rn
rn
โดย ผู้ว่าการ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.เสถียรภาพด้านราคา คือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วงใน 4-5 ปีที่ผ่านมาอยู่กรอบเป้าหมาย 1-3% หรือต่ำกว่าขอบล่างจากปัจจัย supply ราคาน้ำมันเป็นหลัก 2.เสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นว่า สถาบันการเงินปัจจุบันค่อนข้างเข้มแข็ง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงกว่า 20% หรือสูงเกือบ 2 เท่าของเกณฑ์กำหนดที่ 11% ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและกำไรต่ำมาก และ 3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ไทยมีระบบชำระเงินพร้อมเพย์ และ QR Code เป็นมาตรฐานระดับโลกที่ไม่มีค่าใช่จ่ายเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปัจจุบันจะเห็นว่าเสถียรภาพทั้ง 3 ด้านค่อนข้างดีมาก
rn
rn
อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทมีความผันผวนและความเสี่ยงของประเทศที่เปลี่ยนไป ภาพรวมเศรษฐกิจโตต่ำลงต่อเนื่องจากก่อนปี 2540 จีดีพีโต 7% และหลังปี 2540 เหลือ 5.3% และมาช่วงโควิด-19 ลดลงเหลือ 2.4% และคาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตเพียง 2.3% ซึ่งหากเศรษฐกิจโตต่ำลง รายได้ของคนและภาคธุรกิจลดลง ในท้ายที่สุดจะเป็นปัญหาหนี้เสีย กระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคได้ในอนาคต
rn
rn
ทั้งนี้ หากดูเครื่องมือนโยบายการเงิน ธปท. มีเครื่องมือเดียว คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ปัจจุบันอยู่ในระดับ 1.00% ต่ำกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมองว่าดอกเบี้ยปัจจุบันต่ำจริง แต่ยังเหมาะสมที่ประคองเศรษฐกิจ และหากสถานการณ์เปลี่ยนมีช็อกเกิดขึ้น ธปท. ก็สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.50% เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไปการลดดอกเบี้ยก็คงไม่เหมาะ เพราะดอกเบี้ยต่ำมีผลเสียต่อผู้ฝากเงิน จึงมองว่าจังหวะดอกเบี้ยตอนนี้ยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์
rn
rn
นอกจากนี้ การส่งผ่านดอกเบี้ยมีผลจำกัด และใช้เวลาทอดยาว 8-12 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ ซึ่งภายใต้ความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอด แปลว่า ไทย จะต้องมีความยืดหยุ่นและทนทาน (Resilience) และต้องพร้อมปรับตัว Transform หากไทย Resilience จะสามารถรับช็อกได้ รวมถึงจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย ไม่สามารถออกมาตรการเดียวแล้วจบทันที
rn
rn
โดยที่ผ่านมา ธปท. พยายามขยายบทบาทและเอื้อมมือให้ไกลที่สุดในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ทำไปแล้ว 4 เรื่อง คือ 1.แก้หนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 3.Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน และ 4.เงินเทา และคอร์รัปชั่น
rn
rn
ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างเข้าไปกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) ที่จะเปิดเฮียริ่งภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะออกใช้ได้ไตรมาสที่ 4/2569 ซึ่งจะเป็นการออกใบอนุญาต (License) ใหม่ รวมถึงการเข้าไปดูแลในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ที่ปัจจุบันมีจำนวนผูัประกอบการกว่า 3,600 ราย 24 ประเภท ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนบัญชีถึง 75% และสัดส่วนมีปริมาณสินเชื่อ 55% เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชีเพียง 25% และปริมาณสินเชื่อเพียง 45% ซึ่งเป็น 2 เรื่องที่อยู่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง
rn”}}” id=”text-aaf8c011e3″>
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าร่วมงานสัมมนา “Beyond ESG Thailand Transition # เปลี่ยนอนาคตประเทศ“ จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569
