ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (17 ต.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวบนเวทีสรุปผลการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ว่า การประชุม IMF–World Bank 2026 มีผู้แทนระดับสูง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง และภาคเอกชนจาก 191 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมประมาณ 19,000-20,000 คน

โดยการเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกทางการเงินโลก ทำให้ไทยได้รับความเชื่อมั่น และคำชื่นชมเป็นอย่างมาก ในการแสดงภาวะผู้นำในการก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดวาระเศรษฐกิจโลก (Global Agenda Setter) ร่วมกับ IMF และ World Bank ซึ่งเปรียบเสมือนฝีพายเรือซัพบอร์ด (Sup board) ที่ร่วมกันพายกำหนดทิศทางเรือฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวที่เข้ามากระแทกเศรษฐกิจทั่วโลก และทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจ (Trusted Connector) ที่นำพา 191 ประเทศมาร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และกำหนดเป้าหมายร่วมกัน

ทั้งนี้ บริบทเศรษฐกิจโลกในปี 2569 แตกต่างจากเมื่อ 35 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนหลัก 4+1 ประการ ประกอบด้วย

1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการแบ่งขั้วเศรษฐกิจโลก (Geopolitics & Geoeconomic Fragmentation)
2. การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Rising AI) ที่มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง เช่น ภัยไซเบอร์ Deepfake เป็นต้น
3. ราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Persistent Rising Energy Prices & Cost of Living)
4. อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจากปัญหาเสถียรภาพทางการคลัง (Rising Interest Rates & Borrowing Costs)

ส่วน +1 คือ ความเสี่ยงและความผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Fluctuations)

สำหรับด้านเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศไทยยังค่อนข้างแข็งแกร่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่พุ่งสูงขึ้น แต่พันธบัตรไทยยังทรงตัวต่ำ เพราะการรักษาวินัยการคลังที่เคร่งครัด และมีการปรับลดการขาดดุลทางการคลังล่วงหน้า ทำให้สถาบันจัดอันดับเครดิตปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของไทยจากระดับ Negative สู่ Stable

ส่วนการขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI รัฐบาลจะยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และได้ร่วมมือกับธนาคารโลก เพื่อผลักดัน “Small AI” มาในชีวิตประจำวัน เช่น “AI นกกระซิบ” ที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย (Street Food) สามารถบริหารจัดการต้นทุน, เข้าใจยอดขาย และใช้ข้อมูลการเงินเข้าแหล่งเงินทุนในระบบได้

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก ทั้งในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductors), เซนเซอร์ (Sensors), เพาเวอร์ยูนิต (Power units) และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) ผ่านเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งไทยกำลังเปลี่ยนเงินทุนให้เป็นทักษะ และความสามารถของคนไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) เติบโตไปด้วยกัน

นายเอกนิติ กล่าวถึงกรอบแนวคิด “Bangkok Dialogue Notes” ย้ำว่า เป็นการรวบรวมข้อคิดจากเวทีหารือ เพื่อขยายความร่วมมือให้เกิดผลจริง ผ่าน 5 ข้อคิดหลัก ได้แก่ การช่วยคนให้รับมือไหว การสร้างประโยชน์ให้คนในประเทศเพื่อความไว้วางใจที่ยั่งยืน การยกระดับทักษะคนเมื่อเชื่อมกับโลก การเริ่มจากเรื่องเล็กที่ทำได้จริงเพื่อต่อยอดสู่เรื่องใหญ่ และการแสดงบทบาทของประเทศขนาดกลาง (Middle Powers)

โดยตั้งเป้าหมายนำไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงผ่าน 4 เสาหลัก (4 Pillars) ได้แก่ 1. เทคโนโลยีที่ไว้ใจได้ ด้วยการใช้ Small AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ และการป้องกันสแกมเมอร์ 2. การค้าหรือการลงทุนที่เพิ่มทางเลือก เพื่อกระจายความเสี่ยง สร้างงานคุณภาพ และเชื่อมโยงอาเซียน 3. เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และกลไกการเงินภูมิภาค และ 4. สังคมสูงวัยที่มีความมั่นคง เพื่อสร้างโอกาสตลอดช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

ส่วนการแก้ไขปัญหาภัยทางการเงินดิจิทัลนั้น ทางประเทศไทยได้นำประสบการณ์การเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน (Connect the Dots) มายกร่างร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก เป็น “Bangkok Blueprint” เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางให้ประเทศต่าง ๆ นำไปปรับใช้ป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และภัยการเงินดิจิทัล ซึ่งได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และผู้นำองค์กรการเงินในยุโรป

นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยยังได้ใช้ความอ่อนน้อมสร้างมิตรผ่านซอฟต์พาวเวอร์และการต้อนรับ ทั้งการนำเสนอมวยไทยที่มีการไหว้ครูแสดงความเคารพ อาหารไทย และผ้าไทยจากชุมชนท้องถิ่น จนสร้างความไว้วางใจ และทำให้นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานธนาคารโลก กล่าวชื่นชมว่าวัฒนธรรมไทยทำให้รู้สึกว่าเป็น “บ้านหลังที่สอง”

สำหรับก้าวต่อไปและแผนการดำเนินงานของประเทศไทยในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายตัวชี้วัดร่วมกัน (KPIs) 3 ประการ ได้แก่

1. ยกระดับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ไม่ต่ำกว่า 3%
2. เพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากปัจจุบันที่ 22% เป็น 30% ด้วยการมุ่งเน้นการลงทุน เพื่อสร้างโครงสร้างรายได้ในอนาคตแทนการกระตุ้นการบริโภคที่หมดไปวันต่อวัน
3. ปรับปรุงความยากง่ายในการทำธุรกิจให้อยู่ใน 20 อันดับแรก (Top 20) ของดัชนีความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ประเทศไทยจะเร่งดำเนินการ คือ การเพิ่มสัดส่วนการค้าภายในอาเซียน (Intra-ASEAN Trade) จากปัจจุบันที่มีเพียง 22% เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรป (EU) ที่สูงกว่า 60% ผ่านการเชื่อมโยงระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ เช่น ระบบ National ID ข้ามประเทศ เป็นต้น