กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงเศรษฐกิจ เมื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ออกมาส่งสัญญาณแรงในรายการ “คุยกับ ครม. อนุทิน” สั่งการให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ทบทวนคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปี 2569 ใหม่ โดยยืนยันชัดเจนว่า “GDP ไทยปีนี้ ไม่ใช่ 2.1% อย่างแน่นอน และจะโตได้ดีกว่านั้น” จากแรงหนุนของเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) และการส่งออกที่เร่งตัวขึ้นเกินคาด
คำถามสำคัญคือ… เกิดอะไรขึ้นกับดัชนีภาคการผลิตอย่าง MPI? การปรับปรุงข้อมูลใหม่สะท้อนอะไร? และแต่ละสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจมองทิศทาง GDP ไทยปี 2569 ไว้อย่างไรบ้าง?
ดัชนี MPI คืออะไร? ทำไมต้องคำนวณใหม่?
- ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index: MPI) คือ ตัวชี้วัดสำคัญของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ที่ใช้สะท้อนปริมาณการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักที่มีสัดส่วนสูงมากในการคำนวณ GDP
ทำไมต้องปรับปรุงข้อมูล MPI?
- ก่อนหน้านี้ ดัชนี MPI ถูกวิจารณ์ว่า “ตามไม่ทันโครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่” เนื่องจากใช้ฐานการคำนวณเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม เช่น รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ปิโตรเคมีแบบเก่า ซึ่งกำลังชะลอตัว ทำให้ตัวเลข MPI ติดลบเรื้อรังและขัดแย้งกับภาพการลงทุนจริง สศอ. จึงทำการ “รื้อฐานข้อมูลและปรับน้ำหนักดัชนีใหม่” เพื่อให้สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
มีอะไรเพิ่มเข้ามาใน MPI ฉบับอัปเดต?
1.สินค้าไฮเทคและเทคโนโลยี AI เพิ่มน้ำหนักกลุ่มชิปประมวลผล ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center
2.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานสะอาด ปรับการจัดเก็บข้อมูลให้ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ EV และห่วงโซ่อุปทานพลังงานใหม่
3.การปรับฐานดัชนี ส่งผลให้ดัชนี MPI ปรับขยับขึ้นจากระดับ 96.04 จุด พุ่งขึ้นสู่ระดับ 103.43 จุด
ผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP)
- เมื่อข้อมูล MPI สะท้อนภาคการผลิตสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนใหม่ๆ ได้แม่นยำขึ้น จะส่งผลให้ตัวเลขการคำนวณ GDP ของสภาพัฒน์มีโอกาสถูกปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนว่าภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ได้ซบเซาอย่างที่เคยเข้าใจ แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านโครงสร้างไปสู่ยุคใหม่
ส่องคาดการณ์ GDP ไทย ปี 2569 ล่าสุด ( ณ 26 ต.ค.69 )
เศรษฐกิจไทยปี 2569 กำลังฟื้นตัวท่ามกลางแรงหนุนจากการลงทุนเทคโนโลยี/AI การส่งออก และมาตรการการคลัง แต่ก็ยังมีปัจจัยกดดันจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวแบบ K-Shaped มาดูกันว่าแต่ละสำนักประเมินตัวเลข GDP ปีนี้ไว้อย่างไร?
1.นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล (รายการ คุยกับ ครม.อนุทิน) คาดการณ์มากกว่า 2.1% (สั่งรื้อคำนวณใหม่) มองว่าส่งออกและ FDI โตแรงเกินคาด ประเทศไทยต้องเลิกขายแรงงานราคาถูก
2.สภาพัฒน์ คาดการณ์ 2.2% (ช่วง 2.0-2.5%) จับตาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง, มาตรการกีดกันทางการค้า, หนี้ครัวเรือน และผลกระทบจากเอลนีโญ
3.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง คาดการณ์ 2.5% รับผลดีจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและการลงทุนภาคเอกชน
4.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ 2.3% ได้แรงหนุนจาก พ.ร.ก. กู้เงิน/มาตรการการคลังพยุงเศรษฐกิจ
5.ธนาคารโลก คาดการณ์ 2.0% ได้อานิสงส์จากการส่งออกกลุ่ม AI และการลงทุน Data Center
6.กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ 2.1% ประเมินไว้ในระดับระมัดระวังจากแรงกดดันเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
7.สำนักวิจัย KKP (เกียรตินาคินภัทร) คาดการณ์ 2.5% ขยับขึ้นตามวัฏจักรการลงทุน AI สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และแรงส่งปลายปี
8.สำนักวิจัยซีไอเอ็มบีไทย คาดการณ์ 2.1% ลุ้นรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการช่วยเหลือ
9.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ 2.0% มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังแผ่วลง ความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน
10.ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) คาดการณ์ 2.2% ชี้เศรษฐกิจฟื้นตัวแบบ K-Shaped กลุ่มเทคโนโลยีพุ่ง แต่ SMEs/ครัวเรือนยังเปราะบาง

การรื้อฐานคำนวณ “ดัชนี MPI” ใหม่ให้ครอบคลุมอุตสาหกรรม S-Curve, AI และ Data Center ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยกลับมาสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น สอดคล้องกับสัญญาณจากรัฐบาลและ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่มั่นใจว่า GDP ปี 2569 จะโตได้เกิน 2.1% แน่นอน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาคการส่งออกและการลงทุนเทคโนโลยีจะเติบโตโดดเด่น แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การกระจายตัวของรายได้และภาระหนี้ครัวเรือน เพื่อไม่ให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเกิดภาวะเหลื่อมล้ำ หรือ K-Shaped มากไปกว่านี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6306097/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tHqckilJyuQyF_j_GYzYd

