ซึ่งปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ถึง 16.11% ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า 1 ตัน (BEV) มียอดขาย 31 คัน หลังจากที่ไม่มีการจำหน่ายเลยในปีก่อนหน้า ในส่วนของรถกระบะดับเบิลแค็บมียอดขาย 53,681 คัน คิดเป็น 10.30% ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้น 7.60%
ทางด้าน นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า ยอดขายรถกระบะยังคงปรับตัวลดลงเหลือเพียง 10,315 คัน หรือลดลง 7.11% จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่ภาพรวมรถกระบะและรถกระบะดับเบิลแค็บหดตัวลง 11.50% และ 4.95% ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศเติบโตต่ำ รายได้ผู้ประกอบการ SME ยังคงอ่อนแอ ภาระค่าครองชีพสูง และหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
วิกฤตที่เกิดขึ้นกับรถกระบะได้ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เนื่องจากรถกระบะที่ผลิตในไทยใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90% รวมถึงยังสนับสนุนการใช้น้ำมัน B20 ซึ่งช่วยพยุงราคาพืชผลทางการเกษตร การที่การผลิตรถกระบะลดลงสะสมไปกว่าสามแสนคันในช่วงสามปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อุตสาหกรรมสนับสนุนที่เป็นซัปพลายเชนทั้งบริษัทคนไทยและบริษัทญี่ปุ่นต้องลดการผลิตลงกว่าสามแสนชิ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตหม้อน้ำ ท่อไอเสีย เบาะนั่ง วิทยุ เครื่องปรับอากาศ กระจก เหล็ก ล้อยาง เครื่องยนต์ และปิโตรเคมี
ผลกระทบนี้ยังลามไปถึงภาคแรงงาน ตั้งแต่ช่างและพนักงานขายในโชว์รูม พนักงานสถาบันการเงิน พนักงานขายประกัน รวมถึงเจ้าของและพนักงานร้านอุปกรณ์ตกแต่งและฟิล์มกันความร้อนที่มีรายได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในเชิงการคลัง รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้ที่ลดลง ทำให้อันดับความแข็งแกร่งทางการคลังลดลง และจำต้องกู้เงินจนหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน ขณะที่โรงงานต้องใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60%
นายสุรพงษ์ได้เน้นย้ำว่า การที่รัฐบาลเพิกเฉยต่อปัญหารถกระบะที่ซบเซามานานกว่าสามปี ถือเป็นการละเลยหน้าที่และความรับผิดชอบในการรักษาการจ้างงานที่มีอยู่แล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย จนทำให้การเติบโตของประเทศต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน เอกชนและต่างชาติชะลอการลงทุน และสร้างงานใหม่ได้น้อยมาก
จากปัญหาดังกล่าว กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. จึงมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการเร่งกระตุ้นให้เกิดการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดส่งออกไปตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยืดเยื้อกว่าเก้าเดือน จนยอดส่งออกลดลงไปถึง 33,118 คัน หรือลดลง 37.73% การฟื้นฟูตลาดในประเทศจะช่วยรักษาการผลิต ซัปพลายเชน และการจ้างงานเอาไว้ได้
นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อปกป้องและส่งเสริมให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่สำคัญของโลกต่อไป
ในท้ายที่สุด การกู้วิกฤตตลาดรถกระบะไทยไม่อาจสำเร็จได้ด้วยแรงขับเคลื่อนของภาคเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับจังหวะก้าวและแนวนโยบายของภาครัฐว่าจะสามารถปลดล็อกมาตรการทางการเงิน ควบคู่ไปกับการสร้างความชัดเจนทางโครงสร้างภาษีได้เร็วเพียงใด การจับตามองมติและมาตรการเยียวยาจากภาครัฐจึงเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะชี้ชะตาว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจะสามารถรักษาการจ้างงาน ป้องกันการสลายตัวของซัปพลายเชนท้องถิ่น และพยุงโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กลับมาแข็งแกร่งได้ทันท่วงทีหรือไม่.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/1099494/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hKZYlj6Qk2bzJ-5fR44-t