โดย ผู้ว่าการ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายการเงิน…พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ระบุว่า การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. มีเป้าหมายเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ 1.เสถียรภาพด้านราคา คือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในช่วงใน 4-5 ปีที่ผ่านมาอยู่กรอบเป้าหมาย 1-3% หรือต่ำกว่าขอบล่างจากปัจจัย supply ราคาน้ำมันเป็นหลัก 2.เสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นว่า สถาบันการเงินปัจจุบันค่อนข้างเข้มแข็ง มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS) สูงกว่า 20% หรือสูงเกือบ 2 เท่าของเกณฑ์กำหนดที่ 11% ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและกำไรต่ำมาก และ 3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ไทยมีระบบชำระเงินพร้อมเพย์ และ QR Code เป็นมาตรฐานระดับโลกที่ไม่มีค่าใช่จ่ายเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ปัจจุบันจะเห็นว่าเสถียรภาพทั้ง 3 ด้านค่อนข้างดีมาก
อย่างไรก็ดี ภายใต้บริบทมีความผันผวนและความเสี่ยงของประเทศที่เปลี่ยนไป ภาพรวมเศรษฐกิจโตต่ำลงต่อเนื่องจากก่อนปี 2540 จีดีพีโต 7% และหลังปี 2540 เหลือ 5.3% และมาช่วงโควิด-19 ลดลงเหลือ 2.4% และคาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตเพียง 2.3% ซึ่งหากเศรษฐกิจโตต่ำลง รายได้ของคนและภาคธุรกิจลดลง ในท้ายที่สุดจะเป็นปัญหาหนี้เสีย กระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหภาคได้ในอนาคต
ทั้งนี้ หากดูเครื่องมือนโยบายการเงิน ธปท. มีเครื่องมือเดียว คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ปัจจุบันอยู่ในระดับ 1.00% ต่ำกว่าสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมองว่าดอกเบี้ยปัจจุบันต่ำจริง แต่ยังเหมาะสมที่ประคองเศรษฐกิจ และหากสถานการณ์เปลี่ยนมีช็อกเกิดขึ้น ธปท. ก็สามารถลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.50% เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 แต่หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไปการลดดอกเบี้ยก็คงไม่เหมาะ เพราะดอกเบี้ยต่ำมีผลเสียต่อผู้ฝากเงิน จึงมองว่าจังหวะดอกเบี้ยตอนนี้ยังคงเหมาะสมกับสถานการณ์
นอกจากนี้ การส่งผ่านดอกเบี้ยมีผลจำกัด และใช้เวลาทอดยาว 8-12 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเฉพาะจุดได้ ซึ่งภายใต้ความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นตลอด แปลว่า ไทย จะต้องมีความยืดหยุ่นและทนทาน (Resilience) และต้องพร้อมปรับตัว Transform หากไทย Resilience จะสามารถรับช็อกได้ รวมถึงจะต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย ไม่สามารถออกมาตรการเดียวแล้วจบทันที
โดยที่ผ่านมา ธปท. พยายามขยายบทบาทและเอื้อมมือให้ไกลที่สุดในการแก้ปัญหาภายใต้อำนาจหน้าที่ ซึ่งในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ธปท. ได้ทำไปแล้ว 4 เรื่อง คือ 1.แก้หนี้ครัวเรือน 2.การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs และรายย่อย 3.Fairness ในการใช้บริการทางการเงิน และ 4.เงินเทา และคอร์รัปชั่น
ทั้งนี้ ธปท. อยู่ระหว่างเข้าไปกำกับดูแลสินเชื่อซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) ที่จะเปิดเฮียริ่งภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ และคาดว่าจะออกใช้ได้ไตรมาสที่ 4/2569 ซึ่งจะเป็นการออกใบอนุญาต (License) ใหม่ รวมถึงการเข้าไปดูแลในส่วนของผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-Bank) ที่ปัจจุบันมีจำนวนผูัประกอบการกว่า 3,600 ราย 24 ประเภท ซึ่งมีสัดส่วนจำนวนบัญชีถึง 75% และสัดส่วนมีปริมาณสินเชื่อ 55% เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) ที่มีสัดส่วนบัญชีเพียง 25% และปริมาณสินเชื่อเพียง 45% ซึ่งเป็น 2 เรื่องที่อยู่ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 เรื่อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bot.or.th/th/news-and-media/activities/activities-20260903-2.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kqKdyztSv1W7OfYdEjzB7
