ตลาดการเงินโลกเข้าสู่ช่วงเฝ้าระวังในวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2569 หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแรงจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบทั้ง 3 ดัชนี ท่ามกลางแรงกดดันจากต้นทุนการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่วนราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทยยังต้องติดตามประกาศจากผู้ให้บริการแต่ละสถานี โดยข้อมูลที่รวบรวมไว้อ้างอิงราคาล่าสุด ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2569
ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่ง จับตาความเสี่ยงอุปทานตะวันออกกลาง
ราคาน้ำมันดิบในตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม หลังนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีกลุ่มฮูตีโจมตีในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเพิ่มความกังวลว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางขนส่งน้ำมันอาจได้รับผลกระทบ
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปิดที่ 103.27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.82% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.14% ตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 6% ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 2.3%
นอกจากนี้ ยังมีรายงานเหตุน้ำมันรั่วไหลบริเวณนอกชายฝั่ง Umm Al Quwain ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แต่ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุหรือระบุเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน ทำให้ตลาดยังต้องประเมินความเสี่ยงต่ออุปทานและการขนส่งพลังงานในภูมิภาค
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันก่อนเปิดตลาดวันที่ 26 ตุลาคม ยังคงมีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น แต่มีความผันผวนสูง โดยข้อมูลการซื้อขายช่วงต้นวันตามรายงานที่อ้างถึง Reuters ระบุว่า WTI อ่อนตัวลง 0.96% มาอยู่ที่ 102.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ลดลง 0.8% มาอยู่ที่ 115.79 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนแรงขายทำกำไรหลังราคาปรับขึ้นแรง
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ความขัดแย้งทวีความรุนแรง หรือมีหลักฐานยืนยันว่าแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งน้ำมันได้รับความเสียหาย ราคาน้ำมันอาจกลับขึ้นทดสอบระดับสูงเดิมได้ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์คลี่คลายและอุปทานยังเข้าสู่ตลาดได้ตามปกติ ราคาก็มีโอกาสปรับฐานลง
อีกปัจจัยที่ต้องติดตามคือมาตรการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ และเยอรมนี รวมถึงสถานการณ์การผลิตน้ำมันในลิเบีย ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลอุปสงค์และอุปทานน้ำมันโลก
ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 652 จุด กังวลต้นทุน AI
ด้านตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลดลงทั้ง 3 ดัชนีในการซื้อขายวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลงมากที่สุด ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการลงทุนด้าน AI ความคุ้มค่าของการลงทุนในเทคโนโลยี และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,215.16 จุด ลดลง 652.82 จุด หรือ 1.23% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,623.68 จุด ลดลง 39.75 จุด หรือ 0.52% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,955.34 จุด ลดลง 53.52 จุด หรือ 0.21%
แม้ตลาดหุ้นปรับตัวลงในวันศุกร์ แต่ดาวโจนส์ยังเพิ่มขึ้น 0.4% ตลอดทั้งสัปดาห์ และปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ขณะที่ S&P 500 ลดลง 0.5% และ Nasdaq ลดลง 0.7% สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนเริ่มระมัดระวังต่อแนวโน้มผลประกอบการและมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากในโครงสร้างพื้นฐาน AI ศูนย์ข้อมูล และชิปประมวลผล
ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยเฉพาะ Alphabet, Microsoft และ Amazon ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินว่ารายได้และผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI จะเติบโตได้ตามความคาดหวังหรือไม่
หากผลประกอบการออกมาดีกว่าคาด อาจช่วยหนุนความเชื่อมั่นและกระตุ้นแรงซื้อกลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยี แต่หากบริษัทส่งสัญญาณเพิ่มงบลงทุนโดยที่ผลตอบแทนยังไม่ชัดเจน ก็อาจทำให้เกิดแรงขายเพิ่มเติม โดยเฉพาะหุ้นที่มีมูลค่าสูงและมีความคาดหวังด้าน AI มาก
นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 27–28 ตุลาคม ตามเวลาสหรัฐฯ โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75–4.00% ขณะที่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับเงินเฟ้อและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมจะมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาด
ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่ต้องติดตามเพิ่มเติม ได้แก่ ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 และข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนประเมินทิศทางเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และโอกาสในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเพิ่มต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพ รวมถึงสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟดมีความซับซ้อนมากขึ้น
ภาพรวมตลาดหุ้นนิวยอร์กก่อนเปิดตลาดวันที่ 26 ตุลาคม จึงมีแนวโน้มซื้อขายผันผวนและอยู่ในช่วงรอประเมินปัจจัยสำคัญ โดยผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีและสัญญาณจากเฟดจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดในช่วงที่เหลือของสัปดาห์
อัปเดตราคาน้ำมันไทย 26 ต.ค. 2569 จาก 4 สถานีบริการ
สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศไทย ข้อมูลที่รวบรวมจากสถานีบริการน้ำมัน ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ อ้างอิงราคาที่อัปเดต ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2569 เวลา 05.00 น. โดยเป็นราคาขายปลีกในกรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่น และไม่ใช่การยืนยันว่ามีการเปลี่ยนแปลงราคาในวันที่ 26 ตุลาคม
1. ราคาน้ำมัน ปตท. (PTT)
– แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 42.04 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 41.67 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร
– ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 43.54 บาทต่อลิตร
– เบนซิน ราคา 51.03 บาทต่อลิตร
2. ราคาน้ำมันบางจาก (Bangchak)
– แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 42.04 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 41.67 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 31.63 บาทต่อลิตร
– ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 43.54 บาทต่อลิตร
– ดีเซลพรีเมียม ราคา 50.05 บาทต่อลิตร
3. ราคาน้ำมันพีที (PT)
– เบนซิน ราคา 51.53 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 42.04 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 41.67 บาทต่อลิตร
– แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร
– ดีเซล ราคา 43.54 บาทต่อลิตร
– ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร
4. ราคาน้ำมันเชลล์ (Shell)
– เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.89 บาทต่อลิตร
– เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 42.17 บาทต่อลิตร
– เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 42.54 บาทต่อลิตร
– เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
– เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 43.54 บาทต่อลิตร
– เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 37.19 บาทต่อลิตร
– เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกอาจแตกต่างกันตามพื้นที่และการประกาศปรับราคาของผู้ให้บริการแต่ละราย ผู้ใช้รถควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการก่อนเติมน้ำมัน โดยข้อมูลอ้างอิงจากสำนักนโยบายปิโตรเลียมและปิโตรเคมี (สนพ.) เว็บไซต์ www.eppo.go.th
สรุปแนวโน้มตลาดการเงิน 26 ตุลาคม 2569
ตลาดการเงินโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยราคาน้ำมันดิบมีแรงหนุนจากความเสี่ยงด้านอุปทานในตะวันออกกลาง แต่ยังมีโอกาสผันผวนจากแรงขายทำกำไร ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กต้องรับมือกับความกังวลเกี่ยวกับต้นทุน AI ผลประกอบการบริษัทขนาดใหญ่ และทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
นักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงาน ข้อมูลเงินเฟ้อ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอย่างใกล้ชิด ส่วนผู้บริโภคในประเทศไทยควรตรวจสอบราคาน้ำมันล่าสุดจากผู้ให้บริการก่อนเติม เนื่องจากข้อมูลราคาที่นำเสนอเป็นข้อมูลอ้างอิง ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2569
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/331155&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y5mCwBvgKjw1qXKQ_SmvX

