
หลังจากข้อพิพาทระหว่าง “เนสท์เล่” กับ “กลุ่มมหากิจศิริ” (ประยุทธ มหากิจศิริ) อันเกิดจากการสิ้นสุด“สัญญาร่วมทุนผลิตกาแฟ” โดยศาลระดับนานาประเทศหลายศาลมีคำตัดสินว่า “เนสท์เล่เลิกสัญญาถูกต้องตามกฎหมาย” และ “ประยุทธ”ยอมรับผลการตัดสินและจ่ายค่าธรรมเนียมศาลแล้วเกือบ 6 ล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา
ทำให้ “เนสท์เล่” ประกาศลงทุนมูลค่าสูงถึง 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในประเทศไทยผนวกด้วยศูนย์กระจายสินค้าอันทันสมัย โดยโรงงานใหม่ตั้งอยู่พื้นที่จ.สมุทรปราการ ล่าสุดโครงการนี้ได้รับการส่งเสริมการลงทุน จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว..
ข่าวการลงทุนใหญ่ครั้งนี้ ไม่เป็นเพียงการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ ยังเป็นการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยรอบด้าน โดยโรงงานนี้จะติดตั้งเทคโนโลยีการผลิตกาแฟที่ทันสมัยที่สุด มีการใช้ AI ระบบอัตโนมัติขั้นสูง รวมทั้งระบบหุ่นยนต์
แต่มีการจ้างงานในประเทศจากโครงการนี้มากกว่า 520 ตำแหน่ง รวมทั้งวิศวกร และพนักงานที่มีทักษะขั้นสูง โดยโรงงานแห่งใหม่นี้ มีเป้าหมายเริ่มเดินเครื่องดำเนินการในครึ่งหลังของปี 2571
ที่สำคัญโรงงานผลิต “เนสกาแฟ” จะใช้วัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศไทยจำนวนมาก รวมถึงเมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย โดยมูลค่าของวัตถุดิบและวัสดุที่จัดหาจากภายในประเทศไทย คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี
ตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาจนถึงปีปัจจุบัน “เนสท์เล่” เป็นผู้รับซื้อเมล็ดกาแฟโรบัสต้ารายใหญ่ของไทย และช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศมาโดยตลอด แม้ก่อนหน้านี้โรงงานที่ผลิตเนสกาแฟ จะเป็นโรงงานที่ร่วมทุนกับครอบครัวมหากิจศิริ ภายใต้บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด (QCP) ที่รับผลิตเนสกาแฟ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 และสัญญาร่วมทุนสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2567 โดย ‘เนสท์เล่’ เป็น เจ้าของเทคโนโลยี-เจ้าของสูตร-เจ้าของแบรนด์ ตั้งแต่ต้นและที่ผ่านมา การบริหารโรงงานและการตลาดในไทยทั้งหมด “บริหารโดยทีมเนสท์เล่” ทั้งสิ้น
การลงทุนครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของ “เนสท์เล่” ในประเทศไทย..อีกครั้ง..โดยไม่มีกลุ่มมหากิจศิริ เข้าเกี่ยวข้องเหมือนดั่งเช่นอดีตที่ผ่านมา
ฟากฝั่ง “ประยุทธ มหากิจศิริ” และครอบครัว ถือว่าสิ้นสุดการได้รับเงินปันผลจาก QCP นับตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ทว่าปีที่ผ่านมา “ประยุทธ” และ “เฉลิมชัย” ยื่นฟ้อง “เนสท์เล่” และพนักงานที่เกี่ยวข้องหลายคดี
โดยที่ “เนสท์เล่” ยืนยันว่าดำเนินงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และงบการเงิน QCP ได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบบัญชี และมีผู้ถือหุ้นตระกูลมหากิจศิริ ที่ร่วมนั่งเป็นกรรมการร่วมเซ็นรับรองงบการเงินทุกปี..
พร้อมฟ้องเรียกค่าเสียหาย 577 ล้านบาท จากตระกูลมหากิจศิริ ที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินธุรกิจเนสกาแฟ ช่วงเม.ย.68 และยื่นขอยกเลิกกิจการ QCP เพื่อแบ่งทรัพย์สิน โดยคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้
แต่สิ่งสำคัญนับจากนี้คือโรงผลิตกาแฟใหม่มูลค่าลงทุน 2.3 หมื่นล้านบาท ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับภาคการเกษตรและเศษฐกิจไทย..ระยะยาวได้อย่างยั่งยืน..!!!
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/849320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XdtztgmusNdb_0bPR4Wru





