80% แล้ว รัฐบาลควรสร้างแรงจูงใจติดตั้ง Solar Rooftop และแก้ปัญหาอุปสรรคทางเทคนิค หากไม่เริ่มทำในวันนี้ ไทยจะถูกทิ้งห่างจากกระแสเทคโนโลยี และนโยบายการค้ายุคใหม่ของโลก”

ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ช่วงระยะเวลาสั้น 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลถือว่าทำได้ดีโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ แต่มองว่า โจทย์เศรษฐกิจครั้งนี้ยากกว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่ปัญหาภายใน แต่เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นทั่วโลก รัฐบาลต้องเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงนโยบายภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ จากมาตรา 301 ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย

“วันนี้เสถียรภาพทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้น มองเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะมีเวลาทำงานเต็มวาระ 4 ปี หากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขกฎหมายและระบบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง”

น้ำมันจ่อแตะ 120-200 ดอลล์ 

ขณะที่ สถานการณ์พลังงานทั่วโลกยังคงมีความผันผวนสูง ธนาคาร “ซิตี้กรุ๊ป” ระบุในบทวิเคราะห์เมื่อวันพุธว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นรวดเร็วจากการหยุดชะงักของอุปทานที่รุนแรงขึ้น คาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับขึ้นสู่ช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกไม่กี่วันข้างหน้า

บทวิเคราะห์ที่นำโดยแม็กซิมิเลียน เลย์ตัน หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์โลกของซิตี้กรุ๊ป ระบุว่า กรณีฐานใหม่ของซิตี้ ซึ่งให้ความน่าจะเป็น 50% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการขนส่งน้ำมันจะหยุดชะงักเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คิดเป็นปริมาณถึง 11-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องช่วงไม่กี่วันข้างหน้าสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นการปรับตัวขึ้นจนถึงระดับที่ “กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองหรือเชิงยุทธศาสตร์”

ระดับราคาดังกล่าวอาจเป็นจุดที่ผลักดันให้สหรัฐต้องยุติปฏิบัติการทางทหาร หรือเป็นจุดให้สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) และกลุ่มประเทศโออีซีดี ต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองออกมา หรือเป็นระดับที่มหาอำนาจทั่วโลกต้อง “ผลักดันอย่างจริงจัง” ให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม สำหรับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งถูกยกระดับขึ้นสูง กรณีขาขึ้นซึ่งให้ความน่าจะเป็น 30% ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจ “แตะ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” และอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ หากอิหร่านขยายการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง หรือหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดไปจนถึงเดือนมิ.ย.

ขณะที่ กรณีขาลงซึ่งมีความน่าจะเป็นเพียง 20% ซิตี้มองว่าราคาน้ำมันอาจปรับลดลงสู่ 65-70 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและสามารถเปิดช่องแคบได้อีกครั้ง

พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225937&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VIYmMympWW5TutUqJyjMF

Related Post