‘เศรษฐา’ กางโจทย์เศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่ง ชูแสนสิริหนุนซัพพลายเชนโตด้วยกัน

‘เศรษฐา’-กางโจทย์เศรษฐกิจ-หนี้ครัวเรือนพุ่ง-ชูแสนสิริหนุนซัพพลายเชนโตด้วยกัน
‘เศรษฐา’ กางโจทย์เศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่ง ชูแสนสิริหนุนซัพพลายเชนโตด้วยกัน

‘เศรษฐา ทวีสิน’ ฉายภาพวิกฤติเศรษฐกิจไทย หนี้ครัวเรือนพุ่ง 90% ชูนโยบายแสนสิริช่วยสภาพคล่อง SME จ่ายเงินเร็วขึ้น พา Supply Chain ฝ่าวิกฤติ

  • เศรษฐา ฉายภาพวิกฤติเศรษฐกิจไทย หนี้ครัวเรือนไทยพุ่ง 90% ต่อ GDP ฉุดกำลังซื้อและเศรษฐกิจ
  • แสนสิริจับมือ SCB เปิดวงเงินกว่า 2,000 ล้านบาท หนุน SME ในซัพพลายเชนเข้าถึงทุน
  • แสนสิริเร่งจ่ายเงินคู่ค้า เสริมสภาพคล่องและพาธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน

เศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง และกำลังซื้อที่เปราะบาง กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องรับมือทั้งต้นทุนผันผวน สภาพคล่องตึงตัว และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียว “แสนสิริ” จึงจับมือ “ธนาคารไทยพาณิชย์” เปิดวงเงินสนับสนุนกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เสริมความสามารถในการแข่งขัน และประคองให้ธุรกิจตลอดทั้งซัพพลายเชนเติบโตไปด้วยกัน

“เศรษฐา ทวีสิน” อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ฉายภาพรวมความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ในหัวข้อ Business Ecosystem in Transition: Challenges & Opportunities ภายในงาน “Synergy for SME Sustainable Success: ผนึกพลัง ขับเคลื่อน SME สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน” พร้อมเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน โดยระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันแม้ภาพรวมจะไม่เหมือนกับวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยตรง แต่มีเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวที่สะท้อนถึงความท้าทายอย่างยิ่ง โดยตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงถึง 90% ของ GDP ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของประชาชนและการโอนที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคา 2–3 ล้านบาท ที่ประสบปัญหาการขออนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินอย่างหนัก

'เศรษฐา' กางโจทย์เศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่ง ชูแสนสิริหนุนซัพพลายเชนโตด้วยกัน

หนี้สาธารณะใกล้ชนเพดาน GDP โตต่ำ ประชากรลด

ขณะเดียวกัน ปัญหาหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยในปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 69-70% ซึ่งใกล้เต็มกรอบเพดานการกู้เงินของภาครัฐ “เศรษฐา” ระบุว่า เห็นด้วยกับการกู้เงินเพิ่มเติมของรัฐบาล หากเป็นการนำงบประมาณไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างและการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในมิติการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยกลับมีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนามที่เติบโต 6%, อินโดนีเซีย 6% และมาเลเซีย 5%

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องรับมือกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากร ซึ่งคาดการณ์ว่าในอีก 50 ปีข้างหน้า ประชากรไทยอาจลดลงจากกว่า 70 ล้านคนเหลือเพียง 37 ล้านคน

'เศรษฐา' กางโจทย์เศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือนพุ่ง ชูแสนสิริหนุนซัพพลายเชนโตด้วยกัน

ถอดบทเรียนต้มยำกุ้ง เจรจาตรงไปตรงมา พาธุรกิจรอด

“เศรษฐา” เล่าย้อนมองประสบการณ์ในอดีตว่า ในช่วงวิกฤติการเงินปี 2540 (ต้มยำกุ้ง) แสนสิริเคยตกอยู่ในสภาวะวิกฤติหนักจนไม่มีสภาพคล่องเพียงพอในการชำระดอกเบี้ยหรือเงินเดือนบริหาร แต่บริษัทสามารถรอดพ้นมาได้ด้วยการเจรจาต่อรองอย่างโปร่งใสกับคู่ค้าและสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการโอนทรัพย์ชำระหนี้ และการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เพื่อลดภาระหนี้

“การเจรจาและการพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นกับสถาบันการเงิน ดังเช่นในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา แม้แสนสิริจะมียอดขายสูงเป็นหมื่นล้านบาท แต่อัตรากำไรสุทธิลดลง 2% พอเราอธิบายโครงสร้างกระแสเงินสดและแผนการดำเนินงานให้ธนาคารรับทราบอย่างเปิดเผย ทำให้สถาบันการเงินเข้าใจและยังคงให้การสนับสนุนแสนสิริอย่างต่อเนื่อง”

นโยบายช่วยคู่ค้า SME

“เศรษฐา” กล่าวถึงศักยภาพของแสนสิริว่า มีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง โดยในช่วง 3–4 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิในระดับ 6,000 กว่าล้านบาท, 5,000 กว่าล้านบาท และ 4,000 กว่าล้านบาทตามลำดับ รวมถึงมีความสามารถในการออกหุ้นกู้และได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุนเนื่องจากมีกระแสเงินสดที่มั่นคง และคณะผู้บริหารมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการ SME และซัพพลายเออร์ในห่วงโซ่อุปทาน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือ

“เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของคู่ค้า ทีมผู้บริหารให้ปรับเปลี่ยนแนวทางชำระเงิน ในภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี โดยทั่วไปคนมักจะจ่ายเงินช้าลง แต่สำหรับแสนสิริ เราจะจ่ายเงินให้เร็วขึ้น เนื่องจากคู่ค้าและซัพพลายเออร์มีความสัมพันธ์อันดีและให้ความไว้วางใจกับแสนสิริมาอย่างยาวนาน ถ้าซัพพลายเชนเราไม่แข็งแกร่ง เราก็แข็งแรงไม่ได้ เราต้องเติบโตและเจริญเติบโตไปข้างหน้าควบคู่ไปกับคู่ค้าของเราทุกคน”

แสนสิริและไทยพาณิชย์ร่วมมือช่วยเหลือคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ให้ผ่านวิกฤติและเติบโตไปด้วยกัน และแนะนำว่าผู้ประกอบการต้องยึด 3 รากฐานสำคัญ ได้แก่

  • บริหารกระแสเงินสด รักษาวินัยทางการเงินและวางแผนอย่างรัดกุม
  • รักษาสัญญาและความเชื่อมั่น ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
  • ช่วยเหลือประคับประคองกัน เพราะหากรายเล็กล้ม รายใหญ่ก็อยู่ยาก

ความร่วมมือเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้นและยาว

“เศรษฐา” ชวนให้ผู้ประกอบการ สถาบันการเงิน และแสนสิริ ร่วมกันหารือถึงปัญหาและอุปสรรคของแต่ละฝ่ายอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางสนับสนุนซึ่งกันและกันในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า โดยบริษัทพร้อมที่จะใช้ศักยภาพทางธุรกิจและกระแสเงินสดที่มีอยู่ ในการเข้าไปช่วยประสานและค้ำจุนคู่ค้าใน Value Chain เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถฝ่าฟันมรสุมเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้พร้อมกัน

“การป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วยการหารือล่วงหน้าคือสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้แสนสิริจึงอยากขอเชิญทุกท่านมาร่วมพูดคุย เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือให้ทุกท่านสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้”

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1257155&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3l0EvLkGFeFiRKVrsjrChm

Related Post