หลักสูตร ‘บทจ. รุ่น 3’ เชิญที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานทูตจีน บรรยายยุทธศาสตร์การค้า | เดลินิวส์

หลักสูตร-‘บทจ.-รุ่น-3’-เชิญที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์-สถานทูตจีน-บรรยายยุทธศาสตร์การค้า-|-เดลินิวส์

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ได้จัดการบรรยายครั้งแรกของ หลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 โดยได้รับเกียรติจาก คุณจางเซียวเซียว ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ บทบาทของจีนต่อการค้าไทยและการค้าโลก เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ ห้องเพชรชมพู โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางผู้เข้ารับการอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

โดยหลักสูตรดังกล่าวร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group หรือ CMG และ หอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ในการจัดการบรรยายครั้งแรกนี้ มีคณะผู้บริหารระดับสูงให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น นำโดย คุณแจ๊คกี้ แซ่เฉิ่น อุปนายกสมาคมสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ นางสาวคัณธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ร่วมให้การต้อนรับคุณจางเซียวเซียว

ภายหลังจากที่ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์สถานทูตจีนได้สิ้นสุดการบรรยาย ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน ได้บรรยายต่อในหัวข้อ ประโยชน์และแนวทางการประยุกต์ใช้องค์ความรู้จากการเข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน เพื่อสร้างความเข้าใจและวางแนวทางการนำความรู้ไปต่อยอดในการบริหารธุรกิจและการประสานความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด

คุณจางเซียวเซียว ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานทูตจีน ได้เริ่มต้นปาฐกถาโดยการฉายภาพรวมของสถานการณ์โลกในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนอย่างรุนแรง เศรษฐกิจทั่วโลกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า มาตรการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ตลอดจนการแข่งขันอย่างดุเดือดในด้านเทคโนโลยี ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันของตนเอง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาพรวมของเศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวนเพียงใด แต่ภูมิภาคเอเชียยังคงรักษาความแข็งแกร่งและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยมีส่วนสนับสนุนอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกมากกว่าร้อยละ 60 ซึ่งความสำเร็จนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและการพัฒนาร่วมกันของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

ท่ามกลางบริบทความผันผวนของโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและจับต้องได้มากที่สุดของความร่วมมือที่ประสบความสำเร็จ โดยทางรัฐบาลจีนได้ให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านและหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ซึ่งแนวคิดที่ว่า จีนไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน นั้น ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดลอย ๆ แต่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นลึกซึ้งที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในมิติทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สายสัมพันธ์ของประชากรที่มีเชื้อสายจีนในไทย รวมถึงความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการศึกษา

ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยยังถือเป็นประเทศเดียวที่ประเทศจีนใช้คำว่า พี่น้อง ในการอธิบายความสัมพันธ์ระดับประเทศ ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา เพิ่งจะมีการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน ยิ่งเป็นการตอกย้ำรากฐานที่แข็งแกร่งของมิตรภาพและความไว้วางใจของทั้งสองชาติ

ในมิติทางด้านเศรษฐกิจและการค้า คุณจางเซียวเซียว ระบุว่า ประเทศจีนยังคงครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดและเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 13 ปี โดยประเทศไทยถือเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญสู่ตลาดจีน ปัจจุบันมีสินค้าเกษตรและอาหารของไทยมากกว่า 116 รายการ ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปยังประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ไทยที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคชาวจีน ตัวอย่างที่โดดเด่นและเห็นภาพชัดเจนที่สุดคือ ทุเรียนไทย ซึ่งสถิติล่าสุดพบว่า กว่าร้อยละ 97 ของการส่งออกทุเรียนทั้งหมดของไทยถูกส่งไปยังประเทศจีนโดยในปีที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกทุเรียนไปจีนได้มากกว่า 920,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมมหาศาลกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับเกษตรกรและภาคการเกษตรของไทย

