
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 ต.ค.69) เวลา 09.05 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ถึงแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยรัฐบาลมุ่งขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศต่าง ๆ สร้างความเชื่อมั่นต่อศักยภาพประเทศไทยในเวทีโลก พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ หวังเพิ่มโอกาสการลงทุน การจ้างงาน และสร้างรายได้เข้าประเทศ
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงภารกิจการบริหารประเทศว่า นอกจากการประชุมและการลงพื้นที่ติดตามปัญหาประชาชนแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อพบปะผู้นำและแสวงหาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งสร้างพันธมิตรทางการค้า ขยายโอกาสการลงทุน และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไทยในระยะยาว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านการเป็นคู่ค้าระหว่างประเทศ การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม และความมั่นคงทางอาหาร โดยรัฐบาลต้องการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศคู่ค้ามองไทยเป็นพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่าการเป็นเพียงผู้จำหน่ายสินค้า ซึ่งการพบปะผู้นำประเทศต่าง ๆ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของไทย และผลักดันความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านการค้า การลงทุน และการพัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเดินทางไปต่างประเทศของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า การเดินทางในนามรัฐบาลมีเป้าหมายและกระบวนการเตรียมงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะการพบหารือกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ซึ่งต้องมีการประสานงานและดำเนินการล่วงหน้า เพื่อผลักดันข้อตกลงหรือความร่วมมือไปสู่ขั้นตอนสุดท้าย ไม่ใช่การเดินทางโดยไม่มีเป้าหมายหรือคาดหวังผลการเจรจาโดยปราศจากการเตรียมความพร้อม
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานของรัฐบาลและ “ทีมไทยแลนด์” จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในสายตานานาชาติ พร้อมเพิ่มโอกาสในการพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่สามารถต่อยอดสู่ความร่วมมือระยะยาว
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ว่า มีผู้เข้าร่วมจากกว่า 190 ประเทศ ทั้งผู้นำรัฐบาล ผู้ว่าการธนาคารกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยการได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพต้องผ่านการพิจารณาความพร้อมหลายด้าน ทั้งมาตรฐานสถานที่จัดงาน ความปลอดภัย และความสามารถในการรองรับผู้เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ภายหลังรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ได้เริ่มเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ สถานที่จัดประชุม การอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การจัดเตรียมอาหาร และแผนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เพื่อให้การจัดประชุมเป็นไปตามมาตรฐานสากล
การเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank 2026 จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทยต่อประชาคมโลก ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเดินทาง การให้บริการ และบุคลากร ซึ่งสะท้อนความสามารถของคนไทยในการรองรับการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ
นอกจากนี้ การจัดประชุมดังกล่าวยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ MICE ซึ่งมีสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. เป็นหน่วยงานสนับสนุน โดยนายกรัฐมนตรีมองว่า หากประเทศไทยสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จัดงานระดับโลกได้มากขึ้น ก็จะมีโอกาสดึงดูดองค์กรธุรกิจ สมาคม และองค์การระหว่างประเทศให้เข้ามาจัดประชุมและกิจกรรมในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศที่เข้าร่วมประชุมกว่า 190 ประเทศ มีมากกว่าครึ่งหนึ่งที่มีธุรกรรมทางเศรษฐกิจ การลงทุน หรือการขยายกิจการในประเทศไทยอยู่แล้ว สะท้อนความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจไทยกับระบบเศรษฐกิจโลก และโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีระบุว่า การลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จนถึงเดือนมิถุนายน มีมูลค่าสูงกว่าตลอดทั้งปีก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 30% ขณะที่การส่งออกของประเทศไทยขยายตัวเกือบ 25% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเปรียบเทียบรายเดือน โดยอยู่ในระดับสูงสุดในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
ด้านความร่วมมือกับภาคเอกชน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้เริ่มหารือกับผู้ประกอบการตั้งแต่ช่วงต้นของการบริหารประเทศ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางเพิ่มยอดขาย การดึงดูดนักลงทุน และการขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจในประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจเพื่อทำหน้าที่พิจารณาและกลั่นกรองปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ โดยเฉพาะการลดขั้นตอน ระยะเวลา และกระบวนการตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถขยายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า เป้าหมายสำคัญของรัฐบาลคือการเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในเวทีโลก โดยการทำงานร่วมกับภาคเอกชนและการลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนยอดขาย กระตุ้นการลงทุน เพิ่มการจ้างงาน และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้แก่ประเทศในระยะต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/874454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H5RgdEbwhG4ifRJd9w_-0

