วิกฤติต้นทุนพุ่งกระหน่ำ เขย่าอุตสาหกรรม “อาเซียน” SME แห่ปิดตัวกว่า 100 ราย – เลิกจ้างพนักงาน นักวิเคราะห์เตือนระวังโดมิโนเอฟเฟกต์เศรษฐกิจ เมื่อตัวเลขส่งออกยังช่วยพยุง GDP
วิกฤติต้นทุนพุ่งกระหน่ำ เขย่าอุตสาหกรรม “อาเซียน” SME แห่ปิดตัวกว่า 100 ราย – เลิกจ้างพนักงาน นักวิเคราะห์เตือนระวังโดมิโนเอฟเฟกต์เศรษฐกิจ เมื่อตัวเลขส่งออกยังช่วยพยุง GDP
โรงงานอุตสาหกรรมหลักทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มรายงานการปิดตัวของบริษัทและการเลิกจ้างงานแล้ว เนื่องจากผลกระทบของสงครามอิหร่านส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบและระบบขนส่งแย่ลงเรื่อย ๆ แม้ว่ายอดการผลิตที่แข็งแกร่งในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยปกปิดความทุกข์ยากในภาคส่วนอื่น ๆ ไว้ก็ตาม
ความเชื่อมั่นของผู้ผลิตในกลุ่มประเทศ “อาเซียน” ทั้ง 11 ประเทศ ประจำเดือนเม.ย. โดยวัดจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หรือ PMI ของ S&P Global ยังคงอยู่ในแดนบวก แต่ตัวเลขนี้ถือว่าต่ำที่สุดในรอบ 9 เดือน และลดลงอย่างน่าใจหายเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม
SME รายย่อย ‘มาเลเซีย’ แห่ปิดตัวกว่า 100 ราย
เฟอร์ดอส รอสลี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารแอมแบงก์ (AmBank) ในกัวลาลัมเปอร์ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขการค้าของมาเลเซียในเดือนเม.ย.จะดูเติบโตดีเกินคาดจนน่าตกใจ โดยยอดส่งออกโตเป็นเลขสองหลัก แต่ข้อมูลไส้ในกลับมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก
รอสลีเตือนว่า ความแข็งแกร่งของตัวเลขภาพรวม มันได้บดบังความตึงเครียดขั้นรุนแรงในบางธุรกิจ ซึ่งเราอาจมองไม่เห็นทันทีจากตัวเลข GDP รวม เพราะเศรษฐกิจแต่ละภาคส่วนขับเคลื่อนด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน
“ตัวอย่างเช่น ภาคโลจิสติกส์ การผลิตขั้นทุติยภูมิ และการก่อสร้างในท้องถิ่น คือกลุ่มที่เราคาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้ธุรกิจอื่นที่กำลังรุ่งจะช่วยชดเชยตัวเลขในบัญชีระดับชาติได้ชั่วคราว แต่ความเดือดร้อนในระดับจุลภาคนั้นเป็นเรื่องจริง” รอสลีกล่าว
มาเลเซียและฟิลิปปินส์จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือว่า SMEs มีความเสี่ยงสูงที่สุด
โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์รายย่อยมากกว่า 100 แห่งในเมืองมัวร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย ต้องปิดตัวลงในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบจากสงครามซ้ำเติมกำไรที่ลดน้อยถอยลงอยู่แล้วจากมาตรการกำแพงภาษีของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
“โรงงานขนาดเล็กเริ่มทยอยปิดตัวลง รอบ ๆ ตัวเรา โรงงานเก่าแก่ก็กำลังปิดตัวเพราะทนไม่ไหวแล้ว”
เจฟฟรีย์ อิง เจ้าของบริษัท TKL Furniture ส่งออกสินค้าทั้งหมดไปยังสหรัฐกล่าวว่า ขณะนี้โรงงานขนาดเล็กเริ่มทยอยปิดตัวลง โรงงานเก่าแก่ก็กำลังปิดตัวเพราะทนไม่ไหวแล้ว
“รายเล็กทนแรงบีบไม่ไหวก็ต้องปิดไป ส่วนรายเก่าแก่ที่เคยทำเงินได้ในปีก่อน ๆ พวกเขาเลือกที่จะปิดกิจการและเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสด ดีกว่ายอมให้เงินไหลออกจนหมดตัว”
สตีฟ ออง ประธานสมาคมเฟอร์นิเจอร์ยะโฮร์ ทางตอนใต้ของมาเลเซียกล่าวว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ประเทศที่รบกัน แต่การขนส่งสินค้าทั่วโลกถูกรบกวนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น และทำให้ลูกค้าต่างชาติชะลอการรับมอบสินค้าออกไป