นอกจากด้านการค้าแล้ว ในด้านการลงทุน ประเทศจีนยังคงเดินหน้าเป็นหนึ่งในแหล่งทุนต่างชาติที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และพลังงานสะอาด การลงทุนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยขับเคลื่อนตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยสร้างงาน พัฒนาบุคลากร และยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมของไทยไปสู่ระดับสากล ตัวอย่างที่เด่นชัดคือการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าการลงทุนสะสมสูงพอสมควร

การขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจีนในไทย ยังช่วยสร้างโอกาสทางการจ้างงานในประเทศอย่างมหาศาล โดยเกิดการจ้างงานโดยตรงในอุตสาหกรรมมากกว่า 10,000 ตำแหน่ง และก่อให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 100,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาของไทยในการพัฒนาบุคลากร ผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพและการส่งบุคลากรไทยไปศึกษาดูงานในประเทศจีน เพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงานไทยให้รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน

เมื่อมองไปข้างหน้า ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์สถานทูตจีน เชื่อมั่นว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและจีนยังมีโอกาสเติบโตและขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากศักยภาพอันมหาศาลของตลาดจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน และมีกลุ่มประชากรชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจุดนี้จะเป็นโอกาสทองสำหรับสินค้าและบริการคุณภาพสูงจากประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มอาหาร สินค้าเกษตร ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว ตลอดจนอุตสาหกรรมบริการสร้างสรรค์ ที่จะสามารถกระจายตัวและเข้าสู่ตลาดจีนได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ประเทศจีนกำลังมุ่งเน้นนโยบายการพัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง โดยเน้นหนักไปที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อุตสาหกรรมอวกาศ ระบบดิจิทัล ระบบอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด ซึ่งความก้าวหน้าเหล่านี้จะเป็นช่องทางสำคัญในการขยายความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ทั้งในด้านการวิจัยร่วม การถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงร่วมกัน ยิ่งไปกว่านั้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ เช่น โครงการรถไฟจีน-ลาว และระบบขนส่งเชื่อมโยงอาเซียน จะกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งผลไม้และสินค้าไทยสู่จีน ช่วยลดทั้งระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ดี แม้จะมีโอกาสเติบโตอย่างงดงาม แต่ความร่วมมือระหว่างไทยและจีนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการในอนาคต ซึ่งรวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองระหว่างประเทศและเศรษฐกิจโลก ความผันผวนทางการค้า ตลอดจนปัญหาภายในของไทยเอง เช่น การขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในสาขาระบบอัตโนมัติ วิศวกรรมดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการบริหารจัดการระหว่างไทยและจีน ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจต้องร่วมมือกันแก้ไขและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน

ในช่วงท้ายของการบรรยาย คุณจางเซียวเซียว ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน โดยเสนอว่าทั้งสองประเทศควรเร่งขยายความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ร่วมกันใช้ประโยชน์จากตลาดจีนที่กำลังเติบโตอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งสนับสนุนการลงทุนของบริษัทจีนในประเทศไทยในมิติที่ยั่งยืน รวมถึงเร่งพัฒนาบุคลากรไทยให้รองรับอุตสาหกรรมใหม่ และร่วมกันส่งเสริมระบบการค้าโลกที่เปิดกว้าง โปร่งใส เป็นธรรม ตลอดจนสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ

ข้อความสำคัญที่เป็นหัวใจหลักจากการปาฐกถาในครั้งนี้คือ ความสัมพันธ์ไทย-จีนในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสัมพันธ์ทางการค้าทั่วไปในลักษณะของการซื้อมาขายไปเท่านั้น หากแต่เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มีรากฐานมาจากมิตรภาพอันลึกซึ้ง ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองชาติ ดังนั้น ทั้งประเทศไทยและประเทศจีนควรก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน โดยใช้โอกาสจากการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ และการเชื่อมโยงโครงข่ายทางเศรษฐกิจอย่างไร้รอยต่อ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่ภูมิภาคในระยะยาวต่อไป

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5943788/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TYqAf0er6BhmHo2BJGTtL