โจทย์ยากภารกิจ ‘รมว.คลัง’ คนใหม่ เดิมพันฝ่าวิกฤติ ‘เศรษฐกิจไทย’

โจทย์ยากภารกิจ-‘รมว.คลัง’-คนใหม่-เดิมพันฝ่าวิกฤติ-‘เศรษฐกิจไทย’

การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เพียงแต่มีความหมายในทางการเมือง แต่ถือว่ามีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ บนความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้สาธารณะสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ และการขาดดุลงบประมาณที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหลายปี 

รวมทั้งมีความเสี่ยงที่สถานบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก (Rating Agency) จะปรับลดอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยลงได้หลังจากที่ปีก่อนมูดี้ส์ และฟิตช์เรตติ้ง ได้หั่นมุมมอง (Outlook) ไทยลงเป็นเชิงลบเพื่อสะท้อนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นมาแล้ว

การเฟ้นหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตหนี้สาธารณะสูงและความเสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ

ดังนั้นหากมองข้ามช็อตหลังจากการเลือกตั้งไปยังการจัดตั้งรัฐบาลและฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ตำแหน่งที่สำคัญที่จะมาคุมทิศทางเศรษฐกิจ บริหารนโยบายการคลังของประเทศคือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่ต้องดึงคนที่สังคมเชื่อมือ เชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ ราชการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการแข่งขันของ 3 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีแนวทางในการคัดเลือกขุนคลังแตกต่างกัน โดยพรรคประชาชนอาจใช้คนนอก, พรรคภูมิใจไทยชูเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, และพรรคเพื่อไทยมีชื่อจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นตัวเลือก

สำหรับผู้มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ต้องเผชิญโจทย์ท้าทายในการบริหารจัดการฐานะการคลังของประเทศที่อ่อนแอลง โดยมีระดับหนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% และภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น

พรรคประชาชน ก่อนหน้านี้ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน ได้เคยเปิดเผยว่าแม้พรรคจะมีการเปิดตัวทีมบริหารมืออาชีพไปแล้วหลายคนแต่ในส่วนของบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง “ขุนคลัง” พรรคขอปิดชื่อไว้ก่อน ให้เป็นเหมือนตัว “ซีเคร็ท”

ดังนั้นจากการวิเคราะห์มีโอกาสเป็นไปได้ที่หากได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาชนจะต้องทาบทาม “คนนอก” พรรคให้เข้ามานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยพรรคมีเป้าหมายในการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ปีละประมาณ 4%

พรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคที่ประกาศชัดเจนสุดให้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสานต่องานที่ทำไว้ทั้งการแก้ปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น โดยใช้โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 การผลักดันการลงทุนค้างท่อหลายแสนล้าน การดึงการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายในการเพิ่มรายได้ประเทศ 

ควบคู่กับการรักษาวินัยการเงินการคลังตามแผนการคลังระยะปานกลาง 2569-2572 โดยพรรควางเป้าหมายให้เศรษฐกิจขยายตัวปีละ 3% ขึ้นไป

พรรคเพื่อไทย แม้ไม่ระบุบุคคลในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่ผู้ที่วางเป็นคีย์แมนของพรรคในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 คือ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่มีประสบการณ์เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนาวสาวแพทองธาร ชินวัตร รวมทั้งรับหน้าที่หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตามพรรคเพื่อไทยยังมีเครือข่ายในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ นายธนาคาร และนักวิชาการที่เป็นตัวเลือกในเก้าอี้นี้ได้อีกหลายคน

ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ผ่านนโยบายหลายด้าน ทั้งการสร้างเศรษฐีวันละ 9 คน ผ่านการทำหวยใบเสร็จ เพื่อขยายฐานรายได้ภาครัฐด้วยการดึงร้านค้ารายย่อยเข้าระบบ การผลักดันโครงการคนไทยหายจน 

รวมทั้งหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า และเงินเฟ้อหลุดกรอบเป้าหมาย โดยการปรับเปลี่ยนเป้าหมายนโยบายการเงินจากเป้าหมายเงินเฟ้อ เป็น ป้าหมายอัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1220397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3czFzx_TnUW38O9_Paewp2