ผลสำรวจประจำเดือนพ.ค.โดยสมาพันธ์ผู้ผลิตแห่งมาเลเซีย (FMM) พบว่า 28% จากผู้ตอบแบบสอบถาม 225 ราย “ได้ปรับลดหรือมีแผนจะปรับลดพนักงาน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตครั้งนี้” ขณะที่ 72% ระบุว่าสถานการณ์ของพวกเขาย่ำแย่ลง
ส่วนที่ฟิลิปปินส์ ข้อมูลจากรัฐบาลระบุว่า โรงงานต่าง ๆ ได้เลิกจ้างคนงานไปถึง 217,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค. หรือคิดเป็น 5.8% ของแรงงานในภาคการผลิตทั้งหมด
นอกจากนี้ ดัชนี PMI ภาคการผลิตของประเทศยังดิ่งลงสู่แดนหดตัว และอ่อนแอที่สุดในกลุ่ม 6 ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ของอาเซียน
‘ฟิลิปปินส์’ เจ็บหนัก ไม่มีอุตสาหกรรม AI
มิเกล ชานโก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจากบริษัท Pantheon Macroeconomics ในอังกฤษกล่าวว่า ผู้ผลิตในฟิลิปปินส์จะต้องดิ้นรนอย่างหนักทั้งในแง่ของอุปสงค์และอุปทาน เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมากส่งผลกระทบต่อทั้งสองฝั่ง
ทว่าสิ่งที่ทำให้ฟิลิปปินส์ดูแย่กว่าประเทศเพื่อนบ้านคือ ภาคการส่งออกของฟิลิปปินส์ไม่ได้รับประโยชน์มากนัก จากกระแสฮาร์ดแวร์ AI ที่กำลังช่วยหนุนให้ยอดส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเติบโตอย่างรวดเร็ว
ชานโกมองว่า รัฐบาลฟิลิปปินส์มี “เบาะรองรับทางนโยบาย” โครงสร้างพื้นฐานน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก เช่น ไม่มีมาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันเหมือนอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย
อุตสาหกรรม ‘เวียดนาม’ เริ่มตึงตัว
ในขณะที่ “เวียดนาม” ก็เห็นความย้อนแย้ง ในภาคการผลิตอย่างชัดเจนเช่นกัน แม้ว่าการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่การเติบโตของตัวเลขยอดสั่งซื้อเริ่มชะลอตัว
แอนดรูว์ ฮาร์เกอร์ ผู้อำนวยการด้านเศรษฐศาสตร์ของ S&P Global Market Intelligence ข้อสังเกตว่า “แม้ผลผลิตจะยังเพิ่มขึ้นในผลสำรวจล่าสุด แต่อัตราการขยายตัวนั้นช้าลงจนเกือบหยุดนิ่ง และเมื่อยอดสั่งซื้อใหม่เริ่มหดตัว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ยอดการผลิตจะหดตัวตามในเดือนข้างหน้า เว้นแต่ว่าสถานการณ์ด้านราคาและอุปทานจะดีขึ้นในเร็ว ๆ นี้”
ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษคือ อุตสาหกรรมรองเท้าขนาดใหญ่ของเวียดนาม โดย พาน ธิ ทันห์ ซวน (Phan Thi Thanh Xuan) รองประธานสมาคมหนัง รองเท้าและกระเป๋าถือแห่งเวียดนามเปิดเผยว่า ตลาดส่งออกในตะวันออกกลาง “หยุดชะงัก” อย่างสิ้นเชิงจากความขัดแย้งนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ค่าขนส่งที่พุ่งขึ้น 15% และราคาวัตถุดิบที่ผูกกับราคาน้ำมันดิบที่แพงขึ้น 30% ทำให้โรงงานในท้องถิ่นตกอยู่ในภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” ต้องแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นเอง เพราะสัญญาการส่งออกส่วนใหญ่ทำไว้ล่วงหน้าในราคาคงที่
ต้นทุนน้ำมันพ่นพิษ เขย่าซัพพลายเชนอาเซียน
ราคาวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบซึ่งพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบไปทั่วทั้งภูมิภาค จอห์น ไฮแฮมประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์ของ Element 6 Evolution ซึ่งเป็นอู่ต่อเรือใบที่ตั้งอยู่ใกล้ท่าเรือแหลมฉบังในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทของเขาไม่สามารถขนส่งวัสดุคอมโพสิตที่จำเป็นจากดูไบทางเรือได้อีกต่อไป
