เอกนิติ ยืนยันคืนสิทธิบัตรคนจน พร้อมเร่งปฎิรูปเศรษฐกิจไทย 3 ด้าน

เอกนิติ-ยืนยันคืนสิทธิบัตรคนจน-พร้อมเร่งปฎิรูปเศรษฐกิจไทย-3-ด้าน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับการลงทะเบียนและการคัดเลือกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการปรับปรุงข้อมูลของผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากว่า 5 ปี และการอัปเดทข้อมูลครั้งนี้ เพราะต้องการที่จะช่วยคนที่จนจริงๆ ให้สามารถเข้าสู่ระบบสวัสดิการ และการคัดกรองครั้งนี้เราสามารถนำคนใหม่เข้ามาได้ 2.3 ล้านคน แต่คนที่เคยมีสิทธิแต่หายไป หรือคนที่อาจจะไม่ได้รับสิทธินั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองแต่ปัญหาอยู่ที่ข้อมูลของภาครัฐในบางส่วนที่อาจจะไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร และข้อดีของการคัดกรองครั้งนี้ ยังช่วยให้คนที่ถูกหลอกเอาชื่อไปใช้เป็นผู้ถือหุ้น เป็นกรรมการบริษัท ได้รู้ตัวและมีการแก้ไข

“ผมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักเกณฑ์ แต่อยู่ที่ข้อมูล ที่อาจจะไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้อัปเดทเท่าที่ควร ทั้งในส่วนของการถือสินทรัพย์ของผู้ขอรับสิทธิและอื่นๆ แต่ถ้าคิดอีกอย่าง หากไม่มีการสำรวจใหม่ เราก็จะไม่ทราบว่าข้อมูลของประเทศเป็นอย่างไร และไม่ได้มีการแก้ไข คนที่ถูกหลอกให้จดทะเบียนหรืออื่นๆ อาจจะมากกว่านี้ ซึ่งผมเห็นคนไปแจ้งความจำนวนมาก กรณีนี้หากพิสูจน์ได้ว่า เราถูกหลอก เราจะต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิให้” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า การสำรวจผู้ที่ได้รับสิทธิใหม่ครั้งนี้ ยังช่วยให้เราเห็นข้อมูลด้วยว่า จากคนที่ได้รับสิทธิกว่า 9 ล้านคน มีคนที่อยู่ในวัยทำงานคือ 20-60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน จุดนี้้ต้องได้รับการแก้ไข เราจะให้คนมีเงินไม่ถึง 100,000 บาทต่อปึต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ได้ รัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลส่วนนี้ออกมาตรการในการจัดหางาน หรือเพิ่มทักษะแรงงานให้คนเหล่านี้สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อไป

“หลังจากการสำรวจและลงทะเบียนผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐใหม่ในครั้งนี้สิทธิจะเพิ่มขึ้น หรือลดลงไม่ได้มีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ แต่เราต้องการที่จะช่วยคนที่ไม่มีอะไรเลยให้ได้ตรงกลุ่ม ตรงจุดจริงๆ เพราะหากพิจารณาจากงบประมาณปีหนึ่งเราใช้กวา 70,000 ล้านบาทอยู่แล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย แต่นอกจากนั้นในส่วนของคนที่ไม่ได้บัตรสวัสดิการไม่ได้ว่าเราไม่ช่วย เพราะเรามีความช่วยเหลือให้กับกลุ่มอื่นๆ ทั้ง เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ และอื่นๆ เพราะรัฐบาลต้องการช่วยเหลือคนทุกกลุ่มอยู่แล้ว” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้หากถ้ามองเเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือ การส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายเอกนิติ กล่าวว่า การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

นายเอกนิติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผมยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท

นายเอกนิติ กล่าวว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือ การย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือ ที่เข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้ เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก

“นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมไทยปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

“ภายใต้ กรอ.คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิต เอกชนเป็นกองหน้า รัฐบาลจะเป็นกองกลาง เป็นตัวจ่ายบอลให้เอกชนทำประตู ทำทั้งในเรื่องการคลัง ช่วยส่งเสริมการการค้า เพิ่มทักษะให้แรงงาน และลดกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคในการธุรกิจทั้งหมด เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส ปรับโครงสร้่างการผลิต การสร้างโครงสร้างตาข่ายรองรับสังคม การผลักดันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ปรับกฎเกณฑ์ให้ทันสมัย ไทยแลนด์ ฟาสต์ พาส ขณะที่ กองหลัง คือ เสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการคลังที่ดี ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากสถาบันจัดอันดับและนักลงทุนทั่วโลก ซึ่งผมเข้าใจว่า การจะได้แชมป์ไม่ได้เป็นเรื่องง่ายๆ นักกีฬาทุกคนต้องทำงานหนัก และผมเห็นว่าต้องทำ เพราะวันนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย” นายเอกนิติ กล่าว

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.matichon.co.th/politics/news_5821750&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14CrAqWmpWCDscqHTbashz