วันที่นำเข้าข้อมูล 3 ก.ย. 2569
วันที่ปรับปรุงข้อมูล 3 ก.ย. 2569
| 21 view
สรุปการแถลงข่าวประจำสัปดาห์
โดยอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ
วันที่ 3 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น.
ณ ห้องแถลงข่าว กระทรวงการต่างประเทศ
- สรุปผลการเดินทางเยือนไนจีเรียและเอธิโอเปียของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
- เมื่อวันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนไนจีเรียและเอธิโอเปีย โดยเป็นการเยือนภูมิภาคแอฟริกาครั้งแรกของรองนายกรัฐมนตรีฯ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง และมีวัตถุประสงค์เพื่อ
(1) ยกระดับความสัมพันธ์กับแอฟริกาผ่านนโยบาย Thailand – Africa Initiative (TAI) ซึ่งประกอบด้วย 4 เสาความร่วมมือ ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา และความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ
(2) ขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ ได้นำคณะนักธุรกิจไทยร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อสำรวจตลาดและเสริมสร้างเครือข่ายกับภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพสูง - ในห้วงการเยือนไนจีเรีย ณ กรุงอาบูจา เมื่อวันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกาชิม เชตติมา รองประธานาธิบดีไนจีเรีย และพบหารือกับนางบีแองกา โอดูเมกวู-โอจุกวู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย และนางดามเทียน ชินชีบิจา รองประธานคณะกรรมาธิการประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับนักวิชาการสถาบันวิจัย Centre for the Study of the Economies of Africa เกี่ยวกับแนวทางยกระดับความร่วมมือไทย – แอฟริกา
- จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เดินทางเยือนนครเลกอส ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และเข้าร่วมกิจกรรม Lunch Talk ผลักดันความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างไทยกับไนจีเรีย ทั้งยังกล่าวเปิดงานเสวนาทางธุรกิจไทย – ไนจีเรีย (Thailand – Nigeria Business Forum)
- ในห้วงการเยือนเอธิโอเปีย ณ กรุงอาดดิสอาบาบา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายทาเย อัตส์เก-เซอแลสซี ประธานาธิบดีเอธิโอเปีย พบหารือกับนายเกดีออน ทิโมเทออส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเอธิโอเปีย รวมทั้งได้กล่าวปาฐกถาในงานประกาศนโยบาย Thailand – Africa Initiative (TAI) ให้แก่คณะทูตานุทูต ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคส่วนต่าง ๆ ในกรุงอาดดิสอาบาบา
- ในการหารือต่าง ๆ ตลอดห้วงการเยือนทั้งสองประเทศ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ (1) ผลักดัน 4 เสาความร่วมมือภายใต้ Thailand-Africa Initiative (2) ผลักดันการขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน และ (3) ผลักดันความร่วมมือใต้-ใต้ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยไนจีเรียและเอธิโอเปียมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและบทบาทเด่นในภูมิภาคแอฟริกา ซึ่งไทยต้องการสร้างความเชื่อมโยงและสร้างพันธมิตรเพื่อผลักดันประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ในบริบทโลกปัจจุบันที่มีความผันผวนมากขึ้น
- รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้ประกาศแผนจะเปิดสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาดดิสอาบาบา ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง รวมถึงสหภาพแอฟริกา (African Union: AU) ด้วย
- การเยือนภูมิภาคแอฟริกาครั้งนี้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม คือ การลงนามเอกสารผลลัพธ์การเยือนรวมทั้งสิ้น 5 ฉบับ ซึ่งครอบคลุมการส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการกับกระทรวงการต่างประเทศไนจีเรีย การส่งเสริมความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างสถาบันการศึกษาไทย – ไนจีเรีย การจัดตั้งกลไกการหารือทางการเมืองกับเอธิโอเปีย และการส่งเสริมความร่วมมือภาคธุรกิจระหว่างหอการค้าไทยกับหอการค้าเอธิโอเปีย
- นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้มอบหมายให้นายอรรถยุทธ์ ศรีสมุทร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษฯ กล่าวเปิดงานเสวนาทางธุรกิจ “Thailand – Ethiopia: Building Business Bridges” เพื่อส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในเอธิโอเปีย และมอบเงินสนับสนุนจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่ศูนย์แอฟริกาสำหรับการควบคุมและป้องกันโรค (Africa Centres for Disease Control and Prevention: Africa CDC)
- สรุปผลการเดินทางเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ไทย – สิงคโปร์ ครั้งที่ 5
- เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้ร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ไทย – สิงคโปร์ ครั้งที่ 5 ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสธารณรัฐสิงคโปร์ โดยเป็นการประชุมฯ ครั้งแรกในรอบ 11 ปี นับจากการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อปี 2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกันกำหนดทิศทางความร่วมมือไทย – สิงคโปร์ ให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
- ในการประชุมฯ ทั้งสองฝ่ายหารือทิศทางความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า (forward-looking strategic partnership) ใน 4 ด้าน ได้แก่
(1) การเสริมสร้างหุ้นส่วนสีเขียวที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน โครงข่ายไฟฟ้าของอาเซียน การลงทุนด้านพลังงานคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีและการเงินสีเขียว และความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต
(2) การสร้างเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและมีความเข้มแข็ง โดยส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทยให้ตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต ความเชื่อมโยงทางการเงินและตลาดทุน ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร และเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี
(3) การเพิ่มพูนความร่วมมือด้านกลาโหมและความมั่นคง โดยเฉพาะความมั่นคงทางไซเบอร์ การต่อต้านขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ การยกระดับการฝึกร่วมระหว่างกองทัพ และความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และ
(4) การประสานงานอย่างใกล้ชิดในประเด็นยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาค - ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียนในช่วงที่ไทยและสิงคโปร์จะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนต่อเนื่องกัน โดยสิงคโปร์จะดำรงตำแหน่งในปี 2570 และไทยในปี 2571
- สำหรับเอกสารผลลัพธ์การเยือน ทั้งสองฝ่ายได้
(1) ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้าไทย – สิงคโปร์ (Joint Statement of the Thailand – Singapore “Forward-Looking Strategic Partnership”)
(2) แลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ - นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ที่จะจัดทำเอกสารความร่วมมือระหว่างกันเพิ่มเติมอีก 4 ฉบับ ได้แก่ (1) เศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (2) การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงออนไลน์ (3) ความมั่นคงทางอาหาร และ (4) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน
- ในวันเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้จัดการหารือระหว่างอาหารกลางวันกับ ดร. วิเวียน บาลากริชนัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ โดยหารือประเด็นสำคัญต่าง ๆ ในทิศทางในอนาคตของความสัมพันธ์ไทย – สิงคโปร์ และการขับเคลื่อนความร่วมมือในกรอบอาเซียน ในช่วงที่สิงคโปร์และไทยจะรับหน้าที่เป็นประธานอาเซียนต่อเนื่องกัน โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ความมั่นคงทางพลังงาน และการต่อต้านการหลอกลวงทางออนไลน์ ตลอดจนแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องสถานการณ์สำคัญในภูมิภาคและระดับโลก
- ทั้งนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมโครงการความร่วมมือระหว่างหน่วยราชการไทย – สิงคโปร์ (Civil Service Exchange Programme: CSEP) และการประชุม Singapore – Thailand Enhanced Economic Relationship (STEER) เพื่อติดตามผลการหารือในครั้งนี้ต่อไป
- รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมีกำหนดเดินทางเยือนมาเลเซีย
- รองนายกรัฐมนตรีฯ มีกำหนดเดินทางเยือนมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 6 – 7 ก.ย. 2569 เพื่อติดตามและขยายผลประเด็นที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้หารือกันในการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 – 10 ก.ค. 2569 โดยเฉพาะความร่วมมือด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน โดยจะเดินทางพร้อมด้วยนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรอง ในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้โอกาสนี้แนะนำตัวและทำความรู้จักกับฝ่ายมาเลเซีย เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกันต่อไป
- รองนายกรัฐมนตรีฯ มีกำหนดพบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เกี่ยวกับการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความเชื่อมโยงด้านถนนและทางรถไฟ ตลอดจนการก่อสร้างรั้วตามแนวชายแดนเพิ่มเติมเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมาย
- ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและความเชื่อมโยงระหว่างสองประเทศ และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ
- การมีผลใช้บังคับของมาตรการการยกเว้นและการให้สิทธิการตรวจลงตราของไทย (แถลงโดยนายมังกร ประทุมแก้ว อธิบดีกรมการกงสุล)
- ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เรื่องการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตราและการให้สิทธิการตรวจลงตราต่าง ๆ ของไทย กระทรวงที่เกี่ยวข้องได้ลงนามและออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ดังนี้ (1) ให้ 1 ประเทศ/ดินแดน ได้รับ 1 สิทธิการยกเว้นการตรวจลงตรา (2) ยกเลิก ผ.60 ทั้งหมด (3) ทบทวน ผ.30 เพื่อท่องเที่ยว เพิ่มเป็น 60 ประเทศ/ดินแดน โดยรวม (4) จัดทำ ผ.15 เพื่อท่องเที่ยว 2 ประเทศ/ดินแดน และ (5) ทบทวนการตรวจลงตราที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visa on Arrival) ลดเหลือ 3 ประเทศ/ดินแดน โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 เป็นต้นไป
(หมายเหตุ: ผ. คือ มาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา กล่าวคือ ผ.30 คือมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา 30 วัน)
- การทบทวนมาตรการฯ ในครั้งนี้เป็นผลจากการหารือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา และคณะกรรมการพิจารณาทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา โดยคำนึงถึงหลายปัจจัย รวมทั้งในด้าน (1) ความมั่นคง (2) การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ (3) หลักประติบัติต่างตอบแทน (4) การลดความซ้ำซ้อนของสิทธิการยกเว้นการตรวจลงตรา ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติสับสน และ (5) ความสะดวกของระบบ e-Visa
- ทั้งนี้ ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยก่อนวันที่ 15 กันยายน 2569 สามารถเข้าได้ด้วยสิทธิปัจจุบัน โดยจะยังได้รับสิทธิอยู่ในไทยได้จนกว่าระยะเวลาพำนักตามสิทธิเดิมจะสิ้นสุด โดยหลังจากมาตรการการตรวจลงตราใหม่มีผลใช้บังคับ ชาวต่างชาติจะเดินทางเข้าไทยได้ด้วย (1) สิทธิใหม่ (2) ความตกลงทวิภาคี หรือ (3) ขอรับการตรวจลงตราในระบบ e-Visa ตามวัตถุประสงค์การเดินทาง ซึ่งมีความสะดวกและสามารถยื่นคำร้องได้ 24 ชั่วโมง
สามารถรับชมได้ที่ https://fb.watch/Jo-8PnNKJT/?
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/pb-summary-03092026-th%3Fpage%3D67403f9fc93410213728ffa3%26menu%3D674040c6356f402374088c23&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gKmcsdfTnokNZzjCbh7vM