“ปัญหาใหญ่คือ ‘เรซิน’ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่มีน้ำหนักมากที่สุดของเรา” ไฮแฮมกล่าว “ตอนนี้เราต้องขนส่งสินค้าอันตรายนี้ผ่านทางเครื่องบินเป็นจำนวนหลายพันกิโลกรัมแทน เพราะถ้าไม่ทำแบบนี้ โรงงานก็ต้องหยุดผลิตทั้งหมด”
การเปลี่ยนมาใช้การขนส่งทางอากาศฉุกเฉินนี้ ทำให้ต้นทุนค่าเรซินของบริษัทพุ่งสูงขึ้นถึง 40% เช่นเดียวกับในอินโดนีเซียที่วิกฤตต้นทุนเริ่มลุกลาม
สมาคมนายจ้างอินโดนีเซียรายงานว่า 10 จาก 16 ภาคการผลิตเติบโตช้ากว่าตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศที่ขยายตัว 5.61% ในไตรมาสแรกอย่างมาก เนื่องจากราคาน้ำมันแนฟทาที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “อุตสาหกรรมพลาสติก” ในประเทศ
ขณะที่สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียก็กำลังทำแบบสำรวจเพื่อประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน หลังต้นทุนที่สูงขึ้นและการขนส่งที่ล่าช้าเริ่มสร้างแรงกดดันอย่างชัดเจน
ท่ามกลางมรสุมโลจิสติกส์ที่ทำให้การพึ่งพาซัพพลายเชนระยะไกลกลายเป็นความเสี่ยง รูปแบบการจัดหาวัตถุดิบในภูมิภาคจึงเริ่มเปลี่ยนทิศทาง โดยหันมาเน้นการพึ่งพาพันธมิตรในท้องถิ่นใกล้ตัวมากขึ้น ซึ่งภาพการปรับตัวนี้สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนผ่านความเคลื่อนไหวใน “เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์”
ในทางกลับกัน บริษัทในสิงคโปร์ซึ่งยังคงมีความเชื่อมั่นในเชิงบวกมากที่สุด กำลังรุกคืบหาแหล่งวัตถุดิบใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง
เมลวิน ตัน รองประธานสมาพันธ์การผลิตแห่งสิงคโปร์ ตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่ผู้ผลิตต้องรับมือกับค่าขนส่งและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น หลายบริษัทจึงหันไปใช้ประโยชน์จาก เขตเศรษฐกิจพิเศษยะโฮร์-สิงคโปร์ (Johor-Singapore Special Economic Zone: JS-SEZ) ที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ รวมถึงโรงงานในอินโดนีเซียที่อยู่ใกล้เคียง เพื่อเป็นฐานในการจัดหาวัตถุดิบและขับเคลื่อนการผลิตแทนแหล่งเดิมที่อยู่ไกลออกไป
โดมิโนเอฟเฟกต์ ‘อาเซียน’
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สถานการณ์จะแย่ลงไปอีก เว้นแต่การจัดหาวัตถุดิบจะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ธนาคารเพื่อการลงทุน CIMB ของมาเลเซีย ระบุว่า ผลสำรวจของธนาคารกลางชี้ว่า “โรงงานต่าง ๆ มีวัตถุดิบสำรองเฉลี่ยเหลืออยู่สำหรับ 3-4 เดือนเท่านั้น ซึ่งสะท้อนว่าภาวะการขาดแคลนวัตถุดิบจะตึงตัวอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่สิ้นไตรมาสที่สองของปี 2026 เป็นต้นไป”
รอสลี จาก AmBank กล่าวเตือนทิ้งท้ายว่า สถานการณ์ในตอนนี้ได้กลายเป็น “วิกฤติที่ตัวเลข GDP รวมไม่สามารถจับทิศทางได้ทันทีในเวลาจริง เพราะมันเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ การส่งผ่านผลกระทบจะลุกลามเงียบ ๆ จากโดมิโนตัวหนึ่งไปยังอีกตัวหนึ่ง มันทำงานเหมือนกับไฟที่ค่อย ๆ คุบไหม้อย่างช้า ๆ “
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1236521&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YI0aO8i_cDabUymc3sDzm